เทวตำนานเทพเจ้ากรีก โรมันและอีทรัสกัน

ตอนที่ 21 : เรื่องเล่าเทพปรมณัมกรีกโรมัน& อีทรัสกัน 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 829
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    30 ต.ค. 55

เรื่องเล่าเทพปรมณัมกรีกโรมัน& อีทรัสกัน

 

กำเนิดทวยเทพ

ตามความเชื่อของชนชาติกรีกโบราณ เชื่อกันว่า...

อดีตกาล นานแสนนานมาแล้ว ไม่อาจนับเวลาได้ ย้อนหลังไปถึงยุคก่อนกำเนิดโลก สรรพสิ่งทั้งหลายยังเป็นเพียงความวุ่นวาย ที่เวิ้งว้างกว้างใหญ่มหึมาจนหาขอบเขตมิได้ มีแต่ความมืดมิด ปราศจากรูปใดๆ เรียกว่า เคออส (Chaos)

กาลเวลาล่วงมาอีกนานนับกัปไม่ถ้วน โลกพิภพจึงผุดขึ้นเป็นผืนแผ่นกว้างใหญ่ไพศาล เรียกว่า จีอา (Gaea) ซึ่งถือว่าเป็นจอมมารดาของสรรพสิ่งทั้งมวลเพราะถือกำเนิดขึ้นก่อนใคร ผืนแผ่นดินนี้มีอิทธิฤทธิ์บันดาลให้เกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด และทำให้เกิดพายุได้

ต่อมา จีอาก็บันดาลให้เกิดแผ่นฟ้าที่ดาษดาไปด้วยดวงดาวขึ้นปกคลุมเหนือผืนแผ่นดิน เรียกว่า อูรานอส (Ouranos) ซึ่งถือเป็นจอมบิดาของสรรพสิ่งทั้งปวงคู่กับจอมมารดาจีอา และบันดาลให้เกิดขุมนรกที่มืดมิดและน่ากลัว เรียกว่า ทาร์ทะรัส (Tartarus)

กาลเวลาผ่านมาอีกนับกัปไม่ถ้วน จอมมารดาจีอาและจอมบิดาอูรานอส จากที่เดิมเป็นเพียงธรรมชาติผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ ก็ค่อยๆ กลายเป็นจอมเทพผู้ทรงอำนาจคู่แรก ทั้งสองร่วมกันเถลิงอำนาจอยู่ ณ สวรรค์โอลิมปัส ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงตระหง่านตั้งอยู่กลางแผ่นดินสูงขึ้นไปจนสุดชั้นฟ้า

ต่อมาไม่นานจอมมารดาจีอาก็ให้กำเนิดเทพบุตร 6 องค์ คือ โอเซียนัส (Oceanus) ซีอัส (Coeus) ครีอัส (Creus) ไฮเพอร์เรียน (Hyperion) ไอแอพิทัส (Iapetus) และโครนัส (Cronus) และให้กำเนิดเทพธิดา 6 องค์ นามว่า เธีย (Thea) รีอา (Rhea) ธีมิส (Themis) ธีทิส (Thetis) เนโมซินี (Nemosyne) และฟีบี (Phoebe)

เทพบุตรและเทพธิดาทั้ง 12 องค์นี้มีขนาดร่างกายใหญ่มหึมา เรียกว่า ไททัน (Titan)  

ด้วยขนาดร่างกายที่ใหญ่โตนี้เอง ทำให้จอมบิดาอูรานอสหวาดหวั่น จึงได้จับเทพไทแทนทั้งหมดโยนลงไปขังไว้ในตรุทาร์ทะรัส (Tartarus) ซึ่งเป็นขุมนรกส่วนที่ลึกที่สุดในยมโลกที่มืดมิด เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เทพบุตรหรือเทพธิดาองค์ใดใช้พลังเป็นปฏิปักษ์กับจอมบิดาได้

ต่อมา จอมมารดาจีอาก็ให้กำเนิดโอรสที่ดุร้าย แถมมีร่างกายที่แปลกประหลาดมากยิ่งขึ้นไปอีก คือ เป็นยักษ์ 50 หัว 100 แขน จำนวน 3 ตน คือ คอตทัส (Cottus) เบรียรูส (Briareus) และไกจีส (Gyges)

อูรานอสรู้สึกกลัวในความดุร้ายของยักษ์ 50 หัวพวกนี้ จึงจับพวกเขาโยนลงไปขังในตรุทาร์ทะรัสอีก

