The October ลิขิตฟ้า ตามหารัก Season 1

ตอนที่ 10 : ตอนที่ 10 นาฬิกาวิเศษของคนพิเศษ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    1 มี.ค. 62

ตอนที่ 10 นาฬิกาวิเศษของคนพิเศษ

 

                   ฟ้าและน้ำค้างเดินออกมาจากตลาดคลองสาน ก็มาถึงหน้าถนนใหญ่ ซึ่งมีรถสามล้อจอดรอคิวรับผู้โดยสารอยู่ตรงด้านหน้า น้ำค้างก็เดินตรงเข้าไปเรียกรถสามล้อให้ไปส่งที่ร้านในทันที โดยที่ฟ้าเดินตามมาและทักท้วงน้ำค้างว่า

                   น้ำทำไมไม่นั่งรถเมล์หรือนั่งวินมอเตอร์ไซค์ไปล่ะ

                 แหมพี่นั่งวินคนละ สี่สิบบาท สองคนก็แปดสิบ นั่งรถเมล์คนละเก้าบาทสองคนสิบแปดบาท แต่รอนาน ดูสิรถก็ติด แถมยังต้องโหนอีกนะไม่ได้นั่งด้วย นั่งสามล้อไปดีกว่าจ๊ะ สองคนสี่สิบบาทเอง เดี๋ยวน้ำจ่ายเองก็ได้จ้า”

                   น้ำค้างยิ้มมาทางฟ้าและชี้แจงให้ฟ้าเข้าใจค่าโดยสารที่โดนทักท้วง ก่อนที่ฟ้าจะพูดขึ้นมาว่า

                   เห้ยน้ำ สี่สิบบาทเขาจะไปเหรอ อย่างน้อยพี่ว่าก็ต้องหกสิบบาทขึ้นนะ

                   ฟ้ายังติดใจสงสัยค่ารถสามล้อเพราะปรกติที่เขาเคยนั่งจะต้องจ่ายถึงหกสิบบาท น้ำค้างยิ้มและขยิบตาให้ฟ้าก่อนที่จะเดินเข้าไปคุยกับคนขับรถสามล้อ ไม่นานนักน้ำค้างก็กวักมือเรียกฟ้าให้มาขึ้นรถ

                   โห น้ำเจ๋งอ่ะ สุดยอดไปเลย พูดยังไงถึงพี่เขาถึงยอมอ่ะ

                   ฟ้าทำท่าคาราวะน้ำค้างแบบในหนังจีนกำลังภายใน ที่สามารถต่อราคารถสามล้อได้เก่งมาก ขณะที่น้ำค้างได้แต่อมยิ้ม แล้วทั้งคู่ก็นั่งรถสามล้อไปที่ทำงาน

                   เมื่อทั้งคู่มาถึงที่ทำงานฟ้าก็ล้วงนาฬิกาที่มีแต่เรือนเปล่าๆออกมาดูเวลา

                 อืม ยังเหลือเวลาอีกตั้งสิบห้านาทีแน่ะ ก่อนจะถึงสี่โมงเย็น แต่เราเข้าไปตอกบัตรทำงานเลยแล้วกันนะน้ำ

                   ฟ้าดูเวลาแล้วก็บอกกับน้ำค้าง ในขณะที่เธอดูนาฬิกาของฟ้าเหมือนจะทำท่าทางสงสัยอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาได้แต่แค่อมยิ้มเฉยๆ แต่ไม่ทันที่ทั้งสองจะเดินเข้าไปในร้าน เสียงมอเตอร์ไซค์คุ้นๆจากคนที่คุณรู้ว่าใครก็ดังเข้ามา

                   พายุบิดมอเตอร์ไซค์คู่ใจตรงเข้ามาจอดไว้ที่เดิม ทักทายฟ้ากับน้ำค้างแล้วก็หยิบผ้าขนหนูจากใต้เบาะรถออกมาเช็ดหมวกกันน็อกเหมือนเดิมอย่างทะนุถนอม จนฟ้าที่มองอยู่อดสงสัยไม่ได้จึงถามพายุขึ้นมาว่า

                 ทำไมต้องดูแลหมวกกันน็อกดีจังเลยล่ะพายุ ใครซื้อให้เหรอ

                   แต่ไม่ทันที่พายุจะตอบคำถามของฟ้า น้ำค้างก็รีบพูดแทรกขึ้นมาก่อนว่า

                 จะอะไรซะอีกล่ะพี่ ก็เมียมันซื้อให้ไง ดาวมันเคยบอกเอาไว้ว่าถ้าหมวกกันน็อกของมันมีรอยขูดขีดแม้แต่เพียงแค่นิดเดียว ชีวิตน้อยๆของพายุก็จะดับสิ้นลงไป และดาวมันก็จะไปหาผัวใหม่ในทันที มันก็เลยต้องดูแลหมวกกันน็อกอันนี้ยิ่งชีวิตของมัน

                 น้ำค้างพูดแบบน้ำหน้านิ่งแล้วก็เดินออกไป

                 โหน้ำ แกนี่เป็นแฟนพันธุ์แท้ฉันเลยวะ ใช่พี่ฟ้าวันก่อนนะพี่ ผมบิดมอเตอร์ไซค์มาร้อยกว่าๆ แล้วแหกโค้งตรงห้างโรบินสันลาดหญ้า รถผมนี่นะกลิ้งหมุนติ้วๆๆๆๆ ไปสามสี่ตะหลบ ส่วนผมก็กลิ้งลงข้างทาง หัวเนี้ยนะกำลังจะไถลไปชนกับฟุตบาทอยู่แล้วพี่ แต่ผมนึกขึ้นได้เสียก่อนว่าผมสวมหมวกกันน็อกอยู่ ก็เลยรีบถอดหมวกกันน็อกแล้วชูขึ้นไม่ให้มันชนกับพื้นเดี๋ยวหมวกจะเป็นรอย ส่วนหัวผมนะเหรอพี่ ผมปล่อยช่างมันเลย ก็เลยไถลชนกับฟุตบาทเต็มๆ เลือดนี้นะสาดเป็นทางยาว เลือดนี้ไหลลงจากหัวผมซิบๆๆ ไม่กล้าร้องเลยสักแอ่ะ เพราะผมสลบไปตั้งแต่หัวฝาดพื้นทีแรกแล้ว เห็นไหมล่ะพี่ เพื่อเมียผมทำได้ทุกอย่าง ฮ่ะๆๆๆ

                   พายุหัวเราะแบบชอบใจแล้วเอามือเท้าสะเอวข้างนึง แล้วเอามืออีกข้างชูสองนิ้วขึ้นมา หลังจากที่เล่าวีรกรรมที่สุดแสนจะทุเรศให้ฟ้าฟัง

                 มิน่าล่ะ แกเลยเป็นแบบนี้ เห้อ!! ฉันไม่น่าตั้งใจฟังมันเล่าเลย โคตรไร้สาระ เสียเวลาตอกบัตรเข้างานเปล่าๆ

                   ฟ้าส่ายหน้าแบบปวดหัวจี๊ดๆขึ้นสมอง แล้วก็เดินเข้าไปในร้าน (น่าจะไปกินยาแก้ปวดหัวสักสองเม็ด) ในขณะที่น้ำค้างรู้ทันไม่อยู่ฟังพายุเล่าถึงวีรกรรม เดินเข้าไปในร้านก่อนหน้านี้แล้ว

                   เมื่อถึงเวลาเข้างาน ทุกคนก็แยกย้ายกันไปทำงานในส่วนที่ตัวเองต้องรับผิดชอบ ฟ้าเองก็เข้าไปในบาร์เพื่อเตรียมงานต่างๆ ให้พร้อมบริการลูกค้าเหมือนเดิม

                   ส่วนพี่แสงกับพายุก็ช่วยกันยกเก้าลงจากโต๊ะ เพราะว่าใต้ฝุ่นกับน้องจันทร์เจ้ากวาดและถูพื้นเสร็จแล้ว ส่วนในครัวเชฟแต่ละคนก็กำลังล้างผักหั่นของเตรียมไว้ตามขั้นตอนของงานตามปรกติ ซึ่งทุกคนใช้เวลาเตรียมงานเสร็จภายในเวลาห้าโมงครึ่งเร็วกว่าร้านเปิดก่อนครึ่งชั่วโมง เมื่อพี่แสงเห็นว่างานทุกอย่างได้เตรียมเสร็จแล้ว แกก็พูดขึ้นเสียงดังว่า

