สะพานซ้อนกล

ตอนที่ 16 : สบตา 70%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 17
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    20 ก.พ. 63

พัทธดนย์ได้ข้อมูลที่ต้องการมาจากเมฆินทร์ตั้งแต่สองวันก่อน ทั้งที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวของขวัญจิรา แต่ก็ยังไปสืบหาเธอไม่ได้ในทันทีเพราะงานยังรัดตัว วันนี้เขาจึงรีบเคลียร์เอกสารเร่งด่วนและเลื่อนนัดที่มีในช่วงบ่ายออกไปจนหมด เพื่อจะได้มีเวลามากพอสำหรับการไปตามหาเบาะแสของคนที่จะมาทำหน้าที่สะพานเชื่อมให้เขาเข้าไปใกล้ความลับของคู่แข่งทางธุรกิจคนสำคัญอย่าง ‘พ่อมดไฮเทค’ คนนั้น

เขาตั้งใจจะไปสืบหาข้อมูลที่ยังไม่เป็นที่ยืนยันแน่ชัด นั่นคือ ความสัมพันธ์ระหว่างขวัญจิราและรัฐเขต การที่หญิงสาวทำงานในบริษัทคู่แข่งของเขา และการเป็นคนสนิทของรัญชยาจนสามารถเข้านอกออกในบ้านได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะสนิทสนมกับรัฐเขตเสมอไป ความจริงแล้วเธออาจจะแค่สนิทกับรัญชยาเพียงอย่างเดียวแต่ไม่ได้รู้จักตัวตนของรัฐเขตเลยก็ได้ ซึ่งนั่นไม่ใช่คุณสมบัติของสะพานในแบบที่เขาต้องการ

ทว่าวิธีการให้ได้มาซึ่งคำยืนยันในสิ่งที่พัทธดนย์สงสัยนั้นดูจะไม่ง่ายเลย เขาจะเข้าถึงตัวขวัญจิราโดยไม่เป็นที่ผิดสังเกตของเธอได้อย่างไรกัน ชายหนุ่มยังคิดเรื่องนี้ไม่ตก แม้จะอยากรู้เรื่องราวของเธอมากแค่ไหน แต่เขาก็ยังไม่อยากเปิดเผยตัวจนกว่าจะแน่ใจว่าเธอคือสะพานที่เขาตามหาจริงๆ และที่สำคัญพัทธดนย์ก็เดาไม่ออกว่าขวัญจิราจะรู้จักเขามากน้อยแค่ไหน แล้วจะคิดกับเขายังไง ถ้าเป็นเหมือนสาวๆ คนอื่นที่มักจะหลงใหลได้ปลื้มในตัวเขาอยู่บ้างก็คงจะคุยกันไม่ยาก แต่ถ้าเธอจงรักภักดีกับรัฐเขตมากกว่า ก็อาจจะพาลเห็นเขาเป็นศัตรูไปเลยก็ได้ ถ้าไปพบเธอแล้วถามเรื่องที่อยากรู้ตรงๆ เธอก็คงจะไม่ตอบ หรือถ้าตอบ ก็อาจไม่ยอมเดินตามเกมที่เขาวางไว้ก็ได้

ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกถึงความเป็นไปได้ที่มีเพียงน้อยนิด มันยากเหลือเกินที่จะหาใครสักคนที่รู้จักรัฐเขตอย่างลึกซึ้ง และพร้อมที่จะยอมมาเป็นพวกของเขาในเวลาเดียวกัน ในเมื่อสถานะของเขาและรัฐเขตตอนนี้มองยังไงก็ต้องเป็นคู่แข่งกันไปอีกนาน เผลอๆ อาจต้องกลายเป็นศัตรูกันด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้

พัทธดนย์ถอนหายใจเบาๆ ครั้งหนึ่ง ก่อนหยิบหมวกแก๊ปใบเท่ขึ้นมาสวม ซึ่งมันค่อนข้างเข้ากันดีกับกางเกงยีนและเสื้อยืดสีขาว เขาพรางตัวไม่ให้เป็นจุดสนใจ และถ้าไม่เป็นที่สังเกตหรือเป็นที่จดจำได้เลยยิ่งดี

