สะพานซ้อนกล

ตอนที่ 2 : พ่อมดไฮเทค 35%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 46
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    6 ม.ค. 63

ร่างสูงของบุรุษในชุดสูทสีเทาเข้มกำลังเดินไปข้างหน้าอย่างมีจุดมุ่งหมาย ในมือถือแฟ้มเอกสารบางอย่างตรงมายังสำนักงานซึ่งไม่ใช่ชั้นที่เป็นห้องทำงานของเขา ทรงผมที่เซตมาเป็นอย่างดีบ่งบอกถึงความเป็นคนรักความสมบูรณ์แบบอยู่ในที ใบหน้าคมคายสไตล์ไทยแต่ไม่ถึงกับเข้มแสดงความปลื้มปริ่มบางอย่างในหัวใจที่สะท้อนออกมาทางแววตา แต่สิ่งที่เป็นจุดเด่นที่สุดบนใบหน้าของเขาคงหนีไม่พ้น...รอยยิ้ม

รอยยิ้มที่ฉายชัดบนใบหน้าคมของรัฐเขต เมื่อเขาคิดหาข้ออ้างเพื่อเฉียดมาพบหน้าใครบางคนที่อยากเจอได้ ริมฝีปากเขาก็ยิ้มจนไม่อยากหุบมาตลอดทางที่เดินผ่านมา แต่เมื่อเข้าไปในห้องทำงานของผู้บริหารฝ่ายการตลาดกลับไม่พบใครอยู่เลย

แปลกจริง...

รัฐเขตรู้อยู่แล้วว่ารัญชยาน้องสาวของเขาที่ดำรงตำแหน่งผู้บริหารฝ่ายการตลาดของ Wish ไม่อยู่ที่บริษัทในเวลานี้ แต่ผู้ช่วยของรัญชยาน่าจะคอยประจำการอยู่...แล้วเหตุใดถึงไม่พบตัว

ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังจะหันหลังกลับ เสียงกุกกักบางอย่างก็ดังขึ้นไม่ไกลนัก เขาจึงเดินเข้าไปใกล้เสียงนั้น แล้วก็ยิ้มออกเมื่อรู้ว่ามันเป็นเสียงของใคร

“ไปทำอะไรอยู่ใต้โต๊ะน่ะ...ขนม”

“โอ๊ย!!” เจ้าของชื่ออุทานลั่นด้วยความตกใจ ศีรษะจึงชนเข้ากับโต๊ะทำงานที่อาศัยบังสายตาจากผู้คนอย่างจัง “หัวแตกอีกรึเปล่าเนี่ย”

ขวัญจิราคลำหัวตัวเองป้อยๆ ขณะคลานออกมาจากใต้โต๊ะประจำตำแหน่งของตนอย่างทุลักทุเล รัฐเขตก็ไม่รอช้า รีบเข้ามาดูอาการคนเจ็บเช่นกัน

“เลือดไม่ออก แต่อีกเดี๋ยวน่าจะโน” เขาประเมินอาการด้วยรอยยิ้มขำๆ มือหนายังลูบแผลที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ  แต่เมื่อเห็นร่องรอยบางอย่างบนหน้าผากตรงไรผมของขวัญจิรา เขาก็ชะงักไป “รอยแผลเป็นนี่...ขนมไปโดนอะไรมา ทำไมพี่ไม่เคยเห็น”

“แผลนั้นนานแล้วค่ะ ไม่ต้องสนใจมันหรอก แต่ไอ้แผลใหม่นี่สิ...เจ็บจัง” เธอหน้าเสียราวกับความเจ็บทวีคูณขึ้นเป็นสองเท่า แต่ก็กลายเป็นความรู้สึกชาหน่วงไปทันทีเมื่อบุรุษตรงหน้าเป่าลมลงบนแผลอย่างแผ่วเบา

“ไม่เป็นไรแล้วนะ ไม่เจ็บแล้ว เพี้ยง...”

