The October ลิขิตฟ้า ตามหารัก Season 1

ตอนที่ 8 : ตอนที่ 8 ความจริงในคืนสยองขวัญของน้ำค้าง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    1 มี.ค. 62

ตอนที่ 8 ความจริงในคืนสยองขวัญของน้ำค้าง

 

                   เสียงเอะอะวุ่นวายและเสียงรถที่แล่นผ่านไปมาในช่วงยามบ่ายของตลาดนัด บริเวณหลังแมนชั่นที่ฟ้าพักอาศัยอยู่  เป็นเสียงนาฬิกาปลุกให้ฟ้าได้เป็นอย่างดี เพราะมันทำให้ฟ้าได้รับรู้แล้วว่า ในขณะนี้คือช่วงเวลาประมาณบ่ายสองโมง ที่เหล่าพ่อค้าแม่ค้าจะทยอยมาตั้งแผงขายของให้ทันเปิดตลาดในช่วงตอนเวลาสี่โมงเย็นของทุกวัน

                   ฟ้าค่อยๆลืมตาลุกขึ้นแล้วบิดขี้เกียจเล็กน้อย ก่อนที่จะลุกลงจากเตียงนอน และเดินไปหยิบมือถือที่ชาร์ตเอาไว้ข้างทีวี มาเปิดเพลงจากโทรศัพท์มือถือ (เขากดปุ่มเปิดโหมดลำโพงของโทรศัพท์เพื่อให้มีเสียงดังขึ้น) เพื่อทำให้สมองได้โลดเล่นและสดชื่นในเวลาตื่นนอน ก่อนที่เขาจะหยิบผ้าขนหนูที่ตากเอาไว้ที่ระเบียงเมื่อคืนนี้ แล้วเดินเข้าห้องน้ำไป

 

“ชีวิตมันท้อ มันหด มันย้อย มันเสื่อม มันถอย

มันเบื่อและทรมาน มันทุกข์ทรมาน

ชดใช้ชีวิตไปกับความเหงา

เป็นอย่างคนแพ้ ไม่ผ่อน ไม่คลายมันไม่คลาย

ทนไม่ไหว (get away, get away,

get away, get away out)

อย่าให้เฉาตายโว้วโฮว

 

                   เพลงผงาดง้ำค้ำโลก ของวง พารา….ด็อกกกกกกกซ์ (ต้องทำเสียงว๊ากตรงคำว่าด็อกซ์ด้วย) เป็นเพลงปลุกใจในตอนเช้าที่ดีเอามากๆ (ไม่เชื่อก็ลองเปิดดังๆฟังดู) และเป็นไปตามคาดที่เพลงนี้ไม่อาจทำให้ฟ้าคิดถึงน้องฝนสาวน่ารักคนนั้นได้เหมือนเพลงอื่นๆที่เขาเป็น แต่คราวนี้เขากลับแหกปากร้องเพลงนี้ซะดังลั่นอยู่ในห้องน้ำ ในขณะที่เขากำลังทำภารกิจแบบผู้ชายๆอยู่ (อาบน้ำ ถูสบู่อยู่เหอะ อย่าคิดลึก)

                   เมื่ออาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ฟ้าก็สะพายเป้ตัวเก่งแล้วลงมาจากห้องพัก เขามองซ้ายมองขวาแล้วก็ข้ามถนนเดินลัดเลาะจากแมนชั่นที่เขาอยู่ ระหว่างทางที่เขาเดิน ฟ้ารู้สึกเหมือนมีใครบางคนจ้องมองเขาอยู่ เขาจึงหันกลับไปดูที่ด้านหลังแต่ก็ไม่เจออะไร ฟ้ายืนคิดอะไรบางอย่างอยู่สักครู่ ก่อนที่จะเดินต่อไปจนผ่านโรงแรมห้าดาวที่อยู่แถวสี่พระยา ฟ้าเดินไปตามทางไม่นานนักเขาก็เดินมาถึงท่าน้ำสี่พระยา ที่นี่มีบริการเรือข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยาจากท่าสี่พระยาไปยังท่าน้ำคลองสานซึ่งอยู่ตรงข้ามกัน

