[NCT] Selenophile #Markhyuck | #Markchan

ตอนที่ 4 : CHAPTER 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,273
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 195 ครั้ง
    21 ก.ค. 60

Chapter 4

 





-I was alone in the dark when I met you

You took my hand and you told me you love me-

 

     “หนูรักพี่มาร์ค”

 

     มาร์คลีเม้มปากขมวดคิ้ว จรดดินสอไม้ขีดๆเขียนๆแก้โจทย์สมการสำหรับเด็กมัธยมที่เด็กประถมอย่างเขาไม่น่าจะเข้าใจ พลิกหน้าหนังสือเสียงดังเพื่อกลบความรำคาญใจตรงหน้าที่เอาแต่เท้าคางมองเขาอยู่ได้ทั้งวัน แล้ววันนี้เป็นอะไร ใส่สูทชมพูแถมยังผูกโบที่หัวตัวเองอีก

 

     แฮชานนี่น่ารำคาญจริงๆ

 

     “หนูรักพี่มาร์ค”

     ตาคมเหลือบมองครู่หนึ่งก่อนจะก้มหน้ามองหนังสือตัวเองเหมือนเดิม ให้ตายเถอะ ได้ยินประโยคนี้มาเป็นชั่วโมงแล้ว ไม่สิ...ได้ยินมาตั้งแต่เด็กคนนี้เรียนรู้คำนี้มาจากในละครนั่นแหละ หัวกลมๆโยกไปมาอย่างอารมณ์ดี

     “หนูรักพี่มาร์ค”

     เหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกป้อนข้อมูลให้พูดประโยคซ้ำๆทุกหนึ่งนาที มาร์คลีหงุดหงิด เอื้อมมือไปหยิบยางลบมาถูๆที่หน้ากระดาษอย่างหัวเสีย ให้ตายเถอะ เลขแค่นี้เขาไม่เคยบวกผิด สงสัยจะรำคาญจนไม่มีสมาธิ อากาศก็ร้อนอีกต่างหาก...

     “หนูรักพี่มาร์ค”

     “จะหยุดก่อกวนได้หรือยังแฮชาน”

วางของทุกอย่างกระแทกกับหน้าหนังสืออย่างแรง เงยหน้าที่แดงจัดสบตากับตัวป่วนที่ยังคงทำหน้ายิ้มไม่รู้ร้อนรู้หนาว

     “ป่าวสักหน่อย ก็วันนี้มันวาเลนไทน์อ่ะ”

เจ้าเด็กตัวกลมผิวสวยก้มจัดดอกกุหลาบสีแดงที่กระเป๋าเสื้อสูทก่อนจะเงยหน้ายกยิ้มให้พี่ชายคนสนิท มือเล็กจับผมหยิกๆธรรมชาติของตัวเองเล็กน้อยพลางกัดริมฝีปากเขินๆ

     “หนูรัก-”

     “ได้ยินแล้ว!” มาร์คตวาดแทรกขึ้นมา หายใจฟึดฟัดราวกับควบคุมสติตัวเองไม่ได้เหมือนอย่างเคย กำลังจะก้มลงไปจับดินสอใหม่ ทว่า...

     “งั้นรักหนูเหมือนกันมั้ย”

     “เหมือนอะไร”

เงยหน้าถาม ขมวดคิ้วให้กับการเรียงประโยคเกาหลีที่พิลึกๆนั่น พวงแก้มของคนน้องขึ้นสีแดงจัด และก่อนที่มาร์คจะได้พูดตำหนิว่าอย่าลีลา คนตัวสูงกว่าก็ต้องชะงักเพราะเจ้าตัวก้อนผูกโบทีหัวนี่กำลังยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆเขา ตากลมแป๋วนั่นเป็นประกายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

     “ก็พี่มาร์ครักหนู”

     “จะบ้าเหรอ ไม่เคยพูด!

