ลิขิตรัก...อันตราย [สนพ. อรุณ]

ตอนที่ 2 : หนึ่ง : แรกพบ (แก้ไข 100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4737
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 36 ครั้ง
    24 ส.ค. 60

ด้านหน้าบริษัทนำเข้าส่งออกรถสปอร์ตขนาดใหญ่ ขบวนรถหรูสีดำสนิทห้าคันแล่นมาจอด มีพนักงานบริษัทที่ยืนรอทำความเคารพนายใหญ่คนใหม่ ที่สืบทอดตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดเมื่อสองปีก่อนหลังจากบิดาเสียชีวิต เดินออกมาจากรถคันกลางโดยมีมานพมือขวาร่างสูงใหญ่กำยำกว่าชายไทยปกติพอๆ กับผู้เป็นนายเป็นคนเปิดประตู  

ชายหนุ่มวัยยี่สิบเจ็ดปี ใบหน้าคมคาย คิ้วเข้มนัยน์ตาดุ จมูกโด่งเป็นสัน ผิวไม่ขาวจัดแต่ดูออกได้ว่าเป็นคนที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แม้จะแต่งกายด้วยสูทสีดำราคาแพงก็ยังสามารถมองเห็นกล้ามเนื้อที่ได้รูปสวยงาม เดินลงมาด้วยสีหน้าเรียบ นิ่งเฉย  วายุ อัครเดช ทายาทผู้สืบทอด อัครเดช กรุ๊ป บริษัทนำเข้ารถหรูราคาแพงจากต่างประเทศ และบริษัทในเครืออีกมากมาย ทั้งในประเทศไทย อเมริกา และญี่ปุ่น   

จากข่าวลือที่แพร่สะพัด อัครเดช กรุ๊ป เป็นบริษัทที่ร่ำรวยมหาศาลจากธุรกิจทั้งใน และนอกระบบ การตายของผู้ที่มีอำนาจสูงสุดขณะนั้นยังมีข้อสงสัยต่างๆ มากมายจากสื่อที่นำเสนอ แต่เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นมาปิดข่าวเอาไว้ โดยที่แม้แต่อำนาจของ อัครเดช กรุ๊ป ยังไม่สามารถทำอะไรได้ 

"เป็นยังไง เจอเด็กผู้หญิงคนนั้นรึเปล่า" ประโยคคำถามเรียบๆ ไม่ดังนักภายในลิฟต์ โดยที่ผู้ถามเองไม่ได้หันมาสบตา 

"ไม่เจอเลยครับนาย แม้แต่รูปภาพครอบครัวยังไม่มีให้เห็น คิดว่าคงเพิ่งจะย้ายมาอยู่ตอนที่นัดเราไปพบครับ คนแถวนั้นก็ไม่มีใครเห็นคนในบ้านออกมาจากบ้านเลย"  

"ตามต่อไป" 

"ครับนาย" 

ติ๊ง...เสียงลิฟต์พิเศษสำหรับขึ้นชั้นผู้บริหารดังขึ้น พร้อมประตูลิฟต์ที่เปิดออก นายใหญ่แห่ง อัครเดช กรุ๊ป และผู้ติดตามทั้งสองคนเดินออกมา มีร่องรอยความเคร่งเครียดที่ใบหน้าไม่มากนัก แต่ก็พอจะสังเกตเห็นได้

"ชัย ไปตามเรื่องต่อส่วน นพ มากับฉัน" 

"ครับนาย" คนสนิททั้งสองคนตอบรับ 

"คุณวายุคะ หุ้นส่วนบริหารที่เรียกประชุมมาพร้อมกันที่ห้องประชุมใหญ่แล้วค่ะ" อนงค์ เลขานุการหน้าห้องรายงาน

"บอกพวกเขาว่าอีกสิบห้านาทีผมเข้าไป" ผู้เป็นนายบอกแล้วเดินเข้าห้องทำงาน พร้อมคนสนิท 

"นพ นายลองไปสืบหาเบอร์คุณชัชที่โทรมาว่าโทรไปที่ไหนมาบ้าง งานนี้ฉันสงสัยว่าเราจะมีคนในมาเกี่ยวข้องด้วย" นายใหญ่แห่ง อัครเดช กรุ๊ปบอกพร้อมสายตาที่นิ่งเฉยอย่างที่เคยเป็น 

"ครับนาย" มานพผู้เป็นมือขวาคนสนิท และผู้ติดตามที่ถูกฝึกให้ดูแลนายน้อยของตระกูลมาตั้งแต่เด็ก กล่าวด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยเหมือนไม่มีความรู้สึกเช่นเดียวกันกับผู้เป็นนาย 

"ไม่  ไม่  ไม่" 

เสียงแผ่วบางดังออกมาซ้ำๆ บริเวณซอยที่ไร้ผู้คน ไม่ไกลจากบ้านเช่าของเธอนัก ผสมรวมกันกับเสียงไซเรนที่เกิดเหตุ นาวาเด็กสาววัยสิบแปดปีนั่งมองร่างพ่อและแม่ของตัวเองถูกลำเลียงขึ้นรถของหน่วยกู้ภัย โดยมีตำรวจมากมายอยู่ในบริเวณนั้น ภาพที่เห็นท่านทั้งสองตายอย่างทุกข์ทรมานยังติดตา ผู้ชายหลายคนในสูทสีดำ และชายร่างสูงใหญ่ที่กำลังคุยโทรศัพท์ ได้ยินแค่เพียงคำว่า "ครับนาย"  

พ่อที่เธอเพิ่งมีโอกาสได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างจริงจังเพียงแค่สองปี  

พ่อที่ทุ่มเทกับงานและการรับใช้เจ้านายจนไม่สามารถดูแลเธอได้  

พ่อที่บอกเธอเพียงว่า ท่านรักเธอมาก แต่สิ่งที่พ่อทำอยู่อันตรายเกินกว่าที่เราจะอยู่ด้วยกันได้ 

 

นาวายังจำได้ดี เมื่อสองปีก่อนที่พ่อกลับมาหาพร้อมกับแม่ มารับเธอออกจากโรงเรียนประจำที่ตั้งอยู่กลางป่าในประเทศญี่ปุ่น  ที่แห่งนี้เป็นที่เดียวที่รู้จัก จนบางครั้งเธอเองก็คิดว่าอาจจะต้องอยู่ไปตลอดชีวิต นาวาถูกส่งมาโรงเรียนแห่งนี้หลังจากที่รักษาตัวจากอุบัติเหตุเมื่อครั้งยังเด็กจนหายเป็นปกติ โดยไม่เคยได้ไปที่ไหนอีกเลย

จนวันที่ท่านทั้งสองมารับตัวเธอ โดยให้เหตุผลเพียงว่าเราจะอยู่ด้วยกัน อยู่เป็นครอบครัวที่อบอุ่น พ่อ แม่ ลูก แต่งานที่พ่อทำอันตรายมีคนคอยตามพวกเราอยู่ จะให้ใครรู้ไม่ได้ว่าพวกเราอยู่ที่ไหน เมื่อออกมาจากโรงเรียน ทั้งหมดก็ไปอยู่ในที่ห่างไกลชุมชน ย้ายไปเรื่อยๆ ไม่อยู่ที่เดิมนานเกินไป

เวลาว่างจากการฝึกซ้อมวิธีการเอาตัวรอด การต่อสู้ และการยิงปืนอย่างที่โรงเรียนประจำเคยฝึกมา พ่อจะเล่าเรื่องของเมืองไทยให้เธอฟังว่าการเดินทางทำอย่างไร มีกี่จังหวัด การใช้ชีวิต การเรียน อาหารการกิน และสิ่งต่างๆ มากมาย พ่อบอกว่าวันหนึ่งเธออาจจะต้องไปอยู่ที่นั่น รวมถึงต้องทดแทนบุญคุณผู้มีพระคุณต่อจากพ่อ โดยใช้ฝีมือ และวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมา ในขณะนั้นเธอฟังด้วยความเพลิดเพลิน จนลืมสนใจไปว่า ทำไมที่ที่เธอเรียน ถึงได้แตกต่างจากสิ่งที่พ่อบอกเล่า

แม้ไม่เข้าใจความหมายที่พ่อต้องการสื่อทั้งหมด แต่การที่มีคนคุยด้วย โดยเฉพาะคนที่รักก็ทำให้เธอมีความสุข  ช่วงเวลาที่อยู่ร่วมกันช่างสั้นนัก  เมื่อพ่อทราบข่าวจากเมืองไทยที่นาวาก็ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร พ่อรีบพาเธอและแม่เดินทางกลับมา แล้วบอกเพียงว่า พ่อต้องมาช่วยเหลือลูกชายของผู้มีพระคุณ 

ก่อนที่นาวาจะกลับมาพบร่างไร้วิญญาณของทั้งคู่ พ่อใช้ให้เธอไปซื้อของใช้ที่จำเป็น และของฝากเพื่อนบ้านที่ญี่ปุ่น เรากำลังจะได้กลับกันแล้ว ไม่คิดว่าพอมาถึง ชายชุดดำกลุ่มนั้นกำลังยืนมองพ่อกับแม่ของเธอด้วยสายตาว่างเปล่า ไม่มีความรู้สึกใดแม้แต่น้อย  "ครับนาย"   "ครับนาย"  น่าจะเป็นคำสั่งของผู้ที่ฆ่าพ่อ และแม่เธออย่างทุกข์ทรมาน 

นาวามองภาพชายชุดดำหลายคนที่กำลังรื้อค้นข้าวของและทำให้กระจัดกระจาย โดยมีผู้ที่คุยโทรศัพท์ยืนคอยสั่งการ พวกเขาฆ่าพ่อและแม่ของเธอทำไม??  คำถามนี้ยังวนเวียนอยู่ในหัวของหญิงสาว  

"ไม่ ไม่ ไม่" คำพูดเบาๆ วนซ้ำไปซ้ำมาอย่างคนไม่มีสติดวงตาก็จับจ้องเหตุการณ์ตรงหน้าเหมือนกับว่ามันสามารถทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนเป็นความฝันได้ หญิงสาวกัดปากจนแดงช้ำเลือดไหลซึม ไม่มีแม้น้ำตาให้เห็นในตอนนี้ มีเพียงร่องรอยความโกรธแค้นในดวงตาเท่านั้นที่ปรากฏอยู่

ที่ห้องประชุมใหญ่ อัครเดช กรุ๊ป บรรยากาศการประชุมเต็มไปด้วยความเครียด ผู้ถือหุ้นไม่พอใจถึงการให้อำนาจตัดสินใจที่เป็นสิทธิ์ขาดของลูกชายผู้บริหารเดิม ซึ่งเป็นหลานของเขาเอง ถึงแม้บริษัทนี้ผู้ก่อตั้งจะเป็นพี่ชาย แต่ตัวเขาก็ดูแลมาเป็นเวลานาน ก่อนที่หลานชายคนนี้จะทำอะไรเป็นเสียอีก ความขัดแย้ง และการคานอำนาจจึงเกิดขึ้น  

ทั้งอ่อนประสบการณ์ อายุก็น้อย จะไปมีความน่าเชื่อถือได้อย่างไร หลานต้องนึกถึงผลประโยชน์ทางธุรกิจเป็นหลัก" ณรงค์ อัครเดช ลูกพี่ลูกน้องของพ่อ กล่าวขึ้นกลางที่ประชุม 

