หัวใจพ่ายรัก กับดักตะวัน (Reup)

ตอนที่ 9 : บทที่ 5 สั่งให้เธอเกลียด (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 22,939
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 51 ครั้ง
    14 ส.ค. 62

          “เท่านี้ใช่ไหมคะ”
          “ยัง” ชายหนุ่มยื่นใบหน้าคมเข้มเข้ามาใกล้ๆ กลัวหล่อนจะไม่ได้ยินในสิ่งที่เขาพูด “เธอห้ามยุ่งเรื่องส่วนตัวของฉัน ห้ามถาม ห้ามพูด ห้ามส่งเสียงดังรบกวน ทำตัวให้เหมือนไม่มีตัวตนได้ยิ่งดี”
          คราวนี้นิชาภัทรเบิกตากว้าง แบบนี้ก็ไม่ต่างกับคนรับใช้เลยสักนิด ถ้าไม่ใช่ก็คงเป็นวิญญาณเร่ร่อน
          “ทำได้ไหม” 
          เสียงทุ้มปลุกคุณหนูสาวจากภวังค์ ดวงตากลมกะพริบถี่ๆ ก่อนจะละสายตาจากใบหน้าหล่อเหลาชวนฝัน
          “เอ่อ...คือว่า...” 
          “ถ้าทำไมได้ก็เก็บข้าวของออกไป แล้วไม่ต้องมาให้ฉันเห็นหน้าอีก” 
          “เดี๋ยวค่ะ” นิชาภัทรดึงชายเสื้อของเขาไว้ เมื่อเห็นว่าคู่สนทนากำลังจะก้าวจากไป เจ้าของใบหน้าคล้ามคมหันมองหล่อน เลิกคิ้วเล็กน้อยเชิงให้หล่อนรีบตัดสินใจ 
          “เพลงตกลงค่ะ” 
          “ดี เริ่มตั้งแต่นาทีนี้ เธอไปเก็บโต๊ะอาหารกับข้าวของที่กระจัดกระจายให้เรียบร้อย ฉันจะเข้านอนละ” 
          ประตูห้องปิดลงแล้ว แต่นิชาภัทรยังคงจ้องด้วยแววตาอ่อนโยนไม่วางตา ราวกับว่าจะใช้พลังจิตมองให้ทะลุเข้าไปภายใน น่าแปลกที่หล่อนรับการกระทำร้ายๆ ของเขาได้มากเพียงนี้ ใช่! ต่อให้ร้ายกว่านี้หล่อนก็รับได้ เพราะเทียบกับระยะเวลาสามปีที่อยู่โดยไม่มีเหนือตะวัน หล่อนทรมานมากกว่านี้เป็นร้อยเป็นพันเท่า  
          ย้อนไปเมื่อเจ็ดปีก่อน วันที่ตระกูลรัตนะบำรุงสูญเสีย ปพน รัตนะบำรุง และ กรองแก้ว รัตนะบำรุง สองประมุขของบ้านด้วยอุบัติเหตุเรือสำราญล่มในทะเลอันดามัน ตอนนั้นเหมือนโลกถล่มแผ่นดินทลาย นิชาภัทร บุตรสาวคนเดียวของครอบครัวมีชีวิตอยู่เสมือนตกนรกทั้งเป็น หล่อนเคว้งคว้างไม่ต่างกับร่างไร้วิญญาณของบุพการีที่ล่องลอยอยู่กลางมหาสมุทรนานนับเดือน ความเสียใจของหล่อนยาวนานเหมือนชั่วกัปชั่วกัลป์ นับจากวันที่เรือล่มจนถึงวันที่พบร่างของบิดามารดา 