เขาแหวอย่างตกใจ เหมือนพวกเด็กๆที่โดนล้อเรื่องรักแรกแล้วต้องรีบปฏิเสธ ไม่เลย...มันไม่ใช่ครั้งแรกสักหน่อยที่มาร์คลีโดนล้อกับใครแบบนี้ เพื่อนผู้หญิงในคลาสชอบล้อเขากับดอกไม้ประจำชั้นบ่อยๆ แต่ทุกครั้งก็มักจะจบลงไปเพราะเขาไม่หือไม่อือและไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง แต่กับคนตรงหน้า

 

     ไม่เอาหรอก ใครจะปล่อยให้เข้าใจอะไรแบบนั้น น่าขายหน้าชะมัด


     “มะ ไม่จ้าย เป็นประโยคคำถาม”

มาร์คลีเงียบ ทว่ายังคงขมวดคิ้ว ลึกๆรู้สึกโล่งใจเป็นบ้าที่แฮชานไม่คิดเข้าข้างตัวเองจนเกินเบอร์แบบนั้น

     “รักมะ”

 

     ให้ตายเถอะ อย่ามามองกันด้วยตาใสๆนั่นนะ!

 

     “รู้หรือไงว่าความรักคืออะไร”

เชิดหน้าเหนือใส่เด็กน้อยที่ขมวดคิ้วส่ายหน้า แฮชานยอมถอยกลับไปนั่งบนเก้าอี้ดีๆ เอียงคอพลางทำหน้านึกคิดจนมาร์คลีถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่รอดพ้นจากสถานการณ์กดดันนั่นเสียที

 

     “ก็คือพี่มาร์คไม่ใช่เหรอ”

     “อะไร” หลังจากก้มทำโจทย์เสร็จสิ้นไปหนึ่งข้อ แฮชานที่เหมือนพึ่งทบทวนกับตัวเองเสร็จก็เปล่งเสียงใสๆออกมา

     “ความรัก”

     “ไม่เข้---” อะไรกัน นี่มาร์คลีคนนี้กำลังจะพูดคำว่าไม่เข้าใจงั้นเหรอ

 

     มาร์คลีเผลอทำตาโต ตรงข้ามกับคนตรงหน้าที่มองเขากลับด้วยแววตาใส่ซื่อ ปากเล็กสีเชอร์รี่เม้มเข้าหากันเหมือนกำลังใช้ความคิดอย่างหนักก่อนที่ไม่กี่อึดใจต่อจากนั้นจะเอ่ยประโยคที่ตัวเองมั่นใจมากที่สุดแล้ว

 

     “ความรักก็คือพี่มาร์ค”

 

     เกาหัวตัวเองก่อนจะพยักหน้าส่งยิ้มมั่นใจให้พี่ชายที่จู่ๆก็เหงื่อไหลทั้งๆที่มันเป็นช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ก็ตาม  

 

     “หนูว่าน่าจะใช่นะ”

     “...”

     “ไม่อ่ะ...คราวนี้หนูมั่นใจ ใช่แน่ๆ เหมือนที่หนูรักพี่มาร์คแน่ๆไง”

 

 

-I was alone, there was no love in my life

I was afraid of life and you came in time-


 

     แฮชานกำลังยิ้ม ยิ้มมากกว่าทุกวันในรอบแปดปี ตากลมที่คนทั้งบ้านบอกว่าเป็นสายตาของเด็กดื้อกำลังจับจ้องไปที่มือของตัวเองที่ตอนนี้ไม่ได้โดดเดี่ยวเหมือนเมื่อวาน ถูกกุมเอาไว้ด้วยมือของอีกคน อบอุ่น และเติมเต็ม

 

     ชอบตอนนี้จัง

 

     “โอ๊ะ”

กำลังเพลินๆกลับต้องอุทานเสียงหลงขึ้นมาเมื่อจู่ๆจมูกของเขาที่เลือดกำเดายังไม่หยุดไหลกระแทกเข้ากับไหล่กว้างของคนด้านหน้า กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆทำให้คนเจ็บบึ้นปากเขินๆแต่ก็ไม่วายยกมือขึ้นมาลูบๆที่จมูก

     “พี่มาร์คหยุดทำไม หนูตัวไม่ยังตั้งทัน” /ยังไม่ทันตั้งตัว

พูดเสียงงอนๆแต่ก็นั่นแหละ ดูน่ารักน่าเอ็นดูเสียจน...

