The October ลิขิตฟ้า ตามหารัก Season 1

ตอนที่ 32 : ตอนที่ 32 ฟ้าสีเทา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    1 มี.ค. 62

ตอนที่ 32 ฟ้าสีเทา 

 

                 “พี่ฟ้าๆ จะไปทำงานเหรอคะ ขึ้นรถมาเลยค่ะ”

                   ฝนนั่นเอง เธอเปิดกระจกรถลง และตะโกนเรียกฟ้าให้ขึ้นมาบนรถ ฟ้าหันไปมองเมื่อรู้ว่าเป็นฝนก็ดีใจยิ้มแป้นแล้นออกมาทันที แล้วรีบเปิดประตูรถขึ้นไปนั่งข้างฝนก่อนที่ฝนจะรีบขับรถออกไป เพราะว่ามีรถหยุดรอตามหลังอยู่หลายคัน (ถนนสองเลน)

                   “ขอบคุณมากครับฝน ไปไหนมาเหรอครับ”

                   ฟ้าถามฝนทันที ในขณะที่ฝนกำลังขับรถอกไปก่อนที่จะหันมาบอกฟ้าว่า

                 “ฝนไปซื้อของที่ร้านแถวนี้มาค่ะ ก็เลยขับรถมาทางนี้ และเห็นพี่ฟ้ายืนอยู่พอดีเลยก็เลยแวะรับ พี่ฟ้าพักอยู่ในซอยนี้เหรอคะ”

                   “อ๋อๆ ใช่ครับ  เอ๊ นึกว่าฝนจะรู้แล้วเสียอีก”

                   ฟ้าคงจะคิดว่าฝนรู้ว่าเขาพักอยู่แถวนี้อยู่แล้ว แต่คงแกล้งถามฟ้าไปอย่างนั้นเอง ในขณะที่ฝนหันมายิ้มให้ฟ้าแบบงงๆประมาณว่า แล้วฝนจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ พิลึกคนจริง แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาก่อนที่จะหันหน้ากลับไปขับรถต่อ

                   ฟ้านั่งนิ่งด้วยความดีใจที่นานนานจะได้อยู่ใกล้ๆฝนสักครั้ง และนี่คือโอกาสที่ดีที่สุดในการที่จะถามฝนในเรื่องต่างๆที่ฟ้ายังข้องใจและค้างคาอยู่ เพราะคงไม่มีโอกาสตอนไหนที่จะดีเหมือนในตอนนี้อีกแล้ว ที่เขากับฝนจะอยู่ด้วยกันแค่สองต่อสองเท่านั้นในรถ ฟ้าจึงรวบรวมความกล้าแล้วพูดออกไปว่า

                 “ฝนซื้อน้ำเต้าหู้มาให้พี่ที่ห้อง เมื่อคืนวานนี้ใช่ไหมครับ”

                 “อะไรนะคะ น้ำเต้าหู้อะไร นี่พี่พูดถึงเรื่องอะไรหรือคะพี่ฟ้า”

                   ฝนทำท่างงๆและหันมาทางฟ้า ในขณะที่ฟ้าก็พูดขึ้นต่อไปอีกว่า

                 “ก็น้ำเต้าหู้ที่แขวนไว้ที่หน้าห้องพี่ไง มันมีกระดาษโน้ตที่เขียนด้วยลายมือของฝนอยู่ พี่จำได้”

                 ฟ้าพยายามที่จะอธิบายถึงความเข้าใจของเขาในขณะที่ฝนหันมาพูดกับฟ้าว่า

                 “ฝนว่าพี่คงจะเข้าใจอะไรผิดแล้วล่ะค่ะ ฝนไม่เคยซื้อน้ำเต้าหู้ให้พี่เลยนะคะ เมื่อวานฝนยังแซวพี่อยู่เลยนะว่าเสน่ห์แรงจังมีสาวๆซื้อน้ำเต้าหู้ให้ด้วย และฝนก็ไม่เคยรู้ด้วยค่ะว่าพี่ฟ้าพักอยู่ที่ไหน อีกอย่าง…..ฝนเองก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะเอาน้ำเต้าหู้ไปแขวนไว้ให้พี่ด้วย”

