สะพานซ้อนกล

ตอนที่ 42 : Red in Love 33%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    12 มิ.ย. 63

รถแลนด์โรเวอร์ติดฟิล์มทึบจอดเทียบฟุตบาทหน้าโรงพิมพ์ขนาดเล็กทั้งที่ยังไม่ดับเครื่องยนต์ ภายในห้องโดยสารนั้นเงียบสนิทมาตั้งแต่ขับเคลื่อนออกจากตึกสำนักงาน Spell

หญิงสาวบนเบาะข้างคนขับนั่งลูบจมูกตัวเองเล่นเพราะในหัวมีแต่คำถามน่าคิดเต็มไปหมด ทำไมเธอไม่เฉลียวใจสักนิด ทำไมไม่คิดสืบว่าพ่อแม่ของพัทธดนย์เป็นใคร ทำไมปากหนักไม่เคยถามแม้กระทั่งชื่อเขากับหมอทิพย์บ้างเลย พอตอนนี้ทุกอย่างประเดประดังเข้ามา ขวัญจิราก็ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะวางเขาไว้ในฐานะอะไร จะเป็นคู่แข่งของพี่ชายที่เธอรัก หรือจะเป็นผู้มีพระคุณที่เธอควรตอบแทน

คิดไม่ตกจริงๆ ว่าต่อจากนี้ ควรจะแข็งขืน ต่อต้านเขา เหมือนอย่างที่เคยทำมา หรือจะทำดีกับเขา...เอายังไงดีนะ

“ขนม...ถึงแล้ว” พัทธดนย์แตะไหล่คนใจลอย เพื่อเตือนให้รู้ว่าเขามาส่งเธอจนถึงที่หมาย แต่เหมือนขวัญจิราคงกำลังคิดหนัก ซึ่งเขาก็เข้าใจดี

“คะ?...ค่ะ” เสียงตอบรับฟังดูประหลาด เหมือนฟังไม่ถนัดในทีแรก แต่ก็รับคำในทีต่อมา เมื่อรู้ว่ารถคันใหญ่นั้นจอดอยู่ที่ไหน เธอกระชับเป้ใบเก่งไว้แนบกายเตรียมจะลงจากรถเขาอยู่แล้ว แต่สายตาดันเหลือบไปเห็นผู้เป็นบิดากำลังเดินออกมาจากร้านเสียก่อน

ขวัญจิราชะงัก แล้วคิดหนักอีกเรื่อง ด้วยสัญชาตญาณกำลังฟ้องว่าถ้าไม่อยากนั่งเป็นจำเลยของป๊ากับแม่แล้วตอบคำถามที่เธอยังตอบตัวเองไม่ได้ เธอก็ยังไม่ควรลงจากรถในตอนนี้

“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า” พัทธดนย์เห็นคนข้างกายมีท่าทางแปลกๆ

“ฉันลืมค่ะ” ขวัญจิราหันกลับมาพูดกับเขา แล้วทำสิ่งที่แปลกหนักกว่าเดิม เมื่อเธอบรรจงยกมือขึ้นไหว้อย่างนอบน้อมพร้อมกล่าว “ขอบคุณนะคะ”

จอมเวทไอทีกะพริบตาถี่ๆ สลัดความพรึงเพริดกับภาพตรงหน้า “แค่ขับรถมาส่ง ไม่ต้องไหว้ก็ได้มั้ง”

“ฉันไม่ได้ขอบคุณที่มาส่งแต่ขอบคุณที่คุณมีน้ำใจช่วยฉันตอนนั้น หมอทิพย์บอกว่าคุณต้องจัดการกับเสื้อที่ชุ่มเลือดของฉันจนเกือบจะตกเครื่อง แล้วยังฝากให้ท่านช่วยดูแลฉันอีก นี่ถ้าคุณไม่ช่วยฉันคงแย่”

“ครับ คุณเอามือลงเถอะ มันรู้สึกแปลกๆ”

ขวัญจิราทำตามที่เขาขอ แต่ก็ไม่ยอมลงจากรถ เพราะศักดิ์ชัยยังไม่กลับเข้าไปในร้านเสียที เธอจึงหาเรื่องถ่วงเวลาโดยการสนทนากับผู้มีพระคุณต่อ “คุณเล่าให้ฉันฟังบ้างสิ วันนั้นคุณไปเจอฉันได้ยังไง”