     “ก็เลิกเหม่อคิดอะไรเพ้อเจ้อได้แล้ว”

คนพี่หันกลับมาดุ มาร์คเหล่มองใต้จมูกรั้นที่ยังมีเลือดไหลออกมาไม่หยุด แถมข้างแก้มยังเปื้อนรอยเลือดเก่าไม่ได้เช็ดออก พ่นลมหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่ายก่อนจะยื่นมือไปหมายจะ...

     “ว๊า!! แย่แล้ว! พี่มาร์คหันไปๆๆๆๆ”

แฮชานทำเสียงประหลาด ตากลมลืมขึ้นอย่างตกใจก่อนจะดันหลังคนพี่ให้หันกลับไปก่อนจะจับๆดึงๆที่แขนเสื้อมาร์คลีทั้งๆที่มืออีกข้างยังจับกันไม่ได้ปล่อย

     “จิ๊ หยุดนะ จะทำอะไรเนี่ย!

มาร์คลีขี้รำคาญ พยายามเอี้ยวตัวหันมามองว่าเจ้าเด็กผมแดงที่เขาคุ้นเคยกำลังทำอะไรกับเสื้อนักเรียนของเขา

     “หงึ...หนู...หนูเปล่าน้า”

 

     จะเปล่าได้ยังไงกันเล่า!!!!!

 

     มาร์คลีข่มตาหลับลงอย่างพยายามสงบสติอารมณ์ตัวเอง ให้ตายเถอะ! แฮชานทำแขนเสื้อนักเรียนสีขาวของเขาเปื้อนเลือดเป็นวงเบอเร้อแล้วยังมีหน้ามาบอกว่าหนูเปล่าทั้งๆที่เลือดยังเปื้อนเต็มจมูกเต็มปากตัวเองมอมแมมอยู่เลย

     “ช่างมัน! หยุดถูเสื้อพี่ได้แล้วนา”

คนตัวสูงกว่าสะบัดตัวออกทั้งมือด้วยนั่นแหละ ทว่าแฮชานก็ยังคงพยายามที่จะเข้ามาถูๆรอยเลือดนั่นด้วยมือเปล่าทำให้ตอนนี้มันเลอะเทอะไปกันใหญ่

     “ก็มันน่ากลัวนี่ เหมือนพี่มาร์คเป็นแผลเลย”

     “ช่างเถอะนา!” เผลอตวาดจนอีกคนชะงัก เบะปากอย่างขัดใจ เอาสิ! กระทืบเท้าอีกจะปล่อยทิ้งไว้หน้าโรงเรียนอนุบาลเนี่ยแหละ

     “ก็มันเหมือนพี่มาร์คเจ็บ!

     “ก็เลือดเราเองไม่ใช่หรือไง!” มีอย่างที่ไหนมางอแงเพราะเรื่องแบบนี้

     “ก็หนูไม่ชอบ!

กระทืบเท้าครั้งที่หนึ่งอย่างขัดใจ มาร์คลีถอนหายใจกลอกตาอย่างอารมณ์เสีย จะก้มกลับมาด่าก็ได้น้ำตาหนึ่งหยดเป็นข้อต่อรอง

     “จะร้องทำไมเนี่ย โตขนาด-”

     “ก็หนูไม่ชอบให้พี่มาร์คเลอะ ไม่ชอบให้ดูเหมือนเจ็บด้วย”

 

     จะด่าว่าปัญญาอ่อนก็...บ้าเอ๊ย ด่าไม่ลง!

 

     “หยุดร้องสักทีเถอะนา” ยื่นมือไปลูบหัวให้แบบเก้ๆกังๆ

 

     ห่างเหลือเกิน มาร์คลีห่างจากการกระทำแบบนี้ไปนานเหลือเกิน...ทั้งๆที่มันควรจะเป็นการพบกันที่น่าอึดอัดไม่ใช่เหรอ แปดปีเชียวนะที่เราไม่ได้เจอกัน

 

     เด็กคนนี้ทำให้เขารู้สึกเหมือนเวลาไม่เคยเดินไปไหนไกลเลย...ปีศาจแฮชานชัดๆ

 

     “กลับบ้านไปซักคืนให้ด้วยแล้วกัