กว่าจะมาเป็นราชาปีศาจ(มีE-book)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 11,955 Views

  • 145 Comments

  • 617 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    294

    Overall
    11,955

ตอนที่ 15 : บทที่ 11 ตกบันไดพลอยโจรของแท้ (รีไรท์ครั้งที่1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 778
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 92 ครั้ง
    24 ธ.ค. 61

บทที่ 11 ตกบันไดพลอยโจรของแท้

              


                    เหมือนท้องฟ้าจะมืดครึ้มไม่สิตอนนี้มันเป็นกลางค่ำกลางคืน ต้องมืดเป็นธรรมดา แต่สิ่งที่มืดและกังลังดำดิ่งคงเป็นจิตใจของไป๋จิ้นกว่างเสียมากกว่า

                เขานั่งคุกเข่าก้มหน้า เส้นผมตกลงมาปกใบหน้า ฝ่ามือสองข้างยันพื้น ใบหน้ารูปงามของชายหนุ่มนั้นทั้งซีดทั้งเผือก และเจ้าคนที่ทำให้เขาเป็นเช่นนี้ก็คือ ชายหนุ่มแปลกหน้าคนหนึ่งที่หาได้รู้จักมักจี่หรือสนิทสนม ถึงขนาดขั้นมาหยอกล้อเช่นนี้ได้..

                นี่มันโดนล่วงละเมิดทางเพศชัด เป็นครั้งแรกแถมอีกฝ่ายยังเป็นผู้ชาย

                คิดอะไรไม่ออกแล้ว ความรู้สึกเหมือนถูกอีกฝ่ายทำให้เสียหน้าเช่นนี้ ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งเคยได้รับ

                คนต้นเหตุยืนมองเขาสลับกับเข็มทิศวิเศษ สิ่งที่สนใจอย่างเดียวคือ เข็มทิศในมือของตนมันเสียแล้วงั้นเหรอ เพราะไม่ว่าตนจะค้นตัวไป๋จิ้นกว่างทุกซอกทุกมุม ก็ไม่อาจหาพบลูกแก้วตรึงวิญญาณได้เลย

                “คราวนี้คงจะรู้แล้วสินะว่า ข้าไม่มีของแบบนั้นในมือ” ไป๋จิ้นกว่างลุกขึ้นมาจากสง่าผ่าเผยอีกครั้ง หดหู่อยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ฟื้นตัวเร็วมากเช่นกัน เขาปัดฝุ่นตามเนื้อตามตัว ใบหน้าเก็กมาดอาจารย์ที่ดูมีคุณวุฒิ การแสดงนี้เป็นทักษะลับจากชมรมการละครสมัยเรียนมหาวิทยาลัยในชาติก่อน

                อีกฝ่ายไม่ตอบ  แถมยังเดินหนี และบรรยากาศรอบข้างก็เริ่มกลับมาเป็นดั่งปกติ ผู้คนที่มาเที่ยวชมเทศกาล เสียงประทัดเฉลิมฉลอง พลุที่ถูกจุดขึ้นสู่บนท้องฟ้า แม้จะมีผู้คนเดินผ่านไป๋ขิ้นกว่างไปมากมาย แต่แผ่นหลังของชายหนุ่มชุดดำก็ยังคงอยู่ในสายตาเขา มันโดดเด่นท่ามกลางสายตาผู้คน

                แบบนี้มันไม่ถูกต้อง ทำอะไรกับเขาไว้ แต่กลับเดินหนีไปเสียง่าย แม้แต่คำขอโทษก็ไม่มี ไป๋จิ้นกว่างคิดว่ากำลังจะปล่อยเลยตามเลย แต่ทว่าร่างกายกลับสวนทางกับความคิด เขาตัดสินใจเดินตามชายหนุ่มที่ดูจะอายุอานามอ่อนกว่าคนนั้นไปทันที

                “หยุดเดี๋ยวนี้!

                ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะยิ่งเดินลิ่วยิ่งกว่าเดิม ทำให้เส้นเลือดขมับของไป๋จิ้นกว่างปูดโปนด้วยความโกรธ เขามองซ้ายมองขวาอยากจะหาอะไรปา ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ามีอะไรอยู่ในอกเสื้อ เขาจึงหยิบมันออกไปปาใส่หัวร่างสูงที่เดินลิ่วๆอยู่ข้างหน้าห่างไปกว่าสิบก้าว

                โผล๊ะ!

                แม่นอย่างจับวาง แต่ไป๋จิ้นกว่างก็ไม่คิดว่าจะโดนเข้าไปกลางกบาลเต็มๆ แถมเสียงยังดังมากอีก

                อีกฝ่ายชะงัก หยุดเดินชั่วขณะ ค่อยๆก้มลงเก็บสิ่งของที่ตกลงมากระทบหัวตนเอง เมื่อหยิบออกมาพิจาณาอยู่คู่หนึ่งถึงรู้ว่ามันเป็นถุงหอมสีฟ้าที่ปักลายกิเลนสีทอง ซึ่งเป็นกลิ่นหอมที่เหมือนสมุนไพรหลายๆชนิดมารวมกัน ด้านในน่าจะบรรจุพวกหญ้าแห้งสมุนไพรแห้งที่สูมดมแล้วทำให้รู้สึกเย็นสดชื่น แก้อาการวิงเวียนศรีษะ หน้ามืดตาลาย บรรเทาอาการคัดจมูก ถุงหอมแบบนี้ส่วนใหญ่คนที่นิยมพกมักจะเป็นผู้สูงอายุ ไม่ก็วัยกลางคน

                ก็เหมาะสมดี

                เมื่อถือมาลองดมดูจากพอใจ หยางเจิ้งเฉินจึงเก็บถุงหอมเข้าอกเสื้อตนเองไปต่อหน้าต่อตาของคนเป็นเจ้าของ ก่อนจะเดินลิ่วไปตามทางเรื่อยๆ ลัดเลาะผ่านผู้คนที่ผ่านไปผ่านมา ผ่านหนุ่มสาวที่กำลังพลอดรักกัน และอื่นๆ

ทำเอาไป๋จิ้นกว่างหน้าเสียที่โดนเมินสนิท นอกจากจะมาทำร้ายร่างกายเขา ล่วงละเมิดทางเพศ ยังจะเก็บของเขาไปอีก คนแบบนั้นคิดอะไรอยู่กันแน่ ไม่อาจเข้าใจได้เลย

เขาเร่งฝีเท้าให้เดินตามอีกฝ่าย เมื่อเดินตีคู่กับเจ้าหมอนี่ได้ ไป๋จิ้นกว่างก็ยิงคำถามทันที

“นี่เจ้าจะไม่ขอโทษหน่อยหรือ ?”  ไป๋จิ้นกว่างชี้ไปที่ลำคอของตนเองที่ตอนนี้เลือดแห้งไปแล้วให้อีกฝ่ายดูเป็นหลักฐานชัดๆ

  หยางเจิ้งเฉินเหลือบตามองไป๋จิ้นกว่าง ก่อนจะเอ่ย “เจิ้งเฉิน”

“หืม?” ไป๋จิ้นกว่างขมวดคิ้วแทบจะเป็นปม เหมือนจะได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยอะไรสักอย่างแต่ได้ยินไม่ถนัด

“ต่อไปให้เรียกหยางเจิ้งเฉิน ข้าจะเรียกเจ้าว่าไป๋จิ้งกว่าง จากนี้ไปข้ากับเจ้าจะต้องได้เจอกันบ่อยๆ”

พูดเองเออเอง โดยไม่ฟังความคิดเห็นคนอื่น นิสัยแบบนี้คิดว่าน่าจะมีแต่ในซี่รี่ย์รักเรื่องยาวที่ พระเอกแนวๆแบดบอย เผด็จการ แต่นี่มีออกมาจริงๆตัวๆเป็นให้เห็นกับตาก็งานนี้แหละ แล้วไหนล่ะนางเอก? ไป๋จิ้นกว่างคิดเล่นๆกับตนเอง

เหม่อไปได้ครู่เดียวเท่านั้น จู่ๆก็ถูกหยางเจิ้งเฉินฉุดเข้าไปในตรงมุมหนึ่งดันร่างเขาชิดติดผนังกำแพง ตามมาเอามือปิดปาก หัวเข่ากดแนบกับผนังช่องตรงหว่างขาของไป๋จิ้นกว่าง ผู้ถูกกระทำเบิกตากว้างอย่างตื่นตระหนก!

