คัดลอกลิงก์เเล้ว

Bedside manner : Star trek into darkness fic (Kirk x Spock)

อย่ารังเกียจส่วนที่เป็นมนุษย์ของนายเลยสป็อค ฉันชอบอารมณ์ความรู้สึกของนาย มันสวยงามและมีค่ามากสำหรับฉันก่อนที่ฉันจะตาย

ยอดวิวรวม

1,216

ยอดวิวเดือนนี้

2

ยอดวิวรวม


1,216

ความคิดเห็น


6

คนติดตาม


29
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  28 มี.ค. 58 / 20:50 น.
นิยาย Bedside manner : Star trek into darkness fic (Kirk x Spock) Bedside manner : Star trek into darkness fic (Kirk x Spock) | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
       ฟิคนี้เป็นฟิคระหว่างฉากที่เคิร์กฟื้นในโรงพยาบาลกับฉากใกล้จบในภาพยนตร์ค่ะ จะเน้นเป็นแนวตลก โรแมนติก ดังนั้นไม่ต้องกลัวว่าอ่านจบจะปวดหัวใจไปสามวันเจ็ดวันนะเจ้าคะ ส่วนชื่อเรื่องข้าเจ้าได้มาจากประเด็นที่เคิร์กบอกกับสป็อคหลังหน้ากากชุดอวกาศเสียระหว่างทะยานฝ่าขยะอวกาศไปกับข่านเพื่อลอบขึ้นยานของนายพลมาร์คัส เรื่องที่ว่าต้องคุยกันเรื่อง bedside manner หรือวิธีการปลอบของสป็อค

FYI I : ฟิคนี้สป็อคเคะเจ้าค่ะ (ความชอบส่วนตัว อิๆๆ ที่ชอบเคะซึนเดเระกับเมะไฮเปอร์กวนประสาท) เพื่อเป็นการสนองความต้องการของตัวเองที่ฟิคเทรคที่เจอส่วนใหญ่จะเป็นเคิร์กเคะ (หนูอินดี้ หนูจิ้นไม่เหมือนชาวบ้านเค้า กร้ากกกก)

FYI II: เรื่องนี้ใสๆ ไร้ nc-17 เจ้าค่ะ 

ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนะเจ้าคะ ^___^

PS. ช่วงนี้เพ้อฉบับซีรีย์ยุคแรกๆ แบบสุดขีด ถ้าจะวายขนาดนี้นะแต่งงานกันไปเถอะค่ะคุณกัปตันคุณต้นเรือ จ้องตากันหวานปิ๊งๆๆ มันเกือบทุกเอพขนาดนี้ >/////< 

เนื้อเรื่อง อัปเดต 28 มี.ค. 58 / 20:50


กลิ่นละมุนบางอย่างสัมผัสนาสิกประสาทพร้อมกับเสียงสัญญาณดิจิตอลจากเหนือศีรษะทำให้ดวงตาสีฟ้าใสค่อยๆ ปรือตื่น สายตาที่พร่ามัวแจ่มชัดขึ้นทีละน้อยจนกระทั่งเจ้าของร่างรู้สึกตัวว่ากำลังอยู่บนเตียงคนไข้ในห้องสีขาวสว่างจ้าห่างจากร่างของแพทย์ผู้ดูแลไปไม่กี่ฟุต เขาครางพลางบิดตัวไปมาก่อนจะลุกขึ้นนั่งและมองไปรอบๆ

 

“ตื่นแล้วเรอะพ่อคนตายยาก นึกว่าจะหลับอุตุเหมือนไส้เดือนไรจีเลียนเสียอีก”

 

นี่คือคำทักทายแรกของวันจากปากนายแพทย์ขี้บ่นผู้เป็นเพื่อนยากซึ่ง เจมส์ ที. เคิร์ก ไม่รู้ว่าจะนับเป็นคำชมหรือคำด่าดี

 

“ฮ่าๆๆ นายก็รู้นี่โบนส์ว่าฉันมันดวงแข็งจะตาย แม้ว่าจะตายไปรอบนึงแล้วก็เถอะ” กัปตันหนุ่มตอบกลับพร้อมรอยยิ้มมาดกวน จนเลนเนิร์ด แมคคอย หรือโบนส์ทำหน้าหงิก

 

“เออ ขำไปเถอะจิม ถ้าฉันไม่ได้ค้นพบว่าเลือดของจอห์น แฮริสันทำให้นายฟื้นได้แล้วละก็ นายคงซี้แหงแก๋อยู่อย่างนั้นไม่ได้มาล้อเลียนฉันอยู่ตรงนี้หรอก”

 

เคิร์กยักไหล่

 

