จนกว่าเรา...จะพบกัน

ตอนที่ 12 : ตอนที่ 6 : พันธนาการ (50%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3939
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 75 ครั้ง
    17 พ.ย. 60


ภายในห้องประชุมของกรมตำรวจในเวลานี้ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด ทุกสายตาจับจ้องไปยังภาพของเหยื่อ ในคดีฆาตกรรม ที่ถูกติดเอาไว้บนบอร์ดขนาดใหญ่ มีหมายเลขเรียงลำดับตามเวลาที่พบ และหมายเลขเรียงลำดับระยะเวลาการเสียชีวิต ตามจุดที่พบศพ   เหยื่อที่พบในวันนี้หลังจากการพิสูจน์หลักฐานคร่าวๆ ในที่เกิดเหตุ เพื่อหาระยะเวลาการเสียชีวิต คาดว่าจะเป็นคนที่สี่ที่ถูกฆ่า จากทั้งหมดหกศพ และน่าจะเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่าสองสัปดาห์ นั่นแสดงให้เห็นว่า คนร้ายเริ่มจัดการกับเหยื่อเร็วขึ้น แทบจะสัปดาห์ละคนเลยทีเดียว

“คุณมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างสารวัตร” เสียงของผู้กำกับชัยณรงค์ ที่ตามมาดูคดีด้วยตัวเองเอ่ยขึ้นสีหน้าหนักใจ

“จากร่องรอยบาดแผล วิธีการทรมาน และรูปแบบการทิ้งศพ ผมว่าเหยื่อทั้งหกรายที่เราพบเป็นคนร้ายคนเดียวกันครับ” สารวัตรทินโชติตอบ ขณะที่มองไปยังภาพของเหยื่อในคดีคิ้วขมวดเข้ม

“ฆาตกรรมต่อเนื่องเลยเหรอ” น้ำเสียงของผู้กำกับเคร่งขรึมขึ้นกว่าเดิม

“ศพทุกศพมีการทรมานด้วยวิธีที่คล้ายคลึงกัน บาดแผลบางส่วนเริ่มมีการผสานตัว ภายในกระเพาะอาหารว่างเปล่า แสดงว่าอาจจะถูกกักขัง และทรมานไม่ต่ำกว่าสามถึงสี่วันก่อนที่จะฆ่า มีร่องรอยการถูกล่วงละเมิดทางเพศ แต่ไม่พบบาดแผลที่เกิดจากการต่อสู้ ไม่มีเนื้อเยื่อของบุคคลอื่นบนตัวเหยื่อ ผมว่าถ้าคนร้ายไม่รอบคอบรัดกุมอย่างที่สุด ก็อาจจะไม่ได้ข่มขืนจริงๆ ก็ได้ครับ” สารวัตรทินโชติเริ่มสรุปความน่าจะเป็นของหลักฐานที่มีตรงหน้า เพื่อให้ทีมสืบสวน และผู้กำกับร่วมกันพิจารณา

“แล้วรูปแบบของเหยื่อล่ะ มีอะไรที่สอดคล้องกันหรือเปล่า” เสียงผู้บังคับบัญชาดังขึ้นอีกครั้ง ขณะที่สายตาก็ยังจดจ้องที่ภาพ

“เหยื่อทุกคนมีลักษณะร่วมที่เหมือนกันคือ เป็นผู้หญิงตัวเล็ก อายุยี่สิบถึงยี่สิบห้า ผิวขาว ผมสีดำยาวตรง ค่อนข้างสวยจัด ซึ่งสามในหกเป็นผู้หญิงไซด์ไลน์ที่ไม่มีสังกัด ทำให้ตอนที่หายตัวไปไม่มีใครแจ้งความ ส่วนที่เหลือทำงานปกติ มีเพียงรายแรก ที่มีการแจ้งความคนหาย เพราะที่บริษัทเห็นว่าไม่ไปทำงานหลายวันเลยแจ้งที่บ้านครับ และในเวลานั้นยังไม่ได้เชื่อมโยงว่าเป็นคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง ที่สำคัญทั้งหมดอยู่คนเดียว ซึ่งการเลือกเหยื่อค่อนข้างไม่ตายตัวครับ ผมคิดว่าน่าจะมีการนัดพบกัน เพราะหลังจากรายแรก ก็ไม่เคยมีการแจ้งความคนหาย หรือเหตุการณ์รุนแรงอะไรให้คนพบเห็นเลยสารวัตรทินโชติถอนหายใจ ก่อนที่จะสรุปเหตุการณ์เบื้องต้นต่อ