สี่ปีที่ผมขยายสาขาไปที่ญี่ปุ่นกับอเมริกา สองปีที่บริหารสาขาใหญ่ในไทย และบริษัทลูกอีกหลายบริษัท ทุกบริษัทเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน วันไหนที่อามีหุ้นในบริษัทมากกว่าผม เราค่อยมาพูดเรื่องนี้ ผมขอจบการประชุมเพียงแค่นี้" วายุ อัครเดช ไม่มีแม้สีหน้าแสดงความพอใจหรือไม่พอใจ เรียบนิ่งจนผู้ฟังที่อยู่ในห้องประชุมต่างรู้สึกเย็นเยียบไปถึงไขสันหลัง เพราะไม่สามารถรู้ได้ถึงอารมณ์ความรู้สึกของชายหนุ่มในขณะนี้  

ตลอดระยะเวลาสองปีที่เขาก้าวเข้ามาบริหารงานแทนพ่อ การเติบโตของบริษัทก็เป็นแบบก้าวกระโดด วิธีการกำจัดคู่แข่งในแต่ละครั้งก็แยบยล ทั้งแบบปกติ และไม่ปกติ ซึ่งมันพิสูจให้ทุกคนในบริษัทรู้ว่า ผู้ชายคนนี้เป็นคนเก่งเด็ดขาด ตัดสินใจรวดเร็ว คำไหนคำนั้น และค่อนข้างดุดัน ซึ่งนั่นอาจจะเป็นเพราะผู้เป็นพ่อเริ่มต้นธุรกิจจากธุรกิจมืด แล้วจึงผงาดมาเป็นอัครเดช กรุ๊ป ที่ยิ่งใหญ่อย่างในปัจจุบัน ก่อนที่จะมาเป็นหนึ่งได้ ไม่รู้ว่าต้องเหยียบหัวใครขึ้นมาบ้าง การฝึกฝนลูกชายคนเดียวให้แข็งแกร่ง ทั้งร่างกาย และสมองนั้นเป็นเรื่องที่ต้องทำเพราะศัตรูมากมายหมายปองชีวิต พร้อมจะทำลายสิ่งที่เขาสร้างมา มานพ มือขวาก็ถูกเลี้ยงมาแบบนั้นเช่นเดียวกัน มาเพื่อปกป้อง มาเพื่อดูแลทายาทคนสำคัญ  

วายุผ่านการถูกลอบฆ่า การลักพาตัว หรือแม้แต่การสูญเสียแม่  หญิงผู้เป็นที่รักเพียงหนึ่งเดียวไปต่อหน้า ขณะที่ปกป้องชีวิตน้อยๆ ของเขา ความกลัว และความเสียใจมีมากมายจนกลายเป็นความชินชา ความรักสุดท้ายที่เหลืออยู่ของพ่อก็กลับถูกกระชากไปอีกครั้ง เหลือเพียงสิ่งที่พ่อสร้างไว้เท่านั้นที่เขาต้องปกป้อง สูญเสียมาเท่าไหร่แล้วกว่า อัครเดช กรุ๊ปจะยิ่งใหญ่ขนาดนี้ 

 

โครม!!!

เสียงดังมาจากห้องทำงาน ณรงค์ อัครเดช หลังจากที่กลับมาจากการประชุมได้เพียงไม่นาน

"ไอ้เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม คิดจะมาเป็นผู้บริหารบริษัทระดับนี้ได้ยังไง" เสียงตะโกนด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวแบบปิดไม่อยู่ระเบิดออกมาดังลั่น  

"นิพล นายโทรนัดเจ้าสัวเล้งให้ฉันหน่อย บอกว่าเย็นนี้เจอกันมีเรื่องจะปรึกษา" ณรงค์ บอกเลขาคนสนิทด้วยอารมณ์คุกรุ่น 

"ครับท่าน" รอยยิ้มมุมปาก สายตาช้อนขึ้นมองผู้สั่งงาน ท่าทางอ่อนน้อมจนน่าขนลุกที่แสดงออกมาเป็นสิ่งที่เห็นได้เสมอจากเลขาคนสนิทของ ณรงค์ 

 

หลังออกจากห้องประชุม วายุก็เข้ามาเจอชัยมือซ้ายคนสนิทยืนรอท่าอยู่แล้ว 

"เป็นยังไง งานที่สั่งเรียบร้อยรึเปล่า"  

"เรียบร้อยครับนายน้อย" เสียงหยุดชะงักลงแค่นั้นเพราะเหลือบไปเห็นแววตาตวัดขึ้นของผู้เป็นนาย ชัยเพิ่งนึกได้ว่าตอนที่นายเข้ามาบริหาร อัครเดช กรุ๊ป นายต้องกลายเป็นนายใหญ่ แต่นายไม่ชอบ สั่งให้เรียกนายเฉยๆ   

"เอ่อ.....เรียบร้อยครับนาย ผมกลับไปที่เกิดเหตุอีกครั้ง แกล้งสอบถามทางตำรวจ ได้ความว่ามีการปล้นบ้านจากพวกขี้ยาแถวนั้น หวังเอาเงินมาซื้อยา คงได้น้อยเกินไป หรือทางผู้ตายต่อสู้ จึงทำการฆ่ายกครัวทั้งหมด แต่ยังไม่ได้ข่าวคราวของเด็กผู้หญิงที่ตามหาเลยครับ ผมเลยทิ้งลูกน้องสวมรอยดูที่เกิดเหตุไว้สองสามคน เผื่อเด็กคนนั้นจะแวะกลับมา" ชัย มือซ้ายคนสนิทรายงาน 

