จนกว่าเรา...จะพบกัน

ตอนที่ 10 : ตอนที่ 5 : ต่อรอง (50%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3772
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 93 ครั้ง
    30 ต.ค. 60



ริมถนนหน้าบริษัทที่กำลังก่อสร้าง เหล่าไทยมุง และเจ้าหน้าที่ดับเพลิงยังคงยืนออกันอยู่ แม้เหตุการณ์ลอบวางเพลิงครั้งนี้ไม่ได้ดูร้ายแรง หรือสร้างความเสียหายมากนัก แต่ยังมีเจ้าหน้าที่หลายนายอยู่ในพื้นที่ เพื่อพิสูจน์ร่องรอยหลักฐาน ว่าเป็นการวางเพลิงตามที่สันนิษฐานไว้หรือไม่ เพราะเป็นช่วงเวลากลางวัน ที่มีคนพลุกพล่าน

“สวัสดีครับคุณใบข้าว คุณกาย” สารวัตรทินโชติ ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่คุ้นเคยกับใบข้าว และกายเป็นอย่างดี เพราะเขาเคยทำคดีของคนทั้งสองมาก่อน

“สวัสดีครับสารวัตร ลงมาดูเองเลยหรือครับ” เสียงของใบข้าวเอ่ยทัก ขณะที่เขาและกายเพิ่งเดินทางมาถึงหลังจากที่ได้รายงานจากลูกน้อง

“พอดีผมทำคดีฆาตกรรมต่อเนื่องแถวนี้ครับ เห็นว่าเป็นสถานที่ก่อสร้างของคุณกาย ก็เลยแวะมาดู” สารวัตรทินโชติมองใบหน้าของคนทั้งสอง เหมือนอยากบอกอะไรบางอย่าง

“ได้ความว่ายังไงบ้างครับ เห็นลูกน้องโทรไปบอกว่าโดนวางเพลิง” ใบข้าวเอ่ยขึ้นด้วยอารมณ์หงุดหงิด งานก่อสร้างก็เร่งรีบ แถมเป็นช่วงกลางวันแสกๆ ที่มีแต่คนงาน ทำให้เขาชะล่าใจไม่ได้ให้มือดีมาคอยดูแลเหมือนช่วงเวลากลางคืน

“ประเจิดประเจ้อมากครับ คนทำเหมือนต้องการให้รู้เลยว่าต้องการวางเพลิง โดยแทบไม่ต้องสืบ ผมว่าน่าจะเป็นการขู่มากกว่า คุณกายพอจะสงสัยใครบ้างหรือเปล่าครับ” สารวัตรเอ่ยตอบ

“ไม่รู้สิ ถ้าเป็นศัตรูผมคงไม่มาขู่แบบนี้ แต่ถ้าเป็นเพราะพื้นที่ตรงนี้ไปขวางทางของคนอื่นก็ไม่แน่” กายยิ้มที่มุมปากในขณะที่มองดูรอยไหม้ที่ข้างกำแพง มุมอับของออฟฟิศใหม่

“ให้ทางเราลองเรียกมาสอบปากคำดีหรือเปล่าครับ” สารวัตรหนุ่มเอ่ยถาม เพราะการลอบวางเพลิงครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ทรัพย์สินเสียหายมากนัก มีเพียงแค่รอยไหม้บางส่วน ซึ่งหากทางผู้ต้องสงสัยมีความผิดจริงคงโดนแค่โทษปรับเล็กน้อย หรือหากต้องการให้บานปลายใหญ่โต ก็คงเปล่าประโยชน์ คนระดับกาย และใบข้าว ไม่น่าจะอยากมาเสียเวลากับเรื่องนี้

“ไม่เป็นไรครับ ผมว่ามันคงแค่อยากขู่เฉยๆ เดี๋ยวรอให้เรื่องใหญ่กว่านี้ก่อน ผมค่อยรบกวนสารวัตรแล้วกันนะครับ” เสียงเรียบๆ ของกายทำให้สารวัตรหนุ่มหันไปมอง

เขาเจอผู้ชายคนนี้ครั้งแรกในคดีของใบข้าว และเคยนึกหวาดหวั่นในความเด็ดขาด ขนาดตัวเขาเองที่ไม่เคยยำเกรงแม้แต่ผู้ร้ายที่ว่าเหี้ยมโหดในคดีต่างๆ แต่กับกายกลับต่างกัน มันไม่ใช่ความกลัว แต่มันเหมือนหวั่นใจในสิ่งที่คนๆ นี้จะทำ คนที่เหนี่ยวไกปืนด้วยใบหน้าเรียบเฉย ไร้ความรู้สึก แม้ว่าจะอยู่เฉยๆ ยังแผ่รังสีที่มืดดำเหมือนหลุมลึกออกมาให้เห็น แต่ในตอนนั้นยังมีไม่มากเท่าตอนที่ใบตองจากไป

“เห็นว่าสารวัตรมาทำคดีฆาตกรรมแถวนี้ คดีอะไรหรือครับ” ใบข้าวเอ่ยถามเพื่อเปลี่ยนเรื่อง แม้ว่าจะเป็นคดีลอบวางเพลิงเล็กๆ แต่มันก็ก้ำกึ่งคดีอาญา หากสารวัตรทินโชติต้องการให้เป็นเรื่องใหญ่ตามหน้าที่ ก็สามารถทำได้ และการที่สารวัตรเจาะจงว่าเขามาทำคดีฆาตกรรมแถวนี้ นั่นอาจจะเป็นเพราะอยากบอกอะไรบางอย่าง ซึ่งตามนิสัยปกติของผู้ชายคนนี้แทบไม่เคยคุยเรื่องงานกับคนนอกเลย

“คดีฆ่าขมขืนครับ มันเพิ่งเริ่มเมื่อสองถึงสามเดือนนี่เอง แต่มันโหด และเกิดขึ้นถี่มาก ผมสงสัยว่าจะเป็นฆาตกรรมต่อเนื่อง” แม้ว่าคดีนี้ยังไม่เป็นข่าวครึกโครมนัก และยังเป็นความลับ แต่สารวัตรทินโชติรู้ดีว่า บางครั้งการขอยืมมือคนอื่นที่มีเส้นสายลับๆ มาช่วยอาจจะดีกว่าปล่อยให้มีเหยื่อเพิ่มขึ้น และกายเป็นคนที่มีสิ่งนั้น

“ทำไมถึงคิดแบบนั้นครับ” ใบข้าวเอ่ยถามอย่างสงสัย ในขณะที่กายยังยืนฟังเฉยๆ ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก

“เพราะเหยื่อทุกรายมีสภาพคล้ายๆ กันครับ ทุกคนถูกทรมานก่อนที่จะถูกฆ่า แล้วนำมาทิ้ง มันเหมือนคนร้ายโหยหาการฆ่า มันจะทรมานเหยื่อช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะเปลี่ยนเหยื่อรายใหม่ ตอนนี้ที่เราเจอประมาณห้าราย เป็นผู้หญิงร่างเล็ก สวยจัด ผมยาวสีดำ ผิวขาว นั่นคือลักษณะที่สอดคล้องกัน ที่ข้อมือและข้อเท้ามีรอยมัด ตามร่างกายมีร่องรอยการโดนทำร้าย ซึ่งบาดแผลไม่สอดคล้องกับเวลาตาย แสดงว่ามันเล่นสนุกก่อนที่จะฆ่าแล้วนำไปทิ้งครับ” 

สารวัตรทินโชติเล่าถึงคดีอย่างละเอียด ซึ่งไม่ใช่นิสัยของเขาเลย แม้ว่าช่วงหลายปีเขาจะสนิทกับใบข้าวและกาย เพราะเรื่องคดีของใบตอง ถึงขั้นเป็นแขกประจำของวังขาว แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่จะเล่ารายละเอียดคดีมากขนาดนี้

“มีอะไรแปลกๆ ใช่หรือเปล่าครับ” ใบข้าวเอ่ยถาม เพราะรู้สึกประหลาดใจอยู่เหมือนกัน อีกอย่างสารวัตรมักจะลอบมองที่กายบ่อยๆ

“ดูนี่ครับ” สารวัตรทินโชติหยิบกระดาษในกระเป๋ากางเกงที่พับเอาไว้ออกมา

“ทุกที่ที่ทิ้งศพ มันอยู่รอบตัวคุณกาย” นิ้วของคนพูดชี้ที่กากบาทสีแดง โดยมีวงกลมสีน้ำเงินสองวงอยู่ตรงกลาง

คำพูดนี้ทำให้กายหันมาสนใจที่กระดาษแผ่นใหญ่ที่เหมือนแผนที่คร่าวๆ ทันที วงแรกคือที่ที่เขายืนอยู่ ส่วนอีกวงใกล้กับลานแข่งรถ ซึ่งไม่ไกลจากเรือนหอของเขากับใบตอง

“สามศพที่เราเจออยู่ห่างจากที่นี่ไม่เกินสองกิโล กระจายอยู่รอบๆ ส่วนอีกสองศพอยู่ตรงกลางระหว่างบ้านคุณกายกับสนามแข่งรถ และผมคิดว่ายังมีที่เราหาไม่เจออีก” สารวัตรทินโชติกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

ในตอนแรกเขาก็ไม่คิดถึงเรื่องนี้ แต่เมื่อได้ข่าวว่ากายกลับมาจากญี่ปุ่น และได้ทราบจากใบข้าวตอนที่ไปทานอาหารเย็นที่วังขาว ว่ากายจะเปิดบริษัทในพื้นที่ที่อาจจะมีปัญหาในอนาคต ผนวกกับเขากำลังเครียดเรื่องคดีฆาตกรรมที่ไม่มีหลักฐาน หรืออ่านพฤติกรรมของคนร้ายไม่ออกเพราะมันค่อนข้างมั่ว ไม่มีกฎตายตัว พอใบข้าวบอกสถานที่ตั้งบริษัทซึ่งมันอยู่ในบริเวณจุดเกิดเหตุ จึงได้ลองวงดู ปรากฏว่าที่ของกายอยู่ตรงกลางของสามคดี จึงนึกไปถึงเรือนหอ นั่นยิ่งทำให้เขาประหลาดใจ

“หมายความว่ายังไงครับ” น้ำเสียงของใบข้าวเริ่มกังวลใจขึ้นมาบ้าง เมื่อเห็นกระดาษในมือของสารวัตร

“ต้องบอกก่อนนะครับ ว่านี่คือข้อสันนิฐานของผมคนเดียวเท่านั้น ยังไม่มีใครรู้เพราะเรายังไม่มีหลักฐาน คดีนี้มันเริ่มตอนที่ ดร.ภาณุ หนีออกจากคุกครับ ศพแรกที่เจอเรายังไม่ได้เชื่อมโยงไปถึง แต่เมื่อมีหลายๆ อย่างมารวมกัน เราก็ตัดทิ้งไม่ได้” จริงๆ คดีที่เคยผ่านมือมาแทบจะนับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยมีคดีไหนที่เขาหาจุดเชื่อมโยงของมันไม่ได้ มาตลอดหลายเดือนเหมือนคดีนี้ มีเพียงสภาพศพที่ถูกทรมาน และนำมาทิ้งในสภาพแบบเดียวกันเท่านั้นที่ทำให้เกิดข้อสงสัย จะว่าไปฆาตกรรมต่อเนื่อง

“แต่สิ่งที่ผมกังวลมันไม่ได้มีแค่นั้นหรอกครับ มันน่าแปลกที่ไอ้ภาณุสามารถหายไปได้อย่างไร้ร่องรอย ทั้งๆ ที่แหกคุกออกมา ซึ่งปกตินักโทษทั่วไปไม่น่าจะอยู่รอดได้นาน ผมเลยมีข้อสันนิษฐานว่า ก่อนที่มันจะลักพาตัวคุณใบตอง มันคงเตรียมการเอาไว้แล้ว พวกที่พัก เงิน หรือของจำเป็นต่างๆ แม้กระทั้งเอกสารปลอม” เพียงแค่มีชื่อใบตองออกมาจากปากสารวัตรทินโชติ กายที่ยืนนิ่งฟังเป็นระยะเวลานานโดยไม่พูดอะไร คิ้วกระตุกเกร็งขึ้นอัตโนมัติ พร้อมมือที่กำแน่นข้างตัว