ที่สำคัญเหยื่อทุกคนถูกถอดเล็บมือทั้งสิบนิ้ว และถูกทิ้งในที่เปลี่ยว โดยที่ร่างกายทั้งหมดอยู่ในถุงพลาสติกใสขนาดใหญ่ แต่ที่น่าแปลกคือ จะมีรอยมีดที่บริเวณลำคอ เลือดไหลไม่หยุดจนเสียชีวิต ผมเลยสันนิษฐานเบื้องต้นว่า เหยื่อทั้งหมดอาจจะไม่ได้เสียชีวิตก่อนจะนำมาทิ้ง แต่คนร้ายนำหญิงสาวใส่ถุงเพื่อไม่ให้เปรอะเปื้อน แล้วค่อยจัดการกับเธอในตอนหลังก่อนจะปล่อยให้เสียชีวิตครับ”

“ระยะเวลาแค่สามสี่เดือนมีเหยื่อถึงหกราย แต่ทำไมเราถึงมีข้อมูลของมันแค่นี้!!ผู้กำกับชัยณรงค์มองกราดไปที่ทีมสืบสวนถึงความล่าช้าในการทำงาน เพราะจากที่สรุปมา มันเป็นเพียงภาพรวมปกติที่ยังไม่สามารถระบุชี้ชัดได้เลย

“คุณพอจะมีเบาะแสของผู้ต้องสงสัยหรือเปล่า” เมื่อทุกคนเงียบ ผู้บังคับบัญชาจึงถามต่ออย่างรวดเร็ว

“จากรูปแบบทั้งหมด ผมคิดว่าผู้ต้องสงสัยน่าจะเป็นคนที่หน้าตาดี หรือไม่ก็มีฐานะค่อนข้างดี มีรถส่วนตัว รูปร่างสูงใหญ่ หากไม่ใช่ ก็อาจจะมีคนคอยช่วยเหลือ เป็นคนรักความสะอาดอย่างมาก ฉลาด ใจเย็น เพราะเหยื่อแต่ละรายผ่านการเลือกมาแล้ว ทำให้เราสืบ หรือดักทางได้ยากครับ” หนึ่งในทีมสืบสวนรายงาน

“แสดงว่าเรายังไม่ได้อะไรเลย” ภายในห้องเงียบจนรู้สึกได้ถึงความกดดันในมวลอากาศ

“รีบปิดคดีนี้ให้เร็วที่สุด ยิ่งพวกคุณช้า เหยื่อยิ่งจะเพิ่มมากขึ้น” ผู้กำกับชัยณรงค์เอ่ยขึ้น ก่อนที่จะเดินออกจากห้องประชุม โดยมีสารวัตรทินโชติเดินตามออกไปด้วย

“ผู้กำกับครับ ผมมีเรื่องจะปรึกษา”

“มีอะไรว่ามา” ผู้กำกับชัยณรงค์ ตอบกลับ ก่อนที่จะเปิดประตูเข้าไปภายในห้องทำงานส่วนตัว

“ผมคิดว่าฆาตกรในคดีนี้ อาจจะเกี่ยวข้องกับคดีของคุณกฤติยา วงศานุประพัทธ์ ครับ”

“ใบตองน่ะเหรอ ทำไมคุณถึงคิดแบบนั้น” ผู้บังคับบัญชาหันไปหาต้นเสียงทันทีด้วยความสนใจ อาจจะเป็นเพราะเหยื่อในคดีแทบจะเหมือนกับลูกหลานของท่าน เพราะสนิทกับคุณกวินภพเป็นอย่างดี

“สถานที่ทิ้งศพครับ ทุกที่จะอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับที่อยู่ของคุณกาย สามีคุณใบตอง ท่านดูนี่สิครับ” สารวัตรทินโชติกางกระดาษที่เขียนสถานที่ทิ้งศพ ให้ผู้บังคับบัญชาดู

“มีความเป็นไปได้มาก แสดงว่าเราก็มีเบาะแสผู้ต้องสงสัยแล้วสิ”

“แต่ตอนนี้เรายังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนครับ ผมเลยคิดว่าจะสืบแบบเงียบๆ เพื่อไม่ให้มันรู้ตัว แล้วเปลี่ยนรูปแบบการฆาตกรรม คนไม่ปกติแบบนั้นยังไงมันก็อดไม่ได้หรอกครับ ถ้ามันรู้ตัว ยิ่งทำให้เราสืบสวนยากขึ้น อย่างไรเสียเราก็มีประกาศจับอยู่แล้ว” แฟ้มคดีที่อยู่ในมือ ถูกวางไว้บนโต๊ะ โดยไม่มีคำพูดใด มีแต่ความเข้าใจของทั้งสองฝ่าย

“แบบนี้สินะ คุณถึงเข้ามาคุยกับผมเป็นการส่วนตัว”

