หัวใจพ่ายรัก กับดักตะวัน (Reup)

ตอนที่ 13 : บทที่ 6 เกลียดเธอไม่ลง (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 27,764
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 60 ครั้ง
    23 ส.ค. 62

          “ถ้าอย่างนั้นฉันไปด้วย” 
          “อะไรนะคะ” นิชาภัทรถามออกไปเหมือนไม่อยากเชื่อ
          เหนือตะวันไม่กล่าวซ้ำ เขาลุกขึ้นโดยไม่ลืมที่จะดึงคนที่นั่งงงอยู่ให้ลุกตามไปด้วย พาหล่อนเข้าห้องน้ำล้างหน้าแปรงฟัน ก่อนจะพากันออกจากคอนโดมิเนียมทั้งชุดนอน 
          สถานที่ตักบาตรเป็นตลาดสดขนาดย่อมที่ห่างจากคอนโดมิเนียมราวสามร้อยเมตร เหนือตะวันห่างหายการตักบาตรเข้าวัดไปนานแค่ไหนแล้วก็จำไม่ได้ รู้เพียงว่านานโขจนลืมขั้นตอนไปเสียหมด ได้แต่ทำตามนิชาภัทรอย่างเก้ๆ กังๆ
          “เสร็จแล้วไปกรวดน้ำค่ะ” 
          นิชาภัทรจับมืออุ่นที่โหยหามานาน ดึงเบาๆ อีกฝ่ายก็ตามมาอย่างง่ายดาย ใบหน้าหวานละมุนมีรอยยิ้มกว้าง ถ้านี่เป็นความฝันหล่อนคงไม่อยากตื่นขึ้นมาอีกเลย 
          กรวดน้ำเสร็จสังเกตว่าท้องฟ้าเริ่มสว่าง คนตัวเล็กมองหานาฬิกาใกล้ๆ เพราะทั้งเขาและเธอไม่สวมนาฬิกาทั้งคู่
          “หกโมงแล้ว เราหาอะไรง่ายๆ ทานไหมคะ เพลงคงทำอาหารไม่ทัน” 
          “แต่ข้อตกลงคือเธอต้องทำอาหารทุกเช้ากับเย็น” เหนือตะวันไม่ค่อยพอใจ เพราะเมื่อวานเย็นก็ไม่ได้กินอาหารรสมือหล่อน หงุดหงิดบอกไม่ถูก 
          นิชาภัทรได้แต่เม้มปากแน่น ‘คำก็ข้อตกลงสองคำก็ข้อตกลง’ 
          “ก็ได้ค่ะ ไม่เห็นต้องหงุดหงิดเลย ถ้าอย่างนั้นเรารีบกลับคอนโดกันเถอะนะคะ เพลงมีประชุมฝ่ายการเงินแต่เช้า” 
          “อืม” เขาพยักหน้าพอใจ พร้อมกับจับมือนุ่มนิ่มพาเดินกลับไปยังทิศทางเดิม 


          เช้าวันนั้นนิชาภัทรอาบน้ำอย่างรีบเร่งและแต่งหน้าภายในเวลาห้านาทีหลังจากทำอาหารง่ายๆ ให้เหนือตะวันรับประทาน กว่าจะแต่งตัวเสร็จก็จวนจะสายจึงรีบหยิบของสำคัญมาถือไว้ เหนือตะวันที่แต่งตัวเสร็จก่อนนิชาภัทรไม่นานเห็นท่าทีรีบเร่งก็นึกแปลกใจ 
          “เพิ่งเจ็ดโมงสิบห้า เธอร้อนรนเหมือนว่าที่ทำงานอยู่ไกลเป็นร้อยกิโล บริษัทเราเข้างานแปดโมงครึ่งนะ คนเป็นเจ้านายไปสายก็ไม่โดนหักเงินเดือน” 
          “วันนี้เพลงนัดฝ่ายการเงินประชุมตอนแปดโมงค่ะ เพราะเก้าโมงครึ่งมีประชุมฝ่ายบริหาร เพลงต้องสรุปงาน พี่เหนือเองก็ต้องเข้าประชุมไม่ใช่เหรอคะ” 
          เหนือตะวันพยักหน้าเบาๆ ‘จริงจังกับงานก็ดี ไม่ใช่วิ่งไล่แต่ผู้ชายอย่างเดียว’ 
