กว่าจะมาเป็นราชาปีศาจ(มีE-book)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 11,973 Views

  • 145 Comments

  • 619 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    312

    Overall
    11,973

ตอนที่ 19 : บทที่ 15 ล..เเล้วไอ้คนข้างหลังที่มันใครกันล่ะ!?(รีไรท์ครั้งที่1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 663
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 74 ครั้ง
    20 ม.ค. 62


บทที่ 15 ล..เเล้วไอ้คนข้างหลังที่มันใครกันล่ะ!?


"ยังไม่เลิกตามมาอีกเหรอ" ไป๋จิ้นกว่างเอ่ยกับชายหนุ่มที่เดินตามเขามาตลอดทั้งอาทิตย์ ทั้งๆที่ก่อนหน้า ได้ขอเเยกตัวออกมาเเล้วเเท้ๆ นี่มันเรื่องอะไรกัน เหตุใดเล่าเขาไปไม่พ้นจากคนโฉดจากเผ่ามารผู้นี้เสียที จึงอดไม่ได้ที่จะทอดถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย

"จนกว่าจะเเน่ใจว่าลูกเเก้วตรึงวิญญาณไม่ได้อยู่ที่เจ้าจริงๆ" หยางเจิ้งเฉินเอ่ยสีหน้ายังคงราบเรียบเหมือนเช่นทุกวัน

"ข้าไม่มีของเเบบนั้น..." ไป๋จิ้นกว่างปฏิเสธอย่างหมดเเรง ช่วงนี้เดินไปตามที่ต่างๆด้วยเท้าเปล่าไปเรื่อยๆ สองสามวันนี้ยังไม่เจอเมืองหรือหมู่บ้าน ส่งผลให้ต้องนอนตากน้ำค้างตลอดสามวัน อาบน้ำเย็นเฉียบตามลำธาร เเละเป็นโชคดีที่เขาเป็นเซียนตบะสูง เลยอิ่มทิพย์ไม่เดือดร้อนเรื่องอาหาร ถึงหิวก็ทนได้ในระดับหนึ่ง

แต่ทว่ามาคิดดูดีๆแล้ว เพราะมีหยางเจิ้งเฉินเดินตามมาด้วย เขาจึงค่อนสะดวกสบายในเรื่องไม่ต้องก่อไฟให้ความอบอุ่นด้วยตนเอง เเถมอีกฝ่ายยังทำอาหารมาเเบ่งเขาด้วยเป็นระยะ การออกปากไล่หยางเจิ้งเฉินช่วงหลังๆจึงค่อนข้างอ่อนลงเป็นอย่างมาก

หากเขาจะออกปากไล่หยางเจิ้งเฉินแล้วอีกฝ่ายไปจากเขาจริงๆ เขาคงไม่มีอาหารกับกองไฟอุ่นๆให้ใช้สอยเป็นเเน่ ถึงจะมีเงินอยู่จำนวนหนึ่งที่พอจะเอาไปจ่ายหาที่พักกับอาหารได้หลายเดือน เเต่สักวันมันก็ต้องหมดไป

และทั้งอาทิตย์นี้ไป๋จิ้นกว่างคิดแต่เรื่องสร้างบ้านอยู่ในหมู่บ้านสักเเห่ง เพื่อลงหลักปักฐานเเละก็หางานทำ ส่วนจะเป็นงานแบบไหนนั้น ก็ต้องมาคิดกันอีกที

พอคิดไม่ตกเเบบนี้เขาก็เหลียวหลังหันไปมองหยางเจิ้งเฉิน พยายามข่มใจให้พูดคุยกับอีกฝ่ายทั้งๆที่ไม่อยาก

"ปกติเเล้วเจ้าหาเงินอย่างไร"

อีกฝ่ายเลิกคิ้วขึ้นมาข้างหนึ่งมองเขาราวกับเป็นตัวประหลาด

"หาเงิน ?"

