สะพานซ้อนกล

ตอนที่ 12 : รอยแผลและความหลัง 35%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 23
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    6 ก.พ. 63

ขวัญจิรากำลังเลียบๆ เคียงๆ มองเข้าไปยังตัวบ้านหลังหนึ่งจากรั้วด้านนอก มันเป็นบ้านเดี่ยวสองชั้นขนาดกลางตั้งอยู่อย่างกลมกลืนในหมู่แมกไม้ที่ถูกปลูกอยู่รายล้อม ตัวบ้านทั้งหลังเป็นปูนฉาบผนังด้วยสีขาว แต่เพราะผ่านกาลเวลามานานทำให้ผนังสีหม่นลงไปจากเดิมอยู่บ้าง ถึงแม้จะไม่ได้ขาวเหมือนใหม่แต่ก็ยังดูสะอาด สบายตา เมื่อพิจารณาทั้งตัวบ้านและบรรยากาศโดยรวมแล้วทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่น และร่มรื่นน่าอยู่ได้ไม่ยากเลย

‘นี่ก็เย็นมากแล้ว คุณหมอจะกลับมาหรือยังนะ’

มือน้อยๆ ค่อยๆ ยื่นออกไปจนถึงกริ่งที่ติดอยู่กับประตูรั้ว กำลังจะกดน้ำหนักจากปลายนิ้วลงไปอยู่แล้ว แต่ทันใดนั้นประตูบ้านก็ถูกเปิดออก พร้อมการปรากฏตัวของสตรีสูงวัยนางหนึ่ง

“หนูขนม เข้ามาเลยลูก ป้าไม่ได้ล็อกรั้วไว้หรอก” เสียงเจ้าของบ้านเอ่ยทักแขกผู้มาเยือนอย่างคุ้นเคย

ขวัญจิราได้ยินดังนั้นก็ค่อยๆ เปิดประตูรั้วแล้วเดินเข้าไปตามคำเชิญ เธอเดินมาจนใกล้เจ้าของบ้านแล้วยกมือไหว้ทักทายอย่างนอบน้อม “สวัสดีค่ะคุณหมอ”

“จ้า ขอโทษทีนะลูก พอดีป้าเองก็เพิ่งกลับมาถึงก่อนหนูเดี๋ยวเดียวเอง เลยยังไม่ทันเตรียมอะไรต้อนรับเลย” นางยกมือรับไหว้หญิงสาวคราวลูก แล้วก็พากันเดินเข้าไปในตัวบ้าน

“ไม่เป็นไรเลยค่ะคุณหมอ ไม่ต้องเตรียมอะไรต้อนรับหนมหรอกค่ะ แค่ที่หนมมารบกวนก็เกรงใจมากแล้ว”

เจ้าของบ้านร่างเล็กเดินนำอาคันตุกะของนางมายังโซฟารับแขกหน้าทีวี ซึ่งไม่ห่างจากประตูหน้าบ้านมากนัก “หนูนั่งเล่นไปก่อนนะ ป้าขอขึ้นไปหยิบของข้างบนสักเดี๋ยวนะจ๊ะ”

“ค่ะ” ขวัญจิราตอบรับอย่างเข้าใจ แล้วมองตามร่างเล็กที่ค่อยๆ ก้าวขึ้นบันไดไปจนลับสายตา

หมอทิพย์ หรือทันตแพทย์หญิงทิพาวรรณ อัครกุล ผู้เป็นเจ้าของบ้านที่ดูอบอุ่นหลังนี้ นางเป็นหญิงสูงวัยที่ยังแข็งแรงและคล่องแคล่ว โครงหน้าของนางสวยคม ดูก็รู้ว่าสมัยสาวๆ คงงามไม่ยิ่งหย่อนกว่าใคร ปกติแล้วนางจะทำงานเป็นทันตแพทย์ประจำอยู่ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เฉพาะช่วงหลังเที่ยงวันไปจนถึงเย็น อาจจะมีบางวันที่อยู่ประจำการจนถึงสองทุ่ม แต่ก็ไม่บ่อยนัก และแน่นอนว่าวันนี้นางเลิกงานตามปกติ