          “ถ้าอย่างนั้นก็ไปพร้อมกันเลย” 
          เหนือตะวันไม่พูดเปล่า เขาแย่งเอาสัมภาระของหล่อนมาถือไว้แล้วเดินออกจากประตูไปก่อน นิชาภัทรได้แต่มองตามแผ่นหลังแข็งแกร่งของเขานิ่ง 
          หล่อนก้าวขาไม่ออก จริงอยู่ที่เหนือตะวันเคยเป็นผู้ชายที่ดีที่สุดในชีวิต แต่นั่นก็เป็นความดีในแบบพี่ชายเท่านั้น ต่างกับตอนนี้มาก หล่อนไม่เคยได้รับการปฏิบัติเช่นนี้จากใครมาก่อน หรือหากจะมีคนพยายามมอบความปรารถนาดีทำนองนี้ให้ หล่อนก็ไม่สนใจจะรับ
          “ไม่รีบแล้วหรือไง” เหนือตะวันหันกลับมามองเห็นคนรีบร้อนยืนนิ่งอยู่จึงตะโกนถามขึ้น 
          “ค่ะ...รีบค่ะ” 
          หญิงสาวรีบจัดแจงปิดประตูแล้วก้าวเท้าเร็วๆ ตามเขาไปด้วยรอยยิ้มที่กว้างกว่าทุกวัน เป็นรอยยิ้มแห่งความสุขที่หล่อนไม่ได้สัมผัสมานาน แม้ไม่รู้ว่าความสุขนี้จะยืนยาวแค่ไหน แต่เพียงวินาทีเดียวที่เขามอบความสุขให้ หล่อนเอาไปใช้หล่อเลี้ยงชีวิตได้ทั้งชีวิต หล่อนรู้สึกว่าตัวเองกำลังตกหลุมรักเขาอีกครั้ง 

          นิชาภัทรทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ ทั้งเหนื่อยและโล่งใจไปพร้อมกัน หล่อนเป็นประธานฝ่ายงบประมาณ ซึ่งถือว่าเหนื่อยหนักมากกว่างานอื่นๆ ในบริษัท ต้องใช้ไหวพริบและความรอบคอบอย่างมาก ประชุมสรุปงานทีหนึ่งดึงพลังจากร่างกายไปจนหมด 
          ดวงตากลมโตปิดลง เหนื่อยจนลืมสนใจท้องที่กำลังร้องเพราะความหิว หล่อนประชุมยาวจนเวลาปาเข้าไปเกือบบ่ายสองโมง เนื่องจากคณะประชุมยืนยันที่จะประชุมจนครบวาระโดยไม่เบรกทานอาหารกลางวัน ไม่เช่นนั้นการประชุมอาจล่วงเลยถึงห้าโมงเย็น เพราะต้องกลับมาปะติดปะต่อเรื่องที่ค้างไว้ในรอบเช้า ดังนั้นอาหารกลางวันของหล่อนจึงเป็นกาแฟหนึ่งแก้วกับขนมปังชืดๆ แผ่นเดียว 
          เสียงประตูเปิดออกแต่นิชาภัทรยังไม่อยากลืมตา 
          “คุณลูกปลาคะ วันนี้ขออาหารไทยง่ายๆ นะคะ ผัดกะเพราหมูกับไข่ดาวกรอบๆ ร้านอาหารข้างบริษัทก็ได้ค่ะ ฉันหิวจนตาลายไปหมดแล้ว”
          “ไม่รู้ว่าหิวขนาดนี้เธอจะพอมีแรงไปกินมื้อกลางวันกับฉันรึเปล่านะ” 
          เสียงที่ตอบกลับมาไม่ใช่เสียงของลูกปลา แต่เป็นเสียงเดียวกันกับเสียงที่ดังอยู่ในหัวใจหล่อนทุกวี่วัน ลืมตาขึ้นก็พบว่าเป็นเขา เหนือตะวันยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานของหล่อน มือสองข้างล้วงกระเป๋าท่าทางสบายใจ 
          “พี่เหนือ” นิชาภัทรขยับตัวตรง ดวงตากลมจ้องเป๋งให้มั่นใจว่าเป็นเขา พร้อมกับทบทวนความหมายของคำพูดเมื่อครู่                “พี่เหนือกำลังจะชวนเพลงไปทานข้าวเหรอคะ” 