ตามข้อมูลบอกมาว่าบ้านของผู้หญิงคนนั้นเปิดกิจการเป็นโรงพิมพ์เล็กๆ มันง่ายมากที่จะไปที่นั่นโดยแฝงตัวไปเป็นลูกค้าแล้วคอยสังเกตการณ์หรือพูดคุยกับคนแถวนั้น ซึ่งพัทธดนย์ก็เตรียมข้ออ้างให้การเป็นลูกค้าของเขาสมบูรณ์ไว้เรียบร้อยแล้ว

เพียงไม่นาน ‘จอมเวทไอที’ ก็นำรถแลนด์โรเวอร์สีเทาคันใหญ่เดินทางมาถึงที่หมาย และแอบดูความเคลื่อนไหวต่างๆ ผ่านฟิล์มกรองแสงชนิดที่มีความเข้มสูงสุดเท่าที่กฎหมายระบุอยู่ในรถ แต่ไม่ได้ประโยชน์อะไร เพราะนอกจากรถราและผู้คนที่สัญจรไปมาแล้วก็ไม่มีอะไรเคลื่อนไหวในบริเวณหน้าโรงพิมพ์นั้นเลย...เห็นทีเขาคงต้องกลายเป็นลูกค้าของโรงพิมพ์จริงๆ เสียแล้ว

พัทธดนย์ยกมือขึ้นดึงปีกหมวกให้ต่ำลงอีกเล็กน้อยแล้วลงจากรถ ก่อนที่จะก้าวขึ้นไปด้านบนของพื้นต่างระดับหน้าประตูอาคารพาณิชย์สองคูหาแล้วผลักประตูกระจกเข้าไป

ด้านหน้าร้านหลังบานประตูเป็นโถงและเคาน์เตอร์สำหรับต้อนรับลูกค้า ส่วนอีกคูหาหนึ่งเป็นที่วางเครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องพิมพ์และอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะสำหรับลูกค้า มองดูโดยรวมแล้วก็เป็นร้านเล็กๆ ที่มีความครบวงจรในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

“ถ่ายเอกสารหรือปริ้นงานจ๊ะ” เสียงนางอรัญญาทักทายลูกค้าขาจรที่นางไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน หนำซ้ำเขายังใส่หมวกปิดบังใบหน้าไว้เสียอีก แต่รูปร่างของลูกค้าคนนี้เป็นที่สะดุดตามากทีเดียว

“ปริ้นโปสเตอร์ครับ” จอมเวทไอทีในคราบลูกค้าตอบกลับไปให้น้ำเสียงราบเรียบที่สุด

“เอาไฟล์มาสิ”

“ไฟล์มันอยู่ในอีเมลผมน่ะครับ” ชายหนุ่มหันซ้ายหันขวาอยู่พักหนึ่งก็หยุดสายตาไว้ที่คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะซึ่งอยู่ถัดมาอีกฟากหนึ่งของประตูกระจกที่เป็นทางเข้า “ผมต่ออินเตอร์เนตจากเครื่องนั้นได้ไหม”

“เครื่องนั้นมันเสียมาสองวันแล้ว ยังไม่ได้ให้เด็กในร้านยกไปซ่อมเลย” เถ้าแก่เนี้ยประจำร้านชี้แจง แล้วมองมายังคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะอีกเครื่องที่เปิดใช้งานอยู่ด้านหลังเคาน์เตอร์ “มาใช้เครื่องนี้ไปก่อนแล้วกัน ทางนี้เลยจ้ะ”

พัทธดนย์เดินเข้ามาถึงหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็จัดการใส่รหัสเข้าสู่อีเมลที่เตรียมไว้ มันเป็นอีเมลที่ถูกสมัครขึ้นใหม่เพื่อใช้ในภารกิจนี้โดยเฉพาะ เขาจัดการสั่งพิมพ์เอกสารตามขนาดและจำนวนที่ได้แจ้งแก่ทางเจ้าของร้านเอาไว้ แต่ยังไม่ทันที่จะขยับตัวไปไหน สายตาของจอมเวทเจ้าเล่ห์ก็เหลือบไปเห็นเบาะแสสำคัญด้านหลังเคาน์เตอร์นั่นเอง

รูปถ่ายจำนวนมากมายถูกเรียงอย่างไม่เป็นระเบียบนัก มีหลายขนาด และคาดว่าน่าจะมาจากหลายช่วงเวลา เพราะมีทั้งภาพสีซีดๆ ดูเก่า และภาพสีสดใสอยู่คละปะปนกัน แถมคนในรูปก็ดูจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามวัยด้วย ซึ่งเขาจะไม่มีทางรู้ว่าคนในรูปนั้นเป็นใคร ถ้าไม่กี่วันก่อนหน้านี้ไม่ได้เฝ้ามองรูปของหญิงสาวที่เมฆินทร์ส่งให้อยู่ตลอด

ขวัญจิรา...หญิงสาวที่มีรูปถ่ายมากมายตั้งแต่วัยเด็กปรากฏต่อสายตาเขาในเวลานี้

ชายหนุ่มกวาดสายตาไล่มองรูปถ่ายเหล่านั้นไปเรื่อยๆ ส่วนมากก็จะเป็นภาพของครอบครัว มีทั้งขวัญจิรา หญิงสูงวัยเจ้าของร้าน และผู้ชายอีกคนที่พอจะเดาได้ว่านั่นคือพ่อของเธอ จะมีบางภาพที่เป็นรูปเดี่ยวของหญิงสาวเอง แต่ทั้งหมดก็ไม่ได้มีอะไรสะดุดตาเขาจนกระทั่งไปเจอรูปหนึ่ง

พัทธดนย์จ้องมองรูปถ่ายใบนั้นไม่วางตา เพราะมันเป็นรูปถ่ายในอดีตของคนสามคนอันประกอบไปด้วยขวัญจิรา รัญชยา และรัฐเขต

เท่าที่ประเมินคร่าวๆ ภาพนี้น่าจะถูกถ่ายมานานมากกว่าสิบปี เพราะรัฐเขตที่อยู่กลางภาพยังอยู่ในชุดนักศึกษา ด้านขวามีรัญชยาในชุดมัธยมต้นกำลังคล้องแขนพี่ชายตัวเองอย่างสนิทสนม ส่วนด้านซ้ายเป็นเด็กหญิงขวัญจิราตัวน้อยในชุดเด็กประถมที่สูงกว่าช่วงเอวของรัฐเขตไม่เท่าไหร่ กำลังใช้สองมือพยายามดึงแขนอีกข้างของเขาอยู่

 “คุณน้าครับ ผู้ชายในรูปนี้ใช่คุณรัฐเขต เจ้าของบริษัท Wish หรือเปล่า หน้าตาเขาเหมือนกันมาก” ชายหนุ่มถามพลางชี้ไปยังที่ภาพที่เป็นเบาะแสนั้น ใจจริงเขาอยากถามเข้าประเด็นตรงๆ ไปเลยด้วยซ้ำ แต่ก็เกรงว่าจะทำให้เสียการใหญ่ซะก่อน จึงทำได้แค่หยั่งเชิง

“ใช่จ้ะ” นางอรัญญาเหมือนจะแปลกใจที่ได้ยินคำถามแบบนั้น แต่ก็ยังตอบลูกค้าขาจรไปตามจริง “รู้จักคุณเขตด้วยหรือนี่ โลกกลมจริงๆ”

“ก็...ไม่เชิงหรอกครับ” ชายหนุ่มตอบรับเสียงเบา ในสมองเขาตอนนี้กำลังคิดหาคำพูดและคำถามมากมายที่จะชวนหญิงสูงวัยคุยเพื่อให้ได้ข้อมูลเพิ่ม แต่ก็ยังหาคำที่ลงตัวไม่ได้สักที