“ใช่ครับ ผมยังไม่ไว้ใจใคร ยิ่งมันหนีตอนที่เราขนย้ายจากโรงพยาบาลไปเรือนจำได้ ผมเลยคิดว่าน่าจะมีคนภายในให้ความร่วมมือ”

“แล้วคุณจะเริ่มจากตรงไหน ขนาดเราประกาศจับมันมาตั้งหลายเดือน ยังไม่มีใครเคยพบเห็นแม้แต่เงา” ผู้กำกับมองไปยังใบประกาศจับ ที่วางอยู่บนแฟ้มคดี ที่สารวัตรทินโชติเปิดเอาไว้ ภาพถ่ายของชายหนุ่มหน้าตาออกไปทางเรียบร้อย มีเชื้อสายจีนผสม ผิวขาวจัด สวมแว่นสายตา ผมปิดหน้าผากยุ่งนิดๆ ท่าทางคงแก่เรียน ดวงตานิ่งเฉยเหม่อลอยไร้ความรู้สึก

“ผมจะลองไปสืบที่โรงพยาบาลที่มันเคยอยู่ ว่าสนิทกับใครบ้างหรือเปล่า เพราะงานนี้ไม่น่าจะลงมือคนเดียวได้ และผมคงให้ลูกน้องที่ไว้ใจตามคุณกายแบบห่างๆ เผื่อว่ามีความเคลื่อนไหวอะไร อีกอย่างที่ผมแปลกใจมาตั้งแต่เริ่มทำคดีของคุณใบตอง คือทำไม ดร.ภาณุ ถึงไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน ตั้งแต่แม่ตายเมื่อสิบห้าปีก่อน ก็อยู่คนเดียวมาตลอด มันเอาเงินที่ไหนมาเรียนจนจบสูงขนาดนี้ โดยที่ไม่ต้องใช้ทุน ทั้งเรื่องบัญชีที่ไม่เคยมีการโอนเงินจากที่ไหน เรื่องนี้คงต้องตามสืบกันยาวเลยครับ มันเหมือนว่า คนคนนี้เกิดมาเพื่อเป็นฆาตกรโดยแท้จริง มีการเตรียมพร้อม ยิ่งสืบยิ่งเจอทางตัน ผมว่าที่เราเจออาจจะไม่ใช่ครั้งแรกของมันด้วยซ้ำ เลยว่าจะลองสืบดูคดีที่ยังปิดไม่ได้ก่อนหน้านี้ด้วยครับ ว่ามันเคยทำมาก่อนหรือเปล่า ถ้าเราค้นเจอศพแรกๆ ของมัน เราอาจจะได้ร่อยรอยบางอย่าง”

นี่เป็นอีกครั้ง ที่สารวัตรทินโชติรู้สึกว่าคดีนี้มีความยาก นักโทษหนีคดี แต่กลับไม่เคยมีใครพบเห็น แม้จะประกาศจับทั่วประเทศก็ไม่ได้เบาะแส มันยากยิ่งกว่าการสืบทั่วไปที่ฆาตกรมักใช้ชีวิตปกติ มีครอบครัว มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ใช้วิธีกลบเกลื่อนหลักฐานในที่เกิดเหตุ แต่กับคนที่หลบหนีคดีอยู่แล้ว แถมกลบเกลื่อนร่องรอยไปด้วย มันต้องระวังตัวเป็นพิเศษ แต่ถึงจะก่อคดีเพิ่มอีกกี่คดี ก็คงไม่ทำให้โทษเพิ่มขึ้นได้มากกว่านี้ คนที่ไม่มีความกลัว ยิ่งน่ากลัว ซึ่งครั้งที่แล้วที่จับได้ คงเพราะช็อกจากการตายของใบตองเท่านั้น

“ผมอนุมัติคุณจัดการได้เลย และต้องเร็วที่สุดไม่ว่าด้วยวิธีไหนก็ตาม ไม่อย่างนั้นจะมีเหยื่อเพิ่มขึ้นอีก”

“ขอบคุณครับ” สารวัตรทินโชติทำความเคารพ แล้วเดินออกจากห้องไป

 

แสงไฟของรถเต่าสาดส่องเข้าไปภายในคฤหาสน์ที่มืดมิด กว่าจะขับกลับมาถึงก็ใช้เวลานานพอสมควร ผู้โดยสารที่นั่งมาด้วยก็เงียบจนน่าขนลุก หลังจากที่ตกลงกันเรื่องงานแล้ว เขาก็ไม่พูดคุยหรือตอบคำถามอีกเลย ได้แต่หลับตานิ่งจนกีรติยาไม่กล้ารบกวน ซึ่งมันก็ให้ได้บรรยากาศดีอีกแบบสำหรับเธอ