                   ฝนพูดแบบเน้นๆและเสียงดังฟังชัดแล้วก็หันกลับไปมองดูทางขับรถต่อ ในขณะที่ฟ้านั่งนิ่งและกำลังสับสนในใจเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังมีอีกหนึ่งเรื่องที่เขาจะต้องพูดกับฝนและคงจะต้องพูดในตอนนี้ด้วย เขาจึงเอ่ยถามฝนไปอีกครั้งว่า

                 “ครับงั้นก็ไม่เป็นไร ขอโทษด้วยนะครับพี่คงจะเข้าใจอะไรผิดไปเอง งั้นพี่รบกวนถามฝนอีกเรื่องสิครับ เพราะตอนนี้เราอยู่เพียงลำพัง พี่อยากจะรู้ว่าฝนยังรักพี่อยู่เหมือนเดิมหรือเปล่า เพราะว่าพี่เองก็รอฝนมาตลอดสามปีที่ผ่านมา และพี่ก็ทำงานอดออมเพื่อที่จะเก็บเงินเพื่อไปสู่ขอฝนตามสัญญาที่เราเคยมีให้กัน”

                   “หา…….อะไรนะคะ พี่ฟ้าจะเก็บเงินไปสู่ขอ ฝน……เหรอคะ”

                   ฝนรีบหันไปมองหน้าฟ้าแล้วก็ถอดแว่นกันแดดที่สวมอยู่ออกมาทันที ฝนค่อนข้างตกใจ งงๆและไม่เข้าใจในสิ่งที่ฟ้าพูด ในขณะที่รถได้หยุดติดสัญญาณไฟแดงที่สี่แยกคลองสานพอดี ฝนจึงพูดไปกับฟ้าว่า

                 “พี่ฟ้าคะ….. ฝนต้องขอโทษพี่จริงๆนะคะ แต่ฝนขอบอกพี่เป็นครั้งสุดท้ายว่า เรื่องของเรามันได้จบกันไปนานแล้ว คำสัญยงสัญญาอะไรฝนก็จำไม่ได้แล้ว และก็ไม่อยากให้พี่จำเอามาใช้เป็นข้ออ้างกับฝนด้วย ฝนไม่อาจจะรักพี่ได้  พี่เข้าใจไหมคะ เรื่องของในเราตอนนั้นฝนยังเป็นเด็ก ฝนแค่ปลื้มพี่และรู้สึกดีกับพี่ ก็เลยลองคบกัน แต่ตอนนี้ฝนโตแล้ว  ฝนมีชีวิตที่ดี ฝนกำลังจะมีอนาคต ฝนไม่อยากคิดถึงเรื่องในอดีตหรือเรื่องเมื่อสามปีก่อนอะไรของพี่  ถ้าพี่ยังอยากจะคุยกับฝนอยู่ อย่าทำแบบนี้อีกนะคะ”

                   ฝนพูดแบบช้าๆชัดเจนอีกครั้ง ด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยพอใจฟ้ามากนัก และดูเหมือนว่าฝนจะเริ่มรู้สึกโมโหที่ฟ้าพูดจาไม่รู้เรื่อง ก่อนที่เธอจะหันไปสวมแว่นตากันแดด และขับรถออกไปในขณะที่ไฟเขียวมาพอดี

                   ฟ้าถึงกับนั่งนิ่งพูดอะไรไม่ออก เขาอยากจะพูดคำคำนั้นซะเหลือเกิน แต่คิดว่าถึงเขาจะพูดออกไปในตอนนี้ ก็อาจจะทำให้เรื่องมันแย่ไปกว่านี้ก็เป็นได้ ดังนั้นฟ้าจึงนั่งนิ่งเฉยๆไม่พูดอะไรอีก จนฝนขับรถมาถึงหน้าปากซอยที่ร้านและเธอก็พูดขึ้นว่า

                 “เดี๋ยวฝนจะไปซื้อของอีกที่ แถวๆดาวคะนอง พี่ฟ้าลงตรงนี้นะคะ”