"ใช่ ก็เห็นว่า วันๆเจ้าไม่ทำการทำงาน เอาเเต่เดินตามข้าตลอดทั้งอาทิตย์ เอาเงินที่ไหนพักโรงเตี๊ยม กับซื้อเสื้อผ้าดีๆใส่" ไป๋จิ้นกว่างพูดไปหน้าร้อนผ่าวไป รู้สึกอับอายที่ต้องมาถามวิธีหาเงินทองจากคนโฉดผู้นี้เหลือเกิน เเต่ในป่านี้มันก็ไม่มีใครให้ถามนี่นะ

หยางเจิ้งเฉินเดินมาเลียบเคียงไป๋จิ้งกว่างพลางเอ่ยถาม

"เป็นเซียนจะเอาเงินไปทำอะไร" ถามเฉยๆไม่พอยังส่งสายตาเหยียดหยามมาอีก

"คนเราก็ต้องกินต้องใช้ บ้านก็สร้าง เสื้อผ้าก็ต้องใส่" ไป๋จิ้นกว่างใส่อารมณ์ออกไปอย่างหงุดหงิด

"อยู่บนสำนักเขาเซียนก็สบายมีกินมีใช้ ไหงทำตัวอดอยากนักเล่า"

ไป๋จิ้นกว่างรู้สึกโกรธจนแทบควันจะออกหูแต่ก็สะกดกลั้นอารมณ์ของตนเองเอาไว้ ผุดรอยยิ้มอ่อนโยนเท่าที่จะทำได้

“องค์ชายหยางเจิ้งเฉิน ท่านคงลืมไปแล้วล่ะมั้ง ว่าใครลากข้าออกมาจากที่ๆข้าควรอยู่ ”

“แล้วทำไมไม่กลับไปเล่า ข้าไม่ได้ห้ามเจ้าเสียหน่อย”

“กลับไม่ถูก” 

เท่านั้นแหละหยางเจิ้งเฉินถึงกับหลุดหัวเราะออกมา

“หัวเราะอะไรนักหนา มันตลกมากเลยหรือ ที่ข้ากลับบ้านตัวเองไม่ถูก” ตอนแรกก็รู้สึกดีใจอยู่หรอกที่ออกมาจากสำนักอวิ๋นซานได้ แต่พอออกมาจริงๆ ทั้งอาทิตย์ก็พบเจอแต่ความยากลำบากจนตัวเขาคิดถึงสถานที่สบายอย่างสำนักอวิ๋นซานขึ้นมา พอคิดว่าจะกลับ ดันกลับไปไม่ถูก ถึงได้มาติดแหง็กกับองค์ชายโฉดผู้นี้

“กลับไม่ถูก ทำไมไม่บอกมาตั้งแต่แรก เอาแต่เงียบเช่นนี้มาตลอดทั้งอาทิตย์น่าเหลือเชื่อเสียจริง สูญเสียความทรงจำไม่พอ เจ้ายังโง่”

“พอเถอะ หยุดด่าข้าเสียที รู้แล้วว่าโง่ ไม่ต้องมาตอกย้ำหรอกน่า” ไป๋จิ้นกว่างแทบอยากจะทรุดกายลงไปกอดต้นไม้ข้างทางระบายความชอกช้ำที่โดนเจ้าหนุ่มนี่ด่าว่าโง่เหลือเกิน แต่เขาก็หาได้ทำ ไม่อย่างนั้น มาดปรมาจารย์เสียสิ้นศักดิ์ศรีเป็นแน่

 

หยางเจิ้งเฉินมองไป๋จิ้นกว่างเเละเฝ้าสังเกตพฤติกรรมมาตลอดทั้งอาทิตย์ และสามารถสรุปได้ดังนี้ อย่างเเรกขาดทักษะการหุงหาอาหาร หรือกระทั่งเรื่องง่ายๆอย่างการล่าสัตว์ ก่อไฟก็ทำไม่เป็น พืชมีพิษก็เเยกแทบไม่ออก ล่าสุด...ไม่รู้กระทั่งวิธีหาเงิน เเบบนี้ไม่ได้เรียกว่าเเค่สูญเสียความทรงจำเเล้ว เเต่สูญเสียกระทั่งสัญชาตญาณทักษะการใช้ชีวิตประจำวัน 

"ล่าสัตว์" หยางเจิ้งเอ่ยออกมาอย่างไม่มีปี่ขลุ่ยอีกแล้ว

ไป๋จิ้นกว่างจึงได้เเต่ยืนงงเเล้วพยายามขยายความจากศัพท์ของอีกฝ่าย

"วิธีหาเงินเเบบนักผจญภัย ท่องยุทธภพ ต้องล่าสัตว์ เอาเนื้อไปขายได้ เอาหนังไปขายได้ เเต่หากอยากได้ที่พอจะมีราคาสูงหน่อย จำพวกสัตว์อสูรมายา พวกนี้หากโชคดีจะอาจเจอคริสตัลในหัวใจของมัน หรือที่ชาวบ้านเรื่องว่าหินสวยงาม ใช้แลกอาหาร เสื้อผ้า เครื่องประดับ หรือเปลี่ยนเป็นเงินทอง หรือจะเอาไปหลอมศัสตราวุธ ระดับอย่างเจ้าฆ่าพวกมันได้สบาย " หยางเจิ้งเฉินอธิบาย

 

ไป๋จิ้นกว่างมองหยางเจิ้งเฉินด้วยดวงตาเป็นประกาย ไม่คิดว่าอีกจะยอมบอกข้อมูลพวกนี้กับเขาจริงๆ ในที่สุดก็ได้เรียนรู้เรื่องเงินๆทองๆ แบบนี้เขาน่าจะอยู่ได้สบายๆละมั้ง แบบนี้รู้สึกใจชื้นขึ้นมาหน่อย

เพราะเซียนหนุ่มทำตาวาววับเป็นประกายเเปลกประหลาดที่หยางเจิ้งเฉินไม่สามารถเข้าใจได้ เขาจึงหันหน้าหนีตัดปัญหาความสงสัยของตนเองลง

"ว่าเเต่...สัตว์อสูรมายาอยู่ที่ไหน ? "

เพราะอีกฝ่ายคำถามประหลาดออกมา ถ้าเป็นคนบนโลกนี้ ปกติต้องรู้อยู่เเล้วไม่ใช่หรือไง หยางเจิ้งเฉินถอนหายใจออกมาอย่างไม่ปิดบังความรู้สึกที่ตนเอาตัวเองมาวุ่นวายกับคนผู้นี้เพียงเพราะไอ้ลูกเเก้วตรึงวิญญาณนั่น...

"เเน่ใจนะว่าเเค่สูญเสียความทรงจำ เเต่สมองของเจ้าไม่ได้กลับกลายเป็นทารก ที่เหมือนเพิ่งเกิดมาเมื่อวานน่ะ"

”โอเคร ไม่ถามก็ได้ หากตอบมันจะตายหรือไงนะ?" ไป๋จิ้นกว่างเองก็ไม่ใช่พวกที่ดึงดัน หากอีกฝ่ายไม่เต็มใจจะตอบคำถาม มีเเต่เขาตั้งไปถามคนอื่นเท่านั้นเเหละ

"เจ้าว่ากระไรนะ?" หยางเจิ้งเฉินเหลือบมองไป๋จิ้นกว่างที่อยู่ๆก็พูดที่ศัพท์เขาไม่เข้าใจ

"ข้าบอกว่า จะไม่ถามก็ได้"  ไป๋จิ้นกว่างหันมายิ้มใสซื่อ เรื่องอันใดจะทวนประโยคเมื่อครู่ให้แบบเต็มๆกันเล่า

"ไม่ใช่ เมื่อครู่ เจ้าพูดว่า โอเคร ? มันหมายความว่าอย่างไร"

ไป๋จิ้นกว่างชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบเอามือปิดปากตนเอง เขาลืมตัวเผลอหลุดภาษาในโลกเก่าของตนเอง นั่นทำให้เขาไม่รู้จะอธิบายกับหยางเจิ้งเฉินว่ากระไรดี เพียงเเต่หาคำเเก้ตัวอย่างอื่นเเทน

"อ่อ คำอุทาน หาได้มีสิ่งใดสำคัญ"

"คงไม่ใช่คำด่าจากภาษาอื่น เเล้วเอามาหลอกด่าข้าหรอกนะ" 

ถึงตรงนี้ไป๋จิ้นกว่างเเอบปาดเหงื่อเล็กน้อย ว่าทำไมองค์ชายหยางเจิ้งเฉินผู้นี้ถึงขี้ระเเวงจังนะ...