          ครอบครัวของหล่อนเป็นครอบครัวสมัยใหม่ แยกตัวออกมาจากครอบครัวเดิมนานมากแล้วตั้งแต่นิชาภัทรยังไม่ลืมตาดูโลก ปู่ ย่า ตา ยาย ก็เสียชีวิตไล่เลี่ยกันในยามที่หล่อนยังเล็กมาก ลุง ป้า น้า อา ญาติพี่น้องก็ห่างหายจากกันจนไม่รู้จักว่าใครเป็นใคร แม้ว่าในงานศพ ญาติๆ ที่หล่อนไม่คุ้นเคยต่างเข้ามากอด มาปลอบใจให้หล่อนคลายความเศร้า แต่ก็จากไปในวันสุดท้ายที่เผาร่างไร้วิญญาณของบิดามารดาเสร็จสิ้น โชคดียังมีอยู่บ้างที่อย่างน้อยหล่อนก็ถูกทิ้งไว้กับมรดกนับร้อยล้าน โดยที่ญาติๆ ไม่ได้สนใจหลอกล่อเอาสมบัติของหล่อนไปอย่างที่ชาครหวั่นเกรง 
          น้องเพลง’ มืออันแสนอบอุ่นดึงมือเล็กๆ มากุมไว้พร้อมยิ้มอ่อนโยน ‘กินอะไรหรือยังครับ พี่เห็นเรานั่งอยู่ตรงนี้ตั้งนานแล้วน้า’
           เด็กหญิงนิชาภัทรนั่งอยู่มุมหนึ่งของห้องโถงในคฤหาสน์หลังใหญ่ ร้องไห้จนหมดน้ำตา อายุสิบห้าปีถือว่ามากพอจะรับรู้ความเจ็บปวดจากการสูญเสียในครั้งนี้ได้เต็มที่ 
          ‘เพลงไม่เหลือใครแล้วค่ะ ต่อไปนี้เพลงจะอยู่กับใคร’ 
          ‘เพลงยังมีพี่อยู่ทั้งคน พี่เหนือคนนี้พร้อมจะอยู่เป็นเพื่อนเพลงนะ นานแค่ไหนก็ได้เท่าที่เพลงต้องการ’ เหนือตะวันในตอนนั้น กำลังก้าวเข้าสู่วัยหนุ่ม เขาหล่อเหลาและเป็นสุภาพบุรุษเต็มขั้น เมื่อเห็นนิชาภัทรอยู่ในความเศร้าโศกจึงพร้อมมอบความอาทรให้ทันที หล่อนยอมรับว่ามันช่วยบรรเทาความเจ็บปวดลงไปได้ แม้เพียงน้อยนิด...แต่ก็เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้หล่อนมีชีวิตอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ 
          เพลงน่าจะตายไปอีกคน เพลงอยากไปอยู่กับพ่อกับแม่’ 
          ‘ไม่เอาน่าเพลง อย่าพูดแบบนี้สิ’ เด็กหนุ่มร่างสูงโอบไหล่คนตัวเล็กแน่น ‘เรื่องคุณอาทั้งสอง ทุกคนก็เสียใจ เจ็บปวดเหมือนกัน แต่วันนี้เพลงคือคนที่ยังมีชีวิต เพลงจะต้องอยู่ต่อไป และต้องอยู่อย่างมีความสุขด้วย’
          ‘เพลงไม่แน่ใจว่าเพลงจะอยู่ได้ไหม...’ เด็กสาวร้องไห้ออกมาอีก
          ‘ต้องอยู่ได้สิครับ เพลงมองหน้าพี่เหนือเอาไว้ให้ดี’ เด็กหนุ่มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเศร้าหม่น ‘พี่จะอยู่เคียงข้างเพลงตลอดไป ไม่มีวันทอดทิ้งเพลงแน่นอน’ 
