กระแสชีวิต

ตอนที่ 3 : จดหมายปริศนา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 144
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    10 พ.ย. 59

บทที่ 2

บู! มาขูดมาขูดพร้าวแทนพี่ทีมา ให้ยัญมันเรียงกระทงไป

ค่ะ พี่จันทร์เด็กหญิงพบูรับคำสั่งแล้วรีบลุกมานั่งทำงานแทนที่พี่สาวด้วยความรวดเร็ว ทันทีที่ร่างบางๆของหญิงสาวก้าวออกไปหน้าเรือน ก็เจอเข้ากับชายชราในชุดสีกากีกำลังยืนยิ้มเผลอยู่ใกล้กับพุ่มดอกแก้วตรงตีนบันไดเรือน

อ้าว! ลุงสงพวงจันทร์ยกมือขึ้นไหว้อย่างนอบน้อม

ไหว้พระต่ะ[1] จันทร์เอ้อ เอานี่จดหมายของนราพ่อลูกแน่ะหญิงสาวรับจดหมายจากบุรุษไปรษณีย์ชราที่มีชื่อสั้นๆว่า สงแล้วจึงพูดต่อไปว่า

ลุงรอตรงนี้เดี๋ยวนะว่าแล้วพวงจันทร์ก็วิ่งหายกลับเข้าไปในเรือน ครู่หนึ่งก็วิ่งออกมาพร้อมกับกระทงใบตองแห้ง ภายในมีขนมตาลที่นึ่งสุกร้อนๆวางเรียงกันอยู่

ขนมตาลค่ะลุงสง จันทร์เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆหญิงสาวยื่นห่อขนมส่งให้ บุรุษไปรษณีย์ชราผู้นั้นยิ้มให้พวงจันทร์จนเห็นฟันที่เหลืออยู่ภายในปากเพียงสองซี่พร้อมด้วยการอวดเหงือกสีชมพูสด

ขอบใจมากนะลูก ขนมนี่มันหอมน่ากินจังเว้ย ถ้าอย่างนั้นลุงไปก่อนนะพูดแล้วนายสงก็บิขนมใส่ปากเคี้ยวหยับๆด้วยฟันที่เหลืออยู่เพียงสองซี่ เดินกลับขึ้นจักรยานคันเก่งของตนเองไป

ถนนหนทางที่ว่าจะสร้างก็ยังไม่มี

มันกินอิฐทรายกันป่นปี้ถนนจะมีกันได้ยังไง

เขาเป็นผู้แทนกันยังไม่ทันเท่าไร

ทรัพย์สินเงินทองมีมากมายมันน่าแปลกใจเมื่อคิดขึ้นมา

                เสียงบุรุษไปรษณีย์ชราร้องเพลงดังแว่วตามสายลมที่พัดพามา บุตรสาวของนายนราค่อยๆหงายซองจดหมายขึ้นอ่าน ในจดหมายฉบับนั้นมิได้ระบุถึงบ้านเลขที่ บอกไว้เพียงสั้นๆว่าผู้ที่ส่งจดหมายฉบับนี้มาก็คือ นันทา แสงสีโมฬี มาจากตำบลวัดท่าพระ อำเภอบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร

                เอ๊ะ! ใครกัน นันทา แสงสีโมฬีพวงจันทร์ทวนชื่อซ้ำด้วยความสงสัย เพราะนามสกุลของท่านผู้นี้ก็คล้ายๆกับนามสกุลของพวงจันทร์นี่แหละ เพียงแต่ว่านามสกุลของเธอไม่มีคำว่าแสงสีอยู่ก็เท่านั้นเอง

                พี่จันทร์มะพร้าวนี่ คลุกเกลือเลยไหมเสียงผู้เป็นน้องสาวตะโกนถามออกมาจากทางหน้าต่างครัว

เอาไปนึ่งก่อนซีบู คลุกเลยประเดี๋ยวมันจะบูดเร็วพี่สาวคนโตตะโกนกลับไป พวงจันทร์เลิกใส่ใจกับจดหมาย เดินเอาไปตั้งไว้ในห้องบิดา ก่อนที่หล่อนจะเดินกลับไปช่วยน้องทำขนมสำหรับที่จะนำไปเลี้ยงแขกที่มาช่วยเกี่ยวข้าวในต่อที่ในครัว วันนี้พวงจันทร์ไม่ได้มีหน้าที่ทำกับข้าวเหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมา เพราะคุณสงบได้รับหน้าที่เหล่านั้นไปแทน โดยมีนางพวงเพ็ญกับพวงชมพูและเพื่อนบ้านที่เป็นผู้หญิงอีกสี่-ห้าคนออกไปช่วยปรุงอาหารกันตั้งแต่เช้ามืด

โด[2]ๆ มาแล้วสาวจันทร์เสียงทักทายของผู้ใหญ่คนหนึ่งเอ่ยขึ้น หลังจากที่ได้เห็นร่างบางเดินหิ้วตะกร้าหวายที่ภายในบรรจุขนมสีเหลืองอ่อนมาเต็มปรี่ ทำให้คนอื่นที่เพิ่งจะได้ลงมือรับประทานอาหารกลางวันกันใต้ร่มไม้หันมามองกันเป็นตาเดียว


[1] เถอะ

[2] โน่นไง

หญิงสาววัยสิบห้าส่งยิ้มให้ทีหนึ่งแล้วเดินต่อไปยังศาลาหลังน้อย ที่ตอนนี้คลาคล่ำไปด้วยกับข้าวหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นแกงไตปลาหม้อใหญ่ ผักสดหลากหลายชนิดวางเรียงกันอยู่ในถาดสังกะสีลายสวย หมี่ขาวผัดด้วยหัวกะทิ ยำหัวตาลอ่อน มีทั้งข้าวสวยและขนมจีนให้เลือกพร้อมสรรพ สำรับคนที่เบื่อข้าว

กินข้าวก่อนซิลูก โถดูสิร้อนแย่เลยทำไมไม่เอาร่มมาด้วยล่ะผู้เป็นมารดาเข้ามาลูบผมบุตรสาวเบาๆ

ไม่เป็นไรหรอกค่ะแม่ แดดแค่นี้สบายมาก ไม่ร้อนหรอกค่ะพวงจันทร์กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

แล้วทำไมน้องไม่มาด้วยล่ะนางพวงเพ็ญเอ่ยถึงบุตรชายและหญิงคนสุดท้องที่ท่านยังไม่เห็นหน้าเลยตั้งแต่เช้ามา

มันว่ามันขี้เกียจเดินมาจ้ะ จันทร์เลยเจียวไข่กับผัดบุ้งตั้งไว้ให้แล้ว แบ่งขนมตาลไว้ให้หน่อยนึงด้วยคำตอบของบุตรสาวทำให้มารดาถึงกับยิ้มออกมาในความไร้เดียงสาของเด็กทั้งสอง

แล้วนี่ชมพูหายไปไหนจ้ะแม่ ป้าหงบกับมุดก็พลอยหายไปด้วยพี่สาวคนโตถามหาน้องสาวคนรอง ในขณะที่สายตาก็กำลังเล็งหาอาหารที่ตนพอใจจะรับประทาน

ป้าเขาพาพ่อมุดไปในเมืองน่ะเลยชวนชมพูไปเที่ยวด้วยเสียเลยพวงจันทร์พยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ ในขณะเดียวกันก็เป็นจังหวะเดียวกับที่กำนันน่วมเดินเข้ามาตักอาหารเพื่อที่จะนำไปรับประทานพอดี

นี่ถ้าไอ้มุดมันอยู่ ลุงคงให้มันไปรับจันทร์แล้วล่ะลูก จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินให้เมื่อย

ไม่เป็นไรหรอกค่ะลุง ทางแค่นี้เองจันทร์เดินได้สบายค่ะพวงจันทร์กล่าวอย่างอารมณ์ดี ก่อนที่จะขอตัวไปที่บิดาซึ่งบัดนี้กำลังนั่งคุยกับชาวบ้านอยู่บนเสื่อใต้โคนต้นหว้า

คุณพ่อคะหล่อนลดเสียงจนเกือบจะเป็นกระซิบ นายนราหันมาทางบุตรสาวแล้วกล่าวว่า

มีอะไรหรือลูก

เมื่อครู่มีจดหมายส่งมาหาพ่อแน่ะค่ะคำบอกกล่าวของบุตรีทำให้ผู้เป็นบิดาชะงักไปนิดหนึ่ง

หือ! ใครกันนายนราออกจะแปลกใจอยู่สักเล็กน้อยเพราะตลอดระยะเวลาหลายปีมานี่ ท่านไม่เคยเขียนจนหมายถึงใครและก็ไม่มีใครเขียนถึงท่านนานหลายปีแล้วเช่นกัน ดังนั้นจดหมายฉบับที่ได้รับในวันนี้จึงค่อนข้างที่จะประหลาดใจอยู่สักหน่อย

หน้าซองไม่ได้ระบุบ้านเลขที่มาค่ะ เขียนแต่ชื่อผู้ส่งมาว่า นันทา แสงสีโมฬี อยู่ตำบลวัดท่าพระ อำเภอบางกอกใหญ่ กรุงเทพค่ะบิดาของพวงจันทร์วางจานข้าวลงบนเสื่อ แล้วถามบุตรสาวด้วยน้ำเสียงเข้มๆว่า

จันทร์ได้เอาจดหมายฉบับนั้นมาด้วยหรือเปล่าลูก

เปล่าค่ะพ่อ จันทร์เอาไปตั้งไว้ในห้องพ่อแล้วค่ะหญิงสาวปฏิเสธ นายนราไม่ได้กล่าวอะไรต่ออีก พวงจันทร์ไม่กล้าแม้แต่จะซักถามเพราะรู้ว่าเป็นการไม่สมควรที่จะทำเช่นนั้น ได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ในอก

กำนัน แล้วมุดมันไปไหนเสียล่ะเสียงของนางหนูจิตรเพื่อนบ้านคนสนิทช่วยเบี่ยงเบนประเด็นความสนใจของพวงจันทร์ได้เป็นอย่างดี

หงบเขาพาไปเยี่ยมแม่เฒ่าที่นครในโดะพี่จิตร เลยพาชมพูไปเที่ยวด้วยกำนันน่วมค่อยๆหย่อนกายนั่งลงบนเสื่อใกล้กันกับที่นายนรานั่งอยู่

เอ้า! แล้วแกเป็นอะไรไปล่ะกำนันนางหนูจิตรยังไม่วายคลายความสงสัย เพราะดูนางช่างจะมีความสงสัยอยู่แทบจะตลอดเวลา

โรคคนแก่น่ะพี่จิตร เดี๋ยววูบเดี๋ยววาบ เป็นๆหายๆกำน่วมตอบเรียบๆ

 คนแก่ก็เป็นพันนี้เพแหละนะนางหนูจิตรให้ความเห็น ก่อนที่จะใช้มือเปล่าๆของตนคลุกข้าวสวยกับแกงไตปลาให้เข้ากันแล้วจึงเปิบใส่ปาก ก้มหน้าก้มตาเคี้ยวหยับๆ เพราะเรื่องที่เคยสงสัยบัดนี้ได้ถูกคลี่คลายลงแล้ว

************************************************************************

จดหมายสีขาว แนบมาซองกระดาษสีชมพูอ่อน ถูกมือแตกและหยาบเพราะการกรำงานของนายนราคลี่ออกมาอ่านอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ได้พบในข้อความทำให้เขาถึงกับนั่งนิ่งอั้น

นราน้องพี่ .....

ตอนนี้แม่เรากำลังป่วยหนักด้วยโรคฝีในท้อง พี่อยากให้เธอมาเยี่ยมท่านบ้างก่อนที่ท่านจะเป็นอะไรที่หนักไปกว่านี้ ครั้งนี้ครั้งเดียวที่พี่จะขอร้องเธอให้มาบ้าน แต่ถ้าเธอยังใจดำไม่ยอมมาเยี่ยม พี่เองก็จะไม่ขอเรียกเธอว่าน้องและขอเรียกเธอว่าคนอีกเช่นกัน เพราะตอนนี้คุณแม่เราร้องคร่ำครวญหาแต่เธอทุกวัน เฝ้าคอยรอเพียงเธอคนเดียว สุดท้ายนี้พี่ได้ส่งค่ารถมาเป็นตั๋วแลกเงินขอให้เธอไปแลกเอาที่ไปรษณีย์เองเถิด พี่หวังว่าเธอกับครอบครัวคงจะสบายดีนะ ส่วนพี่และครอบครัวสบายดีจ้ะ

คิดถึงเสมอ...

นันทา แสงสีโมฬี

กระดาษสีขาวแผ่นนั้นหลุดจากมือของนายนราตกลงไปกองอยู่กับพื้นห้อง ผู้เป็นภรรยาเห็นดังนั้นจึงรีบก้มเก็บขึ้นมาใส่ซองไว้ตามเดิม จากนั้นจึงค่อยหันไปแตะต้นแขนสามีเบาๆเพื่อเป็นการปลอบประโลม แต่ก็มิกล้าจะไต่ถามเอาความอะไร นายนรานั่งเงียบไปครู่ใหญ่แล้วจึงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เครือจัด

คุณแม่ไม่สบายกำลังป่วยหนักด้วยโรคฝีในท้อง

โธ่! คุณพระคุณเจ้าช่วยนางพวงเพ็ญเอามือทาบอกด้วยความตกใจหลังจากที่ได้ทราบเรื่องราวในจดหมายฉบับ ถึงแม้จะไม่ละเอียดมากก็ตาม