          “ทำนองนั้น แต่ถ้าไปไม่ไหวก็ไม่เป็นไรนะ ฉันเข้าใจว่าเธอเหนื่อย” เหนือตะวันตั้งท่าจะหันหลังแต่ก็เป็นดังคาด ประธานกรรมการร่างเล็กไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย 
          ไหวค่ะไหว ไปเดี๋ยวนี้เลยนะคะ” นิชาภัทรคว้ากระเป๋าได้ก็รีบสาวเท้ามายืนเคียงข้างเขา ความเหนื่อยล้าหายไปในพริบตา ยิ้มกว้างจนปากแทบฉีกถึงใบหู ดวงตากลมโตหยีจนตาแทบปิด
           ‘น่ารักดีแฮะ’ เหนือตะวันเผลอ แต่ความคิดนั้นก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว เขาแอบพ่นลมหายใจเบาๆ ‘เผลอไม่ได้เด็ดขาดนะไอ้เหนือ ยายนี่มันปีศาจ’ ชายร่างสูงเดินนำหล่อนออกไป เจ้าของขาเรียวรีบสาวเท้าตามอย่างเบิกบาน 
          เมื่อเหนือตะวันยอมให้นิชาภัทรเป็นคนเลือกสถานที่ หล่อนจึงเลือกเอาร้านอาหารไทยเล็กๆ ที่เคยเป็นขาประจำสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เนื่องจากง่าย เร็ว และอร่อย 
          เหนือตะวันมองรอบๆ ร้าน ร้านนี้จัดอย่างเรียบง่ายแต่บรรยากาศดี มีทั้งส่วนที่เป็นห้องปรับอากาศและเอาต์ดอร์ 
บริเวณเอาต์ดอร์จัดเป็นส่วนหย่อมน่านั่งมากทีเดียว แต่ทั้งคู่เลือกนั่งข้างในเพราะอากาศข้างนอกกำลังร้อนจัด ขอนั่งตากแอร์ข้างในเย็นๆ ดีกว่า โต๊ะที่มีอยู่เพียงสิบตัวขณะนี้ว่างเปล่า ทั้งร้านไม่มีลูกค้าเลย คงเป็นเพราะเวลาแบบนี้ไม่ใช่ช่วงรับประทานอาหาร หรือไม่ก็อาหารรสชาติไม่ได้เรื่อง เขาเดาง่าย ๆ
          เหนือตะวันลอบมองใบหน้าหวานที่กำลังชะเง้อมองหาคนรับรายการอาหาร ในหัวครุ่นคิดสับสน เขาเคยมองว่าหล่อนเป็นเด็กผู้หญิงที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ เรียนหนังสือไม่ได้เรื่อง เพราะมัวแต่คิดเรื่องของเขาเป็นหลัก ไม่รู้ว่าจะเอาเวลาที่ไหนไปตั้งใจเรียนหนังสือ หรือสนใจเรื่องอื่นๆ ที่มีสาระ แต่เหตุการณ์เมื่อวานและวันนี้ในที่ประชุมก็ยืนยันได้ว่าหล่อนเป็นผู้หญิงที่ฉลาดมาก เข้าใกล้คำว่าอัจฉริยะได้ แถมที่เคยคิดว่าหล่อนมีชีวิตเป็นคุณหนูไฮโซก็ผิดถนัด ไม่ใช่แค่การที่หล่อนเป็นขาประจำร้านอาหารเล็กๆ แห่งนี้ แต่ดูจากการพฤติกรรมที่ผ่านมา เขาพบว่าหล่อนใช้ชีวิตอย่างธรรมดาเมื่อเทียบกับฐานะขั้นเศรษฐีของหล่อน
               “ลุงอ้วน...น...น” นิชาภัทรตะโกนเรียกเมื่อชะเง้ออยู่นานแต่ไม่พบว่าจะมีใครโผล่มาต้อนรับ 
เหนือตะวันขมวดคิ้วเชิงปรามให้หล่อนหยุดพฤติกรรมดังกล่าว