          ‘จริงเหรอคะ...’ น้ำตาแห่งความเสียใจเหือดแห้งไปแล้ว เหลือแต่ร่องรอยของความเจ็บปวดที่คงต้องใช้เวลา ซึ่งไม่รู้ว่านานแค่ไหนถึงจะหายไปจากหัวใจบอบบาง 
          ‘จริงสิครับ แต่เพลงต้องเข้มแข็งนะ รู้รึเปล่า’ 
          มือแข็งแรงกุมมือเล็กๆ ไว้ไม่ยอมปล่อย ตลอดระยะเวลาที่ต้องทนทุกข์ทรมาน เหนือตะวันคือคนเดียวที่อยู่เคียงข้าง เขาไม่เคยเบื่อที่จะต้องนั่งฟังเสียงหล่อนร้องไห้ทุกวันในสวนหลังบ้าน ไม่เคยเบื่อเวลาที่หล่อนโทร. หากลางดึกเพียงเพราะฝันร้าย  
          นิชาภัทรอดคิดไม่ได้ว่าอันที่จริงหล่อนตายไปพร้อมกับบิดามารดาแล้ว แต่เหนือตะวันเป็นผู้ชุบชีวิตหล่อนขึ้นมาใหม่ด้วยความรักของเขา ซึ่งหล่อนลืมคิดไปว่ามันไม่ใช่ความรักแบบที่หล่อนต้องการ เขามอบความรักให้ในฐานะพี่ชายกับน้องสาว แต่ความรักของหล่อนที่ให้เขานั้นต่างออกไป มันเป็นความรักที่ลึกซึ้งฉันชายหนุ่มกับหญิงสาว 
เป็น ‘รักแท้’ ที่หญิงสาวมอบให้เขาหมดทั้งหัวใจ ชีวิตทั้งชีวิตหล่อนก็มอบให้เขาเช่นเดียวกัน 
          นี่สินะ เหตุผลที่ทำให้หล่อนอดทนกับความร้ายกาจของเขาได้ 
          ทายาทรัตนะบำรุงลุกขึ้นยืน หล่อนมองรอบๆ ห้องเพื่อหาที่นอนให้ตัวเอง เห็นว่าโซฟาน่าจะเป็นที่ที่ดีที่สุดในคืนนี้ เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยคิดว่าหล่อนจะอยู่ที่นี่อย่างไรภายใต้ข้อกำหนดของเขาโดยไม่ต้องลำบากมากนัก ริมฝีปากอิ่มยิ้มให้ตัวเอง อยู่ที่ไหน อยู่อย่างไรก็ได้ทั้งนั้น ขอแค่มีผู้ชายที่ชื่อ ‘เหนือตะวัน’ หล่อนก็ไม่ต้องการอะไรอีกต่อไป



          ภาพหญิงสาวที่กำลังง่วนกับการจัดโต๊ะอาหารเช้า หยิบโน่นทีจับนี่ทีอย่างเริงร่าทำให้เหนือตะวันหยุดมองอย่างลืมตัว นิชาภัทรสวมชุดพร้อมทำงาน เสื้อแขนยาวสีขาวแขนกับคอเสื้อประดับลูกไม้ คู่กับกระโปรงสีส้มยาวถึงเข่าดูค่อนข้างแปลกตาในความคิดเขา เพราะภาพของนิชาภัทรในอดีตที่เขาคุ้นเคยคือเด็กสาวชุดสวมนักเรียนหรือชุดนักศึกษา ถ้าไม่เช่นนั้นหล่อนมักจะใส่เสื้อยืดอย่างสมัยนิยม ดูเป็นเด็กทั่วๆ ไป ครั้นพอผ่านไปสามปี เขาก็พบหญิงสาวที่กลายร่างจากเด็กไร้เดียงสาเป็นสาวเปรี้ยวเข็ดฟัน เห็นเมื่อไรต้องเบือนหน้าหนี ซึ่งไม่ว่าจะแต่งแบบไหนเขาก็ไม่ชอบทั้งสองอย่าง ไม่เหมือนชุดที่หล่อนสวมอยู่ขณะนี้...
          “อาหารเช้าเสร็จแล้วค่ะ” 
          เสียงหวานจากริมฝีปากสีเดียวกันกับกระโปรงทำให้คนที่กำลังลืมตัวจ้องได้สติ เมื่อรู้สึกตัวก็รีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติก่อนจะเดินมาที่โต๊ะอาหารโดยไม่มองเจ้าของเสียง กระนั้นก็ยังได้เห็นใบหน้านวลที่ตัดกับผมดำขลับตรงยาวถึงกลางหลัง ยอมรับว่ารูปลักษณ์หล่อนดึงดูดเขาไม่น้อย แต่นั่นก็ไม่มากพอที่จะทำให้เขาพิศวาสหล่อนได้ 
          เหนือตะวันปลดกระดุมเสื้อสูทหนึ่งเม็ดก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ เขาหยิบหนังสือพิมพ์มาขึ้นอ่านพร้อมยกกาแฟที่ร้อนพอดีขึ้นจิบ ท่าทีเมินเฉยของเขาทำให้นิชาภัทรทำตัวไม่ถูก ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ครู่เดียวก็ทรุดตัวลงนั่งเก้าอี้ทางด้านขวามือของเขา 
          “พี่เหนือชอบกาแฟรสนี้ไหมคะ กาแฟสอง น้ำตาลหนึ่ง ไม่ใส่ครีม” 
          อีกฝ่ายนิ่ง ใบหน้าที่แต้มด้วยรอยยิ้มซีดเผือดไปทันตา แต่หญิงสาวก็ยังไม่หมดความพยายาม
          “พี่เหนือคะ ลองทานไข่ตุ๋นนี่สิคะ เพลงใส่แคร์รอตด้วยนะ” มือเล็กเลื่อนชามไข่ตุ๋นน่ารับประทานให้เขา 
เขาเหลือบตามองหล่อนเล็กน้อย ก่อนจะหันไปสนใจหนังสือพิมพ์ในมือเหมือนไม่ได้ยินในสิ่งที่หล่อนพูด คนที่นั่งร่วมโต๊ะกับเขาเป็นเพียงอากาศ 
          นิชาภัทรเม้มปากแน่น เขาไม่พูด ไม่แสดงอาการใดๆทั้งสิ้น การกระทำแบบนี้น่ากลัวกว่ายามเขาอาละวาดอย่างเมื่อคืนเสียอีก 
          ครู่เดียวเหนือตะวันก็ยกแก้วกาแฟดื่มจนหมด ไม่แตะไข่ตุ๋นแคร์รอตของแม่ครัวคนใหม่สักคำ เขาวางหนังสือพิมพ์ลงบนโต๊ะ หยิบโทรศัพท์กับกุญแจรถแล้วก้าวฉับๆ ออกจากคอนโดมิเนียมไป ทิ้งให้นิชาภัทรมองตามด้วยความน้อยใจ นี่เขากำลังทำให้หล่อนเป็นอากาศจริงๆ แล้ว 
          หญิงสาวเงยหน้า ข่มกลืนก้อนแข็งๆ ลงคออย่างยากเย็น จะใจร้ายไปถึงไหนกันเป็นคำถามแรกที่เกิดขึ้นในหัวของหล่อน แล้วหล่อนล่ะจะทนได้ถึงเมื่อไร คำถามต่อมาทำเอาหัวใจดวงน้อยวูบไหว ถ้าทนไม่ได้ก็เท่ากับว่าหล่อนต้องยอมเสียคนที่รักมากที่สุดในชีวิตไปอีกหนึ่งคน ซึ่งหล่อนรู้ดีว่ามันคงทรมานหัวใจอย่างแสนสาหัสเมื่อวันที่ต้องกลายเป็นคนอื่นมาถึง 

          “ไอ้เหนือ แกต้องช่วยฉันนะโว้ย” 
          เป็นคำพูดของดนวัต หนุ่มหน้าตี๋ผู้โด่งดังในสังคมไฮโซ เขามักถูกกล่าวถึงเสมอในหน้าหนังสือพิมพ์เรื่องการคบหากับสาวๆ ในวงการบันเทิง เรียกได้ว่าเป็นเสือผู้หญิงอันดับต้นๆ ของประเทศเลยทีเดียว แต่บัดนี้เสือกำลังสิ้นลาย เมื่อบิดาผู้เป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าชื่อดังที่มีสาขาทั่วประเทศประกาศตัดบุตรชายออกจากกองมรดกถ้าไม่อาจทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้ 
มือขาวเนียนเช่นคนไม่เคยทำงานเขย่าแขนเหนือตะวันอย่างคนอับจนหันทาง นาฬิกาโรเลกซ์ราคาเหยียบล้านถูแขนเสื้อชายหนุ่มจนยับเป็นรอย คนในร้านอาหารก็มองมาที่โต๊ะพวกเขาอย่างสนใจในท่าทีแปลกๆ นั้น 
          “เฮ้ย! หยุดเลย นาฬิกาถูกๆ ของแกกำลังทำเสื้อฉันเป็นรอย” เหนือตะวันไม่พูดเปล่า สะบัดแขนทีเดียวมือของหนุ่มตี๋ก็หลุดจากแขนเสื้อ 
           “อะไรวะ เอ้อ! ฉันไม่ได้รวยเป็นมหาเศรษฐีอย่างแกนี่” ดนวัตตัดพ้อ 
           “แล้วทำไมต้องเป็นฉันวะ ไอ้บดินทร์ก็ว่าง” เหนือตะวันโบ้ยไปที่บดินทร์ ทายาทเจ้าของธุรกิจขนส่งภายในประเทศ และเจ้าของผับหรู สถานที่ที่ทำให้เขาถูกยายบ้าผู้ชายวางยา จนสุดท้ายกลายมาเป็นงานแต่งงานที่เลวร้ายที่สุดตั้งแต่ที่โลกเคยมีการแต่งงานมา 
          “เฮ้ย! อย่าเลยฉันไม่ถนัดว่ะ” คนถูกโยนภาระให้รีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน 
          ใครก็รู้ว่าดนวัตเป็นพวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ทำอะไรไม่เป็นโล้เป็นพาย ทั้งเรื่องเรียนก็จบช้ากว่าเพื่อน เก่งแต่เรื่องจีบหญิง ขับรถโชว์สาว บิดาของดนวัตเป็นคนจีน มีนิสัยเจ้าระเบียบ แม้จะให้ท้ายลูกมาตั้งแต่เด็กตามประสาคนรวย แต่ก็มีกฎอยู่ข้อหนึ่งคือจะให้เงินลูกทุกคนแค่เรียนจบเท่านั้น หลังจากนั้นต้องหางานทำ หาเงินใช้เอง ดนวัตเป็นบุตรคนสุดท้องจากพี่น้องห้าคน เขาจึงได้รับอะไรมากกว่าคนอื่นเสมอในฐานะน้องคนเล็ก แต่วันนี้ของดนวัตก็มาถึงจนได้ วันที่ดนวัตอายุเกือบสามสิบปี
“เป็นแกแหละถูกต้องแล้วไอ้เหนือ แกทั้งฉลาด ทั้งรวย แกต้องทำงานนี้สำเร็จแน่นอน” 
เป็นครั้งแรกที่บดินทร์ไม่รู้สึกอะไรกับคำพูดของเพื่อนที่เหมือนบอกว่าเขาดีไม่เท่าเหนือตะวัน ข้อหนึ่ง เขายอมรับว่าจริงอย่างที่เพื่อนหน้าตี๋พูด ข้อสอง หากเขาฉลาดแล้วต้องตกเป็นเหยื่อของเพื่อนรักละก็ เขาขอเป็นคนสมองทึบดีกว่า 
          “งั้นแกก็ทนทำงานในบริษัทป๊าแกไปก่อนสิวะ แกเป็นลูก เขาคงไม่ให้เป็นลูกจ้างไปตลอดหรอกน่า” 
          เหนือตะวันหาทางออกอื่นแทนการทำสิ่งที่เพื่อนรักขอร้องให้ร่วมลงทุนธุรกิจโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ แม้ว่าจะเป็นธุรกิจที่น่าสนใจ แต่ทั้งดนวัตและเขาต่างไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ การทำในสิ่งที่ไม่รู้บวกกับเงินลงทุนเกือบห้าสิบล้านบาททำให้เขาหวั่นวิตกไม่น้อย ช่วงนี้เขายังยุ่งอยู่กับการเรียนรู้งานที่บริษัท ไหนจะเรื่องนิชาภัทรที่เขาต้องหาวิธีกำจัดหล่อนไปจากชีวิตอีก คงไม่มีเวลามาทำธุรกิจใดๆทั้งสิ้น ยิ่งเป็นการร่วมหุ้นกับดนวัตด้วยแล้ว เขามองไม่เห็นทางก้าวหน้าเลยสักนิด 
          “ป๊าฉันเอาจริง ลูกตั้งห้าคน พี่ฉันสี่คนทุกวันนี้ก็รับแค่เงินเดือนแสนสองแสน จะไปพอกินอะไรวะ ดูสิ อาหารมื้อนี้มื้อเดียวก็เหยียบหมื่นละ ข้าวของก็แพงชิบ” 
          บดินทร์กลอกตาเมื่อรู้ความคิดของเพื่อนเขา ส่วนเหนือตะวันถึงกับหลับตาเอามือนวดขมับตัวเอง เขายอมแพ้ความคิดดนวัตจริงๆ 
          ไม่รู้โว้ย” เหนือตะวันตั้งท่าจะลุกหนี แต่มือขาวๆ ก็คว้าแขนเขาไว้แน่นก่อนดึงให้นั่งลงที่เดิม 
          “ไอ้เหนือ แกกับฉันเป็นเพื่อนกันไหมวะ” 
          “เป็นสิวะ” 
          “ฉันขอเถอะ แกเชื่อใจฉันสักครั้งนะ ถ้าป๊าเห็นว่าฉันทำอะไรด้วยตัวเองได้ เขาจะได้ยอมรับในตัวฉัน นะ” 
เหนือตะวันนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ นี่มันเป็นปีชงของเขาหรืออย่างไรกัน มีแต่เรื่องซวยๆ 
“เออ ก็ได้ แต่ฉันไม่มีความรู้ ขอเวลาศึกษาสักพัก” เขาตกปากรับคำไปจนได้ ให้ตายเถอะ 
“เออ ได้สิวะ” หนุ่มหน้าตี๋ตอบ แววตาสุกใสเหมือนเด็กที่ผู้ใหญ่ตามใจ แต่วินาทีต่อมาใบหน้าหล่อกลับมีสีหน้าสงสัยเล็กน้อย “ว่าแต่ต้องศึกษาด้วยเหรอวะ ช่างเถอะ ถ้าแกศึกษาแล้วรู้เรื่องยังไงมาบอกฉันด้วยนะเพื่อน” 
สองหนุ่มอึ้งกับคำพูดของเพื่อนไปห้าวินาทีก่อนจะหันมาสบตากัน 
“เฮ้อ...”
เหนือตะวันและบดินทร์พ่นลมหายใจออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย บดินทร์มองหน้าเพื่อนสองคนสลับกัน เห็นเค้าลางความวุ่นวายอยู่รำไรแล้วละ 





---------------------------------------------------------------------
มาอัพเพิ่มก่อนนอนคืนนี้ค่า ใครยังไม่มีในครอบครองเบนซ์เปิดจองที่เพจ "อุณหภูมิปกติ" นะคะ
เปิดให้จองวันสุดท้ายวันที่ 20 สิงหาคมนี้เท่านั้น (รีปริ้นท์ครั้งเดียวไม่รีปริ้นท์แล้วนะคะ) 
เนื้อหาในเล่มเหมือนต้นฉบับที่เคยออกกับ สนพ. สถาพร ไม่มีเพิ่มเติม ใครมีแล้วไม่ต้องซื้อใหม่ (เวอร์ชั่นอีบุ๊คก็เช่นกันจ้า)

 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 51 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,184 ความคิดเห็น