ขวัญจิรารู้จักกับหมอทิพาวรรณมาเจ็ดปีแล้ว เรื่องราวมันเริ่มต้นจากคราวเคราะห์ของเธอเองเมื่อสมัยอยู่ชั้นมัธยมปลาย วันนั้นเป็นสุดสัปดาห์ที่ศักดิ์ชัยและอรัญญาไปร่วมงานศพญาติที่ต่างจังหวัด โดยกำหนดกลับมาในอีกสามวันให้หลัง แต่ขวัญจิราไปด้วยไม่ได้เพราะต้องรีบทำรายงานส่งอาจารย์ให้ทันกำหนด เธอจึงตกลงกับป๊าและแม่ว่าจะไปทำรายงานที่บ้านมนสิชา เพื่อนสนิทของเธอ แล้วนอนค้างที่บ้านเพื่อนเสียเลย

หลังจากที่ศักดิ์ชัยและอรัญญาออกเดินทางไปแล้ว ขวัญจิราแบกเป้ออกเดินทางไปยังบ้านของมนสิชาตามที่นัดกันเอาไว้ แต่ยังไม่ทันถึงที่หมาย เธอกลับได้รับข่าวว่าเพื่อนสนิทอาหารเป็นพิษ และกำลังพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง...ก็โรงพยาบาลเดียวกันกับที่หมอทิพย์ทำงานอยู่นั่นแหละ

ขวัญจิรารีบมุ่งหน้าไปเยี่ยมเพื่อน แม้ว่าอาการจะไม่หนักหนา แต่ก็คงต้องอยู่ที่โรงพยาบาลเพื่อพักฟื้นและรอดูอาการต่อไป ซึ่งนั่นทำให้ขวัญจิราคว้างทันที เธอไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับชีวิตในวันนั้น จะอยู่เฝ้าเพื่อนที่โรงพยาบาลก็ดูเหมือนจะไม่จำเป็น เพราะพ่อของมนสิชาคอยดูแลตลอดอยู่แล้ว สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจเดินทางกลับบ้าน เพราะอย่างไรเสียก็ยังต้องทำรายงาน และการอยู่ที่โรงพยาบาลคงไม่สะดวกนัก

เด็กสาวเดินออกมาจากโรงพยาบาลสู่เส้นทางที่เป็นซอยแยกเข้ามาจากถนนใหญ่ วันนั้นการจราจรบนถนนในซอยค่อนข้างโล่ง มีเพียงรถจักรยานยนต์ที่วิ่งไปมาบ้าง ส่วนรถยนต์นั้นแทบไม่มีเลย และการหารถแท็กซี่เพื่อจะเรียกให้ไปส่งเธอที่บ้านก็ดูเหมือนว่าจะต้องคอยนานสักหน่อย

แล้วความลังเลใจก็เกิดขึ้นอีกครั้งขณะยืนเตร่อยู่ริมฟุตบาท เธอควรจะบอกเรื่องนี้ให้ป๊ากับแม่รู้ดีหรือเปล่านะ  ในขณะที่ความคิดยังคงสับสนขวัญจิราก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาและทำท่าจะกดโทรออกไป แล้วชะงักมือไว้...แล้วก็ทำเหมือนจะกดโทรออกไปอีก สลับกันอยู่อย่างนั้น

ในวินาทีที่ไม่ทันระวังตัว จู่ๆ ก็มีมือหนาพร้อมเรี่ยวแรงมหาศาลยื่นเข้ามาคว้าโทรศัพท์มือถือของเธอไปอย่างรวดเร็ว ขวัญจิราเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของมือปริศนานั้นแทบจะในทันที แต่ก็ไม่สามารถเห็นหน้าตาของคนคนนั้นได้ เพราะเขาแต่งตัวมิดชิดและสวมหมวกกันน็อกปิดบังใบหน้าทั้งหมดเอาไว้

ร่างกายของขวัญจิราไม่ทันรอสมองสั่งการ เธอขยับตอบโต้แทบจะอัตโนมัติ เด็กสาวไม่ได้วิ่งหนี ไม่ได้ร้องขอให้ใครช่วย แต่เอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์คืน โดยลืมคิดถึงความเสียเปรียบด้านสรีระร่างกายของตัวเองกับคนร้ายไปเสียสนิท

แน่นอนว่าการกระทำของขวัญจิราไร้ผล นอกจากเธอจะไม่ได้โทรศัพท์มือถือคืนแล้ว คนร้ายยังพยายามยื้อแย่งกระเป๋าเป้จากเธออีก เด็กสาวฝืนแรงเต็มที่ ไม่ยอมให้สายสะพายถูกปลดออกจากไหล่ได้ง่ายๆ เป้ใบใหญ่น้ำหนักมากด้วยเสื้อผ้าและหนังสือที่บรรจุข้างในเต็มพิกัด เมื่อต่างฝ่ายต่างออกแรงดึงกันไม่กี่ที สายสะพายก็ขาดผึง

ขวัญจิราเซไปตามแรงอย่างไร้หลัก ถลาไปจนถึงเสาไฟฟ้าที่อยู่ใกล้ๆ ตอนนั้นก็เห็นอยู่หรอกนะว่ามันตั้งอยู่ แต่ก็จนใจจะหลบพ้น สุดท้ายหน้าผากด้านซ้ายก็กระแทกเข้ากับเหลี่ยมของเสาไฟฟ้าอย่างจัง แรงกระแทกนั้นเข้าไปกระเทือนปั่นป่วนอยู่ในหัวของขวัญจิรา เสี้ยววินาทีนั้นเหมือนเธอจะได้ยินเสียงแตรรถยนต์ที่ดังต่อเนื่องและยาวนานพอสมควร ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าของคนกำลังวิ่ง แล้วโลกก็ค่อยๆ มืดดับลงไป

“อ้าว รู้สึกตัวแล้วเหรอหนู เป็นยังไงบ้าง” นั่นเป็นคำแรกที่ขวัญจิราได้ยินหลังจากสติฟื้นคืนมา มันเป็นคำทักทายที่มาจากหญิงร่างเล็กในชุดเสื้อกราวน์สีขาวสะอาด พร้อมใบหน้าเจือรอยยิ้มที่อบอุ่นและเป็นมิตร

ขวัญจิราพยายามกลอกตาสำรวจสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว พบว่าตัวเองอยู่ในสถานที่แปลกตา แต่เดาได้ว่าคงเป็นเตียงผู้ป่วยในโรงพยาบาล ถ้าอย่างนั้นผู้หญิงคนที่ทักทายเธอก็คงเป็นหมอเจ้าของไข้สินะ

เธอคาดเดาไปอย่างนั้นทั้งที่ไม่ได้สังเกตเลยว่าสิ่งที่ปักบนเสื้อคลุมนั้นไม่ใช่แค่คำนำหน้าชื่อว่า พญ. อย่างที่คุ้นเคย แต่มันมีตัวอักษร ‘ท’ นำหน้าด้วย...สิ่งที่ปักอยู่บนเสื้อคลุมนั่นคือ ‘ทพญ.ทิพาวรรณ อัครกุล’

“ยังปวดๆ มึนๆ หัวอยู่เลยค่ะหมอ” ขวัญจิราเอามือจับศีรษะบริเวณที่รู้สึกปวดหนึบ แล้วก็พบผ้าพันแผลขนาดไม่ใหญ่มากนักบนหน้าผาก

“อย่าเพิ่งไปจับมันสิ หนูหัวแตก” ทันตแพทย์ผู้ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นแพทย์เจ้าของไข้กล่าวเสียงเย็น

“หนูหลับไปนานไหมคะ เท่าที่จำได้เหมือนว่าหนูเดินออกจากโรงพยาบาล แล้วเจอ...คนมาขโมยโทรศัพท์ แล้ว...ก็จำอะไรต่อจากนั้น...ไม่ได้” เธอพยายามทบทวนความทรงจำของตนเอง แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งงุนงงในสมองมากขึ้น

“ถ้านับตั้งแต่มาถึงโรงพยาบาลก็น่าจะหลับไปร่วมสิบชั่วโมงได้ละมั้งจ๊ะ แล้วหนูพอจะติดต่อพ่อกับแม่ให้มาที่โรงพยาบาลได้ไหม”

เมื่อได้ยินคำถามจากปากของหมอทิพาวรรณก็เหมือนมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ไหลเวียนในสมอง เด็กสาวฉุกคิดเรื่องที่จำเป็นและสมควรทำโดยเร่งด่วนขึ้นมาได้ ก่อนหน้าที่จะเกิดเรื่องเธอก็กำลังลังเลว่าจะติดต่อป๊ากับแม่ดีหรือเปล่า แล้วนี่เธอเจ็บตัวขนาดต้องนอนโรงพยาบาล อย่างนี้ป๊ากับแม่จะไม่เป็นห่วงได้อย่างไร ถ้าบอกให้รู้รับรองได้ว่าป๊าต้องรีบขับรถกลับมาทั้งที่มันดึกแล้วแน่ๆ สายตาป๊าก็ไม่ค่อยจะดีด้วย แม่ก็ขับรถไม่เป็น ถ้าเกิดอะไรขึ้นมากะทันหันจะทำยังไง แบบนั้นเธอจะยิ่งเป็นกังวลมากกว่า