“จะว่าไปแล้ว พักนี้ไม่ค่อยได้เห็นไอ้หนูผีหูแหลมนั่นมาเยี่ยมนายเลยแฮะ นับจากวันแรกที่นายฟื้นน่ะนะ ฉันเลยอดปะทะคารมกับหมอนั่นเลย”
 

แววตาสีฟ้าสดหมองลง ยามคิดถึงใบหน้าของคนหูแหลม คิ้วชี้ ไว้หน้าม้าตรงสั้นเต่อ และทำหน้านิ่งตลอดเวลา

 

“ไม่เป็นไรหรอก เขาคงมีธุระของเขาตามหน้าที่ของต้นเรือยานเอนเตอร์ไพรส์” ชายผมบลอนด์ตอบด้วยท่าทางไม่ใส่ใจแม้ว่าจะรู้สึกห่อเหี่ยวอยู่ลึกๆ ก่อนสะดุดสายตากับกองช่อดอกไม้ที่วางเรียงรายบนโต๊ะข้างเตียง “เหวอ! โบนส์ ห้องฉันกลายเป็นสวนดอกไม้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย”

 

คุณหมอแดนใต้ถอนหายใจพรืด

 

“ก็จากเหล่านายพลแห่งสตาร์ฟลีท ผู้ใต้บังคับบัญชา แล้วก็บรรดากิ๊กทั้งหลายของนายนั่นแหละ ฉันจะมาตรวจนายแต่ละทีมีอันต้องผวาทุกรอบ แล้วก็กลายเป็นว่าฉันต้องมานั่งจัดให้เข้าที่ไม่ให้นายโดนทับตายอยู่ใต้กองดอกไม้พวกนี้นี่แหละ”

 

เคิร์กสำรวจดอกไม้แต่ละช่อ ซึ่งล้วนแต่เป็นดอกไม้ราคาแพงสีสันสดใสจากทั่วทั้งสหพันธ์แห่งดวงดาว แต่แล้วสายตาของเขาพลันสะดุดกับช่อดอกไม้สีขาวคล้ายดอกกระบองเพชรในห่อกระดาษเล็กๆ สีน้ำตาลแสนธรรมดามัดด้วยเชือกกระสอบที่เหมือนมีมนต์สะกดบางอย่างทำให้เขาต้องเอื้อมมือไปหยิบมาพิจารณา

 

...ไม่มีชื่อผู้ส่งด้วย...แปลกแฮะ...

 

“ปกตินายไม่ค่อยมองอะไรที่ธรรมดาๆ นี่” แมคคอยออกความเห็น “ถ้ามันไม่ใช่สิ่งที่สลักสำคัญกับนาย”

 

“นายจะคิดว่ามันเป็นของสป็อคเหรอ...ไม่น่าใช่หรอกมั้ง เขาคงคิดว่ามันไม่สมเหตุสมผล” เคิร์กส่ายหัวขณะไล้นิ้วไปตามกลีบดอกบอบบางเรียบลื่นดุจเส้นไหมโอไรออน กลิ่นหอมจางๆ ของมันทำให้เขาระลึกได้ว่าเป็นกลิ่นที่เขารับรู้ยามตื่นนอน...คล้ายกลิ่นของกุหลาบผสมกับมะลิ ไม้จันทน์ และน้ำผึ้ง “แต่โบนส์...ฉันสงสัยว่าระหว่างที่ฉันหลับเหมือนมีคนนอกมาเยี่ยมกลางดึก ฉันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ นะ และมั่นใจมากว่าฉันไม่ได้ประสาทหลอน”

 

“จริงเรอะ ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะห้องนายระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสุดยอด ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าได้ช่วงกลางคืนมีแต่ฉัน คริสทีน และพยาบาลประจำเวรนี้”

 

เคิร์กลูบคางอย่างครุ่นคิด ถ้าหากมีคนสามารถเข้ามาได้ก็คงจะเป็นบุคคลที่วางแผนได้อย่างแยบยลและไร้ที่ติจนผู้อื่นไม่สามารถจับได้

 

เมื่อทยอยตัดตัวแปรทิ้ง บุคคลที่น่าสงสัยมีอยู่สองคน...แครอล และสป็อค

 

แต่เมื่อพิจารณาแล้ว เขาไม่เห็นเหตุจูงใจใดๆ เลยที่แครอลจะต้องลอบมาหาเขากลางดึก จะเป็นเพราะว่าเธอรักเขามากก็ไม่น่าสมเหตุผลขนาดต้องแอบมาหา และเขาก็เพิ่งรู้จักกับเธอได้ไม่นาน ส่วนสป็อคในตอนนี้น่าจะไปที่ดาววัลแคนใหม่เพื่อช่วยตัวเขาในอนาคตสร้างอารยธรรมหรือไม่ก็อยู่กับนีโยตาผู้เป็นแฟนสาว...ไม่ใช่สิ สองคนนั้นเลิกกันแล้ว ตอนนี้เป็นแค่เพื่อน...ประกอบกับการลอบมาหากลางดึกคงเป็นเรื่องที่ไร้ความสมเหตุสมผลอย่างยิ่งในความคิดของชาววัลแคน...ดังนั้นก็คงไม่ใช่สป็อคอีกเช่นกัน

