สะพานซ้อนกล

ตอนที่ 50 : นัยยะซ่อนเร้น 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    16 ก.ค. 63

“แล้วคุณจะไม่แนะนำผมกับ...อดีตเจ้านายให้รู้จักกันหน่อยเหรอ” ผู้มาใหม่พูดกับหญิงสาวข้างกาย

“แนะนำทำไมคะ ใครชื่ออะไรก็รู้ๆ กันอยู่แล้วนี่” ขวัญจิราท้วง

“แต่ยังไม่เคยมีใครแนะนำให้เรารู้จักกันอย่างเป็นทางการเลยสักครั้ง คุณช่วยหน่อยไม่ได้เหรอ”

“ก็ได้...พี่รันคะ นี่คุณ...”

“หยุดเลย” พัทธดนย์เบรกคนพูดสุดตัว เพราะรู้ว่าเธอจะจับคู่เขากับรัญชยาอีกแน่ “เคยมีคนแนะนำผมกับคุณรันให้รู้จักกันแล้ว แต่ผมยังไม่รู้จักอดีตเจ้านายของคุณอีกคนต่างหาก”

ขวัญจิราค้อนให้ทีนึงก่อนทำตามที่เขาขออย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก

“พี่เขตคะ นี่คุณพัทธดนย์ เจ้าของ Spell ค่ะ” เธอผายมือไปที่จอมเวทหนุ่มยามที่เอ่ยแนะนำเขา และทำแบบนั้นกับชายหนุ่มอีกคนเช่นกัน “คุณดนย์ นี่พี่รัฐเขต เจ้าของ Wish ค่ะ”

“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ” พัทธดนย์ยืนขึ้นแล้วยื่นมือมาด้านหน้าเพื่อจะทักทายตามธรรมเนียมสากล 

“เช่นกันครับ” รัฐเขตก็รักษามารยาทด้วยการยื่นมือมาจับตอบจึงรู้ว่าพัทธดนย์บีบมือเขาแน่นราวกับต้องการให้เจ็บปวด และสายตาที่มองมาก็เต็มไปด้วยความเคลือบแคลง

ท่าทีของคนทั้งคู่น่าสงสัยว่าเขาจะเคยมีประเด็นขัดแย้งอะไรกันมาก่อนหรือเปล่า

บุรุษทั้งสองจับมือกันพักเดียวพัทธดนย์ก็ปล่อยและทิ้งตัวลงนั่งอีกครั้ง ส่วนรัฐเขตกลับยืนอยู่อย่างนั้น แล้วหยิบเอากุญแจรถส่งให้น้องสาว

“พอดีผมเพิ่งนึกได้ว่ามีธุระด่วน คงต้องขอตัวก่อน” เขายังรักษามารยาทกับอาคันตุกะเป็นอย่างดี ก่อนหันมาหารัญชยา “รันขับรถพี่กลับก็ได้นะ เดี๋ยวพี่ไปแท็กซี่เอง”

ยังไม่ทันได้รับปาก รัญชยาก็เห็นพี่ชายหอบถุงของขวัญวันเกิดแล้วเดินออกจากร้านไปดื้อๆ เหมือนหนีอะไรสักอย่าง “เดี๋ยวสิ...พี่เขต”

“สงสัยว่าผมจะทำให้พี่ชายคุณไม่สะดวกใจนะครับ”

“ไม่ใช่หรอกค่ะ พี่เขตคงจะติดธุระจริงๆ ตั้งแต่กลับมาจากยุโรปนี่ยังเคลียร์งานกันไปได้ไม่ถึงไหนเลยค่ะ แต่ยังไงก็ต้องขอโทษแทนพี่เขตด้วยนะคะ” 

“ไม่เป็นไรครับ ผม...เข้าใจ” และคิดไว้แล้วว่าอาจต้องเป็นแบบนี้ แต่สิ่งที่คิดไม่ถึงคือการได้เห็นแววตาของรัฐเขตที่มองมายังเขาและขวัญจิราต่างหาก

