สะพานซ้อนกล

ตอนที่ 21 : ทางหนีที่ถูกปิด 50%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 17
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    9 มี.ค. 63

หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นเวลาแห่งความหวั่นใจของขวัญจิราโดยแท้ ช่วงสองสามวันแรกหลังจากจอมเวทแห่ง Spell ติดต่อมา เธอกระวนกระวายใจจนอยู่ไม่สุข ได้แต่เร่งมือถักสเวตเตอร์ให้หมอทิพย์ตามที่เคยรับการไหว้วานมา เพียงเพราะหวังว่าถ้ามือไม่ว่างแล้วสมองก็น่าจะไม่มีเวลาฟุ้งซ่าน แต่มันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย เพราะรู้ดีว่าที่ตัวเองผ่อนคลายขึ้นเป็นผลมาจากสิ่งที่เคยกลัว ยังไม่มีวี่แววว่ามันจะเกิดขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว

ทุกอย่างเงียบสนิท

หลังจากวันนั้นก็ไม่มีการติดต่อจากพัทธดนย์หรือคนอื่นๆ ใน Spell อีก ซึ่งขวัญจิราเดาว่าเขาคงล้มเลิกความตั้งใจที่จะซื้อตัวเธอไปทำงานด้วยแล้ว จนกระทั่งวันนี้

ช่วงสายของวันเสาร์ที่เงียบสงบ ขวัญจิรายอมละมือจากอุปกรณ์การถักเสื้อไหมพรม เพื่อนำขยะออกไปทิ้งหน้าบ้านตามที่มารดาไหว้วาน  ในระหว่างทางที่กำลังจะเดินกลับ สายตาของหญิงสาวดันไปสะดุดเข้ากับรถยนต์คันหนึ่งซึ่งจอดอยู่ไม่ไกลจากทางเข้าบ้านโรงพิมพ์ รถยนต์คันนั้นเป็นรถเอนกประสงค์เอสยูวีสีเทาคันใหญ่ แต่สิ่งที่ทำให้สะดุดตากลับเป็นป้ายทะเบียนต่างหาก

มันเป็นเลขเดียวกันกับสี่ตัวสุดท้ายของเบอร์โทรศัพท์เจ้าปัญหา ซึ่งรัฐเขตยืนยันว่าเป็นของพัทธดนย์

หญิงสาวเดินเข้าไปใกล้รถคันนั้น พยายามเมียงมองเข้าไปภายในห้องโดยสาร แต่ฟิล์มกรอกแสงก็มืดเสียเหลือเกิน เธอจึงไม่เห็นใครหรืออะไรในนั้นเลยนอกจากเงาสะท้อนของตัวเองบนบานกระจกสีทึบ

‘สงสัยจะฝังใจมากเกินไปละมั้ง’

คนช่างสงสัยกำลังถอยเท้าออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ เพราะเพิ่งตระหนักว่าตัวเองสามารถจดจำเบอร์โทรศัพท์ที่สร้างความหนักใจให้เธอได้แม่น ทั้งที่ไม่ได้บันทึกไว้ในเครื่อง และไม่ได้ตั้งใจจำให้รกสมอง

ทันใดนั้นบานกระจกที่ถูกติดฟิล์มกรองแสงจนแทบมืดสนิทก็ปรากฏเงาสะท้อนของร่างหนึ่งที่เข้ามายืนซ้อนหลังหญิงสาวอย่างรวดเร็ว กว่าขวัญจิรารับรู้ถึงการมาของบุคคลนั้น เขาก็เข้าประชิดตัวเสียแล้ว แม้จะไม่เห็นใบหน้าเพราะความสูงของเขาเลยช่วงสะท้อนของกระจกไป แต่เธอรับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่ไม่ค่อยเป็นมิตรนัก