“ป๊ากับแม่...เอ่อ...หนูว่าไม่ติดต่อดีกว่าค่ะ ท่านไปต่างจังหวัดหลายวัน หนูไม่อยากให้ท่านเป็นห่วง” ขวัญจิราตอบกลับแล้วแปลกใจนิดหน่อยที่เหมือนสมองเริ่มวิเคราะห์อะไรได้เป็นฉาก ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังงงๆ เบลอๆ อยู่แท้ๆ

“แล้วหนูมีญาติคนอื่นที่พอจะติดต่อได้อีกไหม”

“คือว่าหนูจำเบอร์โทรศัพท์ใครไม่ได้เลยค่ะ แล้ว...โทรศัพท์ของหนูก็คงหายไปแล้วด้วยใช่ไหมคะ”

“ใช่จ้ะ แต่ของอย่างอื่นในกระเป๋าเป้ของหนูยังอยู่นะ กระเป๋าตังค์ก็ยังอยู่ หมอเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้าให้แล้ว”

“ขอบคุณค่ะคุณหมอ”

“หนูจะแจ้งความไหม ทั้งเรื่องมือถือแล้วก็เรื่องที่บาดเจ็บน่ะ”

“ไม่ดีกว่าค่ะ หนูจำเบาะแสคนร้ายไม่ได้เลย หน้าก็ไม่เห็น เสียงก็ไม่ได้ยิน”

“แล้วเราจะติดต่อญาติหนูยังไงกันดีล่ะทีนี้”

“หนูคิดว่า...หนูคงไม่เป็นอะไรมาก แค่มึนๆ แล้วก็...ปวดหัว ไม่ต้องบอกใครก็ได้มั้งคะ หนู...อยู่คนเดียวได้” คนไข้สบตาทันตแพทย์หญิง พูดจาติดๆ ขัดๆ แต่ก็พยายามแสดงความมั่นใจให้นางเห็นว่าเธอสามารถดูแลตัวเองได้จริงๆ

“อย่าดีกว่าจ้ะ หนูยังต้องอยู่โรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการต่อว่าสมองได้รับความกระทบกระเทือนมากไหม ระหว่างนี้ถ้ารู้สึกอยากอาเจียนหรือมีอาการแปลกๆ ก็รีบบอกหมอเลยนะ หมอจะอยู่เฝ้าหนูเอง” คนเป็นแพทย์ดูก็รู้ว่าเด็กสาวเกรงใจ แต่จะปล่อยให้อยู่คนเดียวได้อย่างไรกัน “ว่าแต่หนูชื่ออะไรจ๊ะ”

“ชื่อขนมค่ะ”

“ยินดีที่ได้รู้จักนะหนูขนม ชื่อน่ารักเสียจริง หมอชื่อทิพาวรรณจ้ะ จะเรียกว่าหมอทิพย์ก็ได้ เป็นทันตแพทย์อยู่ที่นี่”

คำว่า ‘ทันตแพทย์’ ที่ถูกเอ่ยขึ้นสะกิดให้ขวัญจิรารีบหันไปอ่านชื่อที่ปักบนเสื้อคลุมอย่างตั้งใจ ตอนนี้เธอเห็นชัดเจนแล้วว่าคำนำหน้าชื่อนั้นเป็น ‘ทพญ.’ ผู้หญิงร่างเล็กที่อยู่ตรงหน้าเธอคนนี้เป็นทันตแพทย์จริงๆ ไม่ใช่หมอเจ้าของไข้อย่างที่เธอเข้าใจมาตลอดตั้งแต่ได้สติคืนกลับมา

อาการนิ่งเงียบของเด็กสาวบนเตียง ทำให้หมอทิพย์รู้ได้ในทันทีว่านางได้สร้างความงุนงงสงสัยให้กับผู้ป่วยเพิ่มเสียแล้ว จริงสินะ เด็กคนนี้จะคิดยังไงที่ตื่นมาแล้วเจอคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาอาสาเฝ้าไข้ให้ ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่และไม่มีจำเป็นใดๆ เลย

“ขอโทษที่อาจทำให้หนูตกใจนะจ๊ะ คือคนที่เขาช่วยพาหนูมาส่งโรงพยาบาลเขาขอร้องให้หมอช่วยดูแลหนูจนกว่าญาติหนูจะมา” ทันตแพทย์หญิงอธิบายเพื่อสร้างความกระจ่าง แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ทำให้เด็กสาวตรงหน้าหายคาใจซะทีเดียว

“คนที่ช่วยหนู...เขาเป็นใครเหรอคะ แล้วเขาไปไหนแล้ว” 

****************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น