"ม...มิได้ มิได้ ข้าจะหลอกด่าเจ้าด้วยเรื่องอันใดเล่า เจ้าระแวงเกินไปเเล้ว"

"เช่นนั้นรึ?" หยางเจิ้งเฉินทำหน้าหาได้เชื่อ เเต่กระนั้นก็มิอยากต่อความยาวสาวความยืดให้วุ่นวายกับตัวเองนัก

ความเงียบเข้าปกคลุมบรรยากาศคนทั้งคู่อีกกัน ตลอดทางพวกเขาก็เเทบไม่พูดอะไรกันอีก หยางเจิ้งเฉิน อยากจะจับตามองไป๋จิ้นกว่างเรื่องลูกเเก้วตรึงวิญญาณ เขาถึงได้ตามติดอีกฝ่าย เเต่ความจริงเเล้วก็มีเหตุผลอื่นด้วยเช่นกัน

ส่วนไป๋จิ้นกว่างที่ยอมให้อีกฝ่ายตามติด มีเหตุผลเพียงอย่างเดียวนั่นคือ หมดปัญญาที่จะไล่ เหตุผลเสริมก็คือ หยางเจิ้งเฉินมีประโยชน์มากเวลาก่อไฟตอนกลางคืน ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะมีพลังธาตุไฟติดตัว เเวบเเรกที่สู้กัน

หยางเจิ้งเฉินไม่เพียงเป็นผู้ฝึกยุทธ์ เเต่เป็นผู้ฝึกอาคมด้วย เเต่ดูเหมือนจะฝึกอาคมเสริมทักษะพลังเสียมากกว่า เช่นใช้ไฟเสริมเข้ากับอาวุธกรงเล็บเหล็กดำของตนเพื่อสร้างความเสียหายเเก่ศัตรูเป็นสองเท่า เขาจึงไม่ได้เป็นผู้ใช้คาถาอาคมอย่างเต็มตัว

เเละวันนี้ก็นับเป็นวันโชคดีของไป๋จิ้นกว่าง

"หมู่บ้าน!" ไป๋จิ้นกว่างอุทานออกมาอย่างนึกยินดี คราวนี้ก็ไม่ต้องนอนตากน้ำค้าง อาบน้ำเย็นตามลำธารอีกเเล้ว เเถมยังได้โอกาสหาข่าวรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโลกใบนี้ด้วย อย่างเช่นจะหาสัตว์อสูรมายาได้ที่ไหน ถ้าเขาสามารถทำอาชีพเป็นนายพรานได้ ไม่เเน่อาจจะทำเงินทองได้เป็นกอบเป็นกำ

ไม่รอช้าไป๋จิ้นกว่างลองใช้วิชาก้าวพริบตาดูเพื่อเข้าไปถึงในหมู่บ้านให้เร็วที่สุด ตอนเเรกเเค่คิดจะลอง สรุปคือ เขาสามารถใช้วิชาก้าวพริบตาได้โดยไม่ยากเย็นกว่าที่คิด

"อืม ไม่เลวเลย" ไป๋จิ้นกว่างยิ้มอย่างพึงพอใจในตนเองก่อนจะหันไปสำรวจบริเวณรอบๆ เเต่เเล้วก็ขมวดคิ้วเรียวบาง เพราะหมู่บ้านนี้ดูเงียบผิดปกติ ดูรกร้างเเละไร้ผู้คนสัญจรไปมา เเม้เเต่เเมวหรือกระทั่งแมลงสาปสักตัวก็หามีไม่ บ้านเเต่ละหลังปิดประตูปิดหน้าต่างเงียบสนิท มีเพียงเเต่สายลมเย็นยะเยือกพัดหวีดหวิว

ไป๋จิ้นกว่างเบิกตามองโดยรอบ ความรู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ทั่วท้องเช่นนี้ เกิดมาก็เพิ่งจะเคยรู้สึก มันชวนให้วิงเวียนหน้ามืดคล้ายมีกลิ่นความตายลอยตลบอบอวล เขาเผลอก้าวถอยหลังทีละก้าวอย่างช้าๆ ที่นี่มันไม่ดีเอาเสียเลย ถอยไปได้สักระยะเเผ่นหลังของเขาก็ชนเข้ากับอะไรบางอย่างอุ่นๆ กลิ่นอายอันคุ้นเคย ทำให้รับรู้ว่าเป็นหยางเจิ้งเฉิน... นายตอไม้นี่เข้ามาข้างหลังก็ไม่ให้ซุ่มให้เสียง น่าตายนัก คนยิ่งกลัวอยู่

"กลิ่นไอปีศาจหึ่งเลย ยังจะเข้ามาสุ่มสี่สุ่มห้า ไม่กลัวตายหรือ?" หยางเจิ้งเฉินมองไป๋จิ้นกว่างด้วยเเววตาเหยียดหยาม

"ปกติอยู่กับองค์ชายเผ่ามารที่ไม่ต่างอะไรกับปีศาจ ใครจะไปเเยกเเยะออกกันเล่า"

หยางเจิ้งเฉินหาได้สนใจจะต่อปากต่อคำ เขามองไปรอบๆด้วยใบหน้าราบเรียบก่อนจะเอ่ย

"ดูท่าว่า จะมีปีศาจเคียดเเค้นอยู่เเถวหมู่บ้าน ไม่งั้นกลิ่นคงไม่เหม็นเน่าขนาดนี้" อย่างเจิ้นเฉินเอ่ยพลางเดินสำรวจไปตามทาง อีกฝ่ายเหมือนจะไม่เกรงกลัวอะไรเลย แต่คนแบบนี้แหละที่ไป๋จิ้นกว่างต้องการให้พึ่งในเวลาแบบนี้ มีดีกว่าไม่มี

"เดี๋ยว เดินช้าหน่อย อย่าทิ้งข้าไว้รั้งท้าย" พูดไปเอาเเขนเสื้อปิดจมูกกับปากไป เเละพยายามหายใจให้น้อยที่สุด ถึงเขาจะไม่ได้เหม็น เเต่ความรู้สึกในตอนนี้ของเขาอยากจะอ้วกเพราะความอึดอัดในบรรยากาศที่มีกลิ่นความตายโชยมาแทบตลอด

ดูเหมือนหยางเจิ้งเฉินหาได้สนใจ เขาชี้มือไปทางท้ายหมู่บ้าน

"กลิ่นตรงนั้นเข้มข้นเป็นพิเศษ น่าจะอยู่ตรงนั้นหรือเปล่า..." ยังไม่ทันสิ้นประโยคดีหยางเจิ้งเฉินก็ชะงักไปเพราะอยู่ๆก็ถูกไป๋จิ้นกว่างเดินมาเลียบชิดกับตนเเทบจะเบียด พอเหลือบไปมองเซียนหนุ่มรูปงาม ก็พบว่าอีกฝ่ายเม้มริมฝีปากเเน่น ขบกรามเกร็งนิดๆ ใบหน้ามนติดจะหวานหน่อยๆซีดเผือก ตามข้างเเก้มขาวนวลเนียนมีเม็ดเหงื่อเล็กๆผุดออกมาทั้งๆที่อากาศออกจะเย็น...

หยางเจิ้งเฉินเห็นดังนั้นก็อดจะยิ้มไม่ได้ ยิ่งทำตัวอ่อนเเอก็ยิ่งน่ามองอะไรเช่นนึ้...

"อย่าบอกนะว่ากลัว"

"ไม่ได้กลัวสักหน่อย" ไป๋จิ้นกว่างหันมายิ้มเเห้งๆ

"เช่นนั้นช่วยเดินห่างๆข้าหน่อย" หยางเจิ้งเฉินเอ่ย แกล้งทำเป็นไม่ใยดี

เเต่เเล้วไป๋จิ้นกว่างกลับคว้าไหล่ของหยางเจิ้งเฉินก่อนจะกล่าว

"ปีศาจอะไรไม่ต้องไปสนใจหรอก ออกจากจากที่นี่กันเถอะ..."

"ต่อให้ต้องทิ้งชาวบ้านตาดำๆเหล่านี้ให้เผชิญชะตากรรมอันเลวร้ายหรือ?"

"ชาวบ้านยังไม่ตาย?" ไป๋จิ้นกว่างนึกไประหลาดใจ เขานึกว่าหมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านร้างเสียอีก

“ลองมองไปรอบๆสิ”

ไป๋จิ้นกว่างก็หันมองไปรอบๆตามที่หยางเจิ้งเฉินบอก เขาเห็นประตูหน้าต่างตามบ้านเรือนเริ่มแอบแง้มๆออกมานิดๆ พวกชาวบ้านที่ซ่อนตัวอยู่เริ่มทยอยออกมาแอบดูคนแปลกหน้าที่มาเยือนแบบพวกเขาอย่างให้ความสนใจ ไป๋จิ้นกว่างถึงได้เข้าใจว่า จะทิ้งคนทั้งที่ช่วยได้มันก็เกินไปจริงๆสำหรับเขาที่เป็นถึงเซียนฝ่ายดี ควรมีคุณธรรม

หยางเจิ้งเฉินยังอธิบายต่อว่า

“ปีศาจเคียดเเค้นมักจะชอบสะสมความกลัวของมนุษย์ ถ้าชาวบ้านตายกันหมด มันจะสะสมความกลัวจากใครกันเ ปีศาจเเบบนี้หากต้องย้ายออกจากหมู่บ้านไปหาเหยื่อที่ไกลๆ มันคงได้ถูกฆ่าตายอย่างไม่ต้องลุ้น ส่วนพวกชาวบ้านจะหนีก็ไม่ได้ ใครก้าวหนีออกจากหมูบ้านจะต้องถูกฆ่าทันที น่าสงสารเสียจริง"

"งั้นต้องฆ่าปีศาจสินะ ชาวบ้านถึงจะรอด"

หยางเจิ้งเฉินพยักหน้า

ไป๋จิ้นกว่างรู้สึกว่าองค์ชายเผ่ามารผู้นี้ก็มีใจใฝ่ดีอยู่ไม่น้อย เขาต้องเริ่มมองคนๆนี้ใหม่เสียเเล้ว

"หัวใจของมันมีหินสวยงามอยู่ ถ้าฆ่ามันได้ เท่ากับมีเงินใช้อย่างล้นหลาม มีแต่ได้กับได้" เจ้าคนโฉดกล่าวเสริมผุดรอยยิ้มชั่วร้าย

...ขอถอนความคิดเมื่อครู่นี้ หยางเจิ้งเฉิน เจ้าคนสารเลว

เพราะรู้สึกถึงสายตาจากไป๋จิ้นกว่าง หยางเจิ้งเฉินจึงกล่าว "อยากได้เงินมากไม่ใช่หรือไง ฆ่ามันเพื่อเอาหินสวยงามไปขาย ข้าเเค่สาธิตให้เจ้าดู ครั้งหน้าจะได้ทำเองได้"

และแล้วไป๋จิ้นกว่างกับหยางเจิ้งเฉินก็มุ่งหน้ายังเเหล่งกำเนิดพลังไอปีศาจเข้มข้น เเต่จะออกจากเขตหมู่บ้านอยู่เเล้วก็ยังไม่อาจเข้าใกล้ถึงตัวมันเลย ดูท่าว่าหยางเจิ้งเฉินจะประเมินพลังมันต่ำไป...

ไป๋จิ้นกว่างเเม้จะสงสัยจนอยากถาม เเต่ก็เลือกที่จะเก็บงำ โดยเลือกที่จะบุกป่าฝ่าฟันไปยังพื้นที่เต็มไปด้วยความอันตราย

เพื่อเงิน.. ไม่สิเพื่อชาวบ้านตาดำๆต่างหาก

จนกระทั่งพวกเขามาหยุดอยู่ปากถ้ำเเห่งหนึ่ง ด้านในมืดสนิทชนิดที่เรียกได้ว่า ผีสางนิยมชมชอบ..

กลิ่นไอปีศาจรุนเเรงกว่าเดิมจนไป๋จิ้นกว่างเเทบจะวิงเวียงอยากอาเจียนออกมาอีกครั้ง

หยางเจิ้งเฉินไม่รอช้า เสกไฟในมือเเทนคบเพลิงก่อนจะก้าวนำเข้าไปโดยไม่ถงไม่ถามความพร้อมของเซียนหนุ่มที่อยู่ข้างกายแม้แต่นิด

เสียงหยดน้ำจากผนังถ้ำเคล้าบรรยากาศให้หลอนยิ่งขึ้นกว่าเดิม กระเเสลมนิ่งไม่พัดระบาย แต่กระนั้นอุณหภูมิภายในถ้ำกลับเย็นเยือกขึ้นเรื่อยๆ

 "หนักหนากว่าที่คิด" หยางเจิ้งเฉินพึมพำด้วยสีหน้าตายด้าน

กำลังจะถามว่าทำไมถึงหนักหนา เเต่เเล้วภายในไม่กี่วิก็ได้รับคำตอบ รอบด้านมีหัวกะโหลกมายมายเรียงรายนับไม่ถ้วนติดอยู่ตามผนังถ้ำราวกับเป็นศิลปะบนรวดลายกำแพงก็ไม่ปาน มีหลายขนาด เล็ก กลาง ใหญ่ ทั้งเก่า ใหม่เเละสด!