ทั้งสามนั่งพูดคุยกันต่อไปอีกสักพัก แต่ขวัญจิรากลับเป็นคนที่เงียบที่สุดในที่นั้น เพื่อเปิดโอกาสให้รัญชยาทำความรู้จักกับพัทธดนย์อย่างเต็มที่เสียที เท่าที่เฝ้าสังเกตการณ์ ขวัญจิราสรุปได้ว่าชายหนุ่มมักจะไม่ค่อยเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวมากนัก ถ้าถูกถามจวนตัวเขาก็จะเลี่ยงหรือไม่ก็ชวนรัญชยาคุยเรื่องของอีกฝ่ายไปเสียเลย และเพียงไม่นานรัญชยาก็ขอตัวกลับเพราะต้องจัดการงานที่ค้างอยู่เช่นกัน 

“ให้ผมไปส่งกลับบ้านไหมขนม” ชายหนุ่มเอ่ยถามเมื่ออยู่กันตามลำพัง

“ไม่เป็นไรค่ะ หนมกลับเองได้ คุณจะได้ไม่ต้องย้อนไปย้อนมา”

“ไม่ย้อนหรอก วันนี้ผมไม่ได้ค้างที่ตึก แต่จะไปค้างบ้านแม่”

“อ้าว ไปบ้านหมอทิพย์เหรอคะ”

“ใช่ สนใจไปด้วยกันไหม ไปหัดทำเมนูแซลมอนที่คุณขอเรียนไง”

“น่าสนนะคะ แต่ฉันกินมื้อเย็นอิ่มแล้วเนี่ยสิ”

“ก็ทำให้ผมกินไง” พัทธดนย์พูดตามความรู้สึกของตัวเอง และเมื่อครู่นี้เขาก็ไม่มีอะไรตกถึงท้องมากไปกว่าเครื่องดื่มเท่านั้น แต่คนฟังกลับรู้สึกแปลกๆ “เอาน่า ไปเถอะ ถือซะว่าไปคุยเล่นเป็นเพื่อนแม่ผมก็ยังดี นะครับ ผมจะได้โทรบอกแม่ให้ซื้อของเตรียมไว้ด้วยเลย”

ขวัญจิราได้ยินเขาอ้อน ซ้ำยังเอาแม่มาอ้าง ก็ใจอ่อนจนได้ “โอเคค่ะ ไปก็ไป”

การจราจรจากร้านอาหารถึงบ้านของหมอทิพย์ไม่ได้สาหัสนัก ไม่กี่อึดใจพัทธดนย์ก็ขับรถพาเธอมาถึงที่หมาย แต่หญิงสาวก็ยังไม่สามารถเริ่มการเรียนทำอาหารได้ เนื่องจากทันตแพทย์อาวุโสยังกลับมาไม่ถึง ซึ่งลูกชายนางบอกว่าคงต้องรอสักครู่ เพราะไปเจองานหินในคนไข้คิวสุดท้ายของวัน แล้วไหนยังจะต้องแวะซื้อของอีก ลูกศิษย์จึงทำได้เพียงแค่รอ

ระหว่างนั้น พัทธดนย์จัดการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์การทำงานของเขาจากในรถไปเก็บไว้ที่ห้องชั้นบน เมื่อกลับลงมาอีกครั้งก็เห็นขวัญจิรานั่งสบายอยู่บนโซฟารับแขกหน้าโทรทัศน์ จึงอาสาทำหน้าที่เจ้าบ้านที่ดีเสียหน่อย

“เบื่อหรือเปล่า เปิดทีวีดูก็ได้นะ” เขาถามแล้วนั่งลงข้างเธอ

“ไม่ค่ะ ฉันอยากคุยกับคุณมากกว่า ขอถามตรงๆ เลยนะคะ คุณไปที่ร้านอาหารตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ตั้งแต่...รัฐเขตยังไม่มา”

“ก็หมายความว่าคุณได้ยินสิ่งที่ฉันคุยกับพี่เขต พี่รัน ตั้งแต่แรกเลยน่ะเหรอ” เจ้าของบ้านพยักหน้ายอมรับว่าได้ยินชัดทุกคำทีเดียว “ฉัน...ไม่ได้นินทาคุณนะ”

“ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย เพียงแค่สงสัย...ว่าคุณรักรัฐเขตมากี่ปีแล้ว”

“รักมาตั้งแต่แปดขวบ” ไม่รู้ทำไมคราวนี้เธอถึงไม่อยากให้เขาเข้าใจผิด ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยสนใจว่าเขาจะคิดยังไงด้วยซ้ำ “ฉันเป็นลูกคนเดียว พอมีคนมาตามใจ มาเล่นด้วย ฉันก็รักเขาน่ะสิ”

คำตอบนั้นทำให้พัทธดนย์ยิ้ม เด็กแปดขวบคงไม่เข้าใจความรักแบบหนุ่มสาวกระมัง “แล้วตอนนี้คุณยังรู้สึกกับเขาเหมือนเดิมอยู่ไหม”

“ก็ไม่ต่างจากเดิมเท่าไหร่ ฉันรักและนับถือพี่เขตทั้งในฐานะพี่ชายและเจ้านาย จะบอกว่ายังไงดี คือฉันชอบที่เขาทำงานเก่ง ใจดี แก้ปัญหาเก่ง เรียกว่ามองพี่เขตเป็นเหมือนไอดอลก็ได้”

ยิ่งฟังเธออธิบาย ชายหนุ่มยิ่งอยากต่อว่าตัวเองที่ก่อนหน้านี้เข้าใจอะไรกลับตาลปัตรไปหมด “ถึงว่า...คุณถึงได้ปกป้องเขาขนาดนั้น แต่คุณก็ดันมาพลาดที่คิดว่ารัฐเขตรักดาหวันเนี่ยนะ”

“โธ่! อย่าพูดเลย ยิ่งพูดยิ่งคาใจ”

“คาใจว่ารัฐเขตรักใครน่ะเหรอ”

“ก็ใช่น่ะสิ”

“แต่ผมคิดว่าผมรู้นะ” มองสายตาวันนี้ก็รู้แล้วว่ารัฐเขตรักขวัญจิรา

“ใครคะ?” เธอถามอย่างใคร่รู้

“ก็เจ้าตัวเขาไม่อยากบอก แล้วผมจะบอกได้ยังไงล่ะ”

“โอ๊ย...ทำไมใครๆ ก็ชอบมีลับลมคมในกันนักนะ ทำไมทุกคนรู้แต่ฉันไม่รู้อยู่คนเดียวล่ะ” เธอโวยวายเมื่อถูกพัทธดนย์ดับความหวังเอาดื้อๆ ทั้งที่เขาเป็นคนจุดประกายเองแท้ๆ

ชายหนุ่มหัวเราะแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่เอี่ยมขึ้นมา ด้วยมารดาส่งข้อความมาบอกว่าเสร็จงานแล้ว และโทรศัพท์เครื่องนั้นก็ทำให้ขวัญจิรานึกอะไรบางอย่างออก

“Spell รุ่นใหม่ มันมีความหมายอื่นอย่างที่พี่เขตบอกจริงๆ ใช่ไหม” เธอเห็นพัทธดนย์ยิ้มแล้วพยักหน้ารับ “นั่นไง พี่เขตก็เหมือนจะเข้าใจแต่ไม่ยอมพูด ถ้าฉันถามคุณ คุณก็ไม่ตอบเหมือนกันสินะ”

“ขยับเข้ามานี่สิ ผมจะให้ดูอะไร”

หญิงสาวขยับเข้าไปใกล้แล้วมองไปที่โทรศัพท์ในมือเขา ด้วยเข้าใจว่ามันคงมีอะไรซ่อนอยู่ในนั้นจริงๆ

“หลับตาสิ”

“อ้าว เมื่อกี้ยังเรียกให้มาดูอยู่เลย หลับตาแล้วจะเห็นได้ยังไงล่ะ” ขวัญจิรามองหน้าคนสั่งอย่างไม่เข้าใจ

“ผมว่ามันอาจจะระทึกขวัญเกินไปสำหรับคุณก็เลยอยากให้คุณใช้ประสาทสัมผัสอย่างอื่นดูก่อน ถ้าแน่ใจว่าไหว แล้วอยากจะลืมตาก็ตามใจ” พัทธดนย์อธิบายด้วยน้ำเสียงนุ่มจนคนฟังสัมผัสได้ว่าเขาคงเป็นห่วงเธอจริงๆ

“สยองขนาดนั้นเลยเหรอคะ”

“แล้วยังอยากรู้อยู่หรือเปล่า ถ้าใช่ก็หลับตาซะ”

ขวัญจิราหลับตาลงทั้งที่ลำตัวครึ่งบนหันไปหาชายหนุ่ม ซึ่งบัดนี้เขาเองก็วางทุกอย่างที่เคยถือแล้วขยับเข้ามาใกล้เธอมากขึ้นก่อนยื่นมือหนามาปัดผมหญิงสาวให้ไปอยู่ด้านหลัง