                   เอาล่ะ วันนี้ทุกคนเตรียมงานได้เสร็จไวกันดีมากและไม่มีอะไรที่พิเศษ ไม่มีโต๊ะจอง จะมีก็แค่โปรโมชั่นเดิมเหมือนกับเมื่อวาน (พร้อมเหล่หางตามองไปทางพายุที่กำลังยืนแคะขี้มูกอยู่) แต่พี่ก็คงขี้เกียจจะถามแล้ว กลัวจะไปเจอโปรโมชั่นบ้าบออะไรของคนบ้าบางคนอีก และอีกอย่างป้าคะนิ้งแกก็ทำข้าวเย็นของพวกเราเสร็จแล้วด้วย งั้นทุกคนไปทานข้าวกันก่อนเลยแล้วกัน แล้วหกโมงตรงช่วยมาออนฟลอร์ (อยู่พร้อม ณ จุดดูแลลูกค้าของแต่ละคนที่รับผิดชอบ) ให้พร้อมเพรียงกันด้วยนะ

                   พี่แสงพูดแล้วแกก็เดินเข้าไปในครัวก่อนใครเพื่อน สงสัยจะหิวจัด ในขณะที่พายุเดินตามมาพร้อมกับใต้ฝุ่น พายุก็เลยถามใต้ฝุ่นถึงเรื่องที่เขาข้องใจไปว่า

                 นี่ๆ ใต้ฝุ่นหมี ศรีอรทัย (มันเปลี่ยนชื่อเพื่อนไปเรื่อย มั่วอีกแล้ว) เมื่อคืนจ่ายไปเท่าไร่อ่ะ ไอ้คนที่จ้างให้มารับน่ะ

                   พายุยังคาใจกับเรื่องเมื่อคืนที่ใต้ฝุ่นมีหนุ่มหล่อขับรถมารับตอนเลิกงานจึงถามออกไปด้วยความอิจฉา

                   จ่ายไปสองดอก สามสิบกระบวนท่ายาก

                   ใต้ฝุ่นพูดแล้วก็ทำเชิดหน้าใส่พายุแล้วก็เดินบิดก้นเข้าไปในครัว แต่ก่อนที่เธอจะเปิดประตูเข้าไปในครัวก็มีคำพูดต่อท้ายหน่อยนึงกับพายุว่า

                 เอ ได้ข่าวว่าเมื่อคืนมีคนบ้าบางคน ที่ไปเสื้อกันฝนแต่ดันเกือบได้ถุงยางมา แถมยังเกือบโดนพนักงานที่ร้านสะดวกซื้อกระทืบเอาอีกด้วยนี่ อิๆๆๆ

                   โธ่….ซื้อเสื้อกันฝนโว๊ย เสื้อกันฝน แต่เอ๊ะทำไมแกถึงรู้อ่ะ มีผัวคนที่แปดเป็นพนักงานที่ร้านสะดวกซื้อเหรอไงวะ

                     พายุทำท่าทางสงสัยพร้อมกับพูดเหน็บใส่ใต้ฝุ่นเล็กน้อยถึงปานกลาง

                 แหม ไม่รู้มั้งคะ เขาปิดกันให้แซ่ดกันทั้งคลองสาน แต่เอ๊ะ!... สงสัยตอนนี้น่าจะไปทั่วฝั่งธนบุรีแล้วมั้งคะ โห้ๆๆ

                   ใต้ฝุ่นพูดจบก็เดินเอามือปิดปากหัวเราะชอบใจเข้าไปในครัว ปล่อยให้พายุยืนอึ้งเพราะขายหน้ากับเรื่องเมื่อคืน

                   โธ่ งามไส้ อนิจจาชีวิตน้อยๆของพายุ

                   พายุคร่ำครวญอยู่คนเดียวก่อนที่จะเดินตามใต้ฝุ่นเข้าไปทานข้าวที่ในครัว

                   การทานข้าวของพนักงานที่ร้าน จะเป็นการปรุงโดยฝีมือเชฟป้าคะนิ้งหรือเชฟพี่อากาศ โดยที่ร้านจะเลี้ยงข้าวพนักงานวันละหนึ่งมื้อ และให้ทานข้าวกันที่ห้องว่างข้างหลังครัว ซึ่งจะมีที่นั่งและโต๊ะยาวสำหรับให้พนักงานทุกคนทานอาหารร่วมกันก่อนจะเริ่มงานในเวลาหกโมงเย็น

                   อ้าว ฟ้ากับน้ำค้างไม่กินข้าวกันเหรอลูก

                   ป้าคะนิ้งถามฟ้าและน้ำค้างด้วยความสงสัยและเป็นห่วง ที่เห็นทั้งสองคนนั่งดื่มแต่น้ำเปล่ากันและไม่ยอมตักข้าวมากิน