                   เขาจ่ายเงินค่าเรือแล้วก็เดินลงไปนั่งในเรือที่จอดรออยู่รอเวลาที่เรือจะออก  เขาหยิบนาฬิกาที่มีแค่ตัวเรือนออกมาดูเวลา ที่ตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกตั้งชั่วโมงกว่าก่อนที่จะถึงสี่โมงเย็น ซึ่งเป็นเวลาที่เขาจะต้องตอกบัตรเข้าทำงาน  ฟ้าแหงนหน้ามองดูท้องฟ้าที่วันนี้ไม่มีวี่แววว่าฝนจะตกลงมาเลย อากาศช่างดูแจ่มใสดีมาก แต่แล้วเขาก็พลันรู้สึกเหมือนจะมีแววตาของใครบางคนจ้องมองที่เขาอีกครั้ง ฟ้าจึงลุกขึ้นยืนแล้วก็มองออกไปรอบๆตัว แต่เขาก็ไม่เจออะไรที่ผิดสังเกต (หรือว่ามันจะมีพลังงานบางอย่างติดตามเขามาก็อาจจะเป็นได้) ก่อนที่เรือจะค่อยๆแล่นออกจากท่าน้ำสี่พระยาไป

                   ฟ้าลงจากท่าเรือของอีกฝั่งก็ต้องเดินผ่านตลาดคลองสานเหมือนเดิม ที่ในเมื่อวานนี้เขาเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดจากการบ่นสาวๆไซส์จัมโบ้แบบกระชั้นชิด ที่พวกเธอยืนดูเสื้อผ้าขวางทางเดินของฟ้าอยู่ และในวันนี้เขาจึงเลือกที่จะเดินไปอีกด้านของตลาด (ตลาดมีสองตรอกที่ติดกันคือทางซ้ายและทางขวาสามารถเดินออกไปได้ทั้งสองด้านเมื่อวานฟ้าเดินไปทางซ้าย แต่วันนี้เขาเลือกเดินไปทางขวา)

                        วันนี้ฟ้าเองดูเหมือนจะไม่รีบร้อนที่จะเดินมากนัก เพราะเขามาถึงที่ตลาดก่อนเวลาเข้างานตั้งเยอะ แล้วฟ้าฝนก็ไม่มีท่าทีว่าจะตกลงมาด้วย จึงทำให้เขาเลยเดินเล่นอย่างสบายๆชิวชิว มองดูผู้คนที่มาจับจ่ายซื้อของไปเรื่อยๆ จนกระทั่งฟ้าเดินมากลางซอย

                   พี่ฟ้า พี่ฟ้า

                   เสียงหญิงสาวตะโกนเรียกชื่อฟ้า พอเขาหันไปมองก็เจอกับน้ำค้างที่กำลังนั่งอยู่คนเดียวในร้านก๋วยเตี๋ยวข้างทางระหว่างที่เขาเดินผ่าน

                   มากินก๋วยเตี๋ยวกันพี่ ร้านนี้อร่อยมาก

                   น้ำค้างเชิญชวนให้ฟ้ามากินก๋วยเตี๋ยวร้านดังที่อยู่ในตลาดด้วยกัน ฟ้าเองก็ยังไม่ได้กินอะไรมาก่อนหน้านี้ และเห็นว่าพอมีเวลาเหลือ ก็เลยแวะเดินเข้าไปหาน้ำค้างที่นั่งยิ้มอยู่คนเดียว

                   อ้าว วันนี้ไม่ไปซื้อของที่ตลาดเหรอน้ำ     

                   ฟ้าถามน้ำค้างที่นั่งยิ้มด้วยความสงสัยที่มานั่งกินก๋วยเตี๋ยวอยู่

                   แหมพี่ เมื่อวานร้านเรามีลูกค้าซะที่ไหนกันล่ะ

                   น้ำค้างพูดขึ้นมาพร้อมกับหัวเราะเบาๆ

                   เออ ใช่เนอะพี่ก็ลืมไปเสียสนิทเลย

                   ฟ้าเอามือจับหัวตัวเองแล้วก็หัวเราะไปพร้อมกับน้ำค้าง ก่อนที่ฟ้าจะสังเกตเห็นว่าน้ำค้างมีเหงื่อไหลออกมาเยอะที่ใบหน้า ทั้งที่วันนี้อากาศไม่ค่อยจะร้อนอบอ้าวสักเท่าไหร่ ก็เลยถามน้ำค้างออกไปว่า

                 “ทำไม อากาศร้อนเหรอน้ำ เห็นเหงื่อออกเต็มหน้าเลย”

                   ฟ้าพูดแล้วก็หยิบกระดาษทิชชู่ที่วางอยู่บนโต๊ะยื่นให้น้ำค้างเช็ดเหงื่อบนใบหน้า

                 “เอ่อ….อ๋อใช่จ๊ะๆ พอฝนไม่ตกอากาศก็เลยร้อนอบอ้าวมากๆเลยจ๊ะ”

                   น้ำค้างรีบบอกฟ้าแล้วรับกระดาษทิชชู่มาซับเหงื่อที่กำลังไหลอยู่บนใบหน้าเบาๆ ในขณะที่ฟ้าเหมือนจะสงสัยอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ จนมีข่าวด่วนคั้นรายการทีวีที่เปิดอยู่ในร้านก๋วยเตี๋ยวดังขึ้นมาว่า

                 “ดิฉันขอคั้นรายการเพื่อแจ้งข่าวด่วนก่อนนะคะ ในขณะนี้ทางตำรวจได้จับคนขับรถแท็กซี่โรคจิตที่ชอบโกหกเล่าเรื่องผีหลอกให้ผู้โดยสารฟังจนตกใจกลัวขวัญผวาได้แล้วค่ะ เขาให้การกับตำรวจว่าเขาได้ตะเวนขับแท็กซี่หลอกผู้โดยสารมาแล้วนับร้อยราย และมักจะเลือกเหยื่อที่เป็นผู้หญิงที่นั่งรถคนเดียวในเวลากลางคืน แล้วจะโกหกเล่าเรื่องผีให้ผู้โดยสารที่เป็นผู้หญิงเกิดความกลัวเพื่อความสะใจของตัวเขาเอง และตอนนี้มีผู้มาร้องทุกข์เพื่อชี้ตัวหลายสิบรายแล้วค่ะ คาดว่าจะ….

                 “เฮ้ย นี่มันโชเฟอร์รถแท็กซี่คนเมื่อคืนนี่หว่า เอ๋แล้วน้ำโดนมันหลอกเรื่องผีหรือเปล่าล่ะ”

                   ฟ้าพูดด้วยความตกใจแล้วค่อยๆหันไปมองน้ำค้างที่จ้องอยู่ที่ทีวี และในตอนนี้เธอก็กำลังกำหมัดไว้แน่นเหมือนคนที่มีมีอารมณ์โกรธเข้าขั้นสูงสุดในระดับสิบเต็มสิบ ใบหน้าของเธอบ่งบอกได้เลยว่าโกรธแค้นและอารมณ์เสียมากมายขนาดไหน ทำให้ฟ้าไม่ต้องถามซ้ำหรือรอฟังคำตอบก็พอจะเดาได้ไม่ยากว่าน้ำค้างคงโดนหลอกมาเต็มๆ เลยทำให้ฟ้าแทบกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่ไหวแต่ต้องเก็บความขำเอาไว้ให้ดี เพราะไม่งั้นศพไม่สวยแน่

                 “แกนะแกทำให้เมื่อคืนแทบไม่ได้นอนเลย มาหลับเอาเมื่อตอนสว่างแล้ว หนอย ไอ้โรคจิต ไอ้ชั่ว ไอ้เลว ไอ้

                   น้ำค้างทนเก็บอาการโกรธไว้ไม่ไหวจึงระเบิดความแค้นด่าคนขับแท็กซี่ออกมา เลยทำให้ฟ้าที่กำลังกลั้นความขำไว้ถึงกับฮาแตกหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นจนน้ำตาเล็ดน้ำตาไหล โดยที่น้ำค้างหันมาค้อนฟ้าเป็นยกใหญ่ก่อนที่เธอจะมีน้ำตาซึมออกมาแล้วก็ขำและหัวเราะไปพร้อมกับฟ้าด้วยอีกคน