 

ใครกันนะที่เป็นแขกยามวิกาลมานั่งเฝ้า ห่มผ้า และจูบหน้าผากเขาเกือบทุกคืน ก่อนจากไปยามฟ้าสาง หากเป็นความฝันมันคงเป็นความฝันที่เสมือนจริงมาก

 

“ถ้าเกิดเป็นสป็อคขึ้นมานี่ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่ะ ฉันคงคิดว่าตัวเองเมาโรมูลันเอลแน่ๆ ถ้าหมอนั่นอยู่ดีๆ ลุกขึ้นมาทำอะไรแบบนั้น” แมคคอยบ่นพึม พอดีกับเสียงประตูดังคลิ้กและการปรากฏตัวของผู้ที่เป็นประเด็นในชุดเสื้อคลุมยาวสีขาวแบบวัลแคน

 

“ผมต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่งหากการปรากฏตัวของผมขัดจังหวะการสนทนาของพวกคุณ” ลูกครึ่งวัลแคน-มนุษย์ค้อมศีรษะ ก่อนทำมือทักทายแบบชาววัลแคน “ขอให้ยั่งยืนและรุ่งเรือง กัปตัน คุณหมอ”

 

เคิร์กยิ้มรับ ส่วนแมคคอยพยักหน้าขณะพยายามทำมือทักทายแบบวัลแคน

 

“ให้ตายเถอะ ท่าทักทายแบบวัลแคนนี่มันฆ่ากันชัดๆ”

 

“คุณหมอ ผมไม่เข้าใจในความสัมพันธ์ระหว่างการทักทายตามธรรมเนียมของผมกับการทำให้คุณเป็นศพ และผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคุณต้องเมาโรมูลันเอลทั้งที่คุณยังไม่ได้ดื่มเลยสักถ้วย” สป็อคตอบพลางเลิกคิ้วข้างหนึ่ง แววตาสีช็อกโกแลตยังคงนิ่งสงบ แต่สำหรับแมคคอยแล้วเขาถือว่าไอ้หูแหลมเลือดเขียวนี่กำลังหัวเราะเยาะเขาอยู่

 

“มันคือคำสบถของมนุษย์โลกที่หุ่นยนต์มีชีวิตอย่างนายไม่เข้าใจเฟ้ย เฮ้ย! ...นายรู้ได้ไงว่าฉันพูดถึงโรมูลันเอล ถ้านายไม่...”

 

“ผมได้ยินตั้งแต่ที่ผมอยู่ห่างจากหน้าประตูห้องของกัปตัน 2.384 เมตร ตั้งแต่เวลา 1.29 นาทีที่แล้วครับ คุณหมอ” สป็อคยังคงมาดสงบนิ่ง ขณะที่แมคคอยเริ่มเดือดจัด

 

“ไอ้...”
 

 “พอเถอะๆ โบนส์ สป็อค ฉันไม่อยากดูโต้วาทีรับอรุณหรอกนะ” คนป่วยขัดขึ้นพลางยกมือห้ามทัพ “แต่นายพูดมากขึ้นราวกับนกแก้วแอนทาเรสเลยนะโบนส์เวลาสป็อคมา”

 

“นี่ก็อีกคน รู้งี้ไม่ช่วยให้ฟื้นก็ดีหรอก” แมคคอยบอกด้วยสีหน้าบูดบึ้ง

 

“โบนส์จ๋า ลีโอนาร์ดคนดี อย่างอนน้า นะๆๆๆ”

 

“กำลังคิดอยู่ว่าจะเอาวัคซีนแก้ไข้เลือดออกสกาโลเซียนฉีดให้นายดีไหมถ้านายไม่เลิกกวนส้นเท้าฉัน” คุณหมอเอ่ยอย่างครุ่นคิด แต่กัปตันอ้าปากค้างอย่างผวา

 

“เฮ้ย วัคซีนเหรอ ไม่เอานะโบนส์ อย่าเล่นแรงแบบนี้สิ”

 

ท่าทางเลิกลั่กของกัปตันหนุ่มทำให้คุณหมอประจำยานเอนเตอร์ไพรส์ยิ้มออก

 

“ถึงเวลาที่ฉันต้องไปตรวจคนไข้รายอื่นๆ แล้ว สป็อค...ฝากดูหมอนี่หน่อยนะ ถ้ามันกวนบาทานายมากนักฉันอนุญาตให้นายกดจุดสลบแบบวัลแคนกับหมอนี่ได้”