“ถึงแล้วค่ะ” เสียงใสหันไปหาคนด้านข้าง ที่ลืมตาขึ้นมาเล็กน้อย ขณะที่รถจอดหน้าประตูรั้วเพื่อรอรีโมททำงาน ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาส่งข้อความหาใครบางคน ซึ่งเธอคิดว่าน่าจะบอกพิกัดบ้านของเธอให้ลูกน้องรู้นั่นเอง

“ไม่มีใครอยู่เหรอ” กายทักขึ้นคงเพราะเห็นว่าบ้านทั้งหลังปิดไฟมืด มีเพียงเสาไฟตรงที่จะเดินไปบ้านหลังเล็กเท่านั้นที่ยังเปิดอยู่

“มีป้าหวานอยู่คนเดียวค่ะ ส่วนลูกสาวแกไปอยู่หอนานๆ ทีจะกลับมา” กีรติยาตอบกลับขณะที่ขับรถเข้าไปในบ้าน

“ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่บ้านหลังเล็ก” คำถามสั้นๆ ขณะที่ทั้งคู่เริ่มเดินไปที่บ้านหลังเล็ก

“ไม่รู้สิคะ มันไม่คุ้นเคย มันเหงา ฉันแค่อยากได้ที่เล็กๆ ที่ไม่ทำให้อ้างว้างเกินไป” เป็นการเปิดใจครั้งแรกของเธอ ถ้าเป็นคนอื่น เธอคงจะบอกว่าเปลืองไฟ หรือกำลังจะถูกยึด แต่ความจริงคือ มันใหญ่โต อ้างว้างจนเธอกลัวที่จะอยู่คนเดียว

ชายหนุ่มหันไปมองหน้าหญิงสาวเล็กน้อยอย่างเข้าใจ เขาเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน เรือนหอที่ทุกห้องถูกปิดการใช้งาน แม้แต่เตียงนอนยังถูกผ้าคลุมเอาไว้ มีเพียงเก้าอี้โซฟา กับภาพถ่ายของผู้หญิงที่รักเท่านั้น ที่พอจะโอบกอดเขาเอาไว้ไม่ให้เหงาจนเกินไป

“คุณกายนั่งตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวฉันจะไปเตรียมอุปกรณ์ทำแผล ห้องน้ำอยู่ตรงนั้นนะคะ เผื่ออยากจะล้างหน้าล้างตาก่อน” กีรติยาหันไปบอกคนที่ยืนตระหง่านอยู่หน้าประตู มองสำรวจภายในบ้านหลังเล็กของเธอด้วยรอยยิ้ม

“อืม..” คำตอบง่ายๆ อย่างที่เคยเป็นหลุดออกมา พร้อมคนพูดเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ

หญิงสาวได้แต่มองร่างนั้นจนลับสายตา มันอบอุ่น ปลอดภัย จนเธอเกือบลืมนึกถึงเรื่องที่จะต้องลองสัมผัสเขา เพื่อค้นหาความจริงของอะไรบางอย่าง

 

“กาแฟค่ะ” กีรติยาวางแก้วกาแฟดำที่ส่งกลิ่นหอม ตรงหน้าชายหนุ่ม มีรอยยิ้มบางๆ ดูอบอุ่น

“ขอบใจ” กายตอบ พร้อมเลิกคิ้วเล็กน้อยอดแปลกใจไม่ได้ ที่คนตรงหน้ารู้ว่าเขาดื่มกาแฟแบบไหน

“ฉันขอดูแผลหน่อยนะคะ ถึงเลือดไม่ออกแล้ว แต่ก็ควรจะทำความสะอาดอย่างถูกวิธี จะได้ไม่เป็นแผลเป็นหรือติดเชื้อ” คำขอที่ปิดทุกทางเพื่อไม่ให้ปฏิเสธ ถูกเอ่ยออกมาจากคนที่เก็บอาการยินดีเอาไว้สุดชีวิต

“อืม..” คำตอบสั้นๆ แต่ดวงตามีความหวาดระแวง

“ฉันไม่คิดมิดีมิร้ายกับคุณหรอกน่า อย่าทำหน้าตาน่ากลัวแบบนั้น” แม้คำตอบเหมือนไม่ใส่ใจ แต่มือที่สั่นน้อยๆ ด้วยความตื่นเต้น กับรอยยิ้มบนใบหน้ากลับปิดความดีใจเอาไว้ไม่มิด

