สะพานซ้อนกล

ตอนที่ 13 : รอยแผลและความหลัง 70%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 21
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    12 ก.พ. 63

“คนที่ช่วยหนู...เขาเป็นใครเหรอคะ แล้วเขาไปไหนแล้ว” คำถามใหม่ๆ ที่พรั่งพรูออกมา แถมคนถามยังจ้องมองมาตาแป๋ว ราวกับต้องการขอร้องให้นางอธิบายความเพิ่มเติมอีก

“ลูกหมอเอง แต่เขาต้องเดินทางด่วนน่ะ หลังจากที่ช่วยพาหนูมาโรงพยาบาลแล้วเขาก็ต้องรีบไปทันที เลยฝากหนูไว้กับหมอนี่แหละ”

“เสียดายจัง หนูยังไม่ทันได้ขอบคุณเขาเลย ถ้าเขาไม่มาเจอหนูคงแย่กว่านี้” ขวัญจิราคิดทบทวนแล้วก็นึกเสียดายที่ตัวเองไม่มีสติพอที่จะจดจำผู้มีพระคุณของเธอได้

“เขารีบไปจริงๆ น่ะหนู” หมอทิพย์พูดพลางนึกถึงลูกชายที่เพิ่งร่ำลากันเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมานี้

“เขาไปไหนคะ ไปทำงานเหรอ”

“ไปเรียนจ้ะ แต่ไปไกลเหลือเกิน นี่ก็เห็นว่าเกือบไม่ทันขึ้นเครื่องแน่ะ” คำตอบจากทันตแพทย์อาวุโสเจือปนไปด้วยความรู้สึกว้าเหว่ซึ่งสะท้อนออกมาผ่านน้ำเสียง

เด็กสาวบนเตียงผู้ป่วยปะติดปะต่อเรื่องราวได้ว่าผู้มีพระคุณของเธอช่างมีน้ำใจเสียจริง เขารีบมาก...แต่กระนั้นก็ยังเสี่ยงช่วยคนที่ไม่รู้จักกันอย่างเธอ ทั้งที่เขาเลือกจะไม่ช่วยก็ได้ หรือช่วยแล้วจะปล่อยให้โรงพยาบาลจัดการเรื่องต่อก็ได้ แต่เขาไม่ทำ แม้ตัวเขาเองจะไม่สามารถอยู่รอดูอาการเธอได้ ก็ยังฝากให้คุณแม่มาช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด

“อ่อ...แล้วถ้าคุณหมออยู่กับหนู สามีคุณหมอก็ต้องอยู่คนเดียวน่ะสิคะ” ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ขวัญจิราคิดและพูดแบบนี้ แต่ที่พูดออกไปเพียงเพื่อต้องการให้คู่สนทนาของเธอคลายความเศร้าที่ต้องห่างกับลูกเท่านั้น

“ไม่ต้องกังวลหรอกจ้ะ สามีหมอเสียไปแล้ว ลูกก็ไม่อยู่ ถ้ากลับบ้านไปตอนนี้ก็ต้องอยู่คนเดียว หมอคงเหงาแน่ๆ”

หลังจากได้ฟังดังนั้น เด็กสาวก็รู้ว่าตัวเองคาดการณ์อะไรต่อมิอะไรผิดไปถนัด จากความคิดที่อยากจะปลอบประโลมใจ กลับกลายเป็นทำให้คุณหมอผู้อารีรู้สึกเศร้ากว่าเดิมเสียแล้วกระมัง

“หนูขอโทษนะคะที่ถามเรื่องส่วนตัว แล้วก็เสียใจเรื่องสามีคุณหมอด้วยค่ะ”

“ไม่เป็นไรหรอกจ้า หนูนอนเถอะลูก พักผ่อนเยอะๆ” หมอทิพาวรรณเอื้อมมือเข้ามาจับที่ศีรษะของเด็กสาวแล้วลูบเบาๆ อย่างเอ็นดู หลังจากนั้นไม่นานขวัญจิราก็ค่อยๆ เข้าสู่ห้วงนิทรา

เช้าวันรุ่งขึ้น คุณหมอเจ้าของไข้ตัวจริงเข้ามาตรวจอาการคนป่วยอีกครั้ง แล้วอนุญาตให้เธอกลับบ้านได้ เนื่องจากผลการตรวจไม่พบอาการอะไรที่น่าเป็นห่วง และขวัญจิราก็ไม่ได้มีอาการผิดปกติใดๆ เลย

แต่แล้วปัญหาก็เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อตอนที่จะต้องชำระค่ารักษาพยาบาลนั่นแหละ แม้จะพักรักษาตัวแค่คืนเดียว แต่โรงพยาบาลเอกชนหรูระดับนี้ค่าใช้จ่ายก็พุ่งสูงลิ่วไปหลายพัน เด็กสาวอายุแค่สิบเจ็ดอย่างขวัญจิราไม่ได้มีเงินมากขนาดนั้นติดตัว เธอกังวลมากเพราะเพิ่งรู้ว่าตัวเองลืมความเป็นจริงข้อนี้ไปเสียสนิท แล้วยังมีหน้าไปบอกหมอทิพย์ว่าอยู่คนเดียวได้โดยไม่ต้องติดต่อพ่อแม่อีกต่างหาก

หมอทิพาวรรณสังเกตเห็นสีหน้ากังวลของเด็กสาว ยิ่งเห็นเธอเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างแต่สุดท้ายก็ไม่พูด เอาแต่ก้มอ่านใบแจ้งยอดค่าใช้จ่ายที่โรงพยาบาลเรียกเก็บ นางก็คาดเดาได้ทันทีว่าเธอคงประสบปัญหาทางการเงินเข้าให้แล้ว

“เดี๋ยวตัดบัตรเครดิตหมอเลยค่ะ” หมอทิพย์กล่าวแล้วหยิบบัตรเครดิตขึ้นมาส่งให้แก่เจ้าหน้าที่การเงินของโรงพยาบาล ซึ่งการกระทำนั้นอยู่ในสายตาของขวัญจิราโดยตลอด

เด็กสาวมองทุกความเคลื่อนไหวของหญิงอาวุโส เห็นนางกำลังจรดปากกาเซ็นชื่อลงในใบเสร็จ แล้วไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำอะไร หรือพูดอะไรต่อไปดี เพราะไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีใครที่จะดีกับเธอได้มากมายขนาดนี้ เด็กสาวค่อยๆ ก้มหน้าลงมาเมื่อรู้สึกเหมือนน้ำในตากำลังจะไหล...น้ำตาแห่งความซาบซึ้งใจที่ไม่คาดคิดว่าจะได้พบเจอ

เมื่อดำเนินการเรื่องค่าใช้จ่ายเสร็จเรียบร้อย ทั้งสองก็เดินออกมาด้วยกันโดยที่หมอทิพย์ยังช่วยประคองร่างของขวัญจิราไว้ทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าเดินเองได้โดยไม่ต้องนั่งรถเข็นก็ตาม สัมผัสนั้นยิ่งทำให้เด็กสาวรู้สึกอบอุ่นและซาบซึ้งมากกว่าเดิม และไม่อาจห้ามน้ำตาไม่ให้ไหลได้อีกแล้ว

“หมอคะ หนู...ขอบคุณหมอมากๆ เลยนะคะ ขอบคุณที่ช่วยหนู ขอบคุณที่ไม่ทิ้งหนู แล้วก็ขอบคุณที่...”

“พอแล้วๆ หนูขนม ไม่ต้องคิดมากหรอกน่า”

“แต่หนูไม่มีอะไรตอบแทนหมอเลยนะคะ หนูเกรงใจหมอมากๆ ถ้าป๊ากับแม่กลับมาแล้ว เดี๋ยวหนูค่อยคืนเงินคุณหมอนะคะ” เด็กสาวยังมิวายที่จะพูดแสดงความรู้สึกในใจออกมาอย่างใสซื่อ เธอต้องการที่จะรับผิดชอบอะไรบ้าง แม้ตัวเองไม่มีกำลังพอก็เถอะ

“ไม่ต้องหรอกจ้ะ หมอรู้ว่าหนูเกรงใจ แต่หมอเป็นหมอนะ ถึงจะเป็นหมอฟันแต่ก็มีหน้าที่ช่วยคนเหมือนกัน ถ้าจะช่วยแล้วก็ต้องช่วยให้ตลอดรอดฝั่งสิ จริงไหม” ทันตแพทย์หญิงแย้มยิ้มอย่างภาคภูมิใจในเกียรติแห่งวิชาชีพของตน วิชาชีพที่ต้องเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อช่วยเหลือชีวิตผู้อื่น “ว่าแต่เราบอกว่าพ่อกับแม่ไม่อยู่บ้าน แล้วจะกลับไปอยู่คนเดียวได้หรือเปล่า”

“ก็คงต้องกลับล่ะค่ะ หนูคิดไม่ออกเลยว่าจะไปที่ไหนได้อีก”

“เอาอย่างนี้ไหม คืนนี้หนูมาค้างบ้านหมอก่อน รอพ่อกับแม่กลับมาก่อนแล้วค่อยกลับบ้าน” หมอทิพย์เสนอความคิด อย่างไรเสียนางก็รู้สึกถูกชะตากับเด็กคนนี้เสียแล้ว

“แต่พรุ่งนี้หนูต้องไปโรงเรียนนะคะ” คนป่วยพยายามหาข้ออ้างที่จะไม่รบกวนผู้มีพระคุณของเธอมากไปกว่านี้

“ลาเถอะลูก พักฟื้นให้อาการดีกว่านี้ก่อน ใบรับรองแพทย์ก็มี ไม่เห็นต้องกังวลอะไรเลยนี่”

“เอ่อ...แล้ว”

“ไปเถอะนะ ถือซะว่าอยู่เป็นเพื่อนกัน ดีกว่าแยกกันแล้วต่างคนก็ต่างเหงาอยู่คนเดียว”

เหตุผลของคุณหมอทำให้ขวัญจิราใจอ่อนรับคำจนได้  “เอาอย่างนั้นก็ได้ค่ะ ว่าแต่มันจะไม่เป็นการรบกวนคุณหมอใช่ไหมคะ”

นั่นจึงเป็นครั้งแรกที่ขวัญจิราได้เหยียบย่างเข้ามาในบ้านหลังนี้ บ้านที่น่ารักอบอุ่น แต่น่าแปลกใจที่เจ้าของบ้านต้องอยู่เพียงลำพัง

ด้านนอกของบ้านเป็นที่จอดรถที่กว้างพอจะจอดได้ถึงสองคัน และสวนที่ร่มรื่นไปด้วยไม้ดอกไม้ประดับ ตัวบ้านชั้นล่างเป็นโถงรับแขกที่ถูกใช้เป็นห้องนั่งเล่นไปในตัว เดินถัดเข้าไปจะเป็นส่วนของโต๊ะอาหาร ห้องครัว และห้องน้ำ ส่วนด้านบนชั้นสองเป็นโถงทางเดินและกั้นเป็นห้องนอนสองห้อง หมอทิพย์บอกว่าให้เธอนอนเสียด้วยกันที่ห้องนอนใหญ่ซึ่งเป็นของนางและสามี ส่วนห้องนอนเล็กเป็นของลูกชายที่ตอนนั้นเจ้าของห้องไปเรียนต่อที่อเมริกาและคงจะไปหลายปี

วันนั้นขวัญจิราคาดเดาอะไรถึงผู้มีพระคุณอีกคนของเธอไม่ได้เลย หลักฐานเดียวที่พอจะมีอยู่ นั่นคือภาพปักครอสติสสีซีเปียขนาดใหญ่ที่ถูกใส่กรอบสีทองอย่างงดงามและติดตั้งอยู่บนผนังหลังโต๊ะอาหาร มันเป็นภาพชายหญิงคู่หนึ่งยืนเคียงคู่กัน และมีเด็กชายตัวเล็กๆ อายุประมาณเก้าหรือสิบขวบยืนอยู่ระหว่างกลางพวกเขาทั้งสอง มองแล้วก็เดาได้ว่ามันเป็นภาพครอบครัวที่มีพ่อ แม่ และลูกชาย แม้ภาพจะไม่ได้คมชัดเหมือนภาพถ่าย แต่ผู้หญิงในภาพก็มีเค้าโครงที่เหมือนกับหมอทิพย์มาก

ขวัญจิราพินิจภาพนั้นอย่างจริงจังก็พบว่าสามีของคุณหมอเป็นชายรูปร่างสูงใหญ่ น่าจะสูงกว่าหมอทิพย์เกือบฟุตได้ ส่วนลูกชายเป็นเด็กตัวท้วมๆ แก้มยุ้ย หน้าตาน่ารักมาก น่าเสียดายที่หมอจะต้องอยู่เพียงลำพัง ทั้งที่เคยมีบุคคลอันเป็นที่รักอยู่ด้วยกันอย่างอบอุ่น แต่คนหนึ่งกลับต้องจากไปเพราะโชคชะตา ส่วนอีกคนก็จากไปเพื่อแสวงหาความก้าวหน้าในชีวิต มันเป็นเหตุผลที่ขวัญจิราเข้าใจและยอมรับได้

ขวัญจิรายังจำตอนที่หมอทิพย์ขับรถไปส่งเธอที่บ้านในช่วงบ่ายของอีกวันนึงได้ดี น่าแปลกใจมากที่ป๊ากับแม่กลับมาถึงบ้านก่อนแล้ว ทันทีที่ก้าวเข้าประตูมา อรัญญาก็รีบวิ่งเข้ามากอดลูกสาวคนเดียวของนางอย่างดีใจและห่วงใย เมื่อเห็นผ้าปิดแผลบนหน้าผากเด็กสาว นางก็เดาได้ทันทีว่าคงมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น

“ขนมไปไหนมา แล้วเกิดอะไรขึ้นกับหนู”

“พอดีหนมโดนขโมยมือถือน่ะแม่ แล้วก็ดันล้มหัวแตกอีก” ขวัญจิราตั้งใจใช้คำให้ดูไม่รุนแรงนัก เพื่อที่มารดาของเธอจะได้ไม่ต้องวิตกกังวลจนเกินเหตุ แล้วยกวงแขนขึ้นเพื่อกอดตอบ

“แล้วทำไมไม่ติดต่อป๊ากับแม่ เบอร์โทรก็น่าจะจำได้นี่นา”

“เบอร์น่ะจำได้ แต่ไม่อยากให้ป๊ากับแม่เป็นห่วง” เด็กสาวคลายวงแขนที่กอดรัดร่างของมารดาลง แต่ยังคงไม่ปล่อยเสียทีเดียว “ว่าแต่ทำไมกลับมากันเร็วจัง หนมนึกว่าจะมาถึงก่อนป๊ากับแม่จะมาเสียอีก”

“ก็เมื่อคืนแม่โทรหาหนูไม่ติด ก็เลยโทรหามิ้นท์ เห็นว่าจะไปค้างด้วยกัน มิ้นท์บอกแม่ว่าเขาอาหารเป็นพิษ ขนมมาเยี่ยมแป๊บเดียวแล้วก็กลับ หนูมิ้นท์เขาก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับขนม ทำไมถึงติดต่อไม่ได้ ป๊ากับแม่เลยรอให้เช้าแล้วก็รีบกลับมานี่แหละ” อรัญญาเล่าความเป็นมาต่างๆ ให้บุตรสาวฟัง