ฉันคงจะเป็นลูกที่สารเลวมากใช่ไหมแม่พวง ที่ไม่เคยสนใจแม่ตัวเองเลย ไม่แม้กระทั่งจะเขียนจดหมายไปสักฉบับออกมาแล้วก็ออกมาเลยคราวนี้เสียงของหัวหน้าครอบครัวเครือจัดลงกว่าเดิม

ไม่หรอกค่ะคุณพี่ ก็เรามีเหตุผลจำเป็นนี่คะ อะไรบางอย่างมันบังคับให้เราต้องทำเช่นนั้นผู้เป็นภรรยาคู่ชีวิตเปลี่ยนจากการแตะต้นแขนมาเป็นการการกอด นายนราซบหน้าลงกับฝ่ามือตนเอง เป็นครั้งแรกในชีวิตที่นางพวงเพ็ญเห็นนายนราผู้เป็นสามีร้องไห้ ทั้งที่ในยามปกติสามีของนางจะเป็นคนเข้มแข็งและอารมณ์ดีอยู่เสมอ เรื่องของมารดาคงจะกระทบกระเทือนจิตใจของเขาอยู่ไม่น้อย

แล้วคุณพี่จะเดินทางไปวันไหนคะนางพวงเพ็ญถามขึ้นหลังจากที่ปล่อยให้ผู้เป็นสามีระบายความทุกข์หนักที่ทับถมกันอยู่ภายในใจออกมาผ่านทางน้ำตาจนหมดสิ้น

พี่ว่าจะเดินทางไปวันมะรืนนี้แหละ พรุ่งนี้ว่าจะเข้าไปซื้อตั๋วที่บ่อยางเลยน้ำเสียงของนายนรายามนี้เบาโหวงไม่หนักแน่นดังเช่นในยามปกติ

คุณพี่จะเอายายจันทร์ไปเป็นเพื่อนที่กรุงเทพด้วยกันไหมคะ

อย่าเลย! ให้แกช่วยงานแม่พวงอยู่ทางนี้จะดีกว่าผู้เป็นปฏิเสธเสียงเรียบ

ค่ะ! คุณพี่นางพวงเพ็ญรับคำสามีด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย

ฉันขออยู่คนเดียวสักพักเถิดนะแม่พวงคราวนี้ผู้เป็นภรรยาได้แต่พยักหน้าแทนคำตอบ แล้วจึงค่อยๆลุกออกมาห้องจากห้องนอนเสียเงียบๆ ปล่อยให้นายนราได้คิดทบทวนเรื่องราวอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นแต่เพียงผู้เดียว งับประตูห้องแล้วนางพวงเพ็ญก็เดินเรื่อยมายังห้องครัว ก็เห็นบุตรสาวคนโตกำลังนั่งใช้ผ้าสะอาดเช็ดภาชนะและอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับเลี้ยงผู้คนที่มาช่วยลงแขกเกี่ยวข้าวเมื่อตอนเที่ยง เก็บเข้าที่ตามเดิมเพื่อรอเวลาและจังหวะที่เหมาะสำหรับการนำมาใช้ในโอกาสที่เหมาะสม บางส่วนที่เช็ดเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ถูกวางแยกไว้เป็นหมวดหมู่อย่างชัดเจน มารดาเห็นดังนั้นก็เข้าช่วยเอาของเข้าเรียงตามที่เดิมที่มันเคยอยู่มา

จดหมายนั้นว่าอย่างไรบ้างคะแม่พวงจันทร์เอ่ยถามในเรื่องที่ตนคาใจมาตั้งแต่เช้า เอาของชิ้นสุดท้ายเข้าตู้ไม้เล็กแล้ว นางพวงเพ็ญจึงค่อยหันมาหาบุตรสาวคนโต แต่ยังมิทันที่จะได้เล่าอะไร พวงชมพูน้องสาวคนรองก็โผล่หน้ามาตรงประตู มือของเธอกระเดียดกะละมังเคลือบใบย่อมที่ภายในมีกุ้งฝอยกำลังดิ้นไปมาอยู่ในสวิงไว้ที่สะเอว ผ้านุ่งของหญิงสาวบางแห่งบางตอนก็ชื้นไปด้วยน้ำเป็นดวงๆ

พวงจันทร์กวักมือให้น้องสาวเข้ามาสมทบ ซึ่งอีกฝ่ายก็เดินเข้ามาอย่างว่าง่าย ทรุดนั่งข้างพี่สาวแล้วจึงเลื่อนกะละมังไปไว้อีกทางหนึ่ง