มือเรียวบางเคลื่อนไปที่หน้าผากชายหนุ่มอย่างเชื่องช้า แล้วเธอก็หลับตาลง เพื่อตั้งสมาธิกับภาพที่อาจจะผุดขึ้นมา เสี้ยววินาทีที่นิ้วมือสัมผัสรอยแผลที่หน้าผาก ความร้อนจากร่างกายของชายหนุ่ม วิ่งผ่านที่นิ้วมือของเธออย่างรวดเร็ว จนเธอเกือบจะชักมือออก

“ไม่มี ...ไม่มีภาพ” เสียงตื่นตกใจของหญิงสาวดังขึ้น หลังจากที่สัมผัสชายหนุ่มนานกว่าที่ควรจะเป็น แต่มันกลับไม่ปรากฏภาพเช่นทุกครั้ง

“ไม่มีอะไร”

“มันไม่มีภาพออกมาเหมือนทุกครั้ง” น้ำเสียงเลิกลักของคนตกใจสุดขีดดังอยู่ไม่หยุด

“เป็นแบบนี้ไม่ได้นะ คุณคือแสงสว่างของฉัน”

“กีรติยา เธอเป็นอะไร หายใจเข้าลึกๆ” อาการของคนตรงหน้า ทำให้กายเองก็ทำตัวไม่ถูก ผู้หญิงที่เคยร่าเริงเสมอ ในตอนนี้ตัวสั่นเทา พยายามจะเอามือของเธอมาแตะที่มือของเขา แต่กลับกล้าๆ กลัวๆ เหมือนกับคนที่อยากพิสูจน์อะไรบางอย่าง แล้วกลัวคำตอบของมัน

มือที่ใหญ่กว่าเอื้อมไปหามือนั้นอย่างเชื่องช้า เขาค่อยๆ ลูบที่หลังมือของเธอแผ่วเบา จนมันเริ่มสงบลง ดวงตาที่เคยหวาดหวั่นเริ่มนิ่ง เธอจับจ้องที่ดวงตาของชายหนุ่มราวกับว่าสื่อสารกันรู้เรื่องผ่านดวงตาคู่นั้น มือที่ลูบอยู่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกุมกระชับมือของเธอแล้วบีบเบาๆ เพื่อเรียกความมั่นใจที่เคยมีให้กลับคืนมา

“คุณกาย ฉันขอโทษนะคะ” คนที่ตั้งสติได้เอ่ยปากขอโทษโดยไม่มีสาเหตุ

“ขอโทษเรื่องอะไร” ยังไม่ทันที่จะได้คำตอบ ตัวของเขาก็ถูกโอบกระชับเอาไว้แน่นจากคนที่นั่งอยู่ด้านข้าง แน่นราวกับงูเหลือมกำลังรัดเหยื่อ

“ฉันไม่น่าใจดีกับเธอเลย ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ” คนถูดรัดพยายามขืนตัว ความแตกต่างทางพละกำลัง ทำให้วงแขนบางๆ เหมือนจะหลุดออกโดยง่าย แต่ก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เมื่อหญิงสาวยกขายาวๆ ของนางแบบและดารามืออาชีพของเธอ มาเกี่ยวที่เอวของเขาเอาไว้ มันเป็นภาพที่เหลือเชื่อ และน่าเวทนาจนกายหัวเราะเสียงดังออกมา

“เธอนี่มันผู้หญิงโรคจิตจริงๆ” เหมือนเป็นคำด่า แต่ก็กลั้วด้วยเสียงหัวเราะ และการเลิกขัดขืนของกาย

“คุณอยู่นิ่งๆ สักแป๊บนึงนะคะ ฉันจะไม่ทำอะไรเกินเลยไปกว่านี้” คำตอบที่น่าเหลือเชื่อ ราวกับชายหนุ่มปลอบหญิงสาวที่กำลังจะถูกทำมิดีมิร้ายดังขึ้น จากคนที่ซุกหน้าอยู่บนอกกว้าง กายได้แต่ถอนหายใจหลังจากที่กลั้นความขบขันอย่างปลงๆ เวลาผ่านไปเนิ่นนาน จนคนที่ถูกกอดแทบจะเผลอหลับไปพร้อมความอบอุ่นที่ได้รับ 


R R R R R เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ทำให้คนที่ซบอยู่ที่อกเริ่มขยับตัว แต่ไม่ยอมปล่อยง่ายๆ

“ฉันขอรับโทรศัพท์หน่อย เผื่อลูกน้องมาถึงแล้ว” เสียงแผ่วต่ำดังขึ้นที่ข้างหูกีรติยา มันใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนของคนพูด

กีรติยาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แต่เธอก็ยังไม่ปล่อยไปง่ายๆ เพียงแค่ยอมขยับตัวนิดหน่อย ให้กายหยิบโทรศัพท์ที่กระเป๋ากางเกงได้เท่านั้น เมื่อเสร็จก็กลับไปกอดรัดในท่าเดิม