 

“ครับ คุณหมอ และผมก็มั่นใจว่าเท้าของผมไม่ใช่ไม้กวนขนมด้วยครับ” สป็อคตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ทำให้แมคคอยมือสั่นพั่บๆ

 

“มันเป็นสำนวนพูดน่ะ เข้าใจซะมั่งเซ่ไอ้หนูผีหูแหลมเอ้ย! เขาคำรามลอดไรฟันก่อนออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว

 

เคิร์กหัวเราะในลำคอเบาๆ และหันไปยิ้มกรุ้มกริ่มตามแบบฉบับของตนให้สป็อค
 

“ผู้การ เชิญนั่งก่อน”

 

ร่างในชุดเสื้อคลุมพยักหน้า และค่อยๆ นั่งบนเก้าอี้สำหรับแขกอย่างเรียบร้อย

 

“อาการคุณตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างกัปตัน”

 

“ดีขึ้นมากแล้วล่ะ แล้วก็นะ ตอนนี้ไม่ใช่เวลางาน เรียกฉันว่าจิม”

 

“ครับ กัป-....จิม”

 

ดวงตาสีช็อกโกแลตจ้องคนบนเตียงเขม็ง ก่อนหยุดที่ช่อดอกไม้ในมือคู่นั้น

 

“อ๋อ นี่คือ...เอ่อ ฉันเห็นว่ามันน่าสนใจดีน่ะ”

 

“จากที่ผมสังเกต คำว่า น่าสนใจ ของคุณจะหมายถึงสิ่งที่สดใสตระการตาน่าดึงดูดใจ ผมไม่เห็นว่าจะไปด้วยกันได้กับสิ่งสืบพันธุ์ของพืชที่อยู่ในมือของคุณตอนนี้” สป็อคตั้งคำถามพร้อมเอียงศีรษะเล็กน้อย “หากผมจำไม่ผิด แหล่งอาศัยของดอกไม้ชนิดนี้อยู่ในทะเลทราย สังเกตจากการมีชั้นเคลือบผิวกลีบดอกหนาเพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำ ประกอบกับการที่ใบส่วนหนึ่งลดรูปไปเป็นหนาม อีกส่วนหนึ่งมีลักษณะอวบน้ำ และ...”

 

“เอ้อๆ พอก่อนสป็อค ฉันยังไม่มีอารมณ์นั่งฟังข้อมูลทางพฤกษศาสตร์หรอกนะ แค่สงสัยว่ามันคือดอกอะไรเท่านั้นเอง” เคิร์กเลิกคิ้วพลางสูดกลิ่นจากดอกไม้สีขาวในมือ “นายพอจะรู้ไหมว่ามันชื่ออะไร”

 

“ผมไม่สามารถพูดให้คุณฟังได้ เพราะชื่อของมันเป็นภาษาที่มนุษย์โลกอย่างคุณออกเสียงไม่ได้ แต่หากอธิบายโดยง่าย มันเป็นดอกไม้ที่คุณน่าจะเรียกว่า กุหลาบแห่งทะเลทราย

 

เคิร์กพยักหน้า ความรู้สึกบางอย่างบังเกิดขึ้นในใจ เพียงแต่เขาอยากหาหลักฐานสนับสนุนสมมติฐานอีกสักหน่อย

 

“นายนี่รู้มากจริงๆ นะ”

 

สป็อคน้อมรับ

 

“ผมจะถือว่านั่นเป็นคำชมครับ แต่ความจริงแล้วผมอ่านมาอีกทีหนึ่ง”

 

“อ้อ” กัปตันหนุ่มห่อปาก และวางช่อดอกไม้ไว้บนโต๊ะข้างเตียงดังเดิม “เอ่อ สป็อค ฉันหิวแล้ว เอาของว่างมาให้ฉันที ที่โรงอาหารชั้นล่างนะ”

 

“จิม การที่คุณรับประทานอาหารนอกตารางอาหารของคุณจะไม่เป็นปัญหากับคุณหมอแมคคอยหรือ? แล้วผมก็เห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องลงไปชั้นล่างเลยในเมื่อผมสามารถเตรียมอาหารได้จากเครื่องทำอาหารในห้องคนไข้”

 

“ไปเถอะน่า ฉันเบื่ออาหารที่เจ้าเครื่องนั่นมันเตรียมให้แล้ว ฉันอยากกินอะไรที่มันปรุงสุกใหม่ ใช้วัตถุดิบสดจริงๆ บ้าง ไม่ใช่จากการสังเคราะห์ด้วยเครื่องนั่น” ชายผมบลอนด์ว่า พร้อมทำดวงตาแบบลูกสุนัขที่ใครๆ เห็นแล้วเป็นต้องใจอ่อนทุกราย “นายไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นปัญหาหรอก เดี๋ยวฉันเคลียร์กับโบนส์เอง”