"ดี ไปได้แล้ว แวะไปดูที่โกดังด้วยว่าเรียบร้อยดีรึเปล่า เดี๋ยวตอนเย็นฉันตามเข้าไป" เมื่อสั่งงานจบ ผู้เป็นนายก็นั่งง่วนกับเอกสารมากมายที่รอเซ็นอยู่ตรงหน้า  

เวลาผ่านไปไม่นาน มานพเลขาคนสนิทก็กลับเข้ามา 

"นายครับ เรื่องโทรศัพท์ที่ไปสืบมาเป็นเบอร์ใช้แล้วทิ้ง ไม่มีร่องรอยให้ตามต่อได้เลยครับ เหมือนว่าคุณชัชโทรหานายแล้วก็ทิ้งโทรศัพท์ไป แต่ผมได้ข่าวใหม่มาว่า คุณชัชเพิ่งเดินทางมาจากญี่ปุ่นเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว พร้อมกับผู้หญิงสองคน ไม่รู้ว่าข่าวการมาของคุณชัช รั่วก่อนที่เราจะรู้รึเปล่า" มานพกล่าวด้วยสีหน้ากังวล 

"การหายตัวจากการตามล่าไปสองปีไม่ธรรมดาหรอกนพ ถ้าคุณชัชรู้ว่าใครเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลัง แสดงว่าคนพวกนั้นก็ต้องรู้เหมือนกันว่าข้อมูลของพวกมันมีความเสี่ยงมากขนาดไหน ลองหามือดีๆ สักคนสืบไปทางญี่ปุ่นสิ หาให้ได้ว่าเด็กคนนั้นเป็นใคร เพราะเด็กนั่นเป็นคนเดียวที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น"  

"ครับนาย" 

"เดี๋ยววันนี้ฉันจะเข้าไปที่โกดังสักหน่อย ดูว่าของที่จะส่งเรียบร้อยดีรึเปล่า" ผู้เป็นนายกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย มือยังง่วนอยู่ที่เอกสาร 

"ผมว่า ...ผมไปดูเองดีกว่าครับ ช่วงนี้อันตรายมากผมไม่อยากให้นายไปเสี่ยง" มือขวาคนสนิททักท้วง 

"ไม่เป็นไร ของล็อตนี้สำคัญฉันไม่อยากให้พลาด" 

นานเท่าไหร่แล้วที่หญิงสาวนั่งเฝ้ามองทุกการกระทำภายในบ้าน ตั้งแต่ชายชุดดำยืนมองศพพ่อและแม่ของเธอ จนตำรวจเข้ามาเคลียร์พื้นที่ ตอนนี้ท้องฟ้ามืดลงแล้วทุกอย่างเข้าสู่ความเงียบงัน  เหลือเพียงร่องรอยสถานที่เกิดเหตุ ร่างเล็กค่อยๆ ขยับตัวอย่างยากลำบาก ทุกการกระทำเป็นไปด้วยความเงียบ สายตาของเธอยังเหลือบมองเห็นรถ เอสยูวี สีดำทะมึนยังอยู่ตรงนั้น 

“พวกมันรู้...... รู้ว่าเธอรอด” คิ้วของเด็กสาวขมวดขึ้นเล็กน้อย

เธอเริ่มเดินอย่างแผ่วเบาไปที่สวนหลังบ้าน โรงเรียนประจำที่นาวาเรียนมาสอนเสมอว่าบ้านของเรา  เราต้องสามารถรู้ทางเข้าออกได้ทุกที่ หรือไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ต้องสำรวจทิศทางให้ดีเสมอ บ้านหลังนี้มีช่องเล็กๆ สำหรับผู้หญิงตัวเล็กแบบเธอสามารถมุดเข้าไปได้ น่าแปลกที่ปกติช่องเล็กสำหรับสัตว์เลี้ยงจะอยู่ตรงประตู แต่บ้านหลังนี้กลับมีช่องที่สามารถทะลุเข้าไปห้องของสัตว์เลี้ยงได้เลย เจ้าของคงรัก และมันต้องแสนรู้มาก ถึงสามารถเจาะผ่านห้องออกไปวิ่งเล่นได้แบบนี้ นาวาพูดกับตัวเองเบาๆ 

ช่องแคบไม่เป็นปัญหาเลยสำหรับเธอ เมื่อเข้าไปในบ้านได้ สิ่งแรกที่ทำคือค้นช่องลับที่พ่อบอกไว้ก่อนออกจากบ้านว่า หากไม่เห็นท่าน ให้นาวาไปค้นหาสิ่งของที่ช่องนี้ เพราะท่านอาจจะหนีลูกดื้อๆ อย่างเธอ พร้อมกับหัวเราะร่า นาวาไม่คิดว่านั่นคือคำสั่งเสียครั้งสุดท้ายของพ่อ ถ้ารู้ เธอคงไม่ออกจากบ้านแน่ๆ 

มือบางคลำพื้นไม้ในห้องสัตว์เลี้ยงที่มืดมิด แม้จะมีแสงสลัวเล็กน้อยจากไฟข้างถนน แต่ก็ไม่ช่วยให้มองเห็นเท่าไรนัก  นาวามีวิธีการจำแบบรูปภาพ สมองคิดเป็นภาพถ่าย เธอจดจำห้องนี้ หรือแม้แต่บ้านนี้ได้ทุกรายละเอียด ไม่นานมือเล็กก็สัมผัสได้ถึงช่องว่างของแผ่นไม้ตรงพื้นห้อง หญิงสาวเริ่มงัดแผ่นไม้ออกมาทีละแผ่นอย่างไม่ยากนัก มือก็ล้วงลงไปในช่องว่างของแผ่นไม้ ก็พบกระเป๋าเป้ขนาดเล็กมีของบรรจุอยู่แน่น เมื่อได้ของที่ต้องการก็ปิดแผ่นไม้ไว้ดังเดิม สายตาสอดส่องออกไปข้างนอกอย่างระวังตัว 

เสียงฝีเท้าหลายคู่กำลังเดินเข้ามา ทำให้คนที่กำลังขยับหยุดชะงักลง  

 

เสียงโทรศัพท์ดัง "ครับพี่นพ.......ตอนนี้ยังไม่มีใครมาเลยครับ...ได้ครับ....เดี๋ยวผมออกไปเดี๋ยวนี้"  

"พวกแกเฝ้าเอาไว้นะ ถ้าเห็นมีเด็กผู้หญิงมาที่บ้านนี้ให้จับตัวไว้ให้หมด ไม่ว่าจะน่าสงสัยหรือไม่ก็ตาม" ชัยมือซ้ายคนสนิทสั่งลูกน้อง 

"ครับพี่ชัย" ลูกน้องอีกสองคนขานรับ 

 

ในห้องสัตว์เลี้ยงเวลานี้ว่างเปล่าไปแล้ว เมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ดัง ยังไม่ทันที่ชัยจะเริ่มสั่งลูกน้อง นาวาก็ชิงออกจากบ้านไปอย่างเงียบเชียบ หญิงสาวต้องใช้ความเร็วพอสมควรกว่าจะมาถึงหน้าปากซอยเพื่อเตรียมหาสาเหตุการตายของพ่อ.....ใครเป็นคนบงการอยู่เบื้องหลัง ทำไมต้องฆ่าพ่อ ..เธอต้องรู้ให้ได้ 

เพียงไม่นานรถเอสยูวีสีดำสนิทคันหนึ่งก็ออกมาจากซอย  

คงไปหาผู้บงการสินะนาวาคิด พร้อมดวงตาที่แข็งกร้าวขึ้น 

"พี่ ตามรถคันนั้นไปค่ะ" ร่างเล็กบอกกับมอเตอไซค์วินที่จ้างรอไว้แล้ว 

รถคันใหญ่สีดำขับไปได้ไม่นานนัก ก็เลี้ยวเข้าโกดังที่ท่าเรือแห่งหนึ่ง ด้านหน้ามียามรักษาความปลอดภัยตรวจสอบอย่างเข้มงวด  

"พี่มาส่งได้แค่นี้นะน้อง เข้าไปไม่ได้หรอก คนที่นี่ดุ" เอกคนขี่มอเตอไซค์ตอบหวาดๆ พร้อมทำหน้าขยาด 

"พี่ว่าน้องอย่าเข้าไปเลย เดี๋ยวพี่กลับไปส่ง" 

"ไม่เป็นไรค่ะพี่ หนูขอเดินดูอะไรนิดหน่อยก็กลับแล้ว" นาวาพูดพร้อมยื่นเงินให้ 

"จะดีเหรอน้อง เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ หน้าตาจิ้มลิ้มแบบนี้อันตรายนะเดี๋ยวพี่พากลับ" เอกบอกขณะที่ก้มหน้ายัดเงินใส่กระเป๋า 

"เฮ้ย!!! หายไปไหนแล้ว" พูดได้แค่นั้นก็สตาร์ทรถขับหนีไปอย่างรวดเร็ว "พ่อแก้วแม่แก้ว ช่วยลูกช้างด้วย หวังดีแท้ๆ ดันเป็นผีมาหลอก" เอกสบถโทษฟ้าโทษฝน 

 

โกดังแห่งนี้แม้ทางเข้าจะรัดกุมบริเวณรอบเป็นป่าหญ้าคาที่มองเห็นได้กว้างหากมีคนบุกรุก แต่รั้วกลับขึงด้วยลวดเท่านั้น นาวาลองใช้หญ้าคาแห้งเขี่ยไปที่รั้ว ไม่มีไฟฟ้า เมื่อทดลองแล้วว่าปลอดภัย เธอจึงมุดเข้าไปภายใน  

ตัวเล็กๆ นี่ก็ดีนะ นาวาคิดในใจ เมื่อเข้าไปภายในได้ ระยะทางระหว่างพื้นที่ก่อนถึงโกดังเต็มไปด้วยคอนเทนเนอร์ และอยู่ห่างจากโกดังพอสมควร  

"โกดังไหนล่ะเนี่ย กว้างขนาดนี้” สายตายังมองไปรอบๆ 

"ด้านสว่างก่อนแล้วกัน" เมื่อพูดกับตัวเองได้ดังนั้น ร่างเล็กก็มุดไปมุดมา ผ่านตู้คอนเทนเนอร์มากมายอย่างเงียบกริบด้วยความชำนาญ

 

ภายในโกดังขนาดใหญ่ มีลังไม้มากมายวางอยู่อย่างเป็นระเบียบเตรียมการขนส่ง  

"เป็นไง เรียบร้อยรึเปล่า" ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในสูทสีดำเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย 

"เรียบร้อยครับ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงของทั้งหมดจะอยู่บนเรือครับ" มานพมือขวาหันไปบอกนาย 

"ดี ...ของล็อตนี้สำคัญมาก จะพลาดไม่ได้ แล้วชัยมารึยัง"

"มาแล้วครับ กำลังดูความเรียบร้อยอยู่ตรงนั้น ผมให้ชัยทิ้งลูกน้องเฝ้าบ้านหลังนั้นไว้สองคน เผื่อว่าเด็กคนนั้นจะกลับไป" มานพเอ่ยขึ้นพร้อมชี้มือไปยังคนกำลังถูกกล่าวถึง