                   “ขอบคุณนะครับ ขับรถดีๆครับ”

                   ฟ้ากล่าวขอบคุณฝนและเปิดประตูลงจากรถก่อนที่ฝนจะขับรถออกไปในทันที ฟ้ายืนอยู่ข้างถนนเขาแทบก้าวขาเดินไปทีร้านไม่ไหว ทุกอย่างที่เขาทำ ทุกสิ่งที่เขารอคอย มันไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคาดหวังหรือคิดเอาไว้สักนิดเลย

                   ฟ้านั่งลงบนฟุตบาทข้างถนนเพื่อรวบรวมพลังให้กับขาของตัวเอง ที่ในตอนนี้แทบไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะยืนขึ้นด้วยซ้ำไป ฟ้านั่งคิดทบทวนในคำพูดของฝนอยู่คนเดียว  ในขณะที่น้ำค้างได้นั่งรถสามล้อมาทำงานพอดี

                   น้ำค้างสังเกตเห็นฟ้านั่งอยู่คนเดียวบนฟุตบาท เธอก็เลยรีบให้รถสามล้อจอดและจ่ายเงินค่ารถก่อนที่เดินเข้ามาดูว่าฟ้าเป็นอะไร

                   เมื่อน้ำค้างเดินเข้ามาดูฟ้าใกล้ๆ เธอก็พอที่จะเดาได้ว่าฟ้าต้องกลุ้มใจมากเรื่องอะไรอยู่แน่ๆ และคงไม่พ้นที่จะเป็นเรื่องของฝน  น้ำค้างจึงได้แต่ยืนดูฟ้านิ่งๆ และก็ไม่กล้าที่จะเรียกหรือคุยอะไรกับฟ้า ไม่นานนักเธอก็ค่อยๆขยับตัวเข้าไปนั่งอยู่ข้างๆเป็นเพื่อนฟ้า โดยที่ไม่ได้พูดอะไรเลยแม้เพียงสักคำ

                   ฟ้าในตอนนี้เหมือนกับคนอมทุกข์และเศร้าเหลือคณา เมื่อเห็นน้ำค้างเข้ามานั่งด้วยใกล้ๆก็เลยหันไปมองหน้าเธอแล้วก็หันกลับมา โดยที่ไม่ได้ทักทายหรือสนใจน้ำค้างเลย ฟ้านั่งเฉยๆอยู่อย่างนั้นสักพักหนึ่ง จนน้ำค้างดูเวลาที่ข้อมือซึ่งเหลือเวลาอีกห้านาทีเท่านั้นก็จะเข้างาน เธอก็เลยลุกขึ้นยืน และยื่นมือออกไปทางฟ้าที่ยังคงนั่งเศร้าอยู่ ฟ้าหันมามองหน้าน้ำค้างอีกครั้ง ก่อนที่จะถอนหายใจเฮือกใหญ่และลุกขึ้นยืนเองโดยที่ไม่ได้จับมือของน้ำค้าง

                   ฟ้าลุกขึ้นยืนแล้วก็เดินไปตบไหล่น้ำค้างเบาๆสองทีก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปที่ร้านเพียงคนเดียว ปล่อยให้น้ำค้างที่ยื่นมือออกไปรับเก้อและต้องเดินตามหลังฟ้าเข้าที่ทำงานไป

                   วันนี้ที่ร้านมีช่างเอาเครื่องเสียงและเครื่องดนตรีมาติดตั้งบนเวทีที่เพิ่งจะสร้างเสร็จเมื่อวาน เพราะจะเตรียมพร้อมสำหรับงานมินิคอนเสิร์ตของวงเคลียร์ที่จะมีขึ้นในอาทิตย์หน้านี้ โดยที่ฝนได้ทำการโปรโมทตามสื่อต่างๆ ทั้งโปสเตอร์ และสื่อโซเชี่ยลเอาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

 

“ในวันที่ฟ้ามีเพียงแค่สีเทา ความเหงามันกินในใจ

โลกใบเดิมมันกว้างเกินไป เมื่อไม่มีเธอ

ก็ยังไม่รู้จะไปทางไหนดี ชีวิตที่มันขาดเธอ

มันหมดเรี่ยวแรงไม่มีแสงส่องใจ เหมือนตัวคนเดียว”

 

                    เพลงเมื่อไม่มีเธอ (ในวันที่ฟ้าสีเทา) ของ คุณบีม จารุวรรณ ถูกเปิดขึ้นเพื่อใช้ทดลองเครื่องเสียง เหมือนคนที่เปิดเพลงนี้จะรู้ว่า มีใครบางคนเศร้าและกำลังหมดแรงเหมือนเพลงที่กำลังเปิดอยู่

                   ฟ้าซึ่งอยู่ในบาร์กำลังค่อยๆเตรียมงานสำหรับในวันนี้โดยไร้ซึ่งวิญญาณ ในขณะที่เพื่อนๆทุกคนที่ดูอยู่ก็น่าจะเดาออกว่าฟ้าคงมีเรื่องไม่สบายใจเอามากๆและคงไม่อยากเล่าในตอนนี้ด้วย ทุกคนก็เลยปล่อยให้ฟ้าได้อยู่กับตัวเองคนเดียวไปก่อน

                   ไม่นานนักฝนก็ขับรถเข้ามาจอดที่หน้าร้านและเดินเข้ามาในร้าน ก่อนที่จะบอกให้ช่างไปเอาของที่เธอซื้อมาจากหลังรถเข้าไปเก็บไว้ที่บนเวที ก่อนที่เธอจะเดินเข้าไปดูงานที่เวทีต่อเลย โดยที่ไม่ได้ทักทายสนใจหรือมองฟ้าแม้แต่นิดเดียวแต่อย่างใด ในขณะที่ฟ้าก็ได้แต่ชะเง้อมองตามฝนไปเท่านั้นเอง

                   เมื่อถึงเวลาห้าโมงครึ่ง พนักงานทุกคนก็เดินไปทานข้าวกันที่หลังครัวตามปรกติ โดยที่วันนี้น้ำค้างได้แสดงฝีมือทำกับข้าวอีกครั้ง

                 “วันนี้มีต้มยำกุ้งน้ำข้นใส่เห็ดฟางและไข่เจียวทรงเครื่อง ฝีมือน้ำนะทุกคน”

                   ป้าคะนิ้งพูดแล้วยกเอาถาดไข่เจียวมาวางไว้บนโต๊ะ ในขณะที่มีเสียงของคนบางคนพูดขึ้นว่า

                 “โห….จะกินได้ไหมเนี้ย วันก่อนนะกินฝีมือน้ำมันทำแล้วแทบจะ……

                   พายุพูดขึ้นมาในขณะที่น้ำค้างกำลังเดินเข้ามาพอดีและในมือเธอก็ถือมีดอีโต้เล่มใหญ่อยู่ข้างๆด้วย พายุเห็นแบบนั้นจึงรีบเปลี่ยนคำพูดเป็น

                 ……ไม่อยากกินฝีมือของคนอื่นอีกเลย น้ำค้างสุดสวยนี่นะเธอทำกับข้าวได้อร่อยที่สุดในสามโลก เป็นบุญของพายุจริงๆที่ได้เกิดมากินฝีมือของน้ำค้างผู้เลอโฉม”

                   ทุกคนเมื่อได้ยินพายุสอพลอก็พากันหัวเราะกันใหญ่ ยกเว้นฟ้าที่ยังคงนั่งซึมเศร้าอยู่คนเดียวที่โต๊ะ เมื่อทุกคนนั่งทานข้าวร่วมวงกันอย่างเอร็ดอร่อย จนน้ำค้างทานเสร็จเป็นคนแรกจึงขอตัวเดินไปเข้าห้องน้ำ

                   ก่อนที่จะไม่นานนัก น้ำค้างจะวิ่งกลับมาที่โต๊ะทานข้าวด้วยสีหน้าที่ดูตกใจและตื่นเต้นมาก แล้วรับบอกกับทุกคนไปว่า……………………………………

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

2 ความคิดเห็น