                 กินแล้วจ๊ะป้า น้ำไปกินก๋วยเตี๋ยวที่ร้านแป๊ะทงมาจ้า พอดีเจอพี่ฟ้าแกนั่งเรือข้ามฝากเดินผ่านมา ก็เลยชวนให้แกกินเป็นเพื่อนน้ำด้วย

                   น้ำค้างยิ้มแล้วบอกป้าคะนิ้งที่กำลังตักข้าวใส่จาน

                   ส่วนคนอื่นๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งไอ้คุณพายุที่กำลังนั่งกินข้าวไข่เจียวกับต้มยำซีฟู๊ดส์ราวกับว่าโดนเมียให้อดข้าวอดน้ำมาแล้วถึงสองสามวันอย่างเอร็ดอร่อย 

                   ฟ้าที่นั่งดื่มน้ำอยู่ก็ก้มลงมองดูนาฬิกาที่ล้วงเอาออกมาจากกระเป๋ากางเกง โดยที่มีสายตาของพายุกำลังจ้องมองอยู่ แล้วมันก็ไม่วายที่จะพูดขึ้นมาว่า

                 พี่แสงๆ ผมขอตังค์สักสองร้อยสิพี่ จะเอาไปให้พี่ฟ้าซื้อสายนาฬิกาข้อมือมาใส่หน่อย ดูแล้วอนาถาจัง เงินเดือนก็ตั้งเยอะตั้งแยะไม่รู้เอาไปเลี้ยงเมียคนไหนหมด พี่ดูสิ น่าสงสาร

                   พายุยังไม่วายยุ่งเรื่องของคนอื่น ทั้งที่ตัวเองยังเคี้ยวข้าวอยู่เต็มปากในขณะที่พี่แสงหันมาก็พูดขึ้นว่า

                 เออ พี่ก็กะจะถามฟ้าอยู่พอดี หาสายนาฬิกาที่ชอบไม่ได้เหรอฟ้า

                   พี่แสงก็เริ่มสงสัยเหมือนกันทำเอาฟ้าต้องรีบแก้ต่างในทันที

                 อ๋อ ป่าวครับพี่ เมื่อก่อนผมเป็นคนที่นอนตื่นสายมาก และบางครั้งใครนัดไปไหนมาไหนผมก็ไปสายอยู่บ่อยๆ ไปทำงานก็ไปไม่ทันตั้งหลายครั้ง พอดีมีคนซื้อนาฬิกาเรือนนี้มาให้เป็นของขวัญ แต่ผมก็ไม่รู้หรอกว่าเนื่องในโอกาสอะไร โดยที่เขาเขียนโน้ตทิ้งไว้ว่า นาฬิกานี้เรือนนี้เป็นนาฬิกาวิเศษ ใครได้เป็นเจ้าของ จะไม่มีคำว่าสาย เพราะว่ามันมีแค่หน้าปัดบอกเวลา ไม่มีสาย (ข้อมือ) จริงๆ ผมก็เลยเก็บมันไว้อย่างนี้มาตลอดสามปีที่ผ่านมา และผมก็ไม่เคยนอนตื่นสายหรือไหนสายอีกเลย มันคือนาฬิกาวิเศษจริงๆครับ

                   ฟ้าเล่าให้เรื่องที่มาของนาฬิกาให้ทุกคนฟังแล้วก็อมยิ้มอยู่คนเดียวแบบเขินๆ

                   ใครซื้อให้อ่ะพี่ เมียหรือกิ๊กคนที่สาม

                   พายุมันยังไม่เลิกแส่ยุ่งเรื่องของคนอื่นเลยจริงๆ โดยที่มีเสียงพูดสวนขึ้นมาทันทีว่า

                  นาฬิกาวิเศษก็ต้องเป็นคนพิเศษสิที่ซื้อให้ ใช่ไหมพี่ฟ้า

                   น้ำค้างรีบพูดขึ้น โดยที่ฟ้าได้แต่ยิ้มเขินๆและอายอยู่คนเดียวแต่ไม่ได้พูดอะไรออกไป

                   เมื่อทุกคนทานข้าวเสร็จก็ช่วยกันเก็บถ้วยจานมาล้างจนเรียบร้อย ไม่ให้ตกเป็นภาระของทะเลคนเดียวในการล้างจาน ก่อนที่ทุกคนจะพร้อมเริ่มงานกันในเวลาหกโมงเย็นในวันที่สองของการเปิดร้าน และอากาศก็ดูแจ่มใสซะเหลือเกิน

2 ความคิดเห็น