ต่อมาจอมมารดาจีอาก็ให้กำเนิดโอรสเป็นยักษ์ตาเดียว เรียกว่า ไซคลอปส์ (Cyclops) อีก 3 ตน มีนามตามลำดับว่า ฟ้าลั่น-บรอนทีส (Brontes) ฟ้าแลบ-สเทอโรพีส (Steropes) และแสงสว่างวาบ-อาจีส (Arges)

จอมบิดาอูรานอสก็จับไซคลอปส์ทั้งสามโยนลงไปขังไว้ในตรุทาร์ทะรัสอีกเช่นเดียวกัน

ด้วยแสงสว่างจากไซคลอปส์ทั้งสาม ในตรุทาร์ทะรัสที่มืดมิดจึงพอมองเห็นกันได้ เมื่อเริ่มมองเห็นแสงเทพไทแทนก็เริ่มคิดหาทางเป็นไทแต่ก็หาวิธีออกจากตรุทาร์ทะรัสไม่ได้

ฝ่ายจอมมารดาจีอานั้นรู้สึกไม่พอใจที่อูรานอสจับลูกๆ ลงไปขังไว้ในตรุทาร์ทะรัสทั้งหมด แต่แม้จะห้ามปรามอย่างใรอูรานอสก็ไม่ฟัง จอมมารดาจีอาจึงลงไปที่ตรุทาร์ทะรัสและยุยงลูกๆ ให้ร่วมคิดกันแย่งอำนาจจากบิดาให้จงได้

แม้เทพไทแทนจะอยากเป็นอิสระจากตรุทาร์ทะรัส แต่เมื่อคิดถึงการต้องไปต่อสู้แย่งชิงอำนาจจากจอมบิดาอูรานอสก็ไม่มีใครกล้าพอ ยกเว้นโครนัสน้องสุดท้องคนเดียวที่กล้าจะทำตามคำยุยง จอมมารดาจีอาจึงช่วยโครนัสให้หลุดจากพันธนาการ และมอบเคียวให้เป็นอาวุธเพื่อไปสู้กับจอมบิดา

ตกกลางคืนโครนัสก็ไปแอบรอท่าอยู่ใต้เตียงอูรานอสกับจีอา เมื่ออูรานอสหลับ โครนัสก็ถือเคียวอาวุธคู่มือเข้าจู่โจมจอมบิดาอูรานอสโดยไม่ให้รู้ตัว อูรานอสกำลังน้อยกว่าแถมไม่รู้ตัวมาก่อนทำให้เสียเปรียบ ยิ่งต่อสู้กันนานไปก็ยิ่งได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลทั่วร่าง เลือดของอูรานอสแต่ละหยดเมื่อตกต้องผืนแผ่นดินก็กลายเป็นยักษ์ ภูติอีรินิส และพรายน้ำ จำนวนมาก

ในที่สุดอูรานอสก็พ่ายแพ้และถูกโครนัสใช้เคียวตัดอัณฑะขว้างทิ้งลงทะเลและยึดอำนาจบนเขาโอลิมปัสไปได้ ก่อนจะสิ้นชีวิตอูรานอสได้กล่าวสาปแช่งโครนัสว่าวันหน้าขอให้โครนัสถูกลูกของตนเองแย่งชิงอำนาจไปเหมือนกับที่ตนเองถูกกระทำ

โครนัสจัดแจงปล่อยเทพไทแทนทั้งหมดออกจากขุมนรกทาร์ทะรัส ซึ่งเทพไทแทนทุกองค์รู้สึกปิติยินดีในอิสรภาพเป็นอย่างยิ่งจึงพร้อมใจกันยกให้โครนัสเป็นเทพบิดาปกครองเทพทั้งมวลอยู่ที่เขาโอลิมปัส 

เมื่อโครนัสยึดอำนาจจากอูรานอสจอมบิดาได้แล้ว ก็ได้ขึ้นเถลิงอำนาจเป็นจอมเทพแห่งเขาโอลิมปัสสืบแทนจอมบิดา และได้แบ่งปันอำนาจหน้าที่ให้พี่ๆ ที่เป็นไททัน จากนั้นบรรดาเทพไทแทนต่างก็มีคู่ครอง แต่อาจเป็นเพราะสวรรค์ยังมีเทพจำนวนน้อย เทพไททันนส่วนใหญ่จึงจับคู่แต่งงานกันเองในระหว่างพี่น้อง