 

“สมเหตุสมผลครับกัปตัน” สป็อคพยักหน้า “งั้นผมจะลงไปเตรียมของว่างให้คุณ”
 

เคิร์กทิ้งตัวลงกับหมอนหลับตาสงบนิ่ง เป็นการบอกสป็อคโดยนัยว่าเขาต้องการพักผ่อน ลูกครึ่งวัลแคนมองอย่างรับรู้และเดินออกจากห้องทันที ครั้นเสียงฝีเท้าอันคุ้นเคยห่างจากประตูห้องพักไปแล้ว กัปตันหนุ่มจึงค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นและหยิบ PADD ออกมาจากใต้หมอน ก่อนถ่ายรูปตัวอย่างช่อดอกไม้ที่เขาสงสัยเพื่อสืบค้นในฐานข้อมูล

 

“เร็วหน่อยอีหนู เร็วหน่อยๆ” เขาพึมพำพลางเคาะนิ้วเป็นจังหวะระหว่างรอข้อมูลทั้งหมดแสดงผล และกำมืออย่างมีชัยเมื่อข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับดอกไม้ชนิดนี้ปรากฏบนหน้าจอ

 

ชื่อสิ่งมีชีวิต : Porroroseus odoratum S.

ลักษณะ : ไม้พุ่มอายุหลายปี ขึ้นตามที่แห้งแล้ง สามารถมีชีวิตอยู่ได้เกิน 100 ปีในสภาพขาดน้ำ

ราก : ระบบรากเป็นแบบรากแก้ว สามารถชอนไชลงไปในดินได้ลึกถึง 20 เมตรเพื่อหาแหล่งน้ำ

ลำต้น : เปลือกลำต้นหนาสีน้ำตาลแดงมีไขปกคลุม ลำต้นหนา โคนต้นพองเป็นกระเปาะ กิ่งแตกแขนงตั้งตรง เหนียวและแข็งแรง

ใบ : ใบเดี่ยวแข็งหนาเป็นมันรูปวงรีขนาดเฉลี่ย 10 ตารางเซนติเมตร บางส่วนลดรูปเป็นหนาม เส้นใบแบบร่างแห ขอบใบแบบจักฟันเลื่อย ปลายใบแหลม

ดอก : ดอกเป็นดอกเดี่ยวออกตามซอกใบและปลายกิ่ง มีขนาดเฉลี่ย 4 เซนติเมตร ไม่มีก้านดอก กลีบเลี้ยงเป็นเกล็ดซ้อนกัน 5 ชั้นบนฐานรองดอก กลีบดอกรูปไข่ขอบขนานสีขาว ผิวเป็นมันเงา โคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอด จำนวนกลีบดอก 2 ชั้น ชั้นละ 6 กลีบ เกสรเพศผู้จำนวนมาก เกสรเพศเมียเป็นก้านตั้งชูเหนือวงกลีบดอกและวงเกสรเพศผู้ ยอดเกสรเพศเมียลักษณะกลม มี 5 พู กลิ่นหอมอ่อนในตอนกลางวัน และหอมจัดในตอนกลางคืน อายุการบานของดอกประมาณ 2 สัปดาห์ โดยคาดคะเนว่ามีวงรอบการออกดอก 100 ปีต่อครั้ง

ผล, เมล็ด : ไม่ปรากฏข้อมูล 
 

การใช้ประโยชน์ : ไม่ปรากฏข้อมูล

 

และเมื่อเลื่อนดูข้อมูลจนถึงบรรทัดสุดท้าย กัปตันหนุ่มถึงกับอ้าปากค้าง

 

ถิ่นกำเนิด : เป็นพืชท้องถิ่นที่พบได้ทั่วไปตามพื้นที่ภูเขาหินบนดาววัลแคนใหม่

 

เสียงฝีเท้าที่หยุดอยู่หน้าห้องทำให้เคิร์กรีบซ่อน PADD ก่อนแสร้งมองไปทางหน้าต่างเพื่อดูทิวทัศน์ของอ่าวซานฟรานซิสโกอย่างสงบ ก่อนหันมาทางร่างของสป็อคที่ถือถุงกระดาษเล็กๆ ไว้ข้างตัว

 

“เฮ้ นายเอาอะไรมาให้ฉันน่ะ”

 