               “นี่เธอจะตะโกนทำไมฮะ หัดมีมารยาทซะบ้าง” 
               “โธ่! ก็เพลงหิวนี่คะ ไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้า” หน้าหวานงอง้ำ 
               เหนือตะวันได้แต่ถอนใจ นิสัยอย่างหนึ่งที่เขาไม่เคยเข้าใจผิดเลยก็คือความเอาแต่ใจนี่กระมัง ชายหนุ่มช่วยมองหาพนักงาน แล้วก็พบชายชราร่างอวบคนหนึ่งกำลังเดินมาทางเขาด้วยความรีบเร่ง 
               “โน่นไง มาละ” เขาชี้ไปยังข้างหลังหล่อน 
               คนหิวจัดมองตาม เมื่อเห็นว่าเป็นคนที่หล่อนกำลังมองหาริมฝีปากอิ่มจึงยิ้มกว้างดีใจ
               “ลุงอ้วนคะ”
               อ้าว! คิดว่าใคร ยายหนูเพลงนี่เอง” 
               “ก็ใช่น่ะสิคะ ทำไมวันนี้เด็กเสิร์ฟไม่มีซักคนเลยล่ะคะ” 
               “อยู่หลังร้านกันหมด ตะโกนโวยวายแบบนี้หิวมาอีกแล้วใช่ไหม แล้ว...นั่นมากับใครล่ะ” ชายชราเสมองคนที่มากับลูกค้าขาประจำ พินิจหน้าอยู่ครู่เดียวก็นึกออก ดวงตาฝ้าฟางเบิกกว้างอย่างตื่นเต้น “โอ้! นี่มันหลานเขยของลุงนี่นา คุณเหนือตะวัน”
               มือเหี่ยวย่นยื่นมือออกไปทักทายแบบสากล เหนือตะวันออกจะระแวงเล็กน้อยแต่ก็ยอมสัมผัสมือกลับอย่างมีมารยาท 
               “เห็นตัวเป็นๆ ก็วันนี้ ได้ยินชื่อมานาน ตัวจริงหล่อกว่าในรูปอีกนะ ตัวสูงใหญ่เชียว ไอ้หนูเพลงมันเอารูปมาให้ดูประจำ นี่เดี๋ยวพวกเด็กเสิร์ฟข้างหลังคงได้มาขอดูหน้ากันเป็นแถวล่ะงานนี้”
               “ลุงอ้วน” นิชาภัทรดึงชายเสื้อยืดชายสูงวัยเป็นการเตือนว่าอย่าพูดอะไรไปมากกว่านี้ 
               เหนือตะวันอมยิ้มเมื่อเข้าใจสาเหตุที่ชายสูงวัยทำเหมือนกับว่ารู้จักเขามานานนม ชายหนุ่มไม่แปลกใจ เพราะนิชาภัทรป่าวประกาศกับทุกคนว่ารักเขาอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติ แต่ไม่คิดว่าร้านอาหารก็ยังไม่เว้น 
               “เธอพูดถึงผมว่าไงครับ” 
นิชาภัทรถึงกับเบิกตากว้างเมื่อได้ยินคำถามของเหนือตะวัน ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นจะอยากรู้อะไรเกี่ยวกับหล่อน จะมาอยากรู้ทำไมตอนนี้นะ ไม่รู้ว่าคิดถูกหรือคิดผิดที่พาเขามาที่นี่ 
“จะพูดอะไรได้ล่ะ นอกจากมาประกาศว่ารักอย่างนั้นรักอย่างนี้ เพ้อพกไปข้างเดียว ฮ่าๆๆ” ลุงอ้วนหัวเราะเสียงดังอย่างขบขัน แกล้งทำไม่รู้เรื่องการแต่งงานของทั้งคู่ “นี่คุณมากับไอ้หนูเพลงได้นี่ไม่ใช่ว่าหลงเสน่ห์เข้าให้หรอกนา”
“ฮ่าๆๆ” 
เหนือตะวันกลั้นหัวเราะไม่อยู่ ชายชราทำให้เขามองเรื่องนี้เป็นเรื่องตลกไปในทันที หากเป็นก่อนหน้านี้เขาคงจะขำไม่ออก
นิชาภัทรยิ่งแปลกใจ เพราะหล่อนไม่ได้ยินเสียงหัวเราะของเขามานานมากแล้ว นานจนจำไม่ได้ว่าเขาหัวเราะครั้งสุดท้ายเมื่อไร ไหนจะรอยยิ้มน่ารักนั่นอีก แค่ได้เห็นหัวใจของหล่อนก็เต้นไม่เป็นจังหวะ หล่อนคงบ้าผู้ชายอย่างที่เหนือตะวันเคยพูด แต่ผู้ชายคนนั้นมีแค่คนเดียวคือคนที่อยู่ตรงหน้าหล่อนขณะนี้ 
“นี่นรกชัดๆ เลยนะคู้ณ...” ชายชราแกล้งเย้าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม 
“ลุงอ้วนคะ” คนถูกว่าเป็นนรกแหวขึ้นเสียงดัง “เพลงหิวค่ะ” 
“โอ้ย! ลืมๆ จะกินอะไรดีล่ะ” 
“เอามาเหมือนเดิมเลยค่ะ ข้าวเยอะๆ” หน้าหวานงอหนักเข้าไปอีกเมื่อตอนนี้ทุกคนกำลังเห็นหล่อนเป็นตัวตลก 
“หลานเขยล่ะกินอะไรดี” 
“ลุงอ้วน” คราวนี้นิชาภัทรถึงกับต้องกระตุกแขนของคนแก่พร้อมกับถลึงตาใส่ให้หยุดเสียที ขณะที่คนเป็นหลานเขยหัวเราะยกใหญ่ หญิงสาวหน้าถอดสี ทำหน้าไม่ถูก 
“ก็ได้ๆ เหมือนเดิมสามอย่าง เพื่อเป็นการฉลอง มื้อนี้กินฟรีไปเลย” 
สิ้นสุดคำพูดชวนปวดหัวร่างอุ้ยอ้ายของชายสูงวัยก็เดินหายไปหลังร้าน ครู่ต่อมาก็มีใบหน้าพร้อมแววตาอยากรู้โผล่ออกมาจากหลังประตูทีละคนสองคน นิชาภัทรพ่นลมหายใจออกมาพร้อมกับตบมือเล็กๆ ไปบนหน้าผากอย่างสุดเซ็ง

หลังมื้ออาหารพ่อครัวหัวป่ายังชวนเหนือตะวันคุยต่ออย่างเมามัน หัวข้อสนทนาครึ่งหนึ่งเป็นเรื่องที่นิชาภัทรแสดงอานุภาพความคลั่งไคล้เหนือตะวันได้อย่างไร้ที่ติ จนคนถูกนินทาต่อหน้าต้องเอามือกุมขมับ 
‘หมดกันฉัน’ 
สรุปแล้วกว่าทั้งคู่จะได้ออกจากร้านเวลาก็ล่วงเลยไปเกือบห้าโมงเย็น นิชาภัทรบีบมือตัวเองแน่นหลังจากก้าวขึ้นรถคันหรู หล่อนจะต้องกลับมาคิดบัญชีลุงอ้วนแน่ๆ ฝากเอาไว้ก่อนเถอะ 
“เธอดูเครียดๆ นะ” เหนือตะวันเอ่ยทำลายความเงียบหลังจัดการกับเข็มนิรภัยเรียบร้อยแล้ว 
“เรื่องที่ลุงอ้วนพูดวันนี้พี่เหนืออย่าเก็บเอามาใส่ใจเลยนะคะ มันไม่จริงทั้งหมดหรอกค่ะ แกชอบใส่สีตีไข่เพื่อให้คนฟังสนุกเท่านั้นเอง ออกจะพูดเว่อร์มากไปด้วยซ้ำ” 
“เรื่องที่เธอคลั่งฉันมากน่ะเหรอ” 
เขาพูดง่ายๆ โดยไม่สนใจสักนิดว่าคนฟังอยากแทรกแผ่นดินหนีแค่ไหน 
“ไม่ใช่สักหน่อยค่ะ” 
“เธอจะอายตอนนี้คงไม่ทันแล้วละ จำได้รึเปล่าว่าเธอทำอะไรกับฉันเอาไว้บ้าง” เหนือตะวันยังไม่ออกรถ หันมาจ้องใบหน้าหวานอย่างต้องการคำตอบ 
“เพลงรู้ค่ะว่าเพลงขาดความเป็นกุลสตรี หน้าไม่อาย แถมยังก้าวก่ายชีวิตพี่เหนือมากเกินไป โดยเฉพาะเรื่องผู้หญิงพวกนั้น และบางครั้งเพลงก็อาจจะสร้างความรำคาญใจให้พี่ แต่ว่า...” 