“ว่ายังไงเอก...ทำไมหาไม่เจอล่ะ บ้านหลังออกจะใหญ่โดดเด่นขนาดนั้น” คนพูดขยับตัวเล็กน้อยเพราะเริ่มเมื่อย แต่ก็ยังประคองร่างที่กอดเขาเอาไว้ด้วย ราวกับเป็นความเคยชินตามธรรมชาติเพื่อไม่ให้รบกวนเธอ

“ใช่..หลังสุดท้ายติดทะเลสาบ..เดี๋ยวฉันเดินไปรอที่หน้าบ้านก็แล้วกัน” กายวางโทรศัพท์ แล้วมองใบหน้าของคนที่ติดแนบอยู่ที่อก

“ฉันต้องกลับแล้วล่ะ” มือของชายหนุ่มลูบที่ศีรษะของหญิงสาว แต่แล้วก็ชะงักค้างตกใจกับสิ่งที่ตัวเองทำ

กีรติยาเงยหน้ามองกาย ก่อนที่จะยกตัวขึ้นกอดเขาอีกครั้ง ใบหน้าซบลงที่ลำคอ มือทั้งสองข้างโอบไว้เหนือไหล่ ร่างกายแนบชิดติดกัน ชายหนุ่มลูบหลังเบาๆ เพื่อปลอบโยน เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงยอมให้ผู้หญิงคนนี้ ใกล้ชิดได้ขนาดนี้ อาจจะเป็นเพราะความสงสาร ของคนที่ถูกทิ้งเหมือนกันก็ได้

“เธอคงไม่ได้คำตอบอะไรจากฉันหรอก” มือทั้งสองข้างจับที่แขนของกีรติยา เพื่อดันเธอให้ออกห่าง แต่ไม่ได้รุนแรงนัก เพียงให้รู้สึกตัว

“มันอาจจะไม่ใช่วันนี้ก็ได้ค่ะ” ดวงตาที่มุ่งมั่น และน้ำเสียงตอบกลับยังคงดูมีความหวัง จนกายต้องถอนหายใจออกมา

“ฉันไม่รู้ว่าเธอจะได้อะไร จากการที่อยู่ใกล้กับฉัน ถ้าแค่เล่นสนุกก็เลิกซะ เพราะรอบตัวฉันมีแต่อันตราย และฉันไม่มีวันรักใครได้อีก”

“ฉันไม่ได้ต้องการถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ ฉันขอแค่นึกอะไรที่ค้างคาอยู่ในใจออกเท่านั้น ทุกครั้งที่ฉันสัมผัสคุณ มันมักจะมีภาพบางอย่างปรากฏขึ้น แต่ก็ไม่ชัดเจนพอที่จะบอกได้ว่าคืออะไร”

“เธออาจจะคิดไปเองก็ได้ เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ไม่มีอะไรที่เชื่อมโยงกันเลย เดินหน้าต่อไปแล้วมองโลกแห่งความจริงเถอะ ฉันต้องไปแล้ว หลังจากจบงานหวังว่าเราคงไม่ต้องเจอกันอีก” คำพูดตัดเยื่อใย มันทำให้กีรติยาเจ็บแปล๊บที่หัวใจ มือสั่นอย่างห้ามตัวเองไม่ได้

“ฉันเดินไปส่งนะคะ” คนพูดก้มหน้าก้มตาเดินนำออกไปจากบ้านหลังเล็ก เธอยังไม่รู้ว่าจะพูดอะไรกับเขาในเวลานี้ จากคำพูดที่ทำให้รู้สึกเจ็บปวด เคว้งคว้าง แต่วันนี้เขายอมเธอมากแล้วจริงๆ

 กายมองตามหญิงสาวที่เดินนำหน้า ด้วยความกังวล ความสงสารจะทำให้เธอลำบาก เขารู้ว่าความสูญเสียเป็นอย่างไร เขาเสียคนที่รัก เธอก็เสียครอบครัว จริงๆ แล้วเขาจะอยู่เล่นกับเธออีกสักระยะก็ได้ ถ้ามันจะช่วยเยียวยาจิตใจของเธอได้ เพราะสาเหตุการตายของครอบครัวกีรติยาก็มาจากเขา หรือถึงแม้รถใบตองจะไม่เข้าไปขวาง แล้วเธอตายตามครอบครัวไป เธอก็ไม่ต้องอยู่แบบเดียวดายอย่างเช่นตอนนี้

แต่เวลานี้มันยังไม่ได้ เพราะคนที่ลอบฆ่าเขาก็ยังจัดการไม่เสร็จ ไหนจะไอ้โรคจิตที่มันต้องตามมาแก้แค้นอีก