“วันนั้นผมแวะไปส่งแม่ที่โรงพยาบาลแล้วก็เตรียมจะไปสนามบิน พอขับรถออกมาก็เห็นคุณเซไปชนเสาไฟแล้ว ส่วนโจรนั่นก็กำลังจะถึงตัวคุณ ผมก็เลยบีบแตรไล่ พอมันไป ผมก็อุ้มคุณที่เลือดอาบไปครึ่งหน้าขึ้นรถพากลับไปที่โรงพยาบาลนั่นแหละ แล้ววันนั้นคุณเป็นอะไรมากไหม”

“ไม่เป็นไรค่ะ แค่มึนๆ แล้วก็ได้แผลนี่มา” ขวัญจิราต้องการเพียงจะอวดรอยแผลเป็นที่เกิดขึ้นตอนนั้น เธอจึงเปิดไรผมที่ปกปิดมันไว้แล้วชี้ชวนให้อีกฝ่ายดู “ยังเป็นรอยอยู่เลยค่ะ เห็นไหม”

พัทธดนย์หันไปมองแผลนั่นแล้วทำหน้าไม่ถูก เพราะมันไม่ใช่แค่เครื่องยืนยันว่าหญิงสาวพูดจริงเท่านั้น แต่มันยังเป็น...แผลที่เขาจูบเมื่อคืนนี้ด้วย

“ก๊อก ก๊อก”

ความเงียบภายในห้องโดยสารถูกขัดขึ้นจากเสียงเคาะกระจกที่ดังเป็นจังหวะ ทำให้ขวัญจิราหันไปหาแหล่งกำเนิดเสียงที่ดังอยู่ใกล้ตัว แต่ก็ยังช้ากว่าพัทธดนย์

“อย่าเปิด” เธอร้องบอก แต่ไม่ทันเสียแล้ว เพราะเขากดลดกระจกฝั่งเธอลงมาเกินครึ่งบาน

“ช่วยขยับรถหน่อยเถอะคุณ มันขวาง...” เสียงชายสูงวัยดังลอดเข้ามาแล้วขาดช่วงไปเมื่อพบว่าลูกสาวตัวเองนั่งอยู่บนรถคันนั้นกับผู้ชายหล่อเหลาที่เขาก็ไม่รู้จัก “ขนม!”

หลังจากความตื่นตะลึงของสองพ่อลูกผ่านพ้นไป พัทธดนย์ก็ถูกเชิญกึ่งบังคับให้เข้าไปในร้านเพื่อเคลียร์ประเด็นสงสัย จนเขาถึงกับบ่นในใจ ‘วันนี้มันอะไรกัน ถูกแม่ตัวเองซักยังไม่พอ ต้องถูกพ่อแม่ยัยขนมซักต่ออีก’

“คุณเป็นใคร?” ศักดิ์ชัยเปิดฉากถามก่อน ในขณะที่ภรรยาเขาเอาแต่จ้องหน้าแขกกิตติมศักดิ์ของร้านเพราะคลับคล้ายคลับคลาเหลือเกิน

“เขาชื่อคุณพัทธดนย์น่ะ เป็น...เอ่อ...” ขวัญจิราชิงตอบเสียเอง แต่ก็ต้องสะดุดเมื่อหาคำจำกัดความที่บ่งชี้ถึงสถานะของเขาไม่ได้

“เป็นเจ้านายของขนมครับ” ทั้งสามหันขวับ ประสานสายตามองชายหนุ่มที่ต่อความให้ แล้วขวัญจิราก็แทบอยากจะเป็นลม โอย...พัง

“เจ้านาย!” นางอรัญญาทวนคำ “ขนมทำงานกับคุณเขตไม่ใช่เหรอ แล้วคุณคนนี้...”

พัทธดนย์เห็นดังนั้นจึงหันไปคุยกับลูกสาวเจ้าของร้าน แต่ไม่ได้ลดระดับเสียงเลยแม้แต่น้อย “นี่คุณไม่ได้บอกพ่อแม่ว่าลาออกมาทำงานกับผมหรอกเหรอ”

“หยุดเลย ไม่ต้องขยี้ แค่นี้ฉันก็จมธรณีแล้ว” เธอกระซิบบอกบุรุษที่อยู่ข้างกาย

“ที่ถามน่ะให้ตอบป๊ากับแม่ ไม่ใช่ตอบกันเอง” ศักดิ์ชัยตวาดเสียงเข้ม

และนั่นทำให้คนเป็นลูกถอนใจ ยอมรับสารภาพสิ้น “หนม...ย้ายมาทำงานกับคุณดนย์ได้สักพักแล้วล่ะ”