เคิร์กถามอย่างลิงโลด ในใจนึกถึงแซนด์วิชสอดไส้ไก่งวงอบน้ำผึ้งที่ไม่ได้รับประทานมาแสนนาน แต่พอสป็อคเปิดถุงและเทของที่อยู่ภายในออกมาบนโต๊ะ เขาถึงกับยิ้มแห้งๆ พลางกลืนน้ำลาย

 

“เอ่อ...มันคืออะไรน่ะสป็อค” กัปตันหนุ่มจ้องของในห่อที่เหมือนขนมปังสีเขียวขี้ม้าปนสีน้ำตาลไหม้โรยด้วยธัญพืชสารพัดชนิดด้านบนและสอดไส้อะไรบางอย่างสีส้มแปร๊ดแสบตาตัดกับสีเขียวสดของบรรดาผักใบเขียว

 

“มันคือขนมปังผักโขมธัญพืชสอดไส้สลัดผักและเนื้อวัวเอนโดเรียนหมักซุปโพลมีคครับกัปตัน ผมคิดว่าน่าจะถูกหลักโภชนาการทั้ง 5 หมู่และปลอดภัยต่อสภาพร่างกายของกัปตันในตอนนี้” สป็อคอธิบาย ขณะที่เคิร์กอ้าปากค้างและหุบสลับกันเมื่อเห็นบรรดาพืชผักที่เขาไม่ถูกชะตามากองรวมกันอยู่ในอาหารว่างที่เขากำลังจะรับประทานอย่างเต็มตา

 

“โทษทีนะสป็อค แต่ไว้ก่อนแล้วกัน เดี๋ยวฉันค่อยกินมันทีหลัง” เคิร์กเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาลงพร้อมกับยิ้มให้ สป็อคนิ่งอึ้งไปชั่วขณะก่อนพยักหน้าเบาๆ

 

“ตกลงครับกัปตัน”

 

เขาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนปกติ แต่เคิร์กรู้สึกว่าภายใต้น้ำเสียงนั้นแฝงความน้อยใจอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน

 

“นายไม่ว่าอะไรแน่นะ”

 

“กัปตัน หากคุณจะคิดว่าผมรู้สึกผิดหวัง ไม่เลยครับ วัลแคนไม่เคยรู้สึกผิดหวัง” สป็อคนั่งก้มหน้า มือทั้งคู่ประสานบนหน้าตัก และถ้าเคิร์กไม่ได้ตาฝาดเขาสาบานได้ว่านิ้วเรียวทั้งสิบของวัลแคนกำลังดึงชายแขนเสื้อคลุมเหมือนพยายามระงับอารมณ์ความรู้สึกหรืออะไรซักอย่าง

 

เหมือนเขาพอจะเดาอะไรบางอย่างได้รางๆ แล้วล่ะ

 

เคิร์กยกมุมปากขึ้นด้วยนัยน์ตาเป็นประกายเมื่อเขาคิดว่าจะทำอะไรบางอย่าง ที่น่าจะตอบโจทย์ทุกคำถามในใจของเขาได้ทุกคำถาม เขาคิดแล้วค่อยๆ เอื้อมมือไปหยิบห่อขนมปังที่เขาเพิ่งตั้งแง่ลบเมื่อครู่มารับประทานเงียบๆ

 

ความรู้สึกที่คำแรกผ่านเข้าปาก เขาสัมผัสได้ถึงความนุ่มละมุนลิ้นของเนื้อหมักตัดกับความกรุบกรอบของธัญพืชและผักสดชนิดต่างๆ อย่างลงตัว ผสานกับรสชาติที่อร่อยกลมกล่อมแต่พอดี และหอมกลิ่นเครื่องเทศจางๆ ในแบบที่ไม่มีใครสามารถเลียนแบบได้ เหมือนกับคนทำใส่ความตั้งใจและความพิถีพิถันในการปรุงอย่างสุดความสามารถ

 

...ให้ตายเถอะ มันโคตรอร่อยเลย...

 

เคิร์กเล็มปลายนิ้วเมื่อรับประทานจนหมด พร้อมกับนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเบิกกว้างที่ฉายมาทางเขา

 

“อื้ม อร่อยสุดยอด ควรจะพูดว่าอะไรนะ...อย่าตัดสินอะไรจากรูปลักษณ์ภายนอกใช่ไหม?”