โครนัสครองอำนาจเหนือเหล่าเทพทั้งปวงอยู่ ณ สวรรค์โอลิมปัสเป็นสุขสงบมาแสนนาน เป็นยุคสมัยแห่งความยิ่งใหญ่ของเทพไทแทน

จนกระทั่งวันหนึ่งพระนางรีอาก็ให้กำเนิดเทพบุตรองค์แรก คำสาปของอูรานอสจอมบิดาก็ผุดขึ้นในความทรงจำของโครนัสทันที โครนัสจึงรีบไปหาพระนางรีอาและจับเทพบุตรนั้นกลืนกินเสีย หลังจากนั้นโครนัสก็ยังกลืนกินเทพบุตรและเทพธิดาองค์ต่อๆ มาอีกรวม 5 องค์

พระนางรีอาพยายามขอร้องให้โครนัสไว้ชีวิตบุตรที่เกิดใหม่ แต่โครนัสกลัวคำสาบแช่งของจอมบิดาจึงไม่ยอมฟัง พระนางรีอาจึงปรึกษากับจอมมารดาจีอาและวางแผนช่วยชีวิตบุตรองค์ต่อไปให้รอดพ้นจากการถูกโครนัสกลืนกินให้จงได้

ครั้งถึงเวลาประสูติบุตรองค์ต่อไป เป็นเทพบุตรชื่อว่า ซูส (Zeus) พระนางรีอาก็เอาซูสไปซ่อนเสียก่อนที่โครนัสจะมาถึง ส่วนจอมมารดาจีอาก็เอาหินก้อนหนึ่งมาห่อผ้าไว้ทำทีว่าเป็นเด็กเกิดใหม่ให้พระนางรีอาอุ้มไว้

โครนัสได้ข่าวการประสูติของเทพบุตรองค์ใหม่ก็รีบมาหมายจะจับกินเสีย พระนางรีอาแสร้งทำเป็นอ้อนวอนขอชีวิตไว้แต่โครนัสไม่ยินยอมเช่นเดิม โครนัสแย่งผ้าห่อก้อนหินไปจากพระนางรีอาและกลืนกินลงท้องไปโดยเข้าใจว่าเป็นบุตรที่เกิดใหม่แล้วก็กลับไป

โครนัสกลับไปแล้วพระนางรีอาก็จัดแจงฝากฝังซูสให้นางอัปสรนีเรียด ธิดาของผู้เฒ่าทะเลนีรูส นำไปเลี้ยงดู นางอัปสรจึงพาซูสไปเกาะครีตโดยนำซูสไปไว้ในถ้ำบนยอดเขาไอคา และเลี้ยงดูด้วยน้ำนมจากนางแพะชื่อว่าแอมัลเธีย (Amalthea) โดยมีกลุ่มสาวกของพระนางรีอา เรียกว่า คิวรีทิส ทำหน้าที่เป็นอาจารย์สอนสรรพวิชาให้ซูส

ระหว่างที่ซูสยังเป็นทารกน้อย นางอัปสรนีเรียดต้องหาวิธีป้องกันไม่ให้โครนัสรู้ว่าซูสยังมีชีวิตอยู่ โดยการผูกเปลกับต้นไม้ให้ซูสนอน โครนัสที่คอยสอดส่องทั้งบนสวรรค์และบนดินจึงมองไม่เห็นซูสที่ไม่ได้อยู่ทั้งบนสวรรค์และบนแผ่นดิน

นอกจากนี้ เหล่าคิวรีทิสก็ช่วยกันคิดค้นเพลงเต้นรำแบบหนึ่งขึ้น เพลงเต้นรำแบบนี้ต้องใช้เสียงประสานของอาวุธที่อึกทึกจนกลบเสียงร้องของซูสไว้ไม่ให้ได้ยินไปถึงสวรรค์

ฝ่ายโครนัสสำคัญผิดว่าคำสาปของจอมบิดาไม่เป็นผลแล้วก็สิ้นวิตก มิได้แยแสกับเสียงเอ็ดอึงของเหล่าคิวรีทิส ทำให้ซูสสามารถดำรงค์ชีวิตอยู่ได้จนเติบใหญ่เป็นเทพบุตรหนุ่มที่แข็งแรง และได้นำหนังนางแพะแอมัลเธียที่ตายไปแล้วมาทำเป็นโล่ห์ประจำตัว

เทพบุตรหนุ่มซูสกลับมารบกับโครนัสผู้เป็นบิดา ในที่สุดโครนัสก็เป็นฝ่ายปราชัยให้แก่ซูสที่มีพลกำลังเหนือกว่า ซูสจับตัวโครนัสไว้และปรึกษาพระนางรีอาผู้เป็นมารดาว่าจะทำอย่างไร

พระนางรีอาแนะนำให้มีทิสธิดาของโอเชียนัส ปรุงยาสำรอกและบังคับให้โครนัสดื่ม โครนัสดื่มยานั้นไปแล้วจึงได้สำรอกเทพบุตรและเทพธิดาที่กลืนลงท้องไปออกมาหมดทุกองค์ รวมทั้งหินที่เข้าใจว่าเป็นซูสด้วย

เทพบุตรและเทพธิดาพี่ๆ ของซูสที่โครนัสสำรอกออกมา คือ เฮสเทีย (Hestia) ดีมิเตอร์ (Demeter) ฮีรา (Hera) ฮาเดส (Hades) และโปไซดอน (Poseidon) ตามลำดับ

สำหรับก้อนหินที่โครนัสสำรอกออกมาด้วยนั้น ภายหลังได้เอาไปเก็บรักษาไว้เป็นที่เคารพบูชาแทนองค์ซูส ณ วิหารเดลฟี (Delphi)

จากนั้นซูสก็เนรเทศโครนัสออกไปจากเขาโอลิมปัส  และหลังจากนั้นพวกเหล่าเทพโอลิมปัสก็ได้ปกครองสวรรค์ในเวลาต่อมา

 

สงครามเทพไททัน

หลังจากโครนัสถุกไล่ลงจากสวรรค์ จึงเป็นสาเหตุทำให้เกิดสงครามขึ้น พี่น้องทั้งหกคนของซูสได้รวมตัวกันเพื่อต่อต้านโครนัสและเหล่าเทพไททันองค์อื่นๆ   โดยทั้งหกคนได้รับการสนับสนุนจากเทพไททันบางส่วน, กลุ่มเฮกะตอนคีรีสซึ่งถือเป็นพี่น้องกับพวกไททันแต่อัปลักษณ์ และยักษ์ไซคลอปทั้งสามซึ่งเป็นช่างที่ได้สร้างอาวุธวิเศษทั้งสามคือ สายฟ้า ตรีศูล และหมวกล่องหน แก่ซุส โพเซดอน และเฮดิส   กองทัพของเทพซุสได้ปะทะกับกองทัพของเทพโครนัสเป็นเวลาหลายปี   แม้เทพไททันจะตัวใหญ่และมีกำลังมาก   แต่ก็ไม่อาจสู้กองทัพของซุสได้   ในที่สุดพวกโครนัสก็พ่ายแพ้

เทพไททันที่เป็นพวกกับโครนัสนั้นได้ถูกลงโทษโดยถูกจับโยนลงไปขังในหลุมทาทารัสใต้บาดาลตลอดกาล   เหมือนกับที่เคยโดนก่อนโครนัสจะมาปลดปล่อย   โดยในครั้งนี้ซุสได้ให้พวกเฮกะทอนคีรีสคอยเฝ้าเอาไว้ด้วย   ส่วนเทพแอตลาส (Atlas) ซึ่งแข็งแรงที่สุดในบรรดาเทพไททัน   ซุสได้ลงโทษให้ไปยืนแบกโลกไว้ตลอดกาล

เมื่อสิ้นสุดยุคของเทพไททันแล้ว   ซุสก็ได้แบ่งอำนาจการปกครองต่างๆให้แก่เหล่าผู้ที่ช่วยในสงคราม   ส่วนตนก็ขึ้นเป็นเทพเจ้าสูงสุดปกครองโลกและสวรรค์สืบมา

 

สงครามอสูรกาย

หลังจบสงครามไททัน   เหล่าเทพเจ้ายังไม่อาจอยู่อย่างสงบสุขได้   เพราะยังมีผู้ที่ไม่พอใจที่เกิดการแย่งชิงบัลลังก์ขึ้น   นั่นคือ พระแม่ธรณี ไกอา (Gaia)   ไกอาไม่พอใจที่ลูกๆของนางหรือเหล่าเทพไททันต้องถูกจองจำในหลุมทาทารัสที่มืดมิด   จึงได้ให้กำเนิดอสุรกายคู่หนึ่งขึ้นมา คือ ไทฟอน (Typhon) และ อีคิดน่า (Echidna)   โดยไทฟอนเป็นอสุรกายที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยมีมา   ไทฟอนมีลักษณะเป็นงูหรือมังกรหลายร้อยหัว หากยืดคอให้สุดจะสูงเท่าดวงดาว   มีพิษร้ายแรง สามารถพ่นไฟและลาวาออกมาได้   เวลาเคลื่อนตัวไปที่ไหนจะมีพายุเกิดขึ้นตามมา   แต่บางทีก็ว่าไทฟอนมีลักษณะเป็นคนที่มีท่อนล่างเป็นงูยาวหลายร้อยไมล์   มีปีกเหมือนอินทรี   นิ้วเป็นงู   และหัวเป็นลาที่มีไฟพวยพุ่งออกมาจากทั้งตา จมูก ปาก   ส่วนอีคิดน่านั้นเป็นภรรยาของไทฟอน

เมื่อไทฟอนออกอาละวาด   ทุกอย่างล้วนพังพินาศลงด้วยฤทธิ์ของมัน   แม้แต่เทพเจ้าก็ยังต้องพากันหลบหนีโดยแปลงร่างเป็นสัตว์ไม่เว้นแต่จอมเทพซุสที่แปลงร่างเป็นแกะ   ว่ากันว่ามีเพียงเทพีอาเธน่าเท่านั้นที่พยายามจะสู้กับไทฟอน   แต่ก็ไม่สำเร็จ   ไทฟอนได้ปีนขึ้นไปถึงบนสวรรค์   ประกาศให้โลกรู้ว่าแม้แต่เทพเจ้าอันยิ่งใหญ่ก็ต้องยอมศิโรราบแก่ตน   ซุสเห็นดังนั้นก็ละอายใจที่ตนเป็นถึงเทพสูงสุดแต่ไม่กล้าสู้กับอสุรกายที่จะทำลายโลก   เมื่อคิดได้ซุสจึงรวบรวมความกล้าไปท้าไทฟอนสู้ตัดสินกัน

ซุสได้รวบรวมเทพเจ้าทุกๆองค์ซึ่งพร้อมใจจะสู้มารบกับไทฟอน   ทว่าถึงจะมีจำนวนมากกว่าและมีอาวุธรุนแรงอย่างสายฟ้าก็ไม่อาจทำอะไรไทฟอนได้   ไทฟอนได้โต้กลับด้วยการยกภูเขาทั้งลูกโยนใส่เหล่าเทพจนต้องแตกกระเจิงกันไป   แต่เหล่าเทพก็รวมตัวกันมาสู้ต่ออีกครั้ง   เป็นเช่นนี้เรื่อยๆ   จนกระทั่งในยุคนั้นแทบไม่มีสิ่งมีชีวิตใดเหลืออยู่เลย

ในที่สุดก็มาถึงจุดสำคัญที่สุดของสงคราม   เมื่อไทฟอนยกภูเขาไฟเอทนาอันมหึมาขึ้นหวังจะปิดบัญชีเหล่าเทพเจ้าที่ต่อต้านให้หมดด้วยการโยนภูเขาลูกนี้เข้าใส่   แต่ซุสได้เห็นถึงโอกาสหนึ่งเดียวนี้ที่จะพิชิตไทฟอนลงได้   จึงซัดสายฟ้าหลายร้อยลูกเข้าใส่ภูเขาเอทนาที่ไทฟอนยกขึ้นไว้เหนือหัว   จากพลังของสายฟ้าที่ซุสระดมเข้าใส่   ทำให้ภูเขาเอทนาแตกเป็นเสี่ยงๆ   ทับร่างของไทฟอนที่เสียหลักล้มลงจนมิดและไม่อาจขยับได้อีกต่อไป   แม้ไทฟอนจะยังไม่ตายและยังคงพ่นลาวาออกมาทางภูเขาไฟเอทนาอยู่เนืองๆ   แต่มันก็ไม่อาจจะหนีไปจากที่คุมขังนี้ได้อีกต่อไป   ชัยชนะจึงตกเป็นของเทพเจ้าอย่างเต็มภาคภูมิ และพระแม่ธรณีไกอาก็ไม่คิดจะล้างแค้นอีกต่อไป   โลกจึงได้สงบสุขเรื่อยมา