“ย้ายทำไม...แล้วนี่คุณเขต หนูรัน เขาไม่ว่าอะไรเลยเหรอ” นั่นไง โดยป๊าถามต่อจริงๆ

“ไม่ว่าหรอก เขายอมให้หนมย้ายแต่โดยดี” ขวัญจิราเกาแก้มแล้วยิ้มแห้งๆ

นางอรัญญาส่ายหน้าน้อยๆ อย่างระอาในความประพฤติของลูกสาว “แล้วเมื่อวานเราก็บอกแม่ว่าจะไปงานวันเกิดคุณเขต ไปค้างกับหนูรัน ทั้งที่ไม่ได้ทำงานกับเขาแล้วเนี่ยนะ”

อะไรนะ...พัทธดนย์หูผึ่งเมื่อได้ยินข้อมูลใหม่ เมื่อวานที่ขวัญจิราบอกว่าจะไปหารัฐเขตให้ได้เพราะเป็นวันเกิดของหมอนั่นงั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นหรือว่าเธอจะไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับกระดาษแผ่นนั้นจริงๆ

“ก็...จ้ะ” หญิงสาวตอบรับเสียงแผ่ว

“แล้วทำไมหนูรันไม่มาส่งเหมือนทุกที ทำไมมากับคุณคนนี้แทน” ผู้เป็นมารดายังสงสัยไม่หยุด

“พี่รันกับพี่เขตบินไปยุโรปแต่เช้า แล้วพอดีหนมเจอคุณดนย์ เขาก็เลย...มาส่ง”

“ไปเจอกันที่ไหนล่ะ” 

ขวัญจิราอึ้งไปครู่เมื่อได้ยินคำถาม นั่นสิ เธอไปอยู่บนเตียงที่ห้องพัทธดนย์ได้ยังไง เวลานี้จะคาดคั้นเอาคำตอบจากเขาก็คงไม่ได้ เพราะพ่อคุณเอาแต่ทำหน้าไขสือ

คำถามของป๊าตอบยากเกินไป ขอเปลี่ยนเรื่องแล้วกันนะ “เออแม่กับป๊า หนมลืมบอกไปเลยว่า คุณดนย์เขาเป็นลูกชายคุณหมอทิพย์ เป็นคนที่ช่วยหนมเมื่อเจ็ดปีก่อนน่ะ”

“อ้าว แล้วทำไมก่อนหน้านี้ไม่พามาแนะนำให้ป๊ากับแม่รู้จักบ้างล่ะ” ศักดิ์ชัยถาม

“ก็หนมเพิ่งรู้เมื่อกี้ เอ๊ย! รู้เมื่อไม่นานมานี้” หญิงสาวรีบแก้คำทั้งที่ใจลุ้นระทึก

“จริงเหรอคุณ” ผู้เป็นพ่อถามผู้ถูกพาดพิงเพื่อความมั่นใจ ซึ่งเขาก็ยอมรับ

“ครับ มันเป็น...เรื่องบังเอิญ”

“ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณมากทั้งที่เคยช่วยลูกผม และที่มาส่งแกด้วย คุณกลับไปได้แล้วหล่ะ” เถ้าแก่โรงพิมพ์ส่งแขกอย่างไม่แยแส แต่กระนั้นแขกกิตติมศักดิ์กลับไม่ยอมออกจากร้านโดยง่าย

“ขนม พรุ่งนี้คุณว่างไหม แม่ผมอยากชวนไปทานข้าวที่บ้าน” พัทธดนย์ถามหญิงสาวข้างกาย แต่คนถูกชวนรู้ว่ายังหน้าสิ่วหน้าขวานจึงตอบปฏิเสธ

“ยังก่อนดีกว่าค่ะ เอาไว้วันหลังฉันค่อยไปพบหมอทิพย์เอง”

“งั้นวันจันทร์คุณรีบเข้าออฟฟิศนะ”

“มีอะไรด่วนเหรอ”

“ก็ผลงานชิ้นโบว์แดงของคุณไง” จอมเวทหนุ่มพูดแค่นั้นก็ยกมือไหว้ลาศักดิ์ชัยและอรัญญาแล้วกลับออกไปหลังทิ้งระเบิดลูกใหญ่เอาไว้

ผลงานชิ้นโบว์แดงที่ว่า อะไรกันนะ

*********************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น