ผู้หญิงคนนี้ช่างน่ารักเหลือเกิน เธอซื่อสัตย์กับสิ่งที่ตัวเองรัก ทำหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดีและมุ่งมั่นมาก จนกระทั่งวันนี้ก็ไม่ได้ให้ร้ายเขาต่อหน้ารัฐเขตเลย

จู่ๆ คนหลับตานิ่งก็ต้องสะดุ้งตัวเล็กน้อยเมื่อถูกนิ้วมือเขาสัมผัส “คุณโดนแผลฉัน”

ทักท้วงได้ไม่ทันขาดคำก็รู้สึกว่าแผลที่ไรผมถูกแตะต้องอีกครั้ง และคราวนี้ไม่ใช่มือหนา แต่เป็นอะไรที่นุ่มกว่านั้น เมื่อพัทธดนย์ตั้งใจจูบลงบนแผลของเธอ ไม่ได้พลั้งเผลอเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งตอนนี้เจ้าของแผลยังมีสติครบถ้วนเสียด้วย

คนตัวเล็กกว่าแอบชำเลืองสายตาขึ้นมามองการกระทำแปลกๆ ของเขาแวบหนึ่งก็ต้องหลับตาลงไปตามเดิมเมื่อริมฝีปากเขาเปลี่ยนตำแหน่งมาจรดที่กลางหน้าผากเธอและตราตรึงไว้อย่างนั้น

เพียงแค่นี้ขวัญจิราก็เหมือนยอมจำนน แล้วปล่อยให้พัทธดนย์ทำตามใจไปเรื่อยๆ เขาใช้ปลายจมูกคมสันไล่สูดกลิ่นกรุ่นบนพวงแก้มเป็นการนำร่อง ก่อนริมฝีปากได้รูปจะทาบทับตามลงมาพรมจูบไปทั่วทั้งบริเวณนั้นตลอดจนสันกรามและซอกคอ

ยิ่งเห็นสัญชาตญาณระแวดระวังของเธอไม่ทำงานเหมือนทุกทีที่เขาเข้าใกล้ในลักษณะแบบนี้ พัทธดนย์ก็ยิ่งได้ใจ จึงทำแบบเดิมซ้ำกับแก้มนวลอีกข้างเพื่อไม่ให้น้อยหน้ากัน ก่อนจะทิ้งทวนด้วยการประทับริมฝีปากลงไปบนตำแหน่งที่เขาเคยสัมผัสมาแล้วครั้งหนึ่ง

กลีบปากนุ่มของขวัญจิรา

หญิงสาวรู้สึกเหมือนการหายใจถูกปิดกั้นเพราะสูดลมเข้าจมูกได้ไม่เต็มที่ และปากก็ถูกอะไรบางอย่างประกบไว้ แต่กระนั้นกลับรู้สึกดีอย่างประหลาด แม้ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตนกำลังเผชิญอยู่คืออะไรก็ตาม

เธอลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเมื่อพัทธดนย์ถอนริมฝีปากออกไปแล้ว เขาเห็นสายตางุนงงระคนสงสัยของหญิงสาวอยู่เหมือนกัน แต่ยังไม่คิดจะให้ความกระจ่างแก่เธอในยามนี้ เพราะใจเขาเองต่างหากที่รู้สึกว่า...ยังไม่พอ

ชั่วพริบตา นิ้วมือแกร่งก็รูดสางไปยังเส้นผมสลวยของคนตรงหน้าไม่ต่างจากหวีซี่ห่าง เมื่อศีรษะมนอยู่ในอุ้งมือเขาจึงหยุดและตรึงเธอไว้แบบนั้น แล้วใบหน้าหล่อเหลาก็เลื่อนเข้ามาแนบสนิทอีกหน ทั้งที่ขวัญจิรายังไม่ทันได้หลับตา

คราวนี้มันชัดเจนจนไม่ต้องจินตนาการ

สัมผัสจากพัทธดนย์ทำให้เธอหวามไหวในอกราวกับตกจากที่สูง มือบางควานเปะปะจนเจออกแกร่งแล้วกำเสื้อเขาเอาไว้แน่นเพื่อใช้เป็นหลักยึด