ไอ้ที่สดก็คือมีเลือดโชกติดอยู่บนหัวกะโหลก ราวกับเหมือนเพิ่งถูกเอามาวางไม่กี่นาทีที่แล้ว

“รสนิยมแย่มาก” ไป๋จิ้นกว่างพึมพำ เดินเลาะไปตามทางของถ้ำ ส่วนตาสองข้างก็เอาแต่จ้องหัวกะโหลกพวกนี้ตลอดทางด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย อย่างกับมาอยู่ในโลกหนังฆาตกรโรคจิต หรือไม่ก็ลัทธิมนต์ดำอะไรสักอย่างไม่มีผิด

"น่าเเค้นใจเหลือเกิน..." เสียงหนึ่งดังกรอกอยู่ริมหูของไป๋จิ้นกว่าง 

"น่าเเค้นใจเหลือเกินอะไรกันเล่า อย่ามาพูดใกล้หูข้าจะได้ไหม ขนลุก เเค่นี้ก็รู้สึกหงุดหงิดจะเเย่อยู่เเล้ว" ไป๋จิ้นกว่างเอ่ยออกมาอย่างนึกรำคาญใจ เขาอยากจะรีบๆให้หยางเจิ้งเฉินเร่งมือจัดการปีศาจเคียดเเค้นโดยเร็ว เเต่ดูเหมือนอีกฝ่ายอยากจะเเกล้งเขาเเทบตลอดเวลา

"เนื้อนุ่มๆของเซียนตบะสูง เป็นยาอายุวัฒนะชั้นเลิศ...คึคึ" คราวนี้ไม่ได้มาเเค่เสียงไป๋จิ้นกว่างพลันรับรู้ถึงสัมผัสเปียกชื้นเหนียวๆข้างเเก้มเหมือนมีอะไรมาลูบ

"หยางเจิ้งเฉิน ข้าไม่เล่นนะ" พอลองขานชื่อเรียกองค์ชายเผ่ามารออกไป ก็มีเสียงขานรับจากที่ด้านหน้า ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะเดินนำหน้าเขาอยู่สิบก้าว แต่ช้าก่อน นี่มันไม่ถูกต้อง

"เจออะไรเเล้วหรือไง" หยางเจิ้งเฉินหันมาถาม

ไป๋จิ้นกว่างยืนนิ่ง สีหน้าซีด เม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาเมล็ดอัลมอนด์เบิกกว้างจากนั้นค่อยๆเหลือบตาไปมองข้างๆ เขาเห็นเงาตะคุ่มๆด้านหลังของตน ที่แท้ก็หาใช่หยางเจิ้งเฉิน

หากหยางเจิ้งเฉินตัวจริงอยู่ด้านหน้าเขา  ล..เเล้วไอ้คนข้างหลังเขาที่มันใครกันล่ะ!?

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 74 ครั้ง

6 ความคิดเห็น

  1. #77 MitsukiCarto (@MitsukiCarto) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 / 07:28
    เพ้ย! กล้าดียังไงมาเลยพี่ไป๋!! ขนาดน้องเฉินยังไม่เคยได้เลียพี่ไป๋เลยนะ! มีแต่ฉุดฉีกกระชากเสื้อผ้าแล้วก็ใช้สายตาโลมเลียแค่นี้เองนะ!
    #77
    0
  2. #61 Vampire-Reaw (@agera_sae) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 20 มกราคม 2562 / 21:17
    ตึงเครียด ใช้ เครียด
    เคียดแค้น ใช้ เคียด
    #61
    1
    • #61-1 (@ma_nowhermestime) (จากตอนที่ 19)
      20 มกราคม 2562 / 22:05
      ขอบคุณค่ะ เดี๋ยวว่างจะกลับไปเเก้นะคะ
      #61-1
  3. #43 Konrafah (@Konrafah) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 2 มกราคม 2562 / 22:09
    สงสารไป๋จิ้นกว่าง เสียชื่อจนไม่รู้ยีงไงแล้ว 55
    #43
    1
  4. #40 KTNxBKL (@KTNxBKL) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2561 / 02:52
    หมดกันความเป็นเซียน กลับเขาไปร่ำเรียนวิชาเถอะ กราบบบบ
    #40
    0
  5. #39 yoonmin085 (@yoonmin085) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2561 / 22:00
    กว่าจะรู้ตัว
    #39
    0
  6. #38 bhuii2505 (@bhuii2505) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2561 / 21:51
    เพื่อเงิน...
    #38
    0