หญิงสาวพยายามหมุนตัวเพื่อหาทางออกจากที่ตรงนั้นให้เร็วที่สุด แต่ไม่ทัน เมื่อมือหนาข้างหนึ่งยื่นผ่านเธอที่กำลังเบี่ยงตัวไปวางแหมะไว้บนขอบประตูรถยนต์อย่างจงใจ และปิดทางหนีทุกด้านด้วยมืออีกข้างที่บังคับให้ขวัญจิรามีพื้นที่เหลือเพียงแค่ระยะห่างจากประตูรถยนต์ไปจนถึงช่วงในวงแขนของผู้รุกรานเท่านั้น

“แอบส่องรถคนอื่นแบบนี้...ไม่ดีเลยนะ” เสียงเขาคำรามอยู่ใกล้มาก ใกล้จนเหมือนเสียงนั้นก้องกังวานในสมอง ใช่...มันเป็นเสียงเดียวกันกับที่เธอเคยได้ยินในโทรศัพท์

ขวัญจิรารู้แล้วว่าคนที่ปิดเส้นทางหนีของเธอในระยะประชิดคือพัทธดนย์ตัวจริงเสียงจริง แล้วเขาก็มาจริงๆ ตามที่เคยบอกไว้ หญิงสาวใจเต้นรัวแรงเพราะความกลัวที่แล่นเข้าจับขั้วหัวใจ แต่ความคิดอยากหนีก็ยังมีอยู่ตลอดเวลา เธอจึงอาศัยจังหวะที่เขาชะล่าใจก้มตัวมุดออกจากวงแขนแข็งแรงนั้นแล้ววิ่งไปสู่ทิศทางกลับบ้านอย่างรวดเร็ว

พัทธดนย์เห็นเหยื่อกำลังจะหลุดจากกรงเล็บ คนอย่างเขามีหรือจะยอม เพียงตั้งใจวิ่งไม่กี่ก้าวก็ตามเธอทัน เขารีบคว้าข้อมือข้างหนึ่งของคนหนีเพื่อรั้งตัวเธอไว้อีกครั้ง

ขวัญจิราเซไปข้างหลังนิดหน่อยตามแรงที่ยื้อยุด แต่ไม่หยุดหนี เธอพยายามสะบัดมือเขาออกโดยที่ไม่พูด ไม่หันไปมองเขา ชายหนุ่มจึงตัดสินใจยึดข้อมือทั้งสองของเธอมารวบไว้ด้านหลัง เพื่อป้องกันเธอหนีและไม่ให้เธอลอบทำร้ายเขาได้สะดวก กระนั้นก็ไม่ได้ทำให้ขวัญจิราหยุดดิ้นรน

“หยุดดิ้นได้แล้ว ผมไม่อยากใช้กำลังกับผู้หญิงถ้าไม่จำเป็น”

“...” ขวัญจิราได้ยินสิ่งที่เขาพูดชัดเจน แต่กลับไม่ยอมทำตามที่เขาบอก และไม่มีเสียงใดเล็ดลอดมาจากริมฝีปากบางเลยด้วย

“ก็บอกให้หยุดดิ้นไง รู้ว่าหนีไม่ได้ก็ยังจะดื้ออีก” พัทธดนย์บีบข้อมือเธอแรงขึ้น แล้วยึดให้แขนทั้งสองข้างของอีกฝ่ายไขว้กันมากที่สุด “อยู่นิ่งๆ แล้วหันมาคุยกันดีๆ จะได้ไม่ต้องเปลืองแรงกันทั้งสองฝ่าย”

คนตัวเล็กกว่ารู้สึกเจ็บตึงแขนทั้งสองตั้งแต่ข้อมือไล่ลามไปจนถึงหัวไหล่ จึงยอมหยุดดิ้น แล้วโต้ตอบเขาอยู่ในใจ ‘ไม่คุย ไม่มีอะไรจะคุย แล้วก็ไม่พร้อมจะคุยด้วย’

“แน่ะ ก็บอกให้หันมาคุยกันไง” ชายหนุ่มทำเสียงยียวน เมื่อเห็นเธอยังคงเงียบสนิท

ขวัญจิราถอนใจอย่างหมดความอดทน เพราะคำสั่งงี่เง่าที่ได้ยิน “โอ๊ย! ก็เล่นมายืนรวบแขนอยู่ข้างหลังแบบนี้แล้วจะให้ฉันหันไปคุยด้วยได้ยังไงเล่า นี่น่ะเหรอจอมเวทไอที ก็ไม่เห็นจะฉลาดสักเท่าไหร่นี่ เรื่องแค่นี้ยังคิดไม่ได้เลย”

“อ้าว...พูดได้แล้วนี่ คราวนี้ด่าถูกตัวซะด้วย” พัทธดนย์ยิ้มถูกใจที่หลอกล่อให้เธอยอมพูดด้วยได้ แม้จะแถมคำด่ามาให้นิดหน่อยก็ตาม “คงไม่ต้องเสียเวลาแนะนำตัวแล้วสินะ งั้นเรามาคุยกันเลยดีกว่า”

หญิงสาวเบิกตากว้างเมื่อตระหนักได้ว่าพลาดติดกับดักของเขาเข้าเต็มๆ “ไม่คุยโว้ย!”

สิ้นเสียงปฏิเสธ พัทธดนย์ก็รีบกระชากเธอเข้ามาจนต้นแขนประชิดแผงอก แล้วกระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียมอย่างจงใจ “เคยบอกแล้วไงว่าให้คิดดีๆ ก่อนที่จะปฏิเสธผม”

หญิงสาวใจสั่นระรัวมากกว่าเดิม นาทีนี้ขวัญจิรารู้แล้วว่าคงเลี่ยงการพูดคุยกับเขาได้ยาก จึงตัดสินใจต่อรองบางอย่าง “คุยก็ได้ แต่คุณต้องปล่อยฉันก่อน จะให้คุยกันทั้งสภาพแบบนี้หรือไง”

“ถ้าผมปล่อยคุณก็หนีน่ะสิ...ไปขึ้นรถ”

“ขึ้นรถทำไม จะไปไหน”

“ไปหาร้านกาแฟเงียบๆ คุยกัน” พัทธดนย์ยอมปล่อยข้อมือเธอข้างหนึ่ง เพื่อให้หญิงสาวเคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น แต่ก็ยังไม่ให้อิสระแก่เธอเสียทีเดียว เขาดึงข้อมืออีกข้างของเธอให้กลับไปที่รถแลนด์โรเวอร์คันใหญ่นั่น ปากก็ยังเร่งเร้าไม่หยุด “เร็ว...ไปขึ้นรถ”

ขวัญจิราเห็นใบหน้าเขาเต็มตาก็คราวนี้เอง ผู้ชายคนนี้หล่อมากจริงๆ ไม่น่าแปลกใจเลยที่ทั้งสาวน้อยสาวใหญ่จะหลงใหลได้ปลื้มกันนัก แล้วใจของเธอที่เคยเต้นผิดระรัวหนักอยู่ตอนนี้ล่ะ...มันยังเป็นเพราะความกลัวอยู่จริงหรือเปล่า

ชายหนุ่มเปิดประตูรถฝั่งข้างคนขับก่อนจะบังคับให้ขวัญจิราเข้าไปนั่งบนเบาะหน้า ส่วนเขาก็ยืนขวางประตูเพื่อกันเธอหนี แต่เธอกลับเอาแต่จ้องหน้าเขา โดยไม่ยอมยกเท้าเข้าไปในตัวรถด้วยซ้ำ

“มีอะไร” คนถูกจ้องถามอย่างขัดใจ

หญิงสาวที่เหมือนหลุดเข้าไปในภวังค์ชั่วขณะเพิ่งตระหนักได้ถึงสถานการณ์ระหว่างเธอและเขาจากคำถามนั้น  จึงรีบหาข้ออ้างสำหรับเป็นทางหนีทีไล่อีกหน

“ฉันไม่ได้เอากระเป๋าตังค์มา”

“สำหรับว่าที่พนักงานใหม่ของ Spell ผมเลี้ยงเองก็ได้ นั่งดีๆ ด้วย ผมจะปิดประตู”

ขวัญจิรายอมเบี่ยงตัวแล้วยกเท้าเข้าไปในรถ แต่แขนเธอยังคงขวางไม่ยอมให้เขาปิดประตู ริมฝีปากบางก็ยังพรั่งพรูข้ออ้างที่ใช้ในการหนีต่อไป “งั้น...ฉันขอเข้าไปบอกคนในบ้านก่อน”

“ได้ยังไง ขืนปล่อยให้คุณเข้าบ้าน คุณก็ชิ่งผมน่ะสิ”

“เอ้า!!...แล้วจะให้ทำยังไง ถ้าฉันหายไปเฉยๆ ป๊ากับแม่ฉันอยู่ไม่สุขแน่” เธอโวยวายเมื่อรู้ว่าเขาไม่หลงกล

“ก็โทรเข้าไปบอกสิคุณ จะบอกว่าไปกินข้าวกับเพื่อนก็ได้นะ ผมไม่ว่า” จอมเวทเจ้าเล่ห์ดักทาง แล้วยังมีหน้ามาออกความคิดให้ด้วยว่าจะบอกคนในบ้านเธออย่างไร

“คุณก็ไม่มีสิทธิ์ว่าอะไรฉันอยู่แล้วล่ะ” ขวัญจิราพูดกระแทกเสียงอย่างตั้งใจประชด แล้วก็ยังหาทางออกอื่นต่อ “แต่...ฉันไม่ได้เอาโทรศัพท์ออกมานี่”

“งั้นใช้โทรศัพท์ผม” ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์มือถือ Spell ของตนส่งให้สาวเจ้าปัญหา ถึงตอนนี้ก็พอรู้อยู่หรอกว่าเจ้าหล่อนตั้งใจยื้อเวลา ในใจก็อยากลองรุกไล่เธอดูสักตั้ง “โทรสิ”

“ฉัน...จำเบอร์ไม่ได้”

“โอ๊ย! เรื่องเยอะจริง ผมควรจะเชื่อดีไหมว่าคุณจำเบอร์คนที่บ้านตัวเองไม่ได้เนี่ย” เขาโวยวายกับลูกไม้ล่าสุดที่ได้ยิน พลันก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “แต่ไม่เป็นไร ผมมีเบอร์โทรที่ร้านคุณ”

ว่าจบเขาก็มุดลำตัวช่วงบนเข้าไปในรถ โดยแทรกผ่านขวัญจิราไปเฉยๆ ทำราวกับไม่มีเธอนั่งอยู่ตรงนั้น ชายหนุ่มรื้อๆ ค้นๆ ช่องเก็บของระหว่างที่นั่งคนขับกับเบาะข้าง แล้วปล่อยให้หญิงสาวใจเต้นโครมครามกับความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นโดยที่เขาไม่รู้ตัวเลย

พัทธดนย์หยิบนามบัตรใบหนึ่งติดมือมาก่อนที่จะกลับออกมายืนนอกตัวรถตามปกติ แล้วยื่นนามบัตรนั้นให้หญิงสาวที่บัดนี้นั่งตัวแข็งไปเสียแล้ว

“เอ้านี่ นามบัตรร้านคุณไง”

ขวัญจิราหันมองหน้าเขา แล้วค่อยๆ ไล่สายตาลงมาจนถึงสิ่งที่อยู่ในมือชายหนุ่ม “คุณมีนามบัตรที่ร้านได้ยังไง”

“แม่คุณให้ผมมาน่ะสิ”

“แม่ฉันเนี่ยนะ...” คำตอบของเขาช่างน่าฉงนแต่เพียงไม่นานเธอก็เข้าใจ เพราะนามบัตรนี้มีไว้สำหรับลูกค้าที่มาใช้บริการที่ร้าน “หรือว่าคุณเคยมาที่นี่”