พ่อมดไฮเทคทำการร่ายคาถาในระยะประชิดจนขวัญจิรารู้สึกแปลกๆ “เอ่อ...พอเถอะค่ะ หนมไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะที่จะต้องเป่าแผลให้หายเจ็บ”

รัฐเขตเหมือนตื่นจากภวังค์ ถอยห่างจากหญิงสาว “แล้วเราไปทำอะไรอยู่ใต้นั้น”

“ลองเสื้อค่ะ หนมขี้เกียจเดินไปห้องน้ำก็เลยลองมันที่ใต้โต๊ะทำงานนี่แหละ” เธอยิ้มเขินๆ แล้วเปลี่ยนประเด็นกลบเกลื่อนเรื่องน่าอายของตัวเอง “ท่าน MD ลงมาก็ดีเหมือนกันค่ะ หนมมีเรื่องสำคัญต้องการพบท่านอยู่พอดี”

“เรียกกันห่างเหินอีกแล้วนะขนม กลับมาเรียกเหมือนเดิมเดี๋ยวนี้เลย”

“ทำไมล่ะคะ เห็นพนักงานคนไหนเขาก็เรียก MD กันทั้งนั้น หนมไม่อยากทำตัวแปลกแยกนี่” เธอตอบกลับด้วยรอยยิ้มซื่อ แต่ตามีประกายขี้เล่น

“ก็พี่ไม่ชอบที่ขนมเรียกพี่แบบนี้ พี่ชอบให้ขนมเรียกเหมือนเดิม” ใช่...เขาไม่ชอบเลยเวลาที่เธอแสดงความห่างเหิน แม้จะรู้ว่าครั้งนี้เธอแกล้ง แต่มันก็ไม่ชอบอยู่ดี

“ค่ะ คุณเขต”

“นั่น...ยังอีก” รัฐเขตเสียงแข็งขึ้นเหมือนเป็นการบอกให้รู้ว่าเขายังไม่พอใจ

“ก็ได้ค่ะ พี่เขตรอหนมแป๊บนึงนะ”

“เรียกแบบนี้ค่อยน่าคุยด้วยหน่อย แล้วเรื่องสำคัญของเราน่ะอะไร”

“นี่ค่ะ” หญิงสาวยื่นซองปิดผนึกแน่นหนาส่งให้เขา พร้อมอธิบายที่มาของสิ่งที่บรรจุในนั้น “ช่วงนี้ป๊ากับแม่มีออเดอร์ที่โรงพิมพ์เยอะค่ะ เดือนที่แล้วเจ้าของบริษัท Wish ก็ใจดีให้โบนัสหนมอีก เงินที่จะเอามาหักหนี้งวดนี้ก็เลยเยอะกว่าทุกที”

รัฐเขตหน้าตึง ไม่อยากรับซองนั้นมาเลยแม้แต่น้อย ก็เพราะหนี้สินบ้าๆ นี่แหละที่ทำให้ความสัมพันธ์ของครอบครัวเขาและขวัญจิราต้องห่างเหินกันไปโดยปริยาย

เมื่อก่อนจักรกฤษณ์และกิ่งแก้ว พ่อแม่ของเขา พาเขาและรัญชยาย้ายบ้านเพื่อจะได้ดูแลกิจการจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าของครอบครัวสะดวกขึ้น ซึ่งร้านจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นก็อยู่กับใกล้โรงพิมพ์เล็กๆ แห่งหนึ่ง ตอนนั้นเด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดอย่างเขาเลยได้รู้จักกับขวัญจิรา...เด็กหญิงตัวน้อยอายุแค่แปดขวบ ลูกสาวของศักดิ์ชัยและอรัญญา เจ้าของโรงพิมพ์ รัฐเขตเอ็นดูและดูแลเธอไม่ต่างจากน้องสาวอีกคน กระนั้นก็ต้องยอมรับว่าเขาไม่ได้สนิทสนมกับขวัญจิรามากเท่าที่รัญชยาสนิท เพราะสองสาววัยใกล้กันมากกว่า

แต่ไม่กี่ปีให้หลัง ศักดิ์ชัยตกลงกู้เงินก้อนใหญ่จากพ่อของเขาเพื่อขยายกิจการโรงพิมพ์ของตัวเอง แต่มันไม่เป็นไปอย่างที่คิด สุดท้ายจึงต้องแบกหนนี้ร่วมสิบล้านและประคับประคองโรงพิมพ์ขนาดย่อมของครอบครัวเรื่อยมา จนสถานะความเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ชัดเจนและค่อยๆ บดบังมิตรภาพทุกอย่างไป ครอบครัวของรัฐเขตก็ย้ายบ้านอีกครั้งเมื่อเขาเปิดตัวธุรกิจโทรศัพท์มือถือและทำท่าจะไปได้สวย

“พี่ยังไม่รับได้ไหม” รัฐเขตบ่ายเบี่ยงทำเสียงขรึม “ขนมเก็บเอาไว้ก่อนแล้วกันนะ”

“อ้าวพี่เขต แต่หนมอยากหมดหนี้เร็วๆ นี่คะ ถ้าพี่รับเงินก้อนนี้คืนไป หนมก็จะเหลือยอดหนี้ห้าล้านถ้วนๆ แล้วนะ...รับเถอะนะคะ”

ขวัญจิราเซ้าซี้เจ้าหนี้ผู้แปลกประหลาด ก็ตั้งแต่รัฐเขตมาดูแลหนี้สินครอบครัวเธอแทนลุงจักรกฤษณ์กับป้ากิ่งแก้วที่เสียชีวิตพร้อมกันด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อสองปีก่อน เขาก็ไม่เคยทวง ไม่เคยถาม ไม่คิดดอกเบี้ย แล้วยังชอบทำหน้าบูดเหมือนไม่อยากได้เงินคืนทุกครั้งที่เธอมาขอหักหนี้ ซึ่งขวัญจิราเข้าใจเอาเองว่ารัฐเขตคงเอ็นดูเธอเหมือนครั้งที่ยังเป็นเด็กนั่นแหละ

แววตาเว้าวอนของสาวน้อยทำให้ชายหนุ่มใจอ่อน เขารับซองนั้นมาอย่างเสียไม่ได้ แล้วเก็บซองเงินใส่กระเป๋าสูททั้งที่ไม่ได้นับ ก่อนถามถึงน้องสาวของตนเพื่อเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

“แล้วนี่รันไปไหน”

“พี่รันไม่อยู่ค่ะ ไปงานของพาร์ทเนอร์เรา”

“ไปงานเปิดโซนไอทีของห้าง The One เหรอ”

“ค่ะ พี่เขตก็รู้ว่าพี่รันไปงาน แล้วจะถามหาทำไมกัน”

ตายละหว่า! เขาลืมไปเลยว่าตั้งใจจะแกล้งทำทีเป็นไม่รู้ว่ารัญชยาไม่อยู่ เพื่อจะได้มาเจอหน้าขวัญจิราโดยยกเอาชื่อน้องสาวมาเป็นข้ออ้าง ก็เพราะสาวเจ้าดันมาใช้หนี้เขากะทันหันนั่นแหละ

“เอ่อ...คือ...พี่เพิ่งนึกได้น่ะ...แล้ว...รัน...จะกลับตอนไหน เขาบอกไว้ไหม”

“น่าจะกลับมาเย็นๆ เลยนะคะ พี่รันต้องมารับหนมไปค้างด้วยกัน” ขวัญจิราตอบตามความจริง โดยไม่ได้ใส่ใจในคำพูดอึกอักของอีกฝ่าย

รัฐเขตผ่อนลมหายใจออกมาเมื่อแน่ใจว่าคู่สนทนาจับไม่ได้ว่าเขากำลังโกหก แต่เสี้ยววินาทีหลังจากได้ทบทวนความหมายในคำตอบของเธอ แววตาเขาก็เปลี่ยนไป...มันกลายเป็นแววตาที่ทั้งตื่นเต้นดีใจและเหมือนเสียดายอะไรบางอย่างในคราวเดียวกัน

“วันนี้ขนมจะไปค้างบ้านพี่เหรอ เสียดาย...พี่ต้องบินไปภูเก็ต เลยไม่ได้อยู่ด้วย” น้ำเสียงเขาฟังดูคล้ายจะเสียดายจริงๆ แต่ขวัญจิราไม่เข้าใจว่าจะต้องเสียดายทำไม ในเมื่อเธอกับเขาก็เจอกันเกือบทุกวันในฐานะเจ้านายกับลูกน้องอยู่แล้ว