“และจากเหยื่อทุกรายที่เราเจอ ฆาตกรมันน่าจะทำเพื่อความสะใจ มันเลือกแค่ผู้หญิงที่ลักษณะคล้ายกันเหมือนสุ่มเลือก ไม่มีรอยนิ้วมือ ไม่มีแม้แต่เซลร่างกายที่พอจะตรวจดีเอ็นเอได้ หรือหลักฐานเชื่อมโยงถึงตัวมัน แต่จริงๆ นักโทษหนีคดีที่ต้องจำคุกตลอดชีวิต มันก็ไม่มีอะไรต้องปิดบังอยู่แล้ว ขนาดเรามีประกาศจับในทุกสื่อที่สามารถแจ้งให้ประชาชนทราบได้ คนก็ยังให้ความสนใจน้อย เพราะแค่นักโทษแหกคุก ไม่ได้น่าสนใจ และเรายังไม่มีหลักฐานพอที่จะประกาศว่าเป็นฆาตกรต่อเนื่อง” สารวัตรทินโชติพูดต่อ เหตุการณ์ในครั้งนั้น ทุกคนรู้กันดีว่าข่าวใบตองกับกาย และคดีลักพาตัวเงียบมาก จนคนแทบไม่สนใจ เพราะมุ่งไปที่ กีรติยา ดาราสาวที่กำลังโด่งดังเรื่องการรอดตายได้อย่างปาฏิหาริย์ มากกว่า

“สารวัตรแน่ใจหรือเปล่าครับว่าเป็นมัน” ใบข้าวเอ่ยถาม ขณะที่เขาสังเกตเห็นเพื่อนเริ่มกัดกรามจนใบหน้าคมเข้มมีสันนูนขึ้นมา

“ผมไม่แน่ใจครับ ถึงได้เอาเรื่องนี้มาเล่าให้คุณทั้งสองคนฟัง จะใช่หรือไม่ใช่ ผมก็อยากให้จับมันได้โดยเร็ว เพราะมันลงมือเร็วมาก แทบไม่ทิ้งช่วงเลย” ใบหน้าสารวัตรทินโชติในตอนนี้แสดงถึงความหนักใจอย่างมาก ระยะเวลาเพียงแค่สองถึงสามเดือน มีเหยื่อถึงห้าคน แต่นั่นก็แค่ที่หาเจอ ยังไม่รู้ว่าที่ไม่เจอจะมีอีกจำนวนเท่าไหร่ มันทรมานเหยื่ออย่างใจเย็นเป็นเวลานาน ก่อนที่จะนำออกมาฆ่าด้านนอกในที่เปลี่ยว ไม่ต้องแบกให้เสียเวลา ทรมานจนหมดสภาพไม่มีแรงหนี พาขึ้นรถแล้วลากลงมา มัดมือมัดเท้า เอามีดปาดบริเวณลำคอ ปล่อยทิ้งไว้ให้ตายอย่างทรมาน

“แสดงว่ามันอาจจะไม่ได้ทำทีละคน ไม่อย่างนั้นคงไม่เยอะขนาดนี้ เมื่อดูจากระยะเวลาที่มันเล่นสนุกกับเหยื่อ” ใบข้าวเอ่ยขึ้น

“ใช่ครับ ผมว่ามันน่าจะมีสถานที่ๆ เตรียมไว้ เลยโยงไปถึงตอนที่มันลักพาตัวคุณใบตอง ซึ่งในตอนนั้นมันมีเวลาเตรียมอะไรตั้งหลายอย่าง”

“สารวัตร เราเจออีกศพแล้วครับ” ขณะที่กำลังพูดคุยกับใบข้าวและกาย ลูกน้องก็เข้ามารายงานหน้าตื่น ศพที่แล้วเพิ่งเจอเมื่อสองถึงสามวันก่อน ตอนนี้การฆ่าถี่ขึ้นเรื่อยๆ จนการสืบสวนแทบจะตามไม่ทัน

“ที่ไหน” เสียงสารวัตรทินโชติถามกลับอย่างรวดเร็ว แม้ลูกน้องจะมีท่าทีอึกอัก เพราะมีคนนอกอยู่ด้วยผิดวิสัยปกติของสารวัตร แต่ก็รายงานอย่างรวดเร็ว

“ในป่าข้างสนามแข่งรถครับ น่าจะเสียชีวิตมาแล้วประมาณหนึ่งอาทิตย์”

“ไอ้บ้าเอ้ย ..ไป” สารวัตรสั่งลูกน้อง แล้วหันไปมองที่ใบข้าว กับกายซึ่งตอนนี้มีใบหน้าอ่านยาก ว่ารู้สึกอย่างไร ก่อนที่จะเดินกึ่งวิ่งตามลูกน้องออกไป

“แกว่าคนที่วางเพลิงใช่มันหรือเปล่า” ใบข้าวเอ่ยถามกายที่ยังยืนนิ่งคิดอะไรบางอย่าง

“ไม่ใช่หรอก วางเพลิงมันกระจอกไป แล้วฉันก็รู้ว่าใครเป็นคนทำ” กายตอบเสียงขรึม

“แล้วแกจะทำยังไงต่อไป”

“ก็ไม่ทำอะไร มันคงแค่อยากท้าทายฉัน และบอกว่ามันเจ็บปวดขนาดไหนที่ใบตองต้องตาย” ดวงตากายกระตุกเล็กน้อยขณะที่พูด คนเราแสดงออกถึงความเสียใจแตกต่างกัน เขาเลือกที่จะเก็บความรักเอาไว้ในใจอย่างเงียบๆ แต่สำหรับมันความเป็นมนุษย์ที่มีเหลืออยู่น้อยนิด คงขาดสะบั้นไปแล้ว เพราะความเจ็บปวด คนจิตใจไม่ปกติ ที่เฝ้าดูใบตองอย่างเงียบๆ มาตลอดสิบปีจนถึงเวลาที่มันคิดว่าเหมาะสม จึงได้มาพาตัวใบตองไป ตอนนี้มันแค่ระบายความเสียใจในแบบของมัน

“แกช่วยจัดการที่นี่ต่อก็แล้วกันนะ จะซื้ออะไรเพิ่ม จะทำอะไรก็แล้วแต่แกเลย ขอแค่ให้เสร็จตามกำหนดก็พอ” กายเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ พร้อมเอามือตบเบาๆ ที่ไหล่ของเพื่อนสนิท เขาไม่รู้ว่าตอนนี้ในใจรู้สึกอย่างไร รู้แค่ว่ามันอึดอัด ราวกับคนขาดอากาศ หัวใจเจ็บแปลบจนแทบต้องเอามือไปกุมไว้

 

บริเวณด้านหน้าของหลุมฝังศพสีขาวสะอาด ซึ่งได้รับการดูแลรักษาเอาไว้เป็นอย่างดี หญิงสาวรูปร่างสูงโปร่ง แต่บอบบาง ในชุดแซกกระโปรงยาวสีขาวสะอาดตา กำลังลูบมือไปสัมผัสที่แผ่นป้ายหลุมฝังศพเบามือ ด้วยท่าทีเหม่อลอย

 

Till we meet again…..I love you’

 

“เศร้าจัง” กีรติยาเอ่ยขึ้นราวกับละเมอ ภายในหัวใจเจ็บแปลบอย่างที่ไม่เคยเป็น ตั้งแต่เธอเจอกับคุณกาย ความรู้สึกที่เคยมืดดำมันก็เริ่มจางลงเรื่อยๆ กำแพงแกร่งหนาที่เคยขังเธอเอาไว้ มันเริ่มปริออกทีละน้อย เธอไม่ได้เร่งร้อนหรือดื้อดึง แต่บางครั้งความอบอุ่นที่เธอสัมผัสได้ มันทำให้เธอหยุดที่จะอยู่ใกล้ หรือว่าอยากรู้เรื่องต่างๆ ของเขาไม่ได้ ยิ่งรอบตัวสว่างขึ้นเท่าไหร่ มันยิ่งทำให้ต้องใกล้มากขึ้นเท่านั้น

ในฝันเมื่อคืนที่เธอเห็นหญิงสาวที่แสนเศร้า มันทำให้คิดถึงร่างไร้วิญญาณที่อยู่ตรงนี้ เธอไม่เคยหวังว่าจะสามารถมาแทนที่ใครได้ เธอไม่เคยหวังว่าเขาจะมารัก ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงผู้ชายคนเดียวที่เธอสามารถเข้าใกล้ได้บนโลกใบนี้ เธอไม่ได้รักเขา และเขาไม่รู้จักเธอ ขอเพียงแค่ให้เธอได้รู้จักกับตัวเอง ขอแค่ให้เขาช่วยเปิดประตูสักบานภายในใจ เธอต้องการแค่เท่านั้นจริงๆ

“ฉันมาขอโทษ” กีรติยาเอ่ยขึ้น ทั้งๆ ที่ก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะทำผิดในเรื่องอะไร เธอเห็นเพียงผู้หญิงร้องไห้ในความฝัน ซึ่งอาจจะใช่หรือไม่ใช่ผู้หญิงคนนี้ แต่ความเชื่อมโยงเดียวที่มี ทำให้กีรติยาไม่อาจละเลยได้

“ฉันไม่รู้ว่าผู้หญิงในฝันเมื่อคืนเป็นคุณหรือเปล่า”

“คุณดูเศร้า ...คุณร้องไห้...ฉันแค่อยากจะบอกคุณว่า วันนึงฉันอาจจะทำให้ผู้ชายที่คุณรักต้องวุ่นวาย กับความอยากรู้อยากเห็นของฉัน แต่นั่นเพราะเขาเป็นแค่คนๆ เดียวที่อาจจะให้คำตอบอะไรบางอย่างได้” กีรติยาวางช่อดอกไม้สีขาวลงที่ด้านหน้าของหลุมศพ 

 

“เธอมาทำอะไรที่นี่!!” เสียงดุเข้มดังขึ้นทางด้านหลังจนทำให้หญิงสาวสะดุ้งตกใจ รีบหันกลับไปมอง

ชายหนุ่มใบหน้าคุ้นเคยยืนอยู่ทางด้านหลัง รูปร่างของเขาสูงใหญ่จนเงาทอดผ่าน บังร่างของเธอที่สูงราวกับนางแบบจนมิด แม้น้ำเสียงจะดูไม่พอใจ แต่ดวงตาของเขากลับไม่ได้แสดงออกเช่นนั้น

“เอ่อ...ฉัน...” กีรติยาหาคำตอบให้เขาไม่ทัน

“ไปจากที่นี่ซะ แล้วอย่ามาอีก” ไม่มีน้ำเสียงกราดเกรี้ยวเหมือนครั้งแรก แต่มันดูเฉยเมย เย็นชา ราวกับว่าเธอเป็นอากาศธาตุ

“ฉันขอโทษ” มือสั่นเทาพยายามเอื้อมไปหาชายหนุ่ม ราวกับว่ามันเป็นไปเองโดยอัตโนมัติแม้แต่เธอก็ไม่รู้ตัว

“อย่าถูกตัวฉัน” กายขยับร่างกายออกห่าง เขาใจดีมากเกินไป ให้เธอเข้าใกล้เขาได้มากเกินไป

“ฉัน...ฉัน” สิ่งที่ได้ยินราวกับฟ้าถล่มลงตรงหน้า เธอไม่รู้จะพูดอะไร ไม่รู้จะแก้ตัวแบบไหนถึงจะทำให้เขาพอใจ ตลอดระยะเวลาที่ฟื้นขึ้นมา จนออกจากโรงพยาบาล เธอจำอะไรไม่ได้ ไม่เคยสื่อสารกับใครนอกจากป้าหวานและพี่ม่อน บางครั้งเธออาจจะต่อปากต่อคำกับคนอื่นบ้าง เช่นคุณทนาย แต่กับคุณกาย เธอเหมือนเด็กที่ทำอะไรไม่ถูก เมื่อโดนจับได้

“ร้องไห้ทำไม” กายเอ่ยถาม หลังจากที่เห็นหญิงสาวเริ่มมีน้ำตาคลอหน่วย

“ฉันกลัวคุณโกรธ” ใบหน้าของกีรติยาก้มต่ำขณะที่พูด มือทั้งสองข้างบีบกันแน่น

“ถ้าไม่อยากให้โกรธก็ไปจากที่นี่ซะ แล้วเลิกตามฉันสักที”

“ไม่ได้หรอกค่ะ ฉันมีเหตุผลที่ทำแบบนั้นไม่ได้” ใบหน้าเล็กๆ ค่อยๆ เงยขึ้นมามองสบตากับคนตรงหน้า

“ทำไม!!..” เสียงของชายหนุ่มเริ่มเข้มขึ้นอีกครั้ง

“คุณกายอาจจะยังไม่ทราบว่าฉันเพิ่งออกจากโรงพยาบาลได้ไม่นาน และฉันไม่มีความทรงจำที่เกี่ยวกับตัวเอง” กีรติยาเริ่มเล่าเรื่องต่างๆ ให้ชายหนุ่มฟัง ไม่ใช่เรื่องที่เธอต้องปิดบัง เพราะยังไงถ้าเธอตามติดเขาแบบนี้ วันหนึ่งเขาก็ต้องรู้ ยิ่งถ้าเธอต้องการความช่วยเหลือจากเขา เธอยิ่งต้องบอก

“แล้วยังไง” น้ำเสียงที่ตอบกลับดูไม่แยแสสิ่งที่เธอบอกนัก

“ฉันอยู่ในความมืดที่มองไม่เห็นอะไรมาสามปี อยู่กับความไม่รู้ ไม่มีความรู้สึกกับสิ่งรอบตัว ไม่มีความเคยชินใดๆ กับสภาพแวดล้อมที่อยู่ ฉันมีแต่ความไม่เข้าใจจนได้มาเจอคุณ”

“ทำไมถึงเป็นฉัน” มีเสียงถามกลับ ขณะที่ยังคงสงวนคำพูดอยู่เช่นที่เคยเป็น

“ฉันไม่รู้ ฉันรู้แต่ว่าตอนที่จับมือคุณครั้งแรก มันเหมือนมีแสงสว่างที่ฉันไม่เคยรู้สึกมาก่อนวาบเข้ามา แต่มันก็ไม่ชัดเจนนัก และเริ่มมีฝันแบบแปลกๆ” กีรติยาเริ่มตีหน้าเศร้าอีกครั้ง

“ฝันแบบไหน” คำถามยังคงไม่จริงจังนัก เขาไม่ได้รู้สึกว่าต้องเชื่อหรือไม่เชื่อเรื่องนี้ ผู้หญิงคนนี้เป็นแค่คนที่อาจจะพยายามเข้ามาวุ่นวายในชีวิต หรือหากว่าเป็นอย่างที่เธอพูดจริงๆ เขาก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะเกี่ยวข้องกับเขาตรงไหน

“ฉันก็ไม่แน่ใจค่ะ มันเป็นแค่ฝันรางๆ แต่เชื่อเถอะว่ามันต้องมีอะไรแน่ๆ เพียงแค่ว่า...” หญิงสาวช้อนตาน้อยๆ พร้อมขยับเข้าไปใกล้เพื่อให้เขาเห็นใจ ราวกับเป็นลูกแมวหลงทาง

“เพียงแค่อะไร” คิ้วของกายเริ่มขมวด ขาขยับห่างออกมามากกว่าเดิม ตามจังหวะที่หญิงสาวเดินเข้ามาใกล้

“ขอฉันกอดคุณหน่อยสิ เผื่อว่าไอ้ที่สว่างวาบมันจะชัดเจนขึ้น” กีรติยาพูดขึ้นหน้าตาเฉย ก่อนที่จะอ้าแขนพร้อมส่งยิ้มหวานให้ชายหนุ่ม

“หยุดเลย!!” มือใหญ่ยกขึ้นดันที่หน้าผากของคนที่กำลังเดินเข้ามาหา เขาไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนที่หน้าด้านหน้าทนขนาดนี้มาก่อน ยกเว้น....

