สะพานซ้อนกล

ตอนที่ 80 : หลุมพลางอันแยบยล 100% : เปิดใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    10 ธ.ค. 63

“ถ้านายวีรชัยกลับมาอีกรอบ นายจะเซ็นโอนหุ้น Wish ให้มันหรือเปล่า” รัฐเขตถามบุรุษที่นั่งบนพื้นข้างเขา
“ถ้าจวนตัวก็คงต้องเซ็นไปก่อน แต่มันก็เอาไปทำอะไรไม่ได้หรอก”
“ทำไม?”
“เพราะหุ้น Wish ที่นายโอนให้ฉันมันเป็นสินสมรสน่ะสิ ถ้าขนมไม่เซ็นยินยอม มันก็เอาไปไม่ได้” พัทธดนย์หันศีรษะที่พิงอยู่กับผนังเพื่อผินหน้าไปหาอีกฝ่ายพร้อมยักคิ้วให้ขณะเผยไม้ตายที่ซุ่มเตรียมการไว้
“เฮ้ย! นี่นายจดทะเบียนสมรสกับขนมเหรอ ไม่เห็นอยู่ในแผนนี่”
“อย่าโวยวายได้ไหม ฉันทำเพื่อช่วยนายนะเว้ย”
รัฐเขตส่ายหน้าระอากับความเจ้าเล่ห์เกินพิกัดของจอมเวทคนนี้ “ก็อยากจะชมว่ารอบคอบดีอยู่หรอก แต่ทำไมต้องเป็นวิธีนี้”
“ทำไม หึง หรือหวง หรือยังไง” คนทำเกินแผนถามเหมือนกวนโทสะ แต่สุดท้ายก็ยอมอธิบายเหตุผล “ฉันทำเพื่อป้องกันหลายๆ อย่าง ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเราสองคน ขนมยังหอบทะเบียนสมรสไปฟ้องร้องเอาทุกอย่างคืนมาได้ แล้วฉันก็คิดว่าถ้าหุ้น Wish อยู่กับขนม นายคงสบายใจมากกว่าอยู่กับใครก็ไม่รู้ จริงไหม”
“ถูกของนาย” รัฐเขตถอนใจ ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ายอมรับอย่างจำใจ แล้วก็ให้นึกห่วงไปถึงสวัสดิภาพของบริษัทคู่แข่ง “แล้วหุ้น Spell ล่ะ นั่นมันทรัพย์สินส่วนตัวของนายไม่ใช่เหรอ ถ้าถูกนายวีรชัยบังคับให้เซ็นโอนให้ ไม่เท่ากับ Spell ต้องตกไปอยู่ในมือมันจริงๆ หรือไง”
“เรื่องนั้นฉันหาทางป้องกันไว้แล้ว ไม่ต้องห่วงหรอก” พัทธดนย์ตอบอีกฝ่ายให้คลายวิตก แต่หว่างคิ้วตนกลับย่นหากันไม่รู้ตัว
“ขอบใจนะที่หาทางช่วย Wish ทั้งที่ความจริงฉันควรเป็นฝ่ายที่ต้องช่วยนายมากกว่า เพราะเรื่องลิขสิทธิ์ Wish 1 ยังไงฉันก็ผิด แล้วก็ต้อง...ขอโทษด้วย ขอโทษจริงๆ”
