สะพานซ้อนกล

ตอนที่ 55 : ซ้ำรอย 35%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 18
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    16 ส.ค. 63

พัทธดนย์พยายามติดต่อผู้เสียหายผ่านทางสื่อที่เล่นข่าวโทรศัพท์ Spell มีปัญหารอบที่สอง เพราะคราวนี้คู่กรณีของเขาไม่ได้แจ้งความหรือดำเนินการใดๆ ทางกฎหมาย แต่เขากลับได้รับการแจ้งว่าทางคู่กรณีจะเข้ามาเจรจาเรื่องค่าเสียหายที่บริษัท Spell เอง

แม้ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นตัวกลาง แต่การเจรจาครั้งนี้ก็ไม่ได้เป็นส่วนตัวเลยสักนิด เพราะนักข่าวต่างแห่แหนมาทำข่าวกันอย่างครึกโครม และเกาะติดข่าวนี้ตั้งแต่เมื่อวาน เจ้าหน้าที่ของ Spell จึงต้องวิ่งวุ่น กันนักข่าวออกไปอยู่ในพื้นที่ที่เตรียมไว้ เพื่อไม่ให้รบกวนการเจรจาของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย

คู่กรณีของพัทธดนย์คราวนี้คือ นายแมน ชายอายุราวยี่สิบปี มีอาชีพขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เขามาพร้อมผ้าพันแผลบริเวณแขนทั้งสองข้าง และมีบางส่วนปิดที่ใบหน้า แต่แผลคงฉกรรจ์น่าดู เพราะขวัญจิรายังเห็นเลือดซึมผ่านผ้าพันแผลเกือบทุกจุดที่ติดตามร่างกายของผู้ชายคนนั้น

จากการพูดคุยกันก็ได้ความว่า โทรศัพท์ที่นายแมนเพิ่งซื้อและใช้งานได้ไม่กี่วันเกิดร้อนผิดปกติและมีควันขึ้น เขาจึงรีบนำมันออกมาวางบนโต๊ะ แล้วเครื่องก็ระเบิดอย่างแรง จนต้องยกมือขึ้นป้องกันใบหน้า แต่ก็ยังได้รับบาดเจ็บอยู่ดี

พัทธดนย์จึงเสนอความรับผิดชอบให้ตามที่เคยเสนอกับนายโก้ นั่นคือให้มือถือ Spell เครื่องใหม่ ให้ค่ารักษาพยาบาล และค่าทำขวัญตามสมควร ซึ่งนายแมนก็ยอมรับข้อเสนอทุกอย่างโดยไม่ต่อรองอะไรเพิ่มเติม

ครั้นถามถึงเครื่องที่นายแมนอ้างว่าระเบิด ก็ได้คำตอบว่าเขารวบรวมมาได้เพียงกองเศษซากขยะอิเล็กทรอนิกส์ขนาดย่อม ที่ดูไม่ออกว่ามันเคยเป็น Spell For Play มาก่อนเท่านั้น พัทธดนย์เห็นสภาพก็ถึงกับส่ายหัว เพราะคงเอาเศษชิ้นส่วนไปตรวจสอบหาสาเหตุได้ยาก

การเจรจาจบเร็วกว่าที่คาดเอาไว้มาก กระนั้นพัทธดนย์ก็ไม่เหลือเวลามากพอที่จะตั้งตัว เนื่องจากเหล่านักข่าวกรูกันเข้ามารายล้อมขอสัมภาษณ์ จนเขาต้องจัดการแถลงข่าวอย่างไม่เป็นทางการขึ้น เพื่อชี้แจงผลการเจรจาที่จบลงด้วยดี ส่วนสาเหตุของเครื่องที่ระเบิด ทาง Spell จะตรวจสอบต่อไป

แต่ก็ยังไม่วายโดนนักข่าวจี้ให้ตอบคำถามเกี่ยวกับมาตรฐานของโทรศัพท์ Spell ที่ตอนนี้น่ากังขาว่ามีคุณภาพน่าเชื่อถือและมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้เพียงใด ซึ่งจอมเวทไอทีกล่าวถึงประเด็นนี้ด้วยการยืนยันว่าโทรศัพท์ทุกเครื่องของ Spell มีมาตรฐานที่ดีเพียงพอเท่านั้น ส่วนคู่กรณีอย่างนายแมนกลับไม่ปริปากพูดอะไรต่อหน้าสื่อเลย

เสร็จสิ้นการแถลงข่าวย่อมๆ พัทธดนย์อยู่ดูความเรียบร้อยอีกพักหนึ่ง แล้วเดินมาสั่งงานเลขาส่วนตัวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะคว้ามือขวัญจิรากลับขึ้นไปยังห้องทำงานด้วยกัน

หญิงสาวไม่เข้าใจเลยสักนิด ว่าเขาปรี่เข้ามาจับมือเธอเพื่ออะไร ทั้งที่เธอก็ไม่ได้หนีไปไหน ตลอดทางที่เดินเคียงคู่กันมา เขาเงียบมากคล้ายกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก จวบจนกระทั่งมาถึงห้องทำงาน เขาก็ยังเงียบ นั่นจึงทำให้เธอบีบมือเขาเบาๆ พร้อมตั้งคำถาม

“คุณยังมีอะไรคาใจอยู่หรือเปล่า”

พัทธดนย์ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนสะโพกที่พิงอยู่กับขอบโต๊ะทำงานของตัวเอง แล้วหันกลับมาสบนัยน์ตาคมสวย “ก็ไม่เชิงนะ ผมรู้สึกว่าเรื่องมันจบง่ายเกินไป นายแมนไม่แจ้งความ ไม่เรียกร้องอะไร เสนอความรับผิดชอบให้แค่ไหนก็รับแค่นั้น และเขาพูดน้อยมากถ้าเทียบกับนายโก้”

“มันก็ดีแล้วนี่ ถ้าเขาต่อรองยากก็จะยิ่งวุ่นไปกันใหญ่”

“แต่คนที่พูดน้อยแบบนี้น่ะเหรอที่ไปร้องสื่อ ผมว่ามันดูย้อนแย้งกันแปลกๆ”

หญิงสาวผ่อนแรงที่บีบมือเขาจนเกือบจะหลุดออกจากกัน แต่พัทธดนย์กลับรีบคว้ามันให้มาอยู่ตำแหน่งเดิม ทำไม่รู้ไม่ชี้พูดต่อ

“นักข่าวก็เล่นเรื่องนี้หนักมากซะจนผมนึกว่าโทรศัพท์ที่ระเบิดเป็นของพวกเขาเองเสียอีก เมื้อกี้ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองถูกรุมสัมภาษณ์หรือทึ้งร่างกันแน่”

“แต่วันนี้คุณรับมือกับนักข่าวได้ดีมากเลยนะคะ”

คำชมอย่างจริงใจทำให้ความเคร่งเครียดของพัทธดนย์เจือจางลงไปบ้าง “แต่จะดีกว่านี้ ถ้าคุณจับมือผมไว้เหมือนตอนที่ไกล่เกลี่ยกับนายโก้”

“คุณก็เลย...มาจับมือฉันเอาตอนนี้น่ะเหรอ”

“ก็คง...อย่างนั้น”

เห็นเขาลูบวนบนหลังฝ่ามือเธออย่างเผลอไผล ขวัญจิราก็ไม่อยากจะห้าม เพราะตอนนี้พัทธดนย์เหมือนแมวที่กำลังตะปบก้อนไหมพรมเล่นเพลินๆ

“แล้วคุณจะทำยังไงต่อ ชิ้นส่วนเครื่องที่เหลืออยู่ก็ไม่สมประกอบเอาซะเลย”

“นั่นแหละ ที่ผมยังติดใจสงสัย ชิ้นส่วนเครื่องที่นายแมนเอามาแหลกอย่างกับโดนทุบ ส่วนประกอบชิ้นใหญ่ๆ อย่างแบตเตอรี่ก็ไม่เห็น จะว่าเครื่องระเบิดแรงซะจนแบตฯ กระเด็นยังไงก็ไม่น่าจะไปไกลจนหาไม่เจอ”

“แล้วจะพิสูจน์ได้ยังไงละคะว่าเครื่องระเบิดจริงหรือเปล่า”

“ก็นั่นน่ะสิ เหตุการณ์คราวนี้จะว่าแปลกมันก็แปลกนะ เหมือนเรื่องของนายแมนเป็นการอุดรอยรั่วที่เป็นข้อพิรุธของนายโก้ ผมซักไซ้อะไรจากเขาไม่ได้เลย แต่ผมก็ไม่เชื่อเหมือนกันว่าเครื่องจะระเบิดเอง”

“ฉันก็พยายามตั้งข้อสังเกตนะคะ แต่ไม่เห็นอะไรผิดปกติ แล้วก็ดูว่านายแมนคงได้รับบาดเจ็บหนักมากเหมือนกัน เพราะแผลเขาเต็มทั้งแขนเลย ที่หน้าก็ยังมีเลือดซึมออกมาด้วย ถ้ากุเรื่องขึ้นมาใส่ร้าย Spell ก็ถือว่าใจถึงมากที่ยอมเจ็บตัวด้วยเรื่องแบบนี้”