“ขอโทษนะคะที่ไม่ได้ทำแผลให้” เสียงของคนตรงหน้าดังท่ามกลางความเงียบ เมื่อทั้งสองคนออกมายืนอยู่ที่หน้าประตูรั้ว นอกบริเวณบ้านเพื่อรอดูรถ

“ไม่เป็นไร”

“แล้วก็ขอโทษนะคะสำหรับวันนี้ ที่ฉันอาจจะทำอะไรไม่เหมาะสม” คนพูดก้มหน้าอย่างรู้สึกผิด

“เข้มแข็งเอาไว้” คำพูดให้กำลังใจสั้นๆ ทำให้มือของกีรติยาเริ่มสั่นเทา หากคุณกายไม่ใช่แสงสว่างของเธอ ชั่วชีวิตนี้ก็คงต้องอยู่กับความมืดที่ไร้ความหวัง เธอกลัวความรู้สึกนั้นที่มันกำลังจะกลับมา

มือทั้งสองข้างของกีรติยาบีบกันแน่น ตัวเริ่มสั่นอีกครั้งด้วยความหวาดกลัว จนกายสังเกตเห็น ชายหนุ่มเอื้อมมือไปหามือที่บีบแน่น จนกลัวว่าเล็บจะจิกเป็นแผลอย่างอัตโนมัติ เพียงแค่สัมผัส รอบกายของกีรติยาก็วูบกลายเป็นแสงสีขาว ก่อนที่จะมีภาพปรากฏตรงหน้า

ภาพของหญิงสาวในชุดไทยโบราณ นอนไร้เรี่ยวแรงอยู่บนพื้นดิน ที่ข้อเท้ามีตรวนพันธนาการเอาไว้ 



 °·.¸.·°●°·.¸.·°●°·.¸.-> (50%) <-.¸.·°●°·.¸.·°●°·.¸.·°


 แจ้งข่าวหนังสือคร่าวๆ นะคะ พอดีเรื่องม่านบังเงาไม่ผ่านการพิจารณาจาก สนพ. เดิม ก็เลยตัดสินใจว่าจะทำชุดนี้ที่เหลืออีก 2 เล่มเองนะคะ เพราะมันเป็นหนังสือเซต เลยคิดว่าส่ง สนพ. อื่นก็เกรงใจเขาค่ะ เก็บที่เหลือทำเองดีกว่า 

          เรื่อง "ม่านบังเงา" กับเรื่อง "จนกว่าเรา...จะพบกัน" เค้าอาจจะออกเป็น eBook ก่อนนะคะ ถ้ามีทุนทรัพย์ ความต้องการ และเวลาเพียงพอ อาจจะทำรูปเล่มในอนาคต 

          ตอนนี้ส่งออกแบบปก ให้เป็นเซตเดียวกันกับเสน่ห์แม่หญิงแล้วค่ะ กำลังเตรียมแก้ไขเนื้อในเพิ่ม ส่งพิสูจน์อักษร และจัดหน้า ทำดีๆ เผื่อพิมพ์เล่มจะได้ไม่เสียเวลา 5555+ 

          ตอนนี้แจ้งเป็นข่าวคร่าวๆ ก่อน ส่วน "จนกว่าเรา...จะพบกัน" จะพยายามรีบเขียนนะคะ ช่วงนี้ปลายปี ต้องเตรียมแผนงานปีหน้าของงานประจำ อาจจะช้านิดนึง

ปล. ยังไงเดี๋ยวขอทำปกกับเนื้อในเสร็จก่อนนะคะ หากมีความต้องการเป็นเล่ม เค้าจะมาถามอีกทีว่าจะพรีออเดอร์กันหรือเปล่า ถ้ายอดถึงสักร้อย สองร้อยเล่ม ก็จะพิมพ์นะคะ ไม่อยากให้รอนาน

 

ปล. เพิ่มเติม  ที่นี่อาจจะแจ้งข่าวช้า ไม่มีกิจกรรมด้วย เมื่อวานเค้าเพิ่งเล่นทายลอตเตอรี่ในเพจล่ะ ข่าวก็ไว ถ้ายังไงติดตามเพิ่มเติมได้ที่ >>> จันทร์ ธันวา นะคะ จะได้ไม่พลาดข่าวสารและกิจกรรม

ขอบคุณค่ะ ^_^

 