 

“คะ...ครับ” คนหูแหลมตอบเบาๆ พลางเสมองไปทางอื่น “แต่ผมคิดว่ามันยังดูไม่อร่อยสำหรับคุณนะครับ”

 

“ไม่หรอก...อะไรที่นายทำอร่อยเสมอแหละ”

 

สป็อคไม่ตอบอะไร แต่ถึงกระนั้นใบหน้าและปลายหูเริ่มกลายเป็นสีเขียวอ่อน และเข้มจัดยิ่งขึ้นยามเคิร์กเลื่อนมือมาทาบกับหลังมือข้างหนึ่งของเขา “ฉันหมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ นะ”

 

“กัปตัน...ป...ปล่อยเถอะครับ” อีกฝ่ายเอ่ยเสียงแผ่ว “คุณก็รู้ดีว่ามือของชาววัลแคนไวต่อความรู้สึกมาก”

 

เหมือนชายมนุษย์โลกจะจงใจทรมานความรู้สึกของอีกฝ่าย เพราะว่าเขากระชับฝ่ามือแน่นยิ่งขึ้นก่อนเลื่อนมือประสานนิ้วเข้ากับนิ้วเรียวซีดของอีกฝ่ายอย่างเชื่องช้าจนได้ยินเสียงลมหายใจหอบถี่จากชาวต่างดาวหน้าม้าเต่อที่หลับตาแน่นปี๋

 

“ใช่ ฉันรู้...ฉันถึงพยายามที่จะรู้ถึงความรู้สึกในส่วนที่เป็นมนุษย์โลกของนาย” เคิร์กกระซิบตอบ พร้อมกับขบปลายใบหูแหลมเรียกเสียงครางเบาๆ จากลำคอของเจ้าของ “อย่ารังเกียจส่วนที่เป็นมนุษย์ของนายเลยสป็อค ฉันชอบอารมณ์ความรู้สึกของนาย มันสวยงามและมีค่ามากสำหรับฉันก่อนที่ฉันจะตาย”

 

สป็อคเม้มริมฝีปาก คำพูดประโยคสุดท้ายนั้นทำให้เขาหวนระลึกไปถึงตอนที่ทรุดนั่งอยู่อีกด้านหนึ่งของกระจกประตูห้องเครื่องวาร์ปและได้แต่มองดูเคิร์กที่กำลังจะตายด้วยพิษกัมมันตรังสีโดยที่เขาช่วยอะไรไม่ได้ เหตุการณ์นั้นทำให้เขารู้สึกเหมือนกับอีกซีกหนึ่งของวิญญาณถูกกระชากออกไปและทำให้ส่วนที่เป็นมนุษย์ของเขาหลุดจากการควบคุมของส่วนที่เป็นวัลแคนอย่างสมบูรณ์ เขาไม่เคยหลั่งน้ำตาให้ใครหรือสิ่งใดแม้ว่าสิ่งที่เขาสูญเสียจะเป็นดาวบ้านเกิดและมารดาผู้ให้กำเนิดก็ตาม แต่เขารู้สึกถึงน้ำตาที่หลั่งรินยามนัยน์ตาสีฟ้าคู่นี้ใกล้จะดับแสง หัวใจที่ปวดร้าวเมื่อชายผมทองคนนี้หมดลมหายใจ และความโกรธเกรี้ยวที่ท่วมท้นพร้อมกับเสียงตะโกนก้องถึงชื่อผู้เป็นต้นเหตุอย่างคลั่งแค้นจากปากของตัวเขาเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองทำให้เขามั่นใจว่าเขารู้สึกผูกพันกับเคิร์กมากเพียงใด

 

“ผม...”

 

ประโยคที่ต้องการเอ่ยทั้งหมดขาดหายไปในทันทียามริมฝีปากร้อนแนบประกบ เรี่ยวแรงที่มีพลันสูญหาย อารมณ์หวามไหวจุดประกายจนยากจะต้านทาน เขาตัดสินใจแล้วว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเขาก็จะขออยู่เคียงข้างมนุษย์โลกที่มากไปด้วยอารมณ์คนนี้ และจะไม่ยอมเสียบุคคลนี้ไปอีกเป็นอันขาด

 

“คืนนี้นายมาจูบราตรีสวัสดิ์ฉันเหมือนทุกๆ คืนได้ไหม”

 

ริมฝีปากบางที่ไม่เคยยิ้มยกขึ้น พร้อมด้วยคำสัญญาที่ทำให้เคิร์กรู้สึกว่า...เขาต้องถอนคำพูดที่ว่าสป็อคปลอบใครไม่เป็นเสียแล้ว

 

“ด้วยความยินดีครับ...จิม”

 