“เงียบ..

ก็ไม่ได้พูดอะไรนี่หว่า ไอ้หมอนี่มันอะไรของมันกันเนี่ย ไอ้บ้าเอ๊ย! เขาถลึงตาใส่หยางเจิ้งเฉิน ไม่เคยรู้สึกขัดใจอะไรขนาดนี้มาก่อน แต่แล้วไป๋จิ้นกว่างก็ต้องหยุดขัดขืนเมื่อมองไปตามสายตาคมกริบของหยางเจิ้งเฉิน ร่างสูงเหลือบตาสองสี สีทองและฟ้าคราม ไปมองทิศทางหนึ่งที่มีผู้ชายชุดดำสองคนกำลังเดินเลียบเคียงกันมาท่าทางลับๆล่อๆเหมือนกำลังมองหาคนหรือหาใคร ไป๋จิ้นกว่างไม่เชิงว่าเป็นคนฉลาดแต่ก็ไม่ใช่คนโง่ พอจะเดาสถานการณ์ได้อยู่หน่อยๆ หยางเจิ้งเฉินกำลังหลบพวกคนเหล่านั้นอยู่ จึงลากเขามาหลบด้วยแล้วบอกให้เงียบ

ไม่นานเกินรอคนพวกพวกนั้นก็เดินผ่านไป โดยไม่ได้สังเกตเห็นพวกเขา แต่กระนั้นหยางเจิ้งเฉินก็ยังไม่ยอมปล่อยไป๋จิ้นกว่าง แต่มือขวาที่ปิดปากไป๋จิ้งกว่างค่อยๆคลายลง อีกฝ่ายหันมาสบตาไป๋จิ้นกว่างโดยตรงด้วยความที่อีกฝ่ายมีดวงตาสองสีที่ปกติไม่ค่อยพบเจอบ่อยนักในชีวิตประจำวัน ไป๋จิ้นกว่างจึงเผลอจ้องมองด้วยความใคร่รู้ไปโดยไม่รู้ตัวเช่นเดียวกับที่อีกฝ่ายก็จ้องมาที่เขา ข้างซ้ายสีทองดูทรงพลังเหมือนนัยน์ตาของเทพอสูร ข้างขวาเป็นสีฟ้าครามราวกับเป็นดวงตาของเหล่าเทพเซียน

ลมหายใจของหยางเจิ้งเฉินแผ่วเบาเนิบช้าไร้ความกังวล ไร้ความตื่นตระหนก มันกำลังรดพรั่งพรูอยู่ในระยะเผาขน จนรู้สึกร้อนวาบ เสียวสันหลังแปลกๆ หรือว่าความรู้สึกนี้จะเรียกว่าขนลุก ไป๋จิ้นกว่างก็ไม่อาจแน่ใจจนเขาต้องเบือนหน้าหนี

ขนลุกแน่ๆ เพราะขนลุกอย่างแน่นอน ไป๋จิ้นกว่างไม่กล้าคิดเป็นอย่างอื่นได้

“แปลกดีนะ รู้สึกเหมือนโกรธเวลาเห็นเจ้า” หยางเจิ้งเฉินเอ่ยออกมาอย่างไม่มีปี่ขลุ่ยอีกแล้ว ใบหน้าหล่อเหลาทว่าราบเรียบเย็นชา เหมือนคนไร้ความรู้สึก แต่ไป๋จิ้นกว่างก็สัมผัสได้ถึงความคุกรุ่นจากแววตาของอีกฝ่ายที่กำลังมองมาที่เขา เหมือนมันจะแผดเผาร่างของเขาให้ไหม้มอดเป็นจุล

ดูท่าว่าหยางเจิ้งเฉินจะรู้สึกแบบโกรธเขาจริงๆ ไป๋จิ้นกว่างเพียงแค่คิดในใจ

“งั้นก็ปล่อยข้าเสียที” ไป๋จิ้นกว่างผลักอีกฝ่ายให้ถอยออกไป หยางเจิ้งเฉินผละออกไปอย่างง่ายดาย สายตาที่มองมายังทิ้งความคุกรุ่นเอาไว้ยากที่จะเลือนหาย

แต่ไป๋จิ้นกว่างก็ทำเป็นไม่ใส่ใจสายตาคู่นั้นของอีกฝ่าย มีคนชอบก็ต้องมีคนเกลียดเป็นธรรมดา และในเมื่อหมดเรื่องแล้ว ตอนทำท่าจะผละออกไปก็มีเสียงหนึ่งตะโกนขึ้นมา

“มันอยู่นี่!

ชายชุดดำที่สวมเครื่องแบบเหมือนนักฆ่าหรือนินจาอะไรสักอย่างชี้มาทางพวกเขาทั้งสอง ไม่นานกลุ่มชายชุดดำเป็นโขยงโผล่ออกมา  และตอนที่ไป๋จิ้นกว่างมัวแต่ยืนงงไม่รู้จะทำอย่างไรกับสถานนี้ดี หยางเจิ้งเฉินก็ฉุดข้อมือพาเขาวิ่งหนีทันที

“นี่มันอะไรกัน พวกนั้นมาจับนายไม่ใช่เหรอ ฉันไม่เกี่ยว ปล่อยฉันเฟ้ย!” ในสถานการณ์ฉุกเฉินแม้แต่ภาษาการพูดไป๋จิ้นกว่างก็ลืม หลุดภาษาคำที่ใช้กันในยุคปัจจุบันเข้าเสียแล้ว

“พวกมันฆ่าเจ้าแน่ หากเจ้าไม่วิ่งไปกับข้า”

นั่นแหละ ไป๋จิ้นกว่างตกบันไดพลอยโจรเสียแล้ว การไล่ล่าเกิดขึ้นท่ามกลางสายตาชาวเมืองลั่วหยาง เกิดการชนกระแทกใส่เข้ากับผู้สันจรผ่านไปผ่านมา เสียงด่ากราดก็ย่อมตามหลังมาอยู่บ้าง  ส่วนรายละเอียดจากถ้อยคำก่นด่าเหล่านั้น เอาเป็นว่าจะไม่กล่าวถึง

ตอนที่วิ่งหนีอย่างอุตลุด มีดบินหลายสิบเล่มถูกขว้างปาไล่หลังมา หยางเจิ้งเฉินใช้วิชาตัวเบาพาไป๋จิ้นกว่างหลบคมมีดบินได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว ซึ่งวิชานี้เรียกว่าวิชานางแอ่นถลาลม ก็คือท่าก้าวว่องไวถลาไปด้านหน้า เป็นการใช้กำลังภายในไม่มาก เป็นวิชาตัวเบาที่ค่อนข้างง่ายอยู่พอสมควร

ซึ่งไป๋จิ้นกว่างก็ได้เรียนรู้วิชาตัวเบามาแทบจะทั้งหมดแล้ว เขาจึงไม่ได้กินแรงหยางเจิ้งเฉินโดยปล่อยให้อีกฝ่ายดึงเข้าขึ้นมาเพียงฝ่ายเดียว ไป๋จิ้นกว่างเองก็ถีบเท้าใช้วิชาตัวเบาที่เป็นท่านางแอ่นถลาลมให้ตีคู่กับอีกฝ่าย ซึ่งผ่อนกำลังด้วยกันทั้งสองฝ่าย

หยางเจิ้งเฉินพาเขาถลาไปทางซ้ายบ้างขวาบ้างเพื่อหลบหลีกตามทิศทางของมีดที่บินมาจู่โจม วิชาที่พวกฝ่ายไล่ล่าใช้ หากไป๋จิ้นกว่างจำไม่ผิด เขาเคยดูหนังเรื่องจีนกำลังภายในเกี่ยวกับที่พระเอกนางเอกใช้วิชานี้อยู่ ซึ่งวิชานี้เรียกว่าวิชามีดบิน

วิชามีดบินเป็นกระบวนท่าที่ค่อนข้างร้ายกาจ เป็นวิชาของสายนักฆ่า มือสังหาร หลักการก็คือ ใช้พลังภายในขับเคลื่อนลมปราณ ซัดมีดบินออกไปบังคับด้วยกำลังภายในไปในทิศทางที่ต้องการ วิชานี้สำเร็จได้ยากมาก เพราะการควมคุมกำลังภายในที่แยกตัวออกจากผู้ใช้ไปแล้วเป็นสิ่งค่อนข้างยาก ไม่ตั้งใจฝึกก็อาจทำไม่สำเร็จไปตลอดชีวิต และใช่ว่าใครจะฝึกก็ได้ และคนพวกนี้ล้วนแล้วเป็นผู้ฝึกยุทธ์

แต่นักฆ่ากลุ่มนี้กลับซัดมีดบินใส่พวกเขาถี่ยิบ ผลัดกันซัดมีดบินคนละทีสองที เอามาใช้เกลื่อนเหมือนวิชานี้ไม่มีค่า ราวกับคนพวกนี้เป็นกลุ่มผู้มีพรสวรรค์ที่ถูกคัดสรรค์สร้างมาแล้วทั้งนั้น

เพราะหลบไม่หมดทุกอัน หยางเจิ้งเฉินที่จับข้อมือของไป๋จิ้นกว่างไว้อย่างเหนี่ยวแน่น ถึงกลับยอมปล่อยมือจากมือไป๋จิ้นกว่าง แล้วหมุนพลิกตัวหันไปปัดมีดบินที่พุ่งมา ด้วยกรงเล็บเหล็กดำ เสียงโลหะจากคมมีดกระทบดังกึกก้อง ปัดทิ้งได้ทุกดอก แถมท่วงท่าพลิ้วไหวแทบเกือบจะสมบูรณ์แบบ จนไป๋จิ้นกว่างอดชื่นชมไม่ได้ คนๆนี้นอกจากหน้าตาดีแล้วฝีมือยุทธ์ก็ร้ายกาจมากเช่นกัน

การใช้วิชาตัวเบาเพื่อหลบหนียังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง และเมื่อถึงเขตสุดของเมือง มีกำแพงสูงขวางเอาไว้ จากท่านางแอ่นถลาลม ก็เปลี่ยนมาเป็นวิชาตัวเบาที่ชื่อว่าบันไดไต่ฟ้า ท่านี้คือการก้าวเหยียบอากาศเหมือนการก้าวขึ้นบันได ต้องอาศัยกำลังภายในที่นิ่งพาสมควร นับเป็นวิชาตัวเบาที่ยากที่สุดเลยก็ว่าได้ พอขึ้นไปจนสุดกำแพงสูง ไป๋จิ้นกว่างและหยางเจิ้งเฉินก็เปลี่ยนมามาใช้วิชาตัวเบาที่ชื่อว่า นกกระจอกเหิน ก็คือการเหินไปข้างหน้าเป็นทางตรงหรือร่อนลงไปที่พื้น ซึ่งเป็นท่าที่ค่อนข้างไม่เปลืองกำลังมาก

เมื่อเท้าทั้งคู่เหยียบถึงพื้น ด้านนอกกำแพงเป็นเขตป่าลำเนาไพร มันดูกว้างไกลสุดหูลูกตา กลิ่นธรรมชาติลอยมาปะทะหน้าพร้อมกับสายลมบางเบา ซึ่งสถานที่แปลกใหม่ล้วนเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับไป๋จิ้นกว่างแล้วทั้งสิ้น

อิสระ

“หยุดทำไม พวกมันไม่เลิกตามง่ายๆหรอกนะ”

เสียงเตือนสติดังมาจากคนด้านหลัง ราวกับความฝัน เมื่อครู่ได้พังทลายลง ไป๋จิ้นกว่างห่อไหล่ก่อนจะหันไปมองด้านหลัง เป็นจริงดังที่หยางเจิ้งเฉินว่า พวกที่ตามตื้อยังคงไล่ตามมาไม่หยุดหย่อน

“ไม่มีวิธีสลัดพวกมันทิ้งเลยหรือไง” ไป๋จิ้นกว่างถอนหายใจ

หยางเจิ้งเฉินไม่พูดอะไร ดึงข้อมือไป๋จิ้นกว่างให้ออกวิ่งไปด้วยกัน ไป๋จิ้นกว่างรู้สึกว่าหยางเจิ้งเฉินจะดูร้อนรนกว่าปกตินิดหน่อย ต่อมาเริ่มสังเกตว่าอีกฝ่ายเหงื่อแตกพลั่ก แถมมือที่จับเขาไว้ก็เริ่มชื้นเหงื่อเพราะสงสัยก็เลยเหลือบไปมองซีกหน้าด้านข้างของอีกฝ่าย เอ่อ..มุมนี้ก็ใช้ได้ ไม่สินั่นไม่ใช่ประเด็น สิ่งที่เห็นก็ไม่มีอะไรผิดปกติมากมาย จะมีก็แต่เหงื่อตามรูปหน้าที่เริ่มหยดย้อยพอๆกัน

เมื่อสลัดหลุด พวกเขาทั้งคู่ก็เดินมาถึงเส้นทางข้ามแม่น้ำไปยังอีกฝั่งหนึ่ง

“ต้องข้ามงั้นเหรอ” ไป๋จิ้นกว่างกวาดตามองดูแม่น้ำที่มีชายแจวเรือรับจ้างกำลังคอยให้บริการอยู่

“รีบลงไปในเรือ” หยางเจิ้งเฉินดันเขาให้ลงเรือโดยไม่ถามความสมัครใจว่าเขาอยากไปหรือเปล่า

ไป๋จิ้นกว่างในเวลานั้นหันกลับไปมองทางที่ตนเองจากมา เขาเซียน สำนักอวิ๋นซานมันเหมือนเป็นสถานที่ที่เขาเรียกว่าบ้านไปแล้ว ตอนอยู่ที่นั่นเขาอยากจะหนีออกมา แต่ตอนนี้เมื่อเขากำลังจะจากมันมา เขากลับอยากจะกลับไป

“สลัดหลุดได้ ก็ใช่ว่าพวกมันจะคิดไม่ออกว่าควรตามที่นี่” หย่างเจิ้งเฉิงเอ่ยเตือน

ใจหนึ่งก็อยากกลับไป เพราะหากเขาอยู่ที่นั่น เขาก็จะมีกินมีใช้มีอะไรให้ศึกษาให้ทำเยอะแยะ แต่หากเขาจากมาต่อจากนี้ชีวิตอาจต้องลำบากลำบนในโลกที่ตนเองไม่รู้จัก ต่อจากนี้เขาจะเอาตัวรอดได้อย่างไร นั่นทำให้ไป๋จิ้นกว่างเกิดความลังเล

ให้กลับเขาเซียนตอนนี้ก็เสี่ยง จะเหินกระบี่เอาจากจุดนี้ก็ไม่มีทางไหว เพราะการเหินกระบี่ต้องใช้ปราณทิพย์มาก เสี่ยงร่วงมาตายอีก

นักฆ่าที่ตามล่าหยางเจิ้งเฉินโดยปกติไป๋จิ้นกว่างคนก่อนจะต้องรับมือได้อย่างง่ายดาย หากความสามารถนั้นมันถ่ายทอดมาสู่ตัวเขาทั้งหมดก็คงจะดี แต่ทว่าไป๋จิ้นกว่างที่เป็นตัวเขาเองในตอนนี้ หากสู้ก็มีแต่จะพ่าย เขาไม่มีประสบการณ์และไม่ได้รู้เรื่องวิชาอาคมมากพอ ต่อให้มีปราณทิพย์กำลังภายในแข็งแกร่งที่บำเพ็ญมาหลายปี มันก็ไม่ค่อยช่วยในเรื่องนี้..

                 เมื่อไม่มีทางเลือกใดๆแล้วเขาจึงหันไปขึ้นเรือข้ามฟากที่หยางเจิ้งเฉินยืนรออยู่ สีหน้าราบเรียบของร่างสูงเฝ้ามองดูเขาอย่างใจเย็น

                “ครั้งนี้เจ้าเป็นหนี้ข้า ข้าซวยเพราะเจ้าหยางเจิ้งเฉิน”


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 92 ครั้ง

4 ความคิดเห็น

  1. #143 phanit1555 (@phanit1555) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 13 เมษายน 2562 / 01:21

    อยากจะรู้อายุจริงๆเล๊ยยยยยย
    #143
    0
  2. #73 MitsukiCarto (@MitsukiCarto) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 / 05:47
    ต้องจ่ายคืนด้วยการเป็นสามีที่ดีให้พี่ดีมั้ยพี่ไป๋~
    #73
    0
  3. #30 2556 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2561 / 23:36

    รออ่านอยู่นะคะ สู้ๆค่ะ

    #30
    0
  4. #29 bhuii2505 (@bhuii2505) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2561 / 20:38
    หนีตามผู้!!(ไม่ใช้ละ)
    #29
    0