“ฉันขอโทษนะ”
นิชาภัทรอึ้งไปชั่วขณะ หล่อนคิดทบทวนคำพูดของเขาอย่างไม่เข้าใจ 
“ขอโทษเหรอคะ” 
“ใช่ เรื่องที่ฉันตบหน้าเธอเมื่อวันก่อน” 
นิชาภัทรเผลอยกมือขึ้นมาลูบรอยช้ำที่แก้ม อยู่ๆ หัวใจหล่อนก็วูบไหว ใครจะคิดว่าหล่อนจะทนได้ถึงเพียงนี้ หล่อนเองก็ไม่คาดคิดเหมือนกัน หรือบางทีหัวใจของหล่อนอาจด้านชากับความเจ็บปวดไปแล้วก็ได้ 
“ช่างมันเถอะค่ะ ถ้าพี่เหนือไม่ตบเพลงวันนั้น ยายอึ๋มนั่นอาจจะตายกลายเป็นผีไปแล้วก็ได้” 
เหนือตะวันเผลอยิ้มให้ฉายาที่หล่อนเรียก แปลกที่วันนี้เขากลับไม่นึกถือสาในท่าทีหึงหวงของหล่อนเหมือนอย่างเคย นิ้วเรียวยาวเอื้อมมือไปแตะที่ปลายคางมน ดวงตาคมเข้มมองไปที่รอยช้ำที่แม้ตอนนี้จางลงจนแทบมองไม่เห็น แต่กลับชัดเจนมากขึ้นในความรู้สึกของเขา ชายหนุ่มพ่นลมหายใจออกมาด้วยความรู้สึกคับแน่นในอก เขาเคยบอกตัวเองว่าไม่รู้สึกผิดแต่ความจริงไม่ใช่เลย เขารู้สึกอยู่เต็มหัวใจ 
“ฉันขอโทษ” 
น้ำเสียงกับแววตาจริงใจแบบนี้นิชาภัทรไม่ได้เห็นมานานมากแล้ว นานเท่ากับระยะเวลาที่เหนือตะวันกับหล่อนไม่เข้าใจกัน หล่อนคงเป็นผู้หญิงไร้ศักดิ์ศรีเหลือเกินที่ให้อภัยเขาอย่างง่ายดาย 
“งั้นต่อไปนี้พี่เหนือก็ควรจะดีกับเพลงให้มากๆ นะคะ” 
“ฉันจะดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับว่าเธอจะทำตัวดีแค่ไหน” เหนือตะวันปล่อยมือจากคางได้รูปมาจิ้มหน้าผากของหล่อนแทน “แต่ฉันสัญญา เธอจะไม่มีวันเจ็บตัวเพราะฉันอีก” 
“แล้วหัวใจล่ะคะ” 
“อะไรนะ” 
“แล้วหัวใจล่ะคะ พี่เหนือจะทำให้เพลงเจ็บอีกรึเปล่า” ดวงตากลมโตจ้องมองเขานิ่งรอคำตอบ
“หึ!” ริมฝีปากหยักลึกคลี่ยิ้มอย่างอ่อนใจ “นี่เธอกล้าพูดแบบนี้กับผู้ชายได้ยังไงกันฮะ เฮ้อ! ช่วยไม่ได้ ผู้หญิงที่ไหนก็ตกหลุมรักฉันทั้งนั้น” 
“ผู้หญิงที่ไหนงั้นเหรอคะ” 
ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า เขารู้สึกว่ามีน้ำเสียง ‘เหี้ยม’ แฝงมาในคำถามนั้นด้วย คนที่ผู้หญิงที่ไหนก็ตกหลุมรักยักไหล่หนึ่งทีแทนคำตอบ ก่อนจะเคลื่อนรถออกไปโดยไม่สนใจคิ้วที่ขมวดจนแทบชนกันของคนข้างกายอีกเลย ยั่วให้หึงคงเป็นการทรมานหล่อนอย่างหนึ่งที่ได้ผลทันตาเห็น
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



หนังสือกำลังสั่งพิมพ์นะคะ E-book วางขายก่อนกลางเดือนหน้าจ้า
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 60 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,184 ความคิดเห็น