"อืม...ถ้าอีกสองวันไม่มาก็ไม่ต้องเฝ้าแล้วล่ะ เด็กอาจจะโดนพวกนั้นจับตัวไป" หลังจากพูดจบสายตาผู้เป็นนายเหลือบไปเห็นแสงสะท้อนของลำกล้องปืน ไวอย่างเหลือเชื่อปืนที่เคยเหน็บอยู่ภายในสูทก็ดังสนั่นโดยที่คนสนิทรอบข้างก็ไหวตัวอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นนายขยับด้วยท่าทางแปลกๆ  

ปัง ปัง ปัง ปัง!!!  เสียงดังขึ้น พร้อมข้าวของกระจุยกระจาย มือปืนเคราะห์ร้ายหล่นลงจากระเบียงสูงภายในโกดัง ตามมาด้วยเสียงปืนอีกมากมายรอบๆ 

"หลบก่อนครับ เดี๋ยวทางนี้พวกผมจัดการเอง" เสียงของชัยคนสนิทมือซ้ายที่วิ่งมาหาดังขึ้นอย่างรู้หน้าที่

"มาทางนี้ครับ" ตามด้วยเสียงคนสนิทมือขวา 

ปัง ปัง ปัง อ๊ากกกกกกก....เสียงปืนยังคงดังเหมือนอยู่ภายในสงครามไม่ขาดสาย 

"ออกทางประตูนี้ก่อนครับ" มานพบอกนาย พร้อมมือก็ยิงใส่ผู้บุกรุก 


หลังคอนเทนเนอร์ใกล้ประตูทางออกเล็กด้านหลัง นาวากำลังลอบมองดูเหตุการณ์อยู่อย่างเงียบๆ  

"ออกทางประตูนี้ก่อนครับ"   เสียงไม่ดังนักของมานพลอดออกมา 

ไม่ผิดแน่ คนที่พูดประโยคนี้คือคนที่ฆ่าพ่อเธอ เธอจำเสียง ท่าทาง และรูปร่างของมันได้ดี  แสดงว่าผู้ชายตัวใหญ่ที่หมอนั่นเรียกว่านายก็คงเป็นคนที่บงการอยู่เบื้องหลัง เธอต้องรู้ให้ได้ว่าผู้ชายคนนี้ฆ่าพ่อเธอทำไม พ่อเธอมีเรื่องสำคัญอะไรถึงต้องมาเมืองไทย 

ยังไม่ทันที่เด็กสาว จะได้ทำอะไร สายตาก็เหลือบไปเห็นมือปืนหลบอยู่หลังคอนเทนเนอร์เยื้องๆ กับเธอ กำลังเล็งปืนไปที่ผู้ชายผู้บงการคนนั้น ไวเท่าความคิดเธอเขวี้ยงหินข้างตัวก้อนเท่ากำมือ ไปโดนมือด้านที่ถือปืนของมือปืนคนนั้นด้วยความเร็ว แรง และแม่นยำอย่างไม่น่าเชื่อว่ามือเล็กนั้นจะทำได้  ก่อนที่มือปืนจะทันได้ร้อง เสียงปืนก็ดังสนั่นตามมาติดๆ มือปืนคนนั้นโดนยิงที่แขนซ้าย  

นาวาเหลือบมองเจ้าของปืน เห็นตาคู่นั้นก็มองมาที่เธอ ดวงตาดุดัน แต่สายตากลับว่างเปล่า ไม่มีความตื่นเต้น ไม่มีความรู้สึก เป็นสายตาที่เธอไม่เคยเจอ ดวงตาคู่นั้นเหมือนสะกดให้ทุกอย่างหยุดชะงัก แม้แต่เธอเองยังแทบจะลืมหายใจ เพียงไม่นานนาวาก็ได้สติ  ผู้ชายคนนี้น่ากลัว นั่นคือสิ่งที่หญิงสาวคิดก่อนที่จะเร้นตัวหายไปในความมืด 

"นายครับ เป็นอย่างไรบ้างครับนาย" เสียงมานพดังขึ้นขณะที่ผู้เป็นนายลดปืนลง 

"ไม่เป็นไร มีคนช่วยฉันเอาไว้ นพนายไปดูซิ อยู่ตรงตู้คอนเทนเนอร์สีแดง"  

ใช้เวลาไม่นานมานพก็เดินกลับมา หลังจากไปเดินตรวจในจุดที่วายุบอก "ผมไม่เห็นใครเลยครับนาย" 

"เร็วใช้ได้" ผู้เป็นนายกล่าวเสียงเรียบๆ พร้อมรอยหยักที่มุมปากเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น เมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่หินก้อนหนึ่งวิ่งมากระทบกับมือของมือปืน ก่อนที่ลูกปืนของเขาจะไปถึง ถ้าไม่มีหินก้อนนั้น มือปืนนั่นคงเหลือแต่วิญญาณไปแล้ว ….เธอช่วยให้เขาไม่ต้องฆ่าคน!!

"เอาตัวมือปืนไป ดูซิเราจะได้อะไรจากมันบ้าง" ผู้เป็นนายกล่าวด้วยสีหน้านิ่งเฉยอย่างเคยเป็น แล้วเดินกลับเข้าไปภายในโกดัง 

"ชัย สินค้าเสียหายมากน้อยแค่ไหน"  

"เล็กน้อยครับนาย ดีที่เราสกัดไว้ได้ทัน" 

"ดี งั้นก็เตรียมส่งสินค้า แล้วหา รปภ. เฝ้าโกดังมาใหม่ทั้งชุด สอบสวนมาด้วยว่าทำไมมีคนนอกลอบเข้ามาได้ ลวดไฟฟ้าทำงานรึเปล่า"  

 