คุณป้าเขียนมาบอกว่า คุณย่าของลูกกำลังป่วยหนักด้วยโรคฝีในท้อง ท่านเลยอยากให้พ่อไปดูใจคำบอกเล่าจากปากมารดา ทำให้ทั้งพวงจันทร์และพวงชมพูงงเป็นไก่ตาแตก เพราะตลอดเวลาที่เติบโตมาจวบจนกระทั่งบัดนี้ สิ่งที่หญิงสาวทั้งสองรับรู้มาตลอดก็คือ นายนราตัวคนเดียวไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน แล้วอยู่ๆก็มีจดหมายลึกลับมาอ้างว่าเป็นป้าบอกว่าย่ากำลังป่วยหนัก

เอ๊ะ! เรามีคุณย่ากับคุณป้าด้วยหรือคะคิ้วทั้งสองข้างของพวงชมพูขมวดเข้าหากันจนแทบจะเป็นเส้นเดียวกันอยู่แล้ว

นั่นซีคะ ไหนคุณแม่เคยบอกเองไม่ใช่หรือคะว่าคุณพ่อไม่มีญาติที่ไหน คราวนี้พี่สาวคนโตเอ่ยขึ้นมาบ้าง นางพวงเพ็ญมองหน้าบุตรสาวทั้งสองคนพร้อมกับถอนใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย

แม่คิดว่ามันคงถึงเวลาแล้วกระมังที่จะต้องเปิดเผยเรื่องบางเรื่อง ลูกสองคนโตพอที่รับรู้เรื่องราวบางอย่างได้แล้ว แม่มีเรื่องอะไรบางอย่างให้ลูกทั้งสองฟังแน่ะ เมื่อเห็นบุตรสาวทั้งสองมีท่าทีสนอกสนใจที่จะฟัง นางพวงเพ็ญจึงตัดสินใจเล่าเรื่องแต่หนหลังที่ปิดบังมานาน

แต่ก่อนนั้นนายนรา โมฬี ก็คือ นายนรา แสงสีโมฬี นักเรียนนอกรูปงามนามกระฉ่อนแห่งพระนคร ว่าที่นักการทูตอนาคตไกล บุตรชายเพียงคนเดียวจากหนึ่งในสามคนพี่น้องของพระยาฤทธิ์ธำมรงค์กับคุณหญิงนึก แสงสีโมฬี อันประกอบไปด้วย คุณนันทา แสงสีโมฬี บุตรสาวคนโต คนถัดมาคือ คุณนรา แสงสีโมฬี และคนสุดท้องคือ คุณนิจจา แสงสีโมฬี คหบดีผู้มากด้วยทรัพย์สิน เทียบกับครอบครัวของนางสาวพวงเพ็ญ ลอยไกลแล้วนั้นนั้นช่างต่างกันลิบลับ เพราะนางเองเป็นแค่ลูกของนางเพื่อม ลอยไกลชาวนาธรรมดาๆคนหนึ่งซึ่งไม่มีทางที่จะมาพบเจอกันได้เลย ถ้าหากว่าวันหนึ่งพรหมลิขิตได้ขีดให้ทั้งสองร่วมเป็นคู่ทุกข์คู่ยากด้วยกัน ตอนนั้นนายนราเพิ่งเรียนจบและกลับมาจากเมืองนอกใหม่ๆ อยากที่จะพักผ่อนจะพักผ่อนสมองหลังเรียนหนักมานานหลายปี ในที่สุดชายหนุ่มก็ตัดสินใจเลือกที่จะมาหาดสมิหราพร้อมกับเพื่อนสนิทคนหนึ่งซึ่งมีบ้านพักเป็นบังกะโลอยู่ที่นี่ ด้วยเสียงเล่าเสียงลือที่ว่าทรายที่นี่ขาวละเอียดราวกับผงแป้งแถมน้ำทะเลก็สวยไม่แพ้ที่ไหนๆในโลกเลย ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ทะเลสาบเล็กๆก็ตามเถอะ และบ่อยครั้งเมื่อว่างจากฤดูทำนา นางสาวพวงเพ็ญและนางเพื่อมผู้เป็นมารดา ก็มักจะนำมะพร้าวอ่อนบ้าง ลูกตาลอ่อนก็ดี หรือบางก็เชื่อมจาวกับทำขนมตาลรวมทั้งผลิตผลทางการเกษตรต่างๆแวะเวียนไปขายที่ตลาดสดอยู่บ่อยครั้ง ตรงนี้เองที่เป็นจุดทำให้คนทั้งคู่ได้เจอกันและพูดคุยกัน เนื่องจากระยะเวลาที่นายนรามาพักอยู่ที่จังหวัดสงขลากินเวลาไปเกือบสี่เดือนซึ่งก็นานพอที่จะทำให้ความสัมพันธ์รุดหน้าไปเรื่อยๆ เมื่อได้โอภาปราศรัยก็รู้สึกถูกคอกัน ยิ่งเมื่อนายนราตามมาบ้านฝ่ายหญิงจนกลายเป็นประจำ แล้วพบว่าบิดาของเจ้าหล่อนนั้นเพิ่งจะเสียชีวิตไปได้ไม่นานนี้เอง ก็ให้รู้สึกสงสารเป็นอย่างยิ่ง ในที่สุดชายหนุ่มก็ตัดสินกระทำสิ่งที่แม้แต่ตนเองก็ไม่คาดคิดมาก่อนก็คือการ พาสาวงามจากสงขลากลับ