พักใหญ่กว่าจอมเวทเจ้าเสน่ห์จะเคลื่อนใบหน้าออก ใจแอบลุ้นว่ามือบางจะเปลี่ยนมาทุบหรือผลักเขาหรือเปล่า เพราะหากเธอขัดขืนแม้เพียงนิดเดียว เขาก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่บังคับฝืนใจ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เห็นอาการนั้นเลย

ขวัญจิราสบประสานกับสายตาคมกริบ มือบางกำเสื้อเขาไม่ยอมปล่อยเพราะยังอึ้งกับสิ่งที่เกิดขึ้น พัทธดนย์ก็ไม่ปล่อยมือที่ตรึงศีรษะเธอเช่นกัน แถมยังโน้มเข้ามาหาเหมือนต้องการจะจุมพิตเธออีกเป็นรอบที่สาม

“พอแล้วค่ะ” หญิงสาวร้องห้ามแล้วละล่ำละลักถาม “คุณ...จูบฉันทำไม” คำว่า ‘จูบ’ ที่แผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยินและพวงแก้มที่เรื่อแดงทำให้เขารู้ว่าเธอเขินอาย

“ก็สาธิตความหมายแฝงของ For Play ไง” พัทธดนย์เฉลยพร้อมรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม “ความจริงแล้วต้องเติมตัว e ลงไปตรงช่องที่เว้นว่างไว้ระหว่าง For กับ Play ถึงจะได้ความหมายนี้ แต่ออกเสียงไม่ต่างกันหรอก”

“F-o-r-e-p-l-a-y งั้นเหรอ” ขวัญจิราสะกดตามที่เขาบอกทีละตัวแล้วหันไปหยิบโทรศัพท์ตัวเองเพื่อจะค้นหาความหมาย แต่ถูกยึดข้อมือไว้ก่อน 

“คุณห้ามไปหาความหมายของมันจากที่อื่นเด็ดขาดนะ ถ้าอยากรู้ สงสัย ไม่เข้าใจอะไรให้ถามผมคนเดียวเท่านั้น”

“มันหมายความว่า...จูบเหรอคะ” ให้ถามเธอก็ถามทันที

พัทธดนย์คิดว่าเธอเข้าใจแบบนั้นก็ดี  แต่จะดีกว่า ถ้า...“ให้สาธิตอีกทีไหม”

“ไม่เอาแล้วค่ะ พอแล้ว” คนถูกถามปฏิเสธเสียงสั่น “คุณกำลังทำให้ฉันรู้สึกผิดกับพี่รัน”

“รู้สึกผิดทำไม คุณไม่ได้ทำอะไรผิดซะหน่อย เพราะยังไงเรื่องของผมกับคุณรันก็เป็นไปไม่ได้”

“ได้สิ พี่รันชอบคุณออกจะตาย ถ้าคุณเปิดใจสักนิด อะไรๆ ก็เป็นไปได้”

“เลิกยัดเยียดรัญชยาให้ผมซะทีได้ไหมขนม ผมไม่ได้คิดอะไรกับเขา ยิ่งมาถึงวินาทีนี้ผมยิ่งมั่นใจ” มั่นใจว่าคนที่เขาคิดอะไรด้วยจริงๆ คือสาวน้อยตาคมตรงหน้านี้ต่างหาก

“แต่หนม...”

“ไม่ต้องแต่ เรื่องแบบนี้ใครดีใครได้” พัทธดนย์ไม่ได้หมายถึงเรื่องของรัญชยา แต่กำลังตอกย้ำใจตัวเองถึงสถานะความเป็นคู่แข่งระหว่างเขากับรัฐเขตต่างหาก

เห็นทีสงครามครั้งนี้คงไม่ได้เดิมพันแค่ ‘ความลับ’ อย่างเดียวเสียแล้ว เพราะ ‘ความรัก’ ก็คงต้องเดิมพันด้วยเช่นกัน และจอมเวทอย่างเขาจะขอทุ่มสุดตัวแน่นอน

**************************************
 

ถึงจะบอกว่าเฉลยความหมายแผงของสัญลักษณ์ปริศนา แต่เอาเข้าจริงก็...ได้แค่นี้แหละ

ใครอยากรู้ความหมายก็เปิดพจนานุกรมเองนะจ๊ะ
 

ไรท์ไปก่อนนะคะ....ฟิ้ว...ว...ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น