นอกรั้วโกดังไม่ไกลนัก เด็กสาวนั่งหอบหายใจเหนื่อย  

"บ้าจริง ยังไม่ทันได้วางแผนไปล้วงความลับก็ถูกเห็นหน้าซะแล้ว ไม่น่ามือไวเลย" นาวาพูดกับตัวเองพลางกัดฟันแน่นโกรธที่มือไวเกินไป 

ช่างมัน ไปตั้งหลักก่อน คนที่ฆ่านายต้องเป็นฉันเท่านั้น แล้วฉันต้องรู้ให้ได้ว่าพ่อไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับอะไร นาวาคิดพลางวิ่งหายไปในเงามืด

 

ภายในห้องพักของโรงแรมขนาดเล็กที่อยู่ท่ามกลางสถานที่อโคจร แขกที่มาพักส่วนใหญ่จะไม่ได้สนใจการพักผ่อน หรือสนใจว่าใครเป็นใคร ทุกคนเปิดห้องเพียงเพื่อทำธุรบางอย่างแล้วก็จากไป นาวาเลือกที่แห่งนี้เพราะใครๆ ก็สามารถเข้ามาพักได้ ไม่มีการตรวจบัตร จ่ายเงินแล้วขึ้นห้องพักได้เลย  เมื่อมาถึงห้องเด็กสาวก็เริ่มสำรวจทางหนีทีไล่ตามนิสัยที่ถูกฝึกมาจากโรงเรียนประจำ นาวาไม่เคยรู้ว่าข้างนอกโรงเรียนเป็นอย่างไร ชีวิตผู้คนเป็นแบบไหน เธอเรียนรู้ทุกอย่างจากวีดีโอ และสิ่งที่พ่อเล่าให้ฟัง เธออยู่ที่โรงเรียนประจำตั้งแต่อายุประมาณห้าขวบ โดยไม่มีความทรงจำใดเลยก่อนหน้านั้น  แม่กับพ่อแวะเวียนมาเยี่ยมแต่ก็ไม่บ่อยนักเพราะสถานที่แห่งนี้ไม่สามารถเข้าหรือออกได้ตามปกติอย่างเช่นสถานที่ทั่วไป ท่านบอกเพียงว่าให้ตั้งใจเรียนให้ดีในทุกสิ่งที่โรงเรียนสอน  ข้างนอกนั้นเต็มไปด้วยอันตราย วันหนึ่งพ่อจะมารับเธอไปอยู่ด้วยเมื่อเข้มแข็งพอ 

น้ำตาเอ่อที่ดวงตาอีกครั้งเมื่อคิดถึงเรื่องนี้  ภาพที่พ่อกับแม่นอนตายยังคงติดอยู่ในความทรงจำ การจำทุกอย่างเป็นภาพทำให้นาวาไม่เคยลืมสิ่งใดได้อย่างง่ายเลย มันทำให้เธอทุกข์ทรมานเมื่อคิดถึงการต้องจากลาของพ่อและแม่ในแต่ละครั้ง แต่มันก็สร้างความสุขเมื่อนึกถึงวันที่พวกท่านมาหา ทุกอย่างเหมือนเพิ่งเคยเกิดขึ้นเสมอ เหตุการณ์ล่าสุดที่เธอเจอก็เช่นกัน ดวงตาที่แข็งกร้าว แต่ไร้ความรู้สึก มันคุ้นเคย เธอเคยเห็นดวงตาแบบนี้ แต่ไม่ใช่ไร้ความรู้สึก และน่ากลัวเหมือนที่เธอเพิ่งเจอ 

เมื่อตรวจความเรียบร้อยหาทางหนีทีไล่แล้ว เด็กสาวก็วางกระเป๋าเป้ใบเล็กลงบนเตียงเพื่อดูว่ามีสิ่งใดบ้างที่พ่อเธอทิ้งไว้ มีอะไรที่พอจะทำให้เธอรู้ได้หรือไม่ว่าพ่อมาที่นี่ทำไม มาเพื่อพบใคร จนเป็นสาเหตุที่ทำให้ท่านต้องตาย การแก้แค้นไม่ใช่เรื่องที่สำคัญสำหรับนาวาเลย การฆ่าจะทำเมื่อไหร่ก็ได้ แต่การหาความจริง และหาสิ่งที่พ่อเธอเป็นกังวลสำคัญกว่า เพราะฉะนั้นก่อนที่เธอจะลงมือทำอะไร ต้องรอบคอบ ถ้ายังไม่แน่ใจจะตัดอะไรทิ้งไม่ได้ แม้จะโกรธ จะเกลียด ศัตรูที่รู้ความลับต้องเก็บไว้ใกล้ตัว 

มือเล็กค่อยๆ เปิดกระเป๋า ภายในบรรจุเงินหลายสกุลไว้จำนวนหนึ่ง มากพอให้เธอได้อยู่แบบสบายๆ สักระยะ มีพาสปอร์ตสองถึงสามเล่มในหลายๆ ชื่อที่เป็นภาพเธอ มีบัตรประชาชนหลายใบที่เป็นภาพเธอเช่นกัน นอกจากเอกสารภายในยังบรรจุปืนขนาดเล็ก PAS .25 ปืนสำหรับพกพาลอบสังหารระยะใกล้ พ่อคงเห็นเธอตัวเล็กกระมัง เด็กสาวคิดพลางส่ายหน้าอมยิ้มน้อยๆ นอกจากของที่ว่ามา ก้นกระเป๋ายังมีนามบัตรของอะไรสักอย่าง กุญแจดอกเล็กรูปร่างแปลกๆ และกระดาษยับยู่ยี่เขียนว่า 

"ช่วยนายน้อย"  

พ่อนะพ่อ มีข้อความมาแค่นี้แล้วหนูจะรู้มั้ยว่านายน้อยคือใคร สงสัยจะเพิ่งเขียนแล้วยัดลงมาหลังจากที่รู้ว่าพวกที่ลอบฆ่าบุกมาที่บ้านเด็กสาวเริ่มคำนวณการกระทำของพ่อเป็นฉากๆ ในหัว 

พ่อเตรียมการอะไรไว้ พ่ออยากให้เธอทำอะไร คำถามมากมายวนเวียนอยู่ในหัวเล็กๆ เธอมองไปที่นามบัตร ข้อมูลเดียวที่เธอมีในขณะนี้ ก่อนที่จะลอบเข้าไปสืบจากผู้ชายตาดุที่เป็นคนฆ่าพ่อเธอ ..

