สะพานซ้อนกล

ตอนที่ 19 : ซื้อตัว 67%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 20
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    28 ก.พ. 63

ขวัญจิราเห็นสายเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือของตนที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน เมื่อเพ่งมองไปยังเบอร์โทรศัพท์ที่โชว์อยู่แล้วก็ทำให้เกิดความแปลกใจเล็กๆ เพราะเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคย แต่ตัวเลขเรียงเป็นแพทเทิร์นทำให้จดจำได้ไม่ยาก

‘เบอร์ใครกันนะ’

“สวัสดีค่ะ” เธอรับโทรศัพท์ไม่ต่างจากถูกมนตร์สะกด และทันทีที่ได้ยินเสียงหญิงสาวที่ปลายสาย รอยยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์น้อยๆ ก็ปรากฏขึ้นบนมุมปากของชายหนุ่ม

“คุณขวัญจิรา ผมพัทธดนย์จาก Spell ต้องการให้คุณมาเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดที่นี่ เงินเดือนสองเท่าจากที่ Wish จ่ายให้คุณตอนนี้” เขาพูดรัวเร็ว แต่ทว่ากลับชัดถ้อยชัดคำ

ขวัญจิราพอจับใจความได้บ้างว่าเขาโทรมาเสนอให้เธอเปลี่ยนที่ทำงานอีกแล้ว แต่คราวนี้แตกต่างจากสองสายที่โทรมาก่อนหน้า เพราะเป็นน้ำเสียงทุ้มกังวานของผู้ชายที่แม้จะน่าฟังแต่ก็ดูทรงอำนาจอย่างบอกไม่ถูก การใช้ถ้อยคำก็ไม่ได้แสดงความเกรงใจและเหมือนจะข่มเธออยู่ในที

“เอ๊ะ! คนจาก Spell นี่ยังไงกันนะ ว่างมากหรือไงคุณ โทรมาอยู่ได้ ก็บอกไปแล้วไงว่าไม่สนใจ” หญิงสาวตวาดออกไปอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์

เสียงตวาดนั้นทำให้ทั้งรัญชยาหันมองเธอ ขวัญจิราจึงรีบลุกออกจากโต๊ะทำงานเพื่อไปหามุมสงบส่วนตัวในการจัดการกับสายโทรศัพท์ที่เธอไม่พึงปรารถนา และอีกเหตุผลหนึ่งของการย้ายที่คุยโทรศัพท์ในครั้งนี้ คือเธอเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะอดทนกับความคุกรุ่นของอารมณ์ตัวเองได้นานแค่ไหน ดีไม่ดีอาจพลั้งพลาดด่าใครออกไป หัวหน้าสาวจะได้ไม่ตกใจมากไปกว่านี้

“คิดทบทวนให้ดีๆ ก่อนปฏิเสธข้อเสนอของผมก็ได้นะ” ชายหนุ่มยังคงพูดชัดทุกคำ แต่คราวนี้เขาลดความเร็วในการพูดลง และขวัญจิราก็รับฟังถ้อยคำนั้นได้อย่างชัดเจน เพราะเธอยังคงถือโทรศัพท์แนบหูไว้ตั้งแต่เดินออกมาจนถึงบันไดหนีไฟ

“ไม่ต้องเสียเวลาคิดให้เปลืองสมองก็ตอบได้ ว่ายังไงก็ไม่ตกลงแน่นอน”

“เราเสนอเงินเดือนให้สองเท่าเลยนะ คิดดีๆ...จะได้ไม่เสียดายทีหลัง” เขาตีเสียงขรึมเพื่อข่มความฉุนเฉียวของเธอ

หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึกอย่างกลั้นอารมณ์ ตอบกลับเขาแต่น้ำเสียงไม่ได้มีความเป็นมิตร“ สุดท้ายก็เอาเงินมาล่อ อย่างนี้มันตั้งใจซื้อตัวกันชัดๆ”