“นี่ลูกสาวน้าก็ทำงานที่บริษัท ของคุณเขตนี่แหละ” จู่ๆ เถ้าแก่เนี้ยก็เป็นฝ่ายเปิดประเด็นชวนคุยขึ้นมาเสียเอง และประเด็นที่ชวนคุยนั้นก็ทำให้ชายหนุ่มสรุปได้ว่าสตรีสูงวัยที่สนทนากับเขาก็คือมารดาของขวัญจิราอย่างไม่ต้องสงสัย

“อ๋อ เขาเป็นเจ้านายของลูกสาวคุณน้านี่เอง” ชายหนุ่มแสร้งทำเป็นไม่เคยรู้ข้อมูลเหล่านี้ แล้วเล่นตามน้ำ

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ แต่ความจริงสามีน้าเป็นเพื่อนกับพ่อเขาน่ะ ลูกๆ ก็วิ่งเล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก กลายเป็นหนึ่งหนุ่มกับอีกสองตัวป่วนอย่างในภาพนั่นแหละ”

จอมเวทหนุ่มเพ่งมองภาพนั้นอีกครั้งอย่างพินิจพิเคราะห์ แม้ในใจจะมีความหวังว่าเขาอาจจะเจอสะพานที่ตามหาแล้ว แต่จะมั่นใจได้อย่างไรว่าความสัมพันธ์ของคนในภาพจะยังแนบแน่นเหมือนเมื่อครั้งอดีต

“ท่าทางพวกเขาสามคนสนิทกันมากเลยนะครับ” เขาพูดลอยๆ เหมือนจะชวนคุยต่อ

“ใช่...เมื่อก่อนน่ะสนิทกันมาก แต่ตอนนี้จะให้สนิทกันเหมือนเดิมคงไม่เหมาะแล้วหล่ะ” เสียงเถ้าแก่เนี้ยกระท่อนกระแท่นเต็มที

“ทำไมล่ะครับ เพราะเขาถือตัวว่าเป็นเจ้านายของลูกสาวคุณน้าเหรอ ถึงสนิทกันเหมือนเดิมไม่ได้”

คำถามของพัทธดนย์ทำให้คนฟังรู้สึกเสียดในอกเล็กน้อย นี่ถ้าชายหนุ่มตรงหน้าเป็นคนคุ้นเคยกัน นางก็อยากบอกความจริงกับเขาอยู่หรอก ว่ารัฐเขตไม่ใช่แค่เจ้านาย แต่เป็นเจ้าหนี้ด้วย แม้จะไม่เคยถือตัวหรือวางอำนาจใดๆ แต่นางก็เกรงใจเกินกว่าจะกลับไปสนิทกันเหมือนเดิมอยู่ดี

“มันก็มีหลายเหตุผลนั่นแหละจ้ะ ตอนนี้เด็กๆ ก็โตเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว จะให้มาเล่นกันถึงเนื้อถึงตัวเหมือนอย่างในรูปมันก็คงจะไม่ได้” นางพยายามตอบความจริงในอีกมุมหนึ่งที่เป็นเพียงแค่เสี้ยวเดียวของทั้งหมด เมื่อประเมินแล้วว่ามันคงไม่มีประโยชน์ที่จะบอกเรื่องหนี้สินแก่คนแปลกหน้า แม้เขาจะบอกว่ารู้จักกับรัฐเขตก็ตาม

พัทธดนย์คิดตามเหตุผลของหญิงสูงวัยแล้วชั่งใจว่าจะถามอะไรต่อไปดี เพราะเท่าที่ดูจากคำให้การของพยานปากสำคัญอย่างมารดาของขวัญจิราแล้วก็ถือว่ายังฟันธงอะไรไม่ได้ เขาจะทำอย่างไรต่อไปดีนะ

ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังใช้ความคิด นางอรัญญาก็เหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงถามออกไปโดยที่ลูกค้าขาจรของนางยังไม่ทันได้ตั้งตัว

“ว่าแต่เราน่ะ เป็นเพื่อนกับคุณเขตหรือ”

***********************************

ไอ๋ย่ะ คุณดนย์เจอคำถามแทงใจดำ...จะตอบว่าไงดีนะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น