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 36 ครั้ง

457 ความคิดเห็น

  1. #451 wind (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2560 / 19:59
    เพิ่งเข้ามาอ่านเรื่องของคุณ มีความงงบ้างนิดหน่อยในการเล่าเรื่อง

    ฉากแรกเลย เล่าแบบ "ผม" พอฉากสอง เล่ามุมบุคคลที่สาม เหตุการณ์ตัดสลับสองทาง ทางพระเอก กับนางเอก (น่าจะใช่) โอเคฉากพระเอกโชว์พาวที่ออฟฟิศ อ่านเข้าใจ แต่ฉาก นาวา มองเห็นเหตุการณ์ต่างๆ แล้วกระทำสิ่งต่างๆ นั้น เราว่ามันออกแนวบทละครมากกว่านิยาย เช่น บางทีสิ่งที่เราเห็นก็จะผ่านมุมมองนางเอก (ว่าเห็นคนชุดดำเหล่านี้มาทำอะไรที่บ้าน) แต่พอบรรยายช่วงหนึ่งก็จะเอ่ยชื่อชายชุดดำคนนั้นกำลังรับโทรศัพท์ แล้วก็ตัดฉากมาที่ นาวา แล้วก็ตัดฉากไปที่ชายเหล่านั้นอีก ตัดไป ตัดมา คืออาจจะเป็นเทคนิคคนเขียนก็ได้นะคะ แต่เราไม่คุ้นและคิดว่ามันทำให้เหตุการณ์ฟุ่มเฟือย



    ตรรกะดำเนินเรื่อง ก็เหมือนจะแปลกนิดๆ นางเอกมีคาแรกเตอร์ดูเป็นเด็กพิเศษดี คือปฏิกิริยาต่อเหตุการณ์ร้ายแรงอย่างนี้ของเธอถือว่าเกินความเป็นหญิงและช่วงอายุมาก ไม่มีกระโตกกระตาก แถมยังคิดจะตามคนร้ายด้วยตัวเองและยังรอบคอบมองสถานการณ์รอบด้าน (แอบคิดว่าโรงเรียนเธอนี่เป็น รร หน่วยรบพิเศษรึเปล่า) แต่ถ้าเป็นความตั้งใจสร้างคาแรกเตอร์ให้เก๋และแกร่งก็พอเข้าใจได้



    คนเขียนบรรยายดีค่ะ แต่บางที...ไม่จำเป็นต้องบอกทุกอย่างก็ได้ค่ะ ลองเก็บลองเม้มไว้ อาจจะเป็นการเก็บปม

    #451
    1
  2. #408 MinikoSong (@MinikoSong) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 มกราคม 2560 / 06:51
    ไรท์ค่าาแค่อ่านตอนที่2ก็อยากได้เป็นเล่มแล้วค่าา
    #408
    0
  3. #266 เหงาอยู่ตัว (@nartnong22) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 กันยายน 2559 / 19:16
    พร้อมพนักงาน - มีพนักงาน (ใช้พร้อมอ่านแล้วเหมือนพนักงานมาพร้อมรถค่ะ)

    ที่สืบทอด - มาสืบทอด
    สูตรสีดำ - สูท
    ญี่ปุ่น อเมริกา - ญี่ปุ่นกับอเมริกา
    เย็นเฉียบ - ใช้เย็นเยียบดีกว่าไม๊คะ
    บริหาร อัครพล กรุ๊ป - อัครเดช ป่ะคะ
    มือลงแล้ว - มืดลง
    สีดำทมึน - ทะมึน
    ชิงออกไปจากบ้านไป - ชิงออกจากบ้านไป
    มอเตอร์ไซต์ - ไซค์
    นิดหน่อยก็ออกไป - ก็กลับแล้ว
    คอนเทรนเนอร์ - คอนเทน..
    ไหนละเนี้ย - เนี่ย
    รอดออกมา - ลอด
    คิดพราง - พลาง (มีหลายจุด)
    คำนวน - คำนวณ

    ลืมถามไป ถ้าสำนักพิมพ์ตามก็แสดงว่ามีคิวจะตีพิมพ์ คำต่างๆก็จะมีพิสูจน์อักษร มาจ้ดการให้รึเปล่าคะ

    สังเกตุจากบุคลิกพระเอกในทุกเรื่องนี่เอามาจากชายในฝันแน่ๆ นิ่งๆเงียบๆแต่แอบอ่อนโยน 55555 สารภาพมาซะดีๆ
    #266
    3
  4. #143 Vagabond Picha (@vagabondnue) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2559 / 15:55
    คนละแนวเลยยยย เรื่องก่อนละมุนมากกก
    #143
    0
  5. วันที่ 15 กรกฎาคม 2559 / 19:46
    สนุกมากค่ะ หานักเขียนแนวนี้ แล้วเขียนถูกใจยากมากค่ะ
    #81
    0
  6. #73 เมฆ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2559 / 17:57
    โอเคเลย เจ๋งมาก



    #73
    0
  7. #72 เมฆ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2559 / 17:57
    โอเคเลย เจ๋งมาก



    #72
    0