จันทร์ ธันวา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 75 ครั้ง

460 ความคิดเห็น

  1. #439 Jellydolphin (@Jellydolphin) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2561 / 21:58
    อ่านไปบางทีก็หลอน
    #439
    0
  2. #149 อิงผู้ฆ่าหลาม (@natamonING) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2560 / 17:20
    พี้กายยยยยย น้องกี^_^
    #149
    0
  3. #134 satamsomtua (@satamsomtua) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2560 / 20:18
    ลุ้น ตลอด เริ่มจะรู้อะไรบ้างแล้ว
    #134
    0
  4. #133 PCtarn (@ohkoi) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2560 / 11:51
    ฆาตกรโรคจิตน่ากลัวอะ สงสารนางเอกเรื่องนี้เจอแต่เรื่องหนักๆ
    อ่านไปใจเต้นแรงเหมือนตัวเองเป็นนางเอก 555
    #133
    0
  5. #132 สู้ๆไรเตอร์ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 / 23:26
    ทุกครั้งที่เราเข้ามาเช็คทั่งที่รู้ว่าไรท์ไม่อัพทุกวันหรอก

    แต่ก็อดไม่ได้เข้ามาเช็คเกือบทุกวัน 555



    อิด็อกนี้โรคจิตมากๆ เราว่ามันหนักที่สุดของซีรีส์หนังสือ

    ชุดนี้ของไรท์แล้วค่ะ ม่านบังเงาตอนที่คนร้ายฆ่าป้านางเอก

    นี้ก็หนักสำหรับเราแล้ว พอมาเรื่องนี้วิธีการฆ่าและจำนวน

    คนตายยิ่งทำให้หนักมากๆ เข้าขั้นดาร์กสุดๆ จนบางที

    เราก็อยากรอให้แต่งเกือบจบแล้วค่อยตามอ่าน แต่ก็อดไม่ไหวทุกที 555

    ขอหวานๆ บ้างนะคะ อยู่ในหลุมดำอิด็อกจนจะอาเจียนแล้วค่ะ



    สำหรับเราเสน่ห์แม่หญิง เป็นที่ 1 ในใจเสมอค่ะ อ่านง่ายๆ

    ละมุนละไม ไม่หนักไม่เบา กำลังพอดีค่ะ เพราะตอนนี้สำหรับ

    เรื่องล่าสุดนี้ เราว่ามันกำลังขาดความสมดุลอยู่ค่ะ ตอนนี้ 12

    ตอนแล้ว ยังไปไหนได้ไม่มาก



    ฝากดูแลสุขภาพตัวไรท์เองด้วยนะคะ กลัวไรท์ไม่สบายแล้ว

    หายไปอีกค่ะ สู้ๆ

    #132
    1
  6. #130 แมววัวลาย (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 / 13:58
    และถูกทิ้งในที่เปลี่ยน-เปลี่ยว

    ขณะที่รถจอดหน้าประตูรั่ว-รั้ว
    #130
    1
    • #130-1 จันทร์ ธันวา (@maii-sakiya) (จากตอนที่ 12)
      17 พฤศจิกายน 2560 / 14:12
      ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ เดี๋ยวเค้าแก้เลย อิอิ >__<
      #130-1
  7. #129 พรรณวษา (@NPrittaya) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 / 12:34
    อยากให้ส่งสนพ.สถาพรบุ๊คมากเลยค่ะ อยากให้มีแมวมองมาเอาไปทำหนัง คือมันสนุกมาก แต่ก็แล้วแต่ไรท์สะดวก เพราะความคิดเราคือ ถ้าใครไม่เคยอ่านแม่หญิงแล้วอ่านแค่ใบข้าวกับใบตองเราว่าทำเป็นสองเล่มเซตเดียวกันก็ได้นะคะ
    #129
    2
    • #129-1 จันทร์ ธันวา (@maii-sakiya) (จากตอนที่ 12)
      17 พฤศจิกายน 2560 / 12:41
      ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ จริงๆ ตอนแรกก็ว่าจะเสนอที่อื่นค่ะ เพราะมีติดต่อมาตั้งแต่ตอนยังเขียนไม่เสร็จ แต่ทีนี้มันเป็นภาคต่อ แล้วใบตองมีเจ้าคะ แม่บัวก็เจ้าค่ะด้วย 5555+ กลัวคนอ่านที่ไม่เคยอ่านแม่หญิงจะงงค่ะ

      เลยตัดสินใจทำเองดีกว่า เกรงใจที่อื่นด้วยเพราะแม่หญิงเพิ่งพิมพ์เมื่อต้นปีเอง อยากให้เป็นเซตเดียวกันค่ะ ถ้าหมดสัญญาอาจจะมารวมใหม่ เพิ่มเติมเนื้อหาที่ทุกคนไม่เต็มอิ่มในแม่หญิงอีกครั้ง กว่าจะหมดสัญญาหนังสือคงเก่ากันหมดแล้ว น่าจะพอรับกันได้อยู่ค่ะ 55555
      #129-1
  8. #128 Sugus (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 / 12:26
    ขอบคุณค่า
    #128
    0