“โธ่! ถ้ารู้ว่าแค่ถามลอยๆ ไม่ต้องงัดหลักฐานอะไรมามัดตัว นายก็ยอมรับง่ายๆ แบบนี้ ฉันคงไม่เสียเวลาวางแผนซับซ้อนหรอก คงโทรเคลียร์ให้มันจบกันไปตั้งนานแล้ว”
คราวนี้รัฐเขตเป็นฝ่ายหันมองคู่สนทนาของเขาเสียเอง “ผิดแล้วหล่ะ ต่อให้นายโทรมาฉันก็คงไม่กล้าปริปากบอกอยู่ดี แต่ที่ยอมรับ เพราะแววตาอ้อนวอนคู่นั้น และการเรียกร้องให้ฉันยอมพูดความจริงเสียที”
“เพราะขนมงั้นเหรอ” พัทธดนย์ถามย้ำ ในสมองยังพร่ำคิดถึงแต่ใบหน้าและดวงตาคมสวยของหญิงสาวที่เขาพูดถึงอยู่ไม่วางวาย
“ใช่ รู้ไหมว่าฉันตกใจมากที่นายเจาะจงซื้อตัวขนม ตอนนั้นมันสับสนไปหมด ใจนึงก็ไม่อยากให้ขนมไป แต่อีกใจก็ยัง...รู้สึกผิดต่อคุณภู”
คนผิดอธิบายความรู้สึกของตัวเองอย่างที่ไม่ค่อยได้ทำ น่าแปลกที่คราวนี้เขากล้าพูดเรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้ต่อหน้าคู่แข่งตัวฉกาจ ไม่สิ...ยามนี้พัทธดนย์คือเพื่อนร่วมชะตากรรมที่เขาเลือกแล้วต่างหาก
“ถ้าพ่อฉันได้ยินสิ่งที่นายพูดก็ดีสิ ฉันเชื่อว่าใจจริงท่านก็คงไม่ได้โกรธนายหรอก เพราะตอนที่ Wish 1 เปิดตัวพ่อตื่นเต้นมาก เอาแต่พูดกรอกหูฉันกับแม่ว่าโทรศัพท์มันเจ๋งอย่างนั้น ดีอย่างนี้ แต่ก็ไม่เคยบอกเลยสักคำว่าท่านเป็นคนออกแบบมันขึ้นมาเอง ฉันเลยคิดว่าพ่อคงไม่ได้คิดจะเรียกร้องเอาลิขสิทธิ์คืนจากนาย”
พัทธดนย์ชันเข่าขึ้นข้างหนึ่งทั้งที่ข้อมือยังติดกับซี่ลูกกรงเหล็ก หลับตาลงอย่างผ่อนคลาย ตั้งแต่ความจริงถูกเปิดเผย ความอาฆาตโกรธเคืองก็ลดน้อยลงไปมาก แต่กลับจางหายไปสนิทเมื่อได้คิดทบทวนเรื่องราวและเหตุผล ทว่าคนที่คาใจมากกว่ากลับเป็นชายหนุ่มอีกคนที่นั่งถัดจากเขาต่างหาก
“งั้นเหรอ แต่ถ้าฉันกล้าพอจะเอาทุกอย่างคืนให้คุณภู ครอบครัวนายก็คงจะดีกว่านี้ อย่างน้อยก็น่าจะช่วยเรื่องหนี้สินของบริษัทคุณภูได้บ้าง”
“ก็อาจจะจริง แต่คงไม่ทัน ตอนนั้นพ่อป่วยหนักมาก พอ Wish 1 เปิดตัวได้แค่เดือนเดียวท่านก็เสีย พ่อจากไปโดยที่ยังไม่ทันรู้เลยด้วยซ้ำว่าชิ้นงานที่ท่านออกแบบจะรุ่งหรือจะร่วง แค่ได้เห็นฝันที่ท่านร่างบนกระดาษได้ถูกผลิตออกมาเป็นชิ้นเป็นอันท่านก็มีความสุขมากแล้ว”