เขาไม่ตอบคำถาม แต่ยิ้มแล้วตั้งใจยักคิ้วหลิ่วตาอย่างเป็นต่อ เพียงเท่านี้ก็ทำให้ขวัญจิรามั่นใจได้ว่าลูกค้ารูปร่างสะดุดตาที่เธอเดินชนตรงหน้าร้านเมื่อสัปดาห์ก่อนต้องเป็นเขาแน่

“ต้องทำกันขนาดนี้เลยเหรอ” เธอโวยวาย

“ตกลงคุณจะโทรไหม หรือจะให้เดินเข้าร้านไปด้วยกันแล้วบอกคนทั้งร้านว่าคุณไปกับผม” เขารีบตัดบท

“เออๆ โทรก็ได้”

แม้จะบอกแม่ว่าออกไปกินข้าวกับเพื่อน แต่ในหัวกลับยังคิดหาทางที่จะไม่ไปกับเขา หรือถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ อย่างน้อยเธอก็ควรได้เลือกสถานที่ในการสนทนาที่เธอมั่นใจว่าตัวเองจะปลอดภัย ขวัญจิราส่งโทรศัพท์มือถือคืนเจ้าของเมื่อใช้งานมันเสร็จ แต่เธอกลับลุกขึ้นจากเบาะแล้วออกมานอกตัวรถ พัทธดนย์เห็นแบบนั้นจึงรีบคว้าข้อมือเธอไว้ก่อน

“จะไปไหน คิดจะหนีอีกแล้วเหรอ”

“เปล่า ฉันแค่คิดว่า...เดินไปคุยที่ร้านกาแฟแถวนี้ก็ได้ ไม่เห็นต้องเอารถไปเลย”

หญิงสาวเสนอเพราะคิดแล้วว่าแถวนี้ถิ่นเธอ คนรู้จักก็มีเยอะแยะ ระหว่างทางที่เดินไป หากเจอใครก็อาจขอความช่วยเหลือได้บ้าง ส่วนร้านกาแฟที่ว่า เธอก็สนิทสนมกับเจ้าของร้านเป็นอย่างดี ถ้าเกิดเหตุสุดวิสัยหรือตกลงกันไม่ได้ขึ้นมาจริงๆ เธอน่าจะมีแนวร่วมคอยช่วยเหลืออยู่บ้าง ดีกว่าปล่อยให้พัทธดนย์ลากขึ้นรถไปที่ไหนก็ไม่รู้

จอมเวทแห่ง Spell มองตาคนเจ้าความคิดอย่างต้องการจับผิด เพราะไม่แน่ใจว่าจะเป็นลูกไม้ในการชิ่งหนีของเธออีกหรือเปล่า แต่ในเมื่อเขายังจับข้อมือเธอไว้แบบนี้ ก็ยากที่ขวัญจิราจะหนีได้

“งั้นคุณก็นำไปสิ” ชายหนุ่มกล่าว

“นี่คุณไม่คิดจะปล่อยข้อมือฉันจริงๆ เหรอ ฉันก็ยอมคุยกับคุณแล้วไง ไม่หนีไปไหนหรอกน่า”

“ผมเชื่อมือของผมมากกว่าคำพูดลอยๆ ของคุณ เดินไปได้แล้ว จะได้คุยธุระกันเสียที”

ขวัญจิราจำใจเดินลากคนตัวโตที่กุมข้อมือเธอไว้แน่น ทั้งที่บอกให้เธอนำทาง แต่เขากลับเดินตามอยู่ห่างไม่ถึงครึ่งก้าว จนเหมือนคนทั้งคู่เดินเคียงไปด้วยกันมากกว่า

*************************************

ลูกไม้ของขนมใช้กับอีตาคุณดนย์ไม่ได้เลยค่ะ พี่เขตมาช่วยน้องหน่อย...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น