“เลิกไร้สาระแล้วฝากไปบอกผู้จัดการของเธอด้วยนะ ว่าฉันยกเลิกงานที่คุยไว้ทั้งหมด และอย่าได้เข้ามาใกล้ฉันอีก” พูดเพียงแค่นั้น ร่างสูงใหญ่ก็หันหลังเดินหนีไปด้วยความหงุดหงิดอารมณ์เสีย

วันนี้กายตั้งใจมาหาใบตองเพราะคิดถึง เมื่อฟังเรื่องฆาตกรรมเมื่อช่วงบ่าย ไม่คิดว่าพอมาถึงจะเจอผู้หญิงคนนี้ยืนอยู่หน้าหลุมศพ สีหน้าเศร้าหมอง ในตอนแรกเขาเพียงแค่อยากรู้ตามที่ผู้จัดการของหญิงสาวบอกเพราะสงสารเท่านั้น แต่ผู้หญิงคนนี้กลับล้ำเส้นมากเกินไป

“เดี๋ยวสิคะคุณกาย คุณกาย...” กีรติยาส่งเสียงเรียก แต่ก็ไม่กล้าวิ่งตาม อุตส่าห์ตีหน้าเศร้าให้เขาสงสาร ขอกอดแค่นี้ทำเป็นหวงตัวไปได้กีรติยาฉุนเฉียวในความใจร้อนของตัวเอง ได้แต่เดินตามชายหนุ่มไปอย่างช้าๆ อยู่ด้านหลัง

 

                                         °·.¸.·°●°·.¸.·°●°·.¸.-> (50%) <-.¸.·°●°·.¸.·°●°·.¸.·°


แจ้งทราบเพื่อความไม่สับสนนะคะ : วันสองวันนี้ผู้เขียนอาจจะมีการแก้คำผิดเล็กน้อยในบทที่ลงไปแล้ว หากเห็นวันที่เปลี่ยนไป ไม่ต้องตามกลับไปอ่านก็ได้นะคะ ไม่ได้แก้เนื้อหา และคิดว่าคงไม่แจ้งเตือนให้รำคาญใจ เพราะแก้นิดเดียว 

จึงเรียนมาเผื่อว่าผู้อ่านเห็นวันที่อัพเปลี่ยนจะได้ไม่เสียเวลา 


ปล. เค้าอ่านคอมเมนท์ทุกคนเลยนะคะ แต่บางทีไม่ตอบเพราะกลัวสปอยเรื่อง เมนท์เถอะค่ะ จะได้รู้ว่าสนุกหรือเปล่า ช่วยดูคำผิดก็ได้ 55555+ 

อ่านอย่างมีความสุขนะคะ จะพยายามอัพให้เร็วขึ้นค่ะ >__<


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 93 ครั้ง

460 ความคิดเห็น

  1. #438 Jellydolphin (@Jellydolphin) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2561 / 21:26
    งื้ออออ ไม่เบาเลยนะคุณกีร์ 555
    #438
    0
  2. #127 Sugus (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 / 12:15
    ชอบมาตั้งแต่แม่บัวแล้วค่ะ มาตามเรื่องนี้ต่อ เนื้อเรื่องลุ้นดีค่ะ
    #127
    0
  3. #118 หลิน (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2560 / 10:25
    รอ...........เป็นเรื่องหนึ่งที่มาส่องบ่อยมากกกก 555 ^________^;

    ขอบคุณนะคะ
    #118
    0
  4. #117 สู้ๆไรเตอร์ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2560 / 09:36
    I ด๊อกนี้ไม่ใช่คนแล้ว นับวันตัวละครฝ่ายชั่วของไรท์

    จะเลว ระ ยำ ตำบอนมากไปทุกที ดีนะมีแค่ใบข้าว

    กับใบตอง
    #117
    0
  5. #116 namkanglemon (@namkanglemon) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2560 / 09:10
    คิดถึงไรท์มาเร็วๆนะคะ
    #116
    0
  6. #115 A-onjang (@Magic_Batter) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2560 / 23:48
    สนุกมากกก ชอบเรื่องนี้มาก อ่านแล้วสนุก กลับไปอ่านวนตอเก่าหลานรอบมาก
    #115
    0
  7. #114 แมววัวลาย (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2560 / 23:21
    จุ๊บๆๆๆๆ ค่ะไรท์ ^^
    #114
    0
  8. #113 satamsomtua (@satamsomtua) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2560 / 20:37
    น่ากลัว-โรคจิต
    #113
    0
  9. #112 ekaa666 (@ekaa666) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2560 / 16:23
    ชวนลุ้นระทึกดีมากค่ะ ชอบๆ
    #112
    0
  10. #111 Pompom06 (@Pompom06) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2560 / 15:33
    น่าติดตามมากกกก
    #111
    0