กรุงเทพด้วยทั้งที่ตนเองก็มีผู้หญิงที่พ่อแม่หาให้ไว้แล้วคือ สีดา ทิพานาฏ สาวสังคมชั้นสูง บุตรีของหลวงทิพานาฏกับคุณหญิงตุ้ย ทิพานาฏ จึงเป็นสาเหตุให้พระยาฤทธิ์ธำมรงค์ผู้เป็นบิดาโกรธมาก นางพวงเพ็ญยังจำเหตุการณ์วันนั้นได้อย่างแม่นยำ ราวกับว่ามันเพิ่งจะผ่านมาสดๆร้อนๆไม่นานมานี้เอง ตัวผู้เล่านั่งอยู่บนพื้นพรมเคียงคู่กับผู้เป็นสามี แม้จะมองชายผ้าม่วงของท่านนางพวงเพ็ญก็ยังไม่กล้าแม้แต่จะมอง โดยที่คุณหญิงนึกนั่งร้องไห้อยู่ไม่ไกลกันนัก ผู้อาวุโสเดินงุ่นง่านด้วยความโกรธ ก่อนที่จะหันมาตะคอกบุตรชายด้วยน้ำเสียงดังลั่นว่า

แกจะเอายังไงอ้ายนราพระยาฤทธิ์ธำมรงค์กราดเกรี้ยวเพราะความผิดหวัง

ผมจะถอนหมั้นกับสีดาครับพ่อสิ้นคำของบุตรชาย เท้าหนักๆของผู้เป็นบิดาก็ถีบเข้าตรงกลางยอดอกเข้าอย่างจัง นายนราล้มหงายเริดไปในทันที ผู้เป็นมารดารีบเข้ามาประคองตัวบุตรชายให้ลุกขึ้น

คุณพี่คะ! อย่าทำอะไรรุนแรงกับลูกเลยค่ะ มีอะไรก็ค่อยๆพูดกันซีคะ

แม่นึกหลีกไปเถอะ อย่าพูดอะไรให้มากความเลย วันนี้ฉันจะขอจัดการอ้ายลูกใฝ่ต่ำคนนี้หน่อยเถิด สารเลว ผู้หญิงดีๆที่พ่อแม่หาให้กลับไม่ชอบดันไปคว้าเอาอีขี้ครอกมาทำเมีย

แกเลือกเอาอ้ายนรา ถ้าแกอยากจะอยู่บ้านนี้ต่อแกก็จะต้องแต่งงานกับหนูสีดาแล้วก็ให้เงินนังนี่ไปสักก้อนเพื่อความสงบสุขในชีวิตแก แต่ถ้าแกยังขืนดื้อดึงที่จะเอามันเป็นเมียให้ได้แกก็ไสหัวออกไปพร้อมมันนั่นแหละ มรดกพกห่อแกก็จะไม่ได้สักแดงเดียวบรรยากาศในห้องนั่งเล่นขณะนั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียด

ผมเลือกพวงเพ็ญครับพ่อ เรามีอะไรกันแล้วที่ สำคัญผมทิ้งเมียผมไม่ได้หรอกครับผู้ตอบ-ตอบโดยที่ไม่ต้องคิดอะไรให้มากเลย และที่สำคัญน้ำเสียงของนายนรายามนี้ดูจะหนักแน่นมากกว่าปกติด้วยซ้ำ

ถ้าอย่างนั้นมึงสองตัวก็ไสหัวไปจากบ้านกูเดี๋ยวนี้เลยไป๊ ไปให้พ้น กูตายมึงก็ไม่ต้องมาเผาผี” เสียงของพระยาฤทธิ์ธำมรงค์ดังก้องกัมปนาทราวกับเสียงฟ้าที่ผ่าลงมาก็มิปาน นายนราประคองนางสาวพวงเพ็ญผู้เป็นภรรยาให้ลุกออกจากบริเวณนั้นไป โดยไม่ลืมที่จะหันไปกราบเท้าของผู้เป็นมารดาก่อนลา แจกันจีนใบใหญ่ถูกเขวี้ยงตามหลังคนทั้งสองขณะที่กำลังเดินผ่านบานประตู เฉี่ยวหัวนางพวงเพ็ญไปนิดเดียวเท่านั้น มันตกแตกละเอียดราวกับหัวใจของพระยาฤทธิ์ธำมรงค์ยามนี้ก็มิปาน เดินออกมาจากบ้านก็เห็นเงาของใครหลบวูบหายกันเต็มไปหมด แม้จะเดินออกมาแล้ว แต่เสียงของเจ้าคุณพ่อของนายนราก็ยังดังไล่หลังตามมาไม่สิ้นสุด

ไปแล้วก็อย่ากลับมานะอ้ายลูกเนรคุณ เสียแรงที่กูอุตส่าห์ถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงมึงมานายนราพยายามข่มน้ำไว้ไม่ให้ไหลออกมา เดินมาจนเกือบจะลงบันไดหน้ามุกอยู่แล้ว ทั้งคู่ก็เจอเข้ากับหญิงสาวร่างบางในชุดของนิสิตมหาวิทยาลัยลงจากรถมาพอดี หญิงสาวคนนั้นมองเมินนางสาวพวงเพ็ญราวกับเป็นธาตุอากาศ หล่อนยกมือทำความเคารพแต่พี่ชายเพียงผู้เดียวแล้วจึงเดินเข้าบ้านไป โดยที่ไม่มีการพูดจากทักทายแม้แต่คำเดียว ยังไม่ทันที่จะได้ยกเท้าขึ้นเดินต่อ ทั้งนายนราและนางพวงเพ็ญก็ได้ยินเสียงเรียกมาจากด้านหลัง

เดี๋ยว! นราหยุดก่อนหันไปก็เจอกับสตรีอีกคน แต่คนนี้ดูท่าทางใจดีกว่าคนก่อนหน้าเป็นไหนๆ ใบหน้าอิ่มของเธอเหมือนจะยิ้มอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ตัวเธอเองก็ไม่ได้ยิ้มเสียหน่อย นายนราและนางสาวพวงเพ็ญเห็นดังนั้นจึงยกมือทำความเคารพ

ครับ! พี่นันทาผู้ที่ถูกเรียกว่าพี่นันทาหันไปสั่งความแก่เด็กรับใช้ผู้ที่ยืนถือกระเป๋าเดินทางใบใหญ่สองใบ

สน! นายเอากระเป๋านี่ไปไว้ที่รถนะ แล้วประเดี๋ยวพาคุณๆไปส่งที่หัวลำโพงด้วยเด็กรับใช้รับคำสั่งแล้วจึงเดินลับหายไป

พี่กลับมาจากทำธุระข้างนอก กลับมาก็เห็นคุณพ่อกำลังเอะอะเอ็ดตะโรอยู่พอดี ก็เลยแอบขึ้นไปหยิบของ-ของเธอมาให้คุณนันทาหยุดพูดแล้วหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมานับเงินก่อนที่จะส่งยื่นให้ผู้เป็นน้องชาย จำนวนพันบาท

เอาไว้ใช้ยามจำเป็นนะน้องรัก ขาดเหลืออะไรก็เขียนจดหมายมาหาพี่ได้ผู้เป็นน้องชายก้มลงกราบเท้าผู้เป็นพี่สาว ด้วยน้ำตาคลอเบ้า

ขอบคุณพี่นันมากนะครับน้ำเสียงนั้นคล้ายกับจะร้องไห้ คุณนันทาก้มตัวลงฉุดน้องชายให้ลุกขึ้นยืน

ขอให้เธอทั้งคู่โชคดีคุณนันทาตรงเข้ามาสวมกอดนางสาวพวงเพ็ญผู้เป็นน้องสะใภ้บ้าง ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาทั้งนายนราและนางพวงเพ็ญก็ไม่เคยที่จะหวนกลับไปยังบ้านสันตาปอีกเลย นอกจากจดหมายฉบับเดียวเท่านั้นที่เขียนไปหาคุณนันทาเพื่อที่บอกว่า ทั้งคู่ถึงสงขลาแล้วโดยสวัสดิภาพ เล่ามาถึงจุดนี้น้ำตาของนางพวงเพ็ญก็ไหลออกมาเงียบๆ บุตรสาวทั้งสองที่กำลังนั่งฟังด้วยความตั้งใจก็พลอยสะอึกตามไปด้วย

พ่อเขาก็ใจแข็งเหมือนกับคุณปู่นั่นแหละ ตอนที่ท่านเสียพ่อเขาก็ไม่ไปเผาเพราะถือว่าปู่เขาได้สั่งไว้แล้วมารดาของหญิงสาวยิ้มเศร้าๆ

แล้วคราวนี้พ่อเขายอมไปไหมคะแม่พวงจันทร์ถามด้วยสีหน้ากังวล

ไปจ้ะ พรุ่งนี้เห็นว่าจะเข้าไปซื้อตั๋วที่บ่อยาง[1] ที่จริงแม่อยากจะให้จันทร์ไปกรุงเทพกับพ่อเขาด้วยนะลูก แต่พ่อเขาอยากจะให้จันทร์อยู่ช่วยงานแม่ทางนี้มากกว่าหญิงสาวนั่งเงียบไปเสีย หล่อนรู้สึกไม่ค่อยจะชอบบ้านหลังนั้นเท่าใดนัก เพราะเธอโทษว่าคนในบ้านหลังนั้นมีส่วนทำให้บิดาและมารดรหล่อนต้องระกำลำบากอยู่เช่นนี้ เห็นจะมีแต่คุณป้านันทาเท่านั้นที่พอจะมีน้ำใจดีอยู่บ้าง ส่วนญาติคนอื่นๆหล่อนไม่อยากนับและไม่อยากรู้จักกับใครใดๆทั้งสิ้น

จันทร์อยู่ช่วยงานแม่ที่นี่ก็ดีเหมือนกันค่ะ ไม่อยากจะนั่งรถไกลๆร่างบางที่นั่งพิงกรอบประตูเอ่ยขึ้นอย่างใจลอย

ร่างสูงๆที่ก้าวออกมาจากห้องนอน ทำให้ผู้เป็นภรรยาละสายจากตาจาการจัดเตรียมปูเสื่อสำหรับนั่งสำหรับรับประทานอาหารเช้าหันไปมอง เพียงแต่ดูจากการแต่งกายนั้น นางพวงเพ็ญก็สามารถที่จะทราบได้ทันทีเลยว่า นายนรากำลังจะออกไปไหน ไม่ต้องเสียเวลาถามให้มากความ ชายวัยกลางคนค่อยๆเดินมายังที่สำหรับรับประทานอาหาร แล้วสอดส่ายสายตาหาอะไรบางอย่าง

แล้วลูกๆไปไหนกันหมดล่ะนี่

ลงไปใส่บาตรกันทั้งสี่คนพี่น้องนั่นแหละค่ะ อ้อ! นั่นไงคะพูดถึงก็มาพอดีสิ้นคำพูดของมารดา เด็กชายพยัญและเด็กหญิงพบูต่างก็แข่งกันวิ่งขึ้นเรือนมา โดยมีพี่สาวคนโตกับพี่สาวคนรองถือถาดสำหรับใส่ของถวายพระกับขันข้าวตามหลังมาติดๆ สองสาวเดินลับหายเข้าไปในครัวก่อนที่กลับออกมาพร้อมกับหม้อข้าวต้ม พวงชมพูเป็นคนที่ถือถ้วยและช้อนตามออกมา

จันทร์! วันนี้ช่วยเอาลูกหว้าที่แม่ตัดใส่ตะกร้าไว้ในครัว ไปให้ลุงกำนันกับป้าหงบทีนะลูกนางพวงเพ็ญเอ่ยขึ้นในขณะที่หล่อนกำลังตักข้าวต้มแจกสมาชิกในครอบครัว

ค่ะ! แม่พวงจันทร์รับคำสั้นๆ

ถ้าอย่างนั้นชมพู ไปเป็นเพื่อนพ่อซื้อตั๋วรถไฟหน่อยนะลูกนายนราเอ่ยขึ้นบ้าง

ได้ค่ะพ่อ พี่จันทร์จะฝากน้องซื้ออะไรไหมจ๊ะสีหน้าและท่าทางรวมไปจนกระทั่งน้ำเสียงของคนพูดดูจะเบิกบานไม่ใช่น้อย



[1] ชื่อเรียกอำเภอเมืองสงขลา



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

2 ความคิดเห็น