“ก็เพราะพี่เขตไม่อยู่น่ะสิ หนมถึงไปค้างเป็นเพื่อนพี่รัน พี่รันจะได้ไม่ต้องอยู่คนเดียว” เธอต่อความด้วยน้ำเสียงซื่อ เพราะเห็นเป็นเรื่องปกติที่เคยทำอยู่เนืองๆ

ขวัญจิราเริ่มไปค้างกับเจ้านายสาวของตนหลังจากจักรกฤษณ์และกิ่งแก้วเสียชีวิต และยังคงหาข้ออ้างไปค้างอ้างแรมที่นั่นในวันที่รัฐเขตมีเหตุต้องเดินทางเรื่อยมา ทั้งที่ไม่มีความจำเป็น นี่จึงเป็นเหตุที่เธอมักถูกป๊ากับแม่บ่นอยู่บ่อยๆ ถึงความไม่เหมาะสม เพราะรัฐเขตและรัญชยาหาใช่พี่ชายและพี่สาวที่ขวัญจิราเคยวิ่งเล่นด้วยเมื่อครั้งยังเยาว์อีกต่อไป ทว่าตอนนี้...เขาเป็นทั้งเจ้านายและเจ้าหนี้ของครอบครัวเธอ

รัฐเขตเงียบไปพักหนึ่งเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่พูดในสิ่งที่คิดออกมา กลับเฉไฉเปลี่ยนเรื่องไปเสียเลย “ตอนแรกพี่กะว่าจะมาสั่งงานรันซะหน่อย ถ้ารันกลับเย็นก็คงไม่ทันเจอพี่แน่ๆ งั้นพี่สั่งขนมแทนก็แล้วกัน”

“พี่เขตจะรับเป็นเค้กหรือคุ้กกี้ดีล่ะคะ” คนถามยังมีแววตาขี้เล่นไม่เสื่อม

“อะไรของเราน่ะ พี่ไม่เข้าใจ” รัฐเขตถามออกไปพร้อมทำคิ้วยุ่งเหยิงเหมือนพยายามใช้ความคิด

“ก็เมื่อกี้พี่เขตบอกว่าจะสั่งขนม หนมก็ถามไงว่าพี่จะเอาขนมอะไร” คนพูดยิ้มกริ่ม

“หา!...” หลังจากนิ่งไปสักพัก รัฐเขตก็หัวเราะออกมา “เรานี่มัน...จริงๆ เลย”

“ไอ้ที่เว้นไว้หลังคำว่า ‘มัน’ นี่คือคำว่าอะไรคะ ใช่ ‘กวน...’ หรือเปล่า” คนพูดพูดเองแล้วทำการเซ็นเซอร์ให้ตัวเองเสร็จสรรพ คนฟังก็ยิ่งหัวเราะหนักเข้าไปใหญ่

“พี่ไม่ได้ว่านะ เราน่ะว่าตัวเองทั้งนั้น”

“แล้วเรื่องงานว่ายังไงคะ”

เขาหยุดหัวเราะแล้วจึงสั่งงานขวัญจิรา เธอพยักหน้ารับว่าเข้าใจแล้วจดรายละเอียดลงในสมุดงานพร้อมรับเอกสารบางอย่างมาจากเขา สั่งงานเสร็จเรียบร้อยรัฐเขตก็ยังยืนมองขวัญจิราจดงานยุกยิกอยู่ครู่หนึ่ง แล้วความคิดก่อนหน้าที่เขาจะเปลี่ยนเรื่องคุยกับเธอก็ผุดขึ้นมาในหัว ความคิดที่เขากล้าคิดแต่ไม่กล้าพูดออกไป

‘แล้วถ้าวันไหนที่รันไม่อยู่ ขนมจะมาค้างเป็นเพื่อนพี่ไหม?’

******************************************

แอบรักเขาแต่ทำไมไม่กล้าพูดล่ะเฮีย

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น