เรื่องที่ได้ฟังชวนให้เบาใจ จริงอยู่ว่าเจ้าของลิขสิทธิ์ตัวจริงอาจไม่ได้โกรธเคือง แต่ทายาทของเขาจะรู้สึกเหมือนกันอย่างนั้นหรือ “แล้วนายล่ะ ไม่คิดบ้างเหรอว่าถ้าลิขสิทธิ์ Wish 1 อยู่ในมือนายตั้งแต่วันที่คุณภูจากไป เส้นทางการทำธุรกิจของนายอาจจะง่ายกว่านี้”
“เมื่อก่อนก็คิด แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่ามันคงไม่ช่วยอะไร เพราะตอนนั้นฉันยังไม่พร้อม ยังเรียนไม่จบ ไม่มีปัญญาบริหารจัดการอะไรได้หรอก หรือต่อให้เก็บลิขสิทธิ์นั่นไว้จนถึงวันที่ฉันพร้อมก็ไม่มีประโยชน์ ก็โทรศัพท์รุ่นนั้นมันเหมาะจะวางตลาดเมื่อแปดเก้าปีก่อน ถ้าตอนนั้นนายไม่เอาไปผลิต ฉันก็คงต้องปล่อยให้มันล้าหลังตกรุ่นอยู่ดี”
คนฟังคลายปมที่หัวคิ้วลงเมื่อความรู้สึกผิดที่เป็นเหมือนเงาติดตามตัวเขามาช้านานได้ถูกปลดล็อก ตอนนี้สิ่งที่เคยค้างคาในใจของทั้งสองฝ่ายก็เหมือนจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น
“นายคิดแบบนี้ได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่อยากเชื่อเลยว่าไอ้คนที่พูดเมื่อกี้จะเป็นคนเดียวกับที่ส่งดอกแบล็กดาห์เลียพร้อมสารท้ารบให้ฉัน”
“แล้วรู้ไหมว่าไอ้ดอกแบล็กดาห์เลียนั่นน่ะโคตรหายากเลย”
“ทำไมไม่ส่งอย่างอื่นมาเล่า หรือจะเขียนมาด่าว่าฉันทรยศตรงๆ เลยก็ได้ จะได้ไม่ต้องตีความให้เหนื่อย”
“ก็มันไม่สะใจนี่หว่า” พัทธดนย์หัวเราะเมื่อนึกถึงการกระทำในอดีตของตัวเอง น่าขันที่ตอนนั้นเขาให้ทิฐิครอบงำจนยอมดิ้นรนทำอะไรบ้าบอ
รัฐเขตก็ยิ้มกับเรื่องตลกของอีกฝ่าย แต่เพียงพักเดียวกลับนึกถึงอีกหนึ่งบุคคลที่ได้รับผลกระทบด้านความรู้สึกจากความผิดพลาดในอดีตของเขา
“แล้ว...ขนมเป็นไงบ้าง หลังจากวันนั้นน่ะ”
“ร้องไห้ขี้มูกโป่ง ก็ผิดหวังนั่นแหละ แต่คงไม่ได้โกรธนายแล้ว” พัทธดนย์บอกเล่าอย่างใจเย็น “โทษทีนะ เรื่องที่ฉันกับขนม...”
ยังไม่ทันจบประโยค รัฐเขตก็พูดบางอย่างที่ผิดวิสัยตัวเอง “ไอ้บ้าเอ๊ย!” 