                   สรุปว่าจบเรื่องราวลี้ลับของแฟนฟ้าที่มารออยู่ที่หออย่างขำขัน แล้วที่ฟ้ารู้สึกว่ามีใครมองเขาอยู่ล่ะ เอ หรือว่า

                   หลังจากจบเรื่องผีไปไม่นาน อาแป๊ะเจ้าของร้านก็เดินเอาก๋วยเตี๋ยวมาเสิร์ฟเองที่โต๊ะสองชาม

                 เอานี่เส้นใหญ่ต้มยำเย็นตาโฟเอาเห็ดหูหนูขาวเยอะๆ กับบะหมี่แห้งไม่ใส่ตับไม่ใส่ถั่วบดไม่งอก ดีนะที่ไม่ใส่อะไรมากไปกว่านี้ ไม่งั้นอั๊วจะไล่ให้ไปกินร้านอื่นเลย ฮ่ะๆๆ

                    อาแป๊ะพูดแบบกวนๆจบ แล้วก็วางก๋วยเตี๋ยวลงที่โต๊ะสองชาม โดยที่ฟ้าหันไปมองหน้าน้ำค้างแบบอึ้งๆงงๆ ก่อนจะถามเธอที่ยิ้มแบบขำๆไปว่า

                   โห อาแป๊ะร้านนี้โหดจังเลยเนอะ เออ….นี่น้ำกินก๋วยเตี๋ยวตั้งสองชามคนเดียวเลยเหรอน้อง เห็นตัวเล็กแค่นี้กินจุเหมือนกันนี่เรา

                   ฟ้าเห็นน้ำค้างสั่งก๋วยเตี๋ยวสองชามก็เลยแซวออกไป ในขณะที่น้ำค้างรีบพูดสวนกลับมาว่า

                 บ้าพี่ฟ้า ของเพื่อนน้ำต่างหาก มันสั่งแล้วก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าต้องไปเข้างานด่วนก็เลยไม่ได้กิน มันจึงรีบไปทำงานแล้ว ดีเลย พี่มาพอดีช่วยกินแทนเพื่อนน้ำหน่อยสิ

                    ว่าแล้วน้ำค้างก็ยื่นชามบะหมี่แห้งที่ไม่ใส่อะไรหลายอย่างให้กับฟ้า ในขณะที่ฟ้ารับชามบะหมี่มาก็รู้สึกแปลกใจในอะไรบางอย่างก็เลยบอกกับน้ำค้างไปว่า

                 ดีนะ ที่เพื่อนน้ำไม่กินถั่วกับตับ และไม่ได้ให้เขาใส่ถั่วงอกเหมือนพี่เลย

                   เหรอพี่ โชคดีจังเลยเนอะ

                   น้ำค้างยิ้มแล้วก็พูดทำน้ำเสียงแบบประหลาดใจ ก่อนที่จะหยิบตะเกียบกับช้อนยื่นให้ฟ้า แล้วเธอยังพูดต่อไปอีกว่า

                 พี่ฟ้ายังโชคดีอีกหนึ่งอย่างรู้ไหม เพื่อนน้ำเค้าจ่ายเงินค่าก๋วยเตี๋ยวชามนี้แล้วด้วย มื้อนี่พี่กินฟรีจ้า

                   น้ำค้างยิ้มแล้วบอกกับฟ้าถึงความโชคดีต่อที่สองในวันนี้

                 โห ดีจังอยู่กับน้ำนี่ดีเนอะมีก๋วยเตี๋ยวกินฟรีด้วย สงสัยต้องเจอน้ำบ่อยๆเสียแล้วซิ จะได้มีของกินฟรีบ่อยๆ ฮ่ะๆๆ

                   ฟ้าหัวเราะขอบใจแล้วก็รีบโซ้ยบะหมี่แห้งทันทีด้วยความหิว แถมยังได้กินฟรีอีกต่างหาก ในขณะที่น้ำค้างมองฟ้าที่กินบะหมี่แล้วก็ยิ้มออกมาเหมือนมีอะไรอยู่ในใจก่อนที่จะลงมือกินก๋วยเตี๋ยวอย่างมีความสุข

2 ความคิดเห็น