“แล้วเกิดอะไรขึ้นกับเราทำไมถึงไม่ยอมบอกเพื่อนไว้บ้าง” ศักดิ์ชัยที่เพิ่งเดินออกมาจากหลังร้านและทันได้ยินภรรยาของเขากล่าวกับลูกสาว จึงพูดแทรกขึ้นมา แม้น้ำเสียงจะดูเหมือนไม่ค่อยพอใจ แต่ขวัญจิรารู้ดีว่าป๊าไม่ได้โกรธ แค่เป็นห่วง และนี่ก็เป็นวิธีการแสดงออกถึงความเป็นห่วงแบบฉบับของป๊าเธอ

“เออ...ใช่ หนมลืมน่ะป๊า หนมลืมไปเลยว่ามิ้นท์มันก็อยู่โรงพยาบาลเหมือนกัน” ขวัญจิราตอบศักดิ์ชัยด้วยเสียงค่อนข้างใส แล้วคิดต่อไปว่าทำไมเธอถึงไม่ติดต่อมนสิชา

ก่อนที่จะถูกเหลี่ยมของเสาไฟฟ้ากระทบกระเทือนสมอง ขวัญจิรากำลังหมกมุ่นกับความคิดที่ว่าอาศัยพึ่งพามนสิชาไม่ได้ แล้วก็คิดวนเวียนแต่การติดต่อศักดิ์ชัยและอรัญญา พอถูกถามเรื่องว่าจะติดต่อญาติคนอื่นอย่างไรได้บ้างก็เลยไม่มีชื่อมนสิชาเข้ามาในหัวเลย ไม่อย่างนั้นคงไม่ต้องรบกวนหมอทิพาวรรณมากมายขนาดนี้

หมอทิพาวรรณ...ใช่แล้ว ผู้มีพระคุณของเธอยังคงยืนอยู่ที่หน้าประตู

ขวัญจิราปล่อยมือจากมารดาแล้วเอี้ยวตัวหันไปทางประตูหน้าร้าน “เกือบลืมแนะนำเลย แม่กับป๊า นี่คุณหมอทิพย์เป็นคนที่ช่วยหนมไว้แน่ะ”

“ขนมไปรบกวนคุณหรือเปล่า เรื่องที่อยู่ที่กินตลอดสองวันมานี้น่ะ” ศักดิ์ชัยเอ่ยถามด้วยเกรงว่าลูกสาวจะสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นแบบไม่ตั้งใจ

“ไม่เลยค่ะ มีแกอยู่ด้วยกลับดีเสียอีกค่ะ คลายเหงาไปได้ตั้งเยอะ”

อรัญญาและศักดิ์ชัยเดินเข้ามาใกล้ทันตแพทย์อาวุโสมากขึ้น และเป็นอรัญญาที่กล่าวคำขอบคุณนั้นขึ้นมาก่อน “ขอบคุณมากนะคะที่ช่วยขนมไว้ ขอบคุณมากจริงๆ ค่ะ”

“ยินดีค่ะ ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็ขอตัวกลับเลยนะคะ” หมอทิพาวรรณยิ้มรับแล้วหันหลังเตรียมจะเดินออกไปยังรถยนต์ส่วนตัว เพราะเห็นครอบครัวของเด็กสาวที่อยู่กันอย่างอบอุ่นพร้อมหน้า ก็พาให้นางสะท้อนมาดูครอบครัวตัวเองเลยไม่อยากอยู่นานกว่านี้ ด้วยเกรงว่าน้ำตาจะไหลออกมา

ขวัญจิรายกมือไหว้ลาผู้มีพระคุณของเธอ แม้จะไม่เข้าใจเหตุผลที่นางรีบกลับไป แต่เธอก็ทำสัญญาใจไว้กับรูปครอบครัวของหมอทิพย์แล้วว่าจะหมั่นไปเยี่ยมเยือน

******************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น