“จะเรียกว่าซื้อตัวได้หรือเปล่า ผมก็ไม่แน่ใจนะ แต่เอาเป็นว่า ‘คุณ’ จำเป็นต่อสถานการณ์ของ Spell ตอนนี้ ถ้าพูดแบบนี้จะทำให้คุณรู้สึกอยากร่วมงานกับผมขึ้นมาบ้างไหม” ชายหนุ่มย้ำและพยายามใช้คำพูดที่เขาคิดว่าจะทำให้ขวัญจิรามองบริษัทของเขาในแง่ดีขึ้นมาบ้าง แต่เขาก็พลาดตรงประโยคสุดท้ายนี่แหละ

“รู้สึกสิ...รู้สึกโกรธไง Spell ไม่มีปัญญาหาคนเองแล้วเหรอ ถึงต้องหน้าด้านมาซื้อตัวคนจากบริษัทคู่แข่งแบบนี้ จรรยาบรรณน่ะมีบ้างไหมคุณ แต่ฉันว่าคงหาไม่ได้หรอก ถนัดแต่ฉกชิงมาจากคนอื่นเขาล่ะสิ”

“นี่คุณ! ด่าหนักไปไหม ทั้งหน้าด้าน ทั้งไม่มีจรรยาบรรณเนี่ย ผมไปเผาบ้านคุณหรือไงกัน” พัทธดนย์เองก็เริ่มมีอาการควันออกหูที่ได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น

ขวัญจิราเพิ่งรู้ตัวว่าเธอคงใช้คำรุนแรงไป จริงสินะ ถ้าคนที่โทรมาเป็นแค่พนักงานฝ่ายบุคคลที่ทำตามหน้าที่ ก็ไม่สมควรที่เขาจะต้องมาถูกเธอด่าแบบนี้

“ฉันขอโทษนะคะที่ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังถูกด่า แต่จริงๆ แล้วฉันตั้งใจด่าเจ้านายคุณต่างหากค่ะ ด่าเจ้าของ Spell นั่นแหละที่ไม่มีจรรยาบรรณ”

พัทธดนย์ฟังคำเธอแล้วกลับรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาซะอย่างนั้น น่าแปลก...ทั้งที่เธอก็ประกาศชัดว่าต้องการด่าเขา แต่เขากลับไม่ได้รู้สึกโกรธมากขึ้นเลย คงเป็นเพราะเจอเรื่องแปลกกว่าละมั้ง คนอะไรก็ไม่รู้ ด่าอยู่ดีๆ ก็ขอโทษ แล้วก็ด่าซ้ำอีก นี่ตกลงว่าเธอรู้หรือเปล่าว่าคนที่โทรมาก็คือเจ้าของบริษัท Spell ที่เธอตั้งใจด่านั่นแหละ

“พูดแค่นี้ถึงกับอึ้งไปเลยเหรอคะ เอาเป็นว่าถ้าคุณเป็นฝ่ายบุคคลก็ไม่ต้องพยายามโทรหาฉันอีก แล้วช่วยไปบอกเจ้านายของคุณด้วยว่า ฉัน-ไม่-เปลี่ยน-งาน ชัดไหมคะ” ขวัญจิราย้ำเจตนารมณ์ของเธออย่างชัดเจนด้วยน้ำเสียงที่เบาลงกว่าเดิม เพื่อเป็นการขอโทษทางอ้อมกับคนที่เธอเข้าใจว่าถูกด่าผิดตัว

“แล้ว...ถ้าผมไม่ใช่ฝ่ายบุคคลล่ะ จะโทรหาคุณหรือติดต่อคุณด้วยวิธีอื่นอีกก็ได้ใช่ไหม” 

โทนเสียงปลายสายที่ปรับจากที่เคยทุ้มกังวานมาเป็นนุ่มลึกเหมือนต้องการแฝงนัยยะบางอย่าง ฟังแล้วก็เกิดความรู้สึกแปลกๆ เขาพูดราวกับต้องการจะเกี้ยวพาเธอ แต่มันก็ไม่น่าจะเป็นแบบนั้นสำหรับคนที่เพิ่งสนทนากันเป็นครั้งแรก เธอจึงพยายามกลบเกลื่อนความรู้สึกแปลกนั้นด้วยการส่งเสียงดังใส่เขาใหม่อีกรอบ

“นี่คุณ! นอกจากคุณจะโทรมาเซ้าซี้แล้วยังจะหาทางรังควานฉันด้วยวิธีอื่นอีกเหรอ”

“ก็ถ้าไม่อยากให้ผมรังควานคุณมากไปกว่านี้ก็รีบตอบตกลงสิ เอาเป็นว่าถ้าคุณอยากตอบรับข้อเสนอของผมเมื่อไหร่ก็โทรมาเบอร์นี้ แต่ถ้าคุณตัดสินใจช้ากว่าความอดทนที่ผมมีละก็ ผมจะตามไปเอาคำตอบจากคุณเอง”

พัทธดนย์ตัดบทอย่างรวดเร็วแล้วรีบชิงวางสาย เพราะรู้ว่าถ้ายืดเยื้อไปกว่านี้ก็มีแต่จะถูกด่าไปเรื่อยๆ แถมยังไม่ได้รับความร่วมมือจากเธอด้วย ชายหนุ่มมองเบอร์โทรออกล่าสุดในมือถือของเขาอีกครั้ง ก่อนทำการบันทึกหมายเลขนั้นไว้ แล้วตั้งชื่อให้กับเจ้าของเบอร์เสร็จสรรพ พลางคิดในใจว่าชื่อนี้มันช่างเหมาะกับยัยตัวแสบที่เพิ่งด่าเขายับเยินเสียจริง...‘ขนมบ้าบิ่น’

หลังจากวางหูโทรศัพท์อย่างงงๆ ขวัญจิราก็เอาแต่พึมพำเหมือนยังด่าไม่สาแก่ใจ ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอไปต่อปากต่อคำกับเขาทำไมตั้งนานสองนาน ทั้งที่ผู้หญิงที่โทรมาก่อนหน้านี้ เธอก็ยังตัดบทจบได้ทันทีอย่างไม่มีเยื่อใย แต่กับผู้ชายที่โทรมาเมื่อกี้...มันเหมือนมีอำนาจแปลกๆ ที่ทำให้ไม่อาจวางสายโทรศัพท์ของเขาได้

รัญชยาเห็นลูกน้องคนสนิททำหน้ายู่เดินกลับมาที่โต๊ะ พึงพำอะไรไม่รู้ เธอก็จับใจความไม่ได้ จึงถามด้วยความห่วงใย “ใครทำอะไรให้น้องพี่อารมณ์เสียเนี่ย”

“เอ่อ...พอดีมีคนโทรมาชวนหนมไปทำงานด้วยน่ะค่ะ นี่ก็บอกไปแล้วว่าไม่ไป ไม่อยากเปลี่ยนงาน ก็ยังโทรมาเซ้าซี้อยู่ได้ตั้งสองสามรอบ”

“ใครกันน้า...พี่ได้ยินแว่วๆ ว่า...Spell เหรอ ใช่ไหม”

“ก็...ใช่ค่ะ”

“นี่ขนมแอบส่งใบสมัครไปใช่ไหม” สาวรุ่นพี่กระเซ้า

“เฮ้ย! ไม่ใช่นะคะพี่รัน” ขวัญจิราตกใจจริงๆ กับคำเย้าแหย่นั่น พยายามแก้ตัวเป็นพัลวัน “ฝ่ายบุคคลเขาโทรมาเองต่างหาก ไม่รู้ไปเอาเบอร์หนมมาได้ยังไง แต่หนมว่าไอ้สายเมื่อกี้ที่เพิ่งวางไปไม่ค่อยเหมือนคนทำงานฝ่ายบุคคลเลยค่ะ เขาใช้คำแปลกๆ ไม่มีความเกรงใจหนมเลย น้ำเสียงก็ดูวางอำนาจ พูดแต่ว่าที่นั่นจ่ายให้มากกว่า แล้วเวลาที่พูดก็ไม่มีหางเสียงหลุดมาสักคำ”

“แล้วเขาบอกไหมว่าเขาเป็นใคร ชื่ออะไร” รัญชยาซัก

“เรื่องชื่อนี่หนมไม่ค่อยแน่ใจ เห็นบอกว่า...ชื่ออะไรน้า...” ขวัญจิราพยายามคิดทบทวนชื่อที่เธอได้ฟังจากปลายสายเพียงรอบเดียว “น่าจะพัทธพล...หรืออะไรประมาณนี้แหละค่ะ”

“คนจาก Spell...” รัญชยาพูดพร้อมทั้งทำตาโต “พัทธดนย์หรือเปล่าขนม”

“เอ...หรือจะใช่ แต่..ทำไมชื่อนี้มันคุ้นๆ เหมือนเคยได้ยินที่ไหนนะ”

“ไม่คุ้นได้ไงล่ะ ก็เจ้าของ Spell ไง คนที่เก่งๆ หล่อๆ ฉายาจอมเวทไอทีน่ะ” สาวรุ่นพี่เฉลย

“อ๋อ...” ขวัญจิราพยักหน้ารับรู้อย่างจดจำได้ ‘จอมเวทไอที’ คนที่รัญชยารำพึงหาสามเวลาหลังอาหารนั่นน่ะหรือ

“ถ้าเป็นคุณดนย์ติดต่อมาเองจริงๆ นี่ไม่ธรรมดาเลยนะขนม ถ้าเป็นพี่ละก็...จะรีบหอบผ้าหอบผ่อนไปทำงานกับเขาอย่างไวเลย” รัญชยายิ้มอารมณ์ดีทันทีที่พูดถึงพัทธดนย์

“พี่รันก็ใช้คำแปลกๆ อีกคนแล้วนะคะ ฟังเหมือนไม่ได้อยากจะไปทำงาน”

“แหม เกลียดนักคนรู้ทัน” รัญชยารู้ดีว่าลูกน้องคนสนิทของเธอแกล้งแหย่เล่นไปอย่างนั้น แต่สิ่งไม่รู้คือการตัดสินใจของขวัญจิราต่างหาก “แล้วเราน่ะยังไง จะไปทำงานกับเขาไหม”

“หนมไม่ไปหรอกค่ะ หนมรักที่นี่ออกจะตาย รักทั้งงานรักทั้งเจ้านายเลย” ขวัญจิราออดอ้อนโดยไม่รู้ตัวเลยว่าชายหนุ่มร่างสูงกำลังเดินมาหาเธอจากทางด้านหลัง ส่วนรัญชยาน่ะเห็นเขาก่อนแล้ว แต่ตั้งใจจะไม่บอกลูกน้อง

“อ้อนอะไรเจ้านายอยู่ฮะ พี่ได้ยินนะ” รัฐเขตพูดแทรกการสนทนาของสองสาวแทบจะในทันทีที่ขวัญจิราพูดจบ  เขายิ้มแก้มแทบปริที่ได้ยินเธอบอกรักเจ้านาย แม้จะรู้ว่าหมายถึงรัญชยา แต่ก็ขอเนียนๆ เป็นเจ้านายในความหมายของเธออีกสักคนก็แล้วกัน

“พี่เขต...มาได้จังหวะพอดี” รัญชยาเห็นลูกน้องเธอทำตาโต คล้ายตกใจกับการปรากฏตัวของพ่อมดหนุ่ม เธอจึงเป็นฝ่ายเริ่มชวนคุยเสียเอง “ขนมลองปรึกษาพี่เขตไหม เผื่อจะได้แนวทางดีๆ”

ขวัญจิราขมวดคิ้ว หันมองรัญชยาพร้อมทั้งส่ายหน้าเร็วๆ ด้วยไม่อยากให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ และไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องปรึกษาหรือรายงานให้รัฐเขตทราบ ถึงยังไงเธอก็ไม่คิดจะลาออกจาก Wish อยู่แล้ว

“ปรึกษา? มีปัญหาอะไรเหรอ”

“คืองี้นะพี่เขต...” ทันทีที่รัญชยาเริ่มเข้าเรื่องสำคัญ เจ้าของเรื่องก็บุ้ยหน้าส่งสัญญาณให้หยุด เพราะไม่อยากให้เจ้านายที่แสนดีอย่างรัฐเขตต้องฟังเรื่องนี้ แต่ไม่ทันแล้ว “มีคนมาติดต่อซื้อตัวให้ขนมไปทำงานด้วยน่ะสิ”

“ซื้อตัวอีกแล้วเหรอ” เจ้าของบริษัทพึมพำราวกับกำลังใช้ความคิด “อืม...แต่แปลก ทำไมคราวนี้ถึงเจาะจงมาเป็นคนในฝ่ายการตลาด”

“พี่เขตบอกว่า ‘อีกแล้ว’ แปลว่าก่อนหน้านี้คนจากบริษัทเราก็เคยถูกซื้อตัวไปแล้วเหรอคะ” ขวัญจิราเอ่ยถามเพื่อยืนยันสิ่งที่เธอกำลังคิด

“ขนมคิดว่าที่พวกโปรเจคเมเนเจอร์ลาออกไปพร้อมๆ กันตั้งสามสี่คน เป็นเพราะอะไรล่ะ”

ขวัญจิรารับฟังด้วยอาการตกตะลึง พร้อมทั้งพึมพำสิ่งที่คิดออกมาดังไปหน่อย “Spell นี่เลวจริงๆ”

“บ่นอะไรของเราน่ะขนม” รัฐเขตถาม

“ก็พูดว่า Spell นี่แย่จริงๆ เลยนะคะ ไม่มีปัญญาหาคน ถึงต้องมาดึงคนเก่งๆ ไปจากบริษัทคู่แข่งแบบนี้”

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเขาเล่า คนที่ลาออกไปก็ไม่ได้ไปอยู่ที่ Spell สักหน่อย” ชายหนุ่มยิ้ม

“อ้าว ไม่ใช่เหรอคะ แล้วพวกเขาไปทำงานที่ไหนกัน”

“ไปทำที่บริษัทคอมพิวเตอร์แห่งนึงน่ะ เห็นว่าจะเริ่มมาบุกตลาดสมาร์ทโฟนบ้าง ว่าแต่เราพูดถึง Spell ทำไมกัน” พ่อมดไฮเทคสงสัย เพราะไม่คาดคิดว่าจะได้ยินชื่อบริษัทคู่แข่งหน้าใหม่หลุดออกมาจากปากหญิงสาว

ขวัญจิราเงียบ ไม่ยอมตอบคำถาม จนรัญชยาต้องเป็นฝ่ายตอบเสียเอง “คนของ Spell ติดต่อมาน่ะพี่เขต นี่ก็ยังไม่แน่ใจว่าคนที่ติดต่อมาจะเป็นคุณพัทธดนย์เองหรือเปล่า”

รัฐเขตใจวูบหายกว่าเก่าเมื่อได้ยินชื่อจอมเวทแห่ง Spell เขาสังหรณ์ใจแปลกๆ แต่ก็ยังไม่อยากเชื่อข้อสันนิษฐานของน้องสาว

“จริงเหรอขนม” 

*********************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น