อีกฝ่ายหันขวับ “นี่แค่อุทานหรือด่า แต่ถ้าเป็นอย่างหลัง ฉันว่านายด่าฉันเจ็บกว่าที่ด่าไอ้วีรชัยซะอีกนะ”
“ก็มันน่าโมโห ฉันเฝ้าหวงเฝ้าห่วงมาตั้งนาน สุดท้ายก็แห้ว จะไม่ให้โวยได้ยังไง”
“นานแค่ไหน”
คนถูกถามหัวเราะในลำคอแล้วชำเลืองมองอีกฝ่าย “นายไม่สงสัยหรือไงว่าทำไมเด็กน่ารักอย่างขนมถึงไม่เคยมีแฟน”
“นายห้ามเหรอ”
“เปล่า ฉันแค่คอยกันท่าพวกที่มาก้อร่อก้อติกตั้งแต่ขนมเริ่มเข้ามหาวิทยาลัย แล้วไอ้พวกนั้นก็ไม่มีใครกล้าหือสักราย”
พัทธดนย์แทบตาค้าง “นายนี่ร้ายกว่าที่ฉันคิดเอาไว้เยอะเลยนะ แสร้งทำตัวเป็นพี่ชายที่แสนดี ที่แท้ก็กะจะหวงเอาไว้เอง”
“แต่ฉันก็ดันชะล่าใจปล่อยให้ทุกอย่างมันสายเกินไป ตอนนี้ขนมเลือกนาย ฉันก็ไม่มีสิทธิ์จะหึงจะหวงอะไรได้อีก คงทำได้ก็แค่ห่วงเท่านั้น เพราะยังไงขนมก็เป็นเหมือนน้องสาวคนนึงของฉัน”
คนฟังนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเล่าบางอย่างที่คิดว่าอีกฝ่ายควรได้รู้ “ขนมเคยบอกฉันนะ...ว่าเขารักนาย ตอนนั้นฉันไม่รู้หรอกว่ารักแบบไหน แต่ยอมรับเลยว่าโคตรอิจฉาที่เห็นนายได้รับความรักที่แสนจงรักภักดีแบบนั้น ใจก็อยากเอาชนะ อยากให้ขนมเปลี่ยนใจจากนาย ก็เลยหาเรื่องแหย่ขนมไปเรื่อยๆ แล้วฉันก็พลาดจนได้”
“พลาดตกหลุมรักขนมล่ะสิ” 
“อืม แผนการทุกอย่างพังยับในพริบตาเลย ฉันไม่คิดว่าขนมจะเป็นคนที่ใช่ แล้วฉันก็ใจร้ายไม่พอจะใช้ความรักเป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์ ก็เลยเสี่ยงที่จะรักขนมต่อแล้วค่อยหาทางอื่นสืบหาความจริง ทั้งที่ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าขนมจะรักฉันบ้างหรือเปล่า”
“อยากรักก็ต้องเสี่ยงงั้นเหรอ” รัฐเขตสรุปความ
“ใช่ นี่คือสิ่งที่ขนมกับฉันมีเหมือนกัน ต่อให้ต้องเจ็บหรือผิดหวัง แต่ก็ดีกว่าไม่ได้แสดงออกให้คนที่เรารักได้รู้เลย”
รัฐเขตตั้งใจฟังเหมือนต้องการเรียนรู้ แต่ก็ไม่วายมีข้อสงสัยที่ต้องการคำยืนยัน “นี่คุณจอมเวท...ขอถามอะไรหน่อย ถ้าอยากรักแต่ไม่อยากเสี่ยงล่ะ จะต้องทำยังไง”
เพียงปรายตาประเมินท่าทางคนถาม อีกฝ่ายก็รู้แกว “นายจะถามสิ่งที่ตัวเองรู้คำตอบอยู่แล้วทำไม”
“แค่ถามดู เผื่อนายมีทางเลือกอื่น”
“ไม่มีหรอก ถ้าไม่อยากเสี่ยงก็มีทางเดียวคือต้องรักคนที่เขารักเรา ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะหาคนคนนั้นเจอหรือเปล่า” พัทธดนย์เสนอแนะตามหลักการ “แต่ถ้านายยังไม่รู้ว่าใครแอบมีใจให้ ฉันมีแนะนำนะ”
“ใคร?”
“ก็คุณหนึ่งฤทัยไง เห็นเขาเวียนไปคุยกับนายออกจะบ่อย ตอนที่เราโดนจับขึ้นรถมานี่คุณหนึ่งก็ยังเดินตามหานายอยู่เลย ก็คงมีใจให้นายน่ะแหละ” ใบหน้าหล่อเหลายิ้มยียวน สะใจนิดหน่อยที่ได้โหมไฟสวาทของสาวใหญ่ให้พ้นไปจากตัวเอง แต่อีกฝ่ายกลับรู้ทัน
“เก็บความหวังดีของนายไว้เถอะ ฉันคงไม่รบกวนหรอก”

**********************************

คุณดนย์ยังไงก็ยังเจ้าเล่ห์ตลอดจริงๆ เลยเนอะ เล่นใหญ่ตลอดๆ
 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น