“คุณว่าถ้ารอบนี้ผมแถลงข่าวแบบครั้งก่อนอีกจะได้หรือเปล่า” เขาปรึกษาทั้งยังลูบมือเธออยู่อย่างนั้น

“เท่าที่ดูกระแสตอนนี้เราคงพูดอะไรยากค่ะ เพราะเรื่องมันซ้ำรอยเดิม ใครๆ ก็ต้องสงสัยว่าสิ่งที่เราพูดออกไปเป็นแค่คำแก้ตัว”

เขาหยุดการเคลื่อนไหวทุกอย่างกะทันหัน แววตาเวิ้งว้างเหม่อลอย แล้วพึมพำ “ซ้ำรอย...เหรอ”

“คุณดนย์ ฟังฉันอยู่หรือเปล่า” เธอพยายามเรียกอีกฝ่ายเมื่อเห็นท่าทีเขาแปลกไป “มีเรื่องอะไรในใจก็เล่าให้ฉันฟังได้นะคะ ระบายออกมาบ้าง เผื่อมันจะทำให้รู้สึกดีขึ้น”

ดวงตากลมโตที่จ้องมาในตาเขา มันทะลุทะลวงลึกลงไปจนสัมผัสได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่เจ้าของดวงตานั้นส่งมา ไม่คาดคิดมาก่อนว่าขวัญจิราจะเป็นห่วงเขามากขนาดนี้ มากเสียจนเขาไม่อยากปิดบังเรื่องใดๆ กับเธอ

“ผมแค่กังวลว่าเรื่องมันจะซ้ำรอย”

“...”

“เมื่อก่อน บริษัทของพ่อผมมีปัญหาทางการเงิน สถานการณ์มันแย่มากจน...พ่อต้องหย่ากับแม่ เพื่อไม่ให้แม่ต้องแบกรับหนี้สินไปด้วย”

“แล้วท่านทำยังไงต่อคะ”

“ตอนนั้นพ่อต้องหาเงินมาจากหลายทางเพื่อให้บริษัทยังคงอยู่ได้ ถึงขนาดต้องเอาบ้านไปค้ำประกันเงินกู้จากธนาคาร”

“บ้านหลังที่คุณอยู่กับคุณหมอทิพย์ตอนนี้น่ะเหรอ”

“ไม่ใช่หรอก หลังนั้นเป็นบ้านของแม่ที่ตกทอดมาจากตากับยาย แต่หลังที่เอาไปค้ำประกันคือบ้านของพ่อ...บ้านที่ผมอยู่มาตั้งแต่เกิด”

“แล้วตอนนี้...” ขวัญจิราไม่กล้าถามต่อ เพราะมันคงสะเทือนใจคนเล่า เสียงเขาถึงเศร้าลึกๆ

“มันถูกขายไปแล้ว แล้วในที่สุด...บริษัทของพ่อก็ต้องปิดตัวลง ตอนนั้นสิ่งที่ผมทำได้ก็แค่การรับงานในวงการบันเทิง เพื่อจะได้มีรายได้มาช่วยค่าใช้จ่ายในครอบครัวอีกทาง ทั้งที่ความจริงผมอยากช่วยงานในบริษัทพ่อมากกว่า แต่ก็นั่นแหละ มันคงยากเกินกำลังเด็กที่ยังเรียนไม่จบอย่างผมในตอนนั้น”

ขวัญจิราฟังเขาเล่าเรื่องในส่วนที่เธอไม่เคยรู้มาก่อนก็ประหลาดใจ ครอบครัวของพัทธดนย์เคยผ่านเหตุการณ์หนักหน่วงขนาดนี้เชียวหรือ ภาพที่เธอคิดมาตลอดตั้งแต่รู้จักหมอทิพย์คือครอบครัวเล็กๆ ที่น่ารักอบอุ่น แม้สามีของคุณหมอจะป่วยหนักจนสุขภาพอ่อนแอ ทว่าครอบครัวเขากลับเข้มแข็งและดูแลกันอย่างดี จวบจนวันที่ความตายมาพรากไป

ขณะกำลังไล่ลำดับเรื่องราว คำถามบางอย่างก็ปรากฏชัด “ฉันขอถามอะไรหน่อยสิคะ แต่ถ้าคุณไม่สะดวกใจ ไม่ต้องตอบก็ได้”

“ว่ามาสิ”

“ฉันอยากรู้ว่าคุณเคยรู้จักพี่เขตมาก่อนหน้านี้หรือเปล่า”

พัทธดนย์ถอนใจออกมายาวๆ เมื่อคนตัวเล็กกว่าอยากเข้าใกล้เรื่องที่เขาปกปิดมากขึ้นอีกขั้น “จะเรียกว่ารู้จักได้ไหมก็ไม่รู้นะ แต่ผมจำได้ว่าเขาเคยทำงานอยู่ที่บริษัทของพ่อผมในช่วงที่มีปัญหานั่นแหละ”