ทว่า เหล่าทายาทของไทฟอนยังคงอยู่กับอีคิดน่า   รอวันที่จะได้สำแดงฤทธิ์ต่อไป

 

สงครามเหล่ายักษ์ (Giants)

            แม้สงครามกับเหล่าอสูรกายและเทพทันจะสิ้นสุด นั้นยิ่งสร้างความไม่พอใจแก่พระแม่ธรณี ไกอา (Gaia) ยิ่งขึ้นไปอีก พวกยักษ์จึงถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อโค่นล้มเหล่าเทพโอลิมปัสอีกครั้ง โดยพวกยักษ์ที่ว่านี้ถือกำเนิดมาจากเทพีไกอากับจิตวิญญาณแห่งนรกทาทารัสโดยตรง และสงครามระหว่างเหล่ายักษ์และเทพโอลิมปัสจึงได้เริ่มขึ้น

            ในระหว่างสงครามนั้นเหล่าเทพโอลิมปัสได้เรียกวีรบุรุษมนุษย์กึ่งเทพมาช่วยในการรบด้วย วีรบุรุษคนนั้นคือเฮอร์คิวลีสนั้นเอง เพราะวิธีเดียวที่จะกำจัดพวกยักษ์ได้นั้นก็คือเทพเจ้าและมนุษย์กึ่งเทพต้องร่วมมือกันจึงจะสามารถเอาชนะพวกยักษ์ได้ และสงครามก็ได้สิ้นสุดลง ผลของสงครามพวกยักษ์เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ และถูกสังหารลง

 

 

สงครามกรุงทรอย

สงครามกรุงทรอย (อังกฤษ: Trojan War) หรืออาจรู้จักกันในชื่อ สงครามม้าไม้ เป็นสงครามที่สำคัญตำนานของกรีก โดยเกิดขึ้นที่กรุงทรอย ซึ่งตั้งอยู่ในเอเชียน้อย หรือบริเวณประเทศตุรกีในปัจจุบัน และเป็นสงครามระหว่างกองทัพของชาวกรีกและกรุงทรอย หลังจากที่ปารีสแห่งทรอยได้ลักพาตัวเฮเลนซึ่งเป็นภรรยาของเมนนิลิอัส กษัตริย์ของสปาร์ตาในขณะนั้น สงครามเมืองทรอยถูกเล่าผ่านงานเขียนที่สำคัญสองเรื่องของกรีก คืออีเลียดและโอดิสซีย์ โดยอีเลียดเล่าเรื่องราวตั้งแต่ปีที่สิบ จนถึงสิ้นสุดสงคราม ส่วนโอดิสซีย์เล่าเรื่องราวหลังจากสงครามจบสิ้น

หลังจากสู้รบกันเป็นเวลาสิบปี กองทัพกรีกก็ได้คิดแผนการที่จะตีกรุงทรอย โดยการสร้างม้าไม้จำลองขนาดยักษ์ ที่เรียกว่าม้าไม้เมืองทรอย โดยทหารกรีกได้เข้าไปซ่อนตัวอยู่ในม้าโทรจัน แล้วก็ทำการเข็นไปไว้หน้ากรุงทรอย เหมือนเป็นของขวัญและสัญลักษณ์ว่าชาวกรีกยอมแพ้สงคราม และได้ถอยทัพออกห่างจากเมืองทรอย ชาวทรอยเมื่อเห็นม้าโทรจัน ก็ต่างยินดีว่ากองทัพกรีกได้ถอยทัพไปแล้ว ก็ทำการเข็นม้าโทรจันเข้ามาในเมือง แล้วทำการเฉลิมฉลองเป็นการใหญ่ เมื่อชาวทรอยนอนหลับกันหมด ทหารกรีกที่ซ่อนตัวอยู่ ก็ออกมาจากม้าโทรจัน แล้วทำการเปิดประตูเมืองให้กองทัพกรีกเข้ามาในเมือง แล้วก็สามารถยึดเมืองทรอยได้ ก่อนที่จะทำการเผาเมืองทรอยทิ้ง ซึ่งเป็นสาเหตุให้เหล่าเทพไม่พอใจ และทำการกลั่นแกล้งไม่ให้ชาวกรีกได้กลับบ้านเมืองอย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เล่าอยู่ในโอดิสซีย์

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

17 ความคิดเห็น

  1. #8 mojini (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2556 / 20:15
    เนื้อหาแน่นมากค่ะ >____<

    ชอบค่ะ อ่านเพลินมากกก
    #8
    0