………………………………………………………………………………………………………………

แถมท้ายเรื่อง
หากผู้ใดอยากอ่าน Eng. version สามารถตามได้จากที่อยู่นี้เจ้าค่ะ (เป็นที่ๆ ข้าเจ้าใช้ฝึกภาษาเจ้าค่ะ ดังนั้นเนื้อเรื่องบางตอนอาจผิดไวยากรณ์บ้าง และสำนวนบางประโยคอาจจะไม่เหมือนเวอร์ชันไทยเพื่อความเข้ากันกับบริบทในภาษาอังกฤษค่ะ)


http://ksarchive.com/viewstory.php?sid=6128&warning=2

ผลงานทั้งหมด ของ มัจฉพาชี

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

6 ความคิดเห็น

  1. #6 TeaCloudy
    วันที่ 14 เมษายน 2562 / 13:12

    =v= ชอบมากกกกกกกกกกกกกก หาสป็อคเคะยากมากเลย โคตรน่ารักอะ

    #6
    0
  2. #5 Janechoxx (@janerii) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2560 / 19:40
    หวีดดดดดดดด ความดีงามนี้~~~~~ ไม่ค่อยมีฟิคเคิร์กเมะเลย ฮือออ
    #5
    0
  3. #4 KAZO (@NAPHATWAILOM) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2560 / 12:39
    ชอบมากอ่ะค่ะปกติไม่ค่อยมี แต่งอีกเรื่อยๆนะคะ
    #4
    0
  4. #3 furn
    วันที่ 20 ธันวาคม 2557 / 19:56
    ชอบบบบบบ!!!!!!!!!!! อ่านไปยิ้มไปตลอดเลยค่า!!!

    เราชอบคู่นี่แต่เคิร์กสปอคหายากยิ่งกว่าอะไร

    มาเจอของไรท์ทีนี่ฟินแก้มแตกระดับสิบ งืมมมมม!!!!

    ชอบตรงที่สปอคซึนมากก แอบมากลางดึกแล้วเอาดอกไม้มาให้

    แถมเป็นดอกไม้จากดาววัลแคนใหม่อีก นึกถึงเขาตลอดเลยสินะลูก ถถถถ!! เราเขินแทน (/////) สปอคน่ารักมากค่ะ!!

    อ่านมาจนถึงตอนสุดท้ายแล้วแบบ จบแล้วเหรอ?อย่าพึ่งซิ

    เรายังฟินไม่พอขอเราต่อ 555555 แบบมันชอบมากจริงค่ะไรท์~~

    เคิร์กนี่ก็แบบตาเป็นประกายเวลาได้แกล้ง แล้วดูทำ ฉวยโอกาสเฉย

    พ่อคนบ้าาาา สปอคเขินตัวเขียวขั้นมาทำไง

    โอยยยย มายาวเลย ทนไม่ไหวจริงๆค่ะน่านักมากกก ขอบคุณนะคะไรท์

    ไรท์แต่งน่ารักมากเลย~~
    #3
    1
    • 18 มีนาคม 2558 / 01:41
      ขอบคุณค่า ข้าเจ้าที่เป็นผู้เขียนก็ฟินแก้มแทบแตกเหมือนกันค่ะที่มีคอมเมนต์น่ารักแบบนี้มา ^w^

      จริงๆ แล้วเรื่องนี้ยังจบไม่สมบูรณ์ค่ะ ตอนจบสมบูรณ์แล้ว (จริงๆ ) จะอยู่ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษเจ้าค่ะ เนื่องจากตอนแปลเป็นอังกฤษดันเกิดอยากแต่งเพิ่มเติม เดี๋ยวจะแปลไทยตอนที่แต่งเพิ่มมาลงในนี้นะคะ (จะพยายามใช้สำนวนที่อันตรายน้อยที่สุดเจ้าค่ะ เนื่องจากตอนที่เเต่งเพิ่มในเวอร์ชันอังกฤษค่อนข้างล่อแหลมอยู่เหมือนกัน)

      ขอบคุณอีกครั้งเจ้าค่ะ
      #3-1
  5. วันที่ 14 กรกฎาคม 2557 / 15:25
    ขอบคุณสำหรับคอมเมนท์แรกค่ะคุณ Toon

    จากการสังเกต (+มโน) บุคลิกของสป็อค ทำให้ข้าเจ้าคิดว่าเวลาวัลแคนจะแสดงความรักคงจะเป็นแบบรักนะแต่ไม่แสดงออก(ให้คนอื่นเห็น) เพราะตัวเองจะได้ไม่คิดว่ามัน illogical (เคะซึนก็งี้แหละน้อ เห็นหน้านิ่งๆ แต่ในใจคงคิดไปแล้วล่ะว่า "เขาหยิบดอกไม้ฉันนนน อ้ากกกก...เขากินของที่ฉันทำ กรี๊ดดดดด" ๕๕๕+)

    ขอบคุณอีกครั้งเจ้าค่ะ ^__^  

    มัจฉพาชี (๑๔/๐๗/๒๕๕๗)
    #2
    0
  6. #1 Toon
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2557 / 22:28
    อร้ายยยยยยย เขินนนนนนนนอ่ะ

    สป็อคโรแมนติกมากกกกกกกกก

    มีมาจูบราตรีสวัสดิ์กะให้ดอกไม้จิมด้วยยย

    #1
    0