ความจริงจากทั้งสองฝั่งสอดคล้องต้องกัน แต่มันจะเกี่ยวกับสาเหตุที่พัทธดนย์ลงทุนซื้อตัวเธอมาไหมนะ  “แล้วคุณ...คิดว่าที่มันเป็นแบบนั้น เพราะ...พี่เขตหรือเปล่า”

 “ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเขาจะเกี่ยวข้องด้วยไหม แต่สาเหตุหลักๆ มันเป็นเพราะลูกค้าเก่าทยอยไม่ต่อสัญญา ลูกค้ารายใหม่ก็หาไม่ได้ ช่วงหลังๆ ที่สถานการณ์มันแย่ถึงที่สุด พ่อผมก็ป่วยหนัก เลยเป็นเหตุให้ท่านต้องปิดบริษัทไปโดยปริยาย”

ขวัญจิราจับมือชายหนุ่มแน่นขึ้น แล้วทำเสียงขึงขังอย่างต้องการสร้างกำลังใจ “Spell ต้องไม่เป็นแบบนั้นค่ะ เราจะต้องผ่านเรื่องนี้ไปได้แน่ๆ”

จอมเวทไอทียิ้มละมุน ไม่แฝงความเจ้าเล่ห์แบบทุกที เขาได้ยินคนพูดประโยคเมื่อกี้ใช้คำว่า ‘เรา’ แล้วหัวใจพองโต ตอนนี้เธอคงรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่แล้วสินะ

“ช่วงนี้ผมคงต้องขอให้คุณช่วยดูเรื่องภาพลักษณ์แบรนด์ของ Spell ให้หน่อย คุณทำได้ใช่ไหมขนม”

“จริงๆ หนมก็ไม่เคยเจอวิกฤติหนักๆ แบบนี้นะคะ แต่จะพยายามทำให้ดีที่สุด”

“แล้วผมจะให้พี่เอื้องชะลองานวิจัยตลาดเพื่อมาช่วยคุณอีกแรงด้วยนะ”

“ค่ะ ขอบคุณนะคะที่ไว้ใจให้หนมทำงานนี้” เธอยิ้มให้คนตรงหน้าเช่นกัน

“ครับ ผมรู้ว่างานแบบนี้คุณถนัด แล้วคุณก็ดูมีความสุขมากที่ได้ทำ”

“คุณไม่กลัวว่าฉันจะแกล้งทำให้ Spell เสียชื่อมากไปกว่าเดิมเหรอ”

พัทธดนย์ส่ายหน้า และย้ำในสิ่งที่ตัวเองคิด “ผมรู้ว่าคุณต้องไม่ทำแบบนั้น เพราะคุณมีจรรยาบรรณมากพอ และคุณก็ซื่อสัตย์กับสิ่งที่คุณรักด้วย”

หญิงสาวพยักหน้ายอมรับถ้อยคำของเขาด้วยความตื้นตัน “ค่ะ ฉันรักงานนี้มากจริงๆ” 

“ผมไม่ได้หมายถึงแค่งานนะ แต่หมายถึง...เจ้าของ Spell ด้วย”

คนฟังอดไม่ได้ต้องฟาดแขนคนเจ้าเล่ห์ที่ตีความเข้าข้างตัวเองสักทีเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย ทั้งที่พวงแก้มเรื่อแดงอย่างไม่อยากจะให้ความร่วมมือ

“เวลาแบบนี้ยังจะมาเล่นอีกนะคุณดนย์ พูดเองเออเอง เครียดจนเพี้ยนไปแล้วหรือไง”

คนถูกประทุษร้ายไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าดึงรั้งเธอเข้ามากอด พลางว่า “ตั้งแต่เกิดเรื่อง คุณก็เครียดไม่แพ้ผมหรอก ใช่ไหม”

ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดมาจากร่างค่อนข้างบางอีก เธอไม่ยอมรับ แต่ยอมให้กอด แถมยังกอดตอบเขาด้วย พัทธดนย์รับสัมผัสจากคนตัวเล็กกว่าที่ซบซุกอกอุ่นของตนด้วยใจเป็นสุขถึงที่สุด แล้วกระชับกอดคนในอ้อมแขนให้แน่นขึ้น การมีขวัญจิราอยู่ข้างกายยามนี้ช่างรู้สึกดีเหลือเกิน มันจะเหมือนกับที่พ่อของเขามีแม่อยู่ข้างๆ ตอนที่เผชิญปัญหาหรือเปล่านะ

************************************

โอ๊ย!! มั่นใจเบอร์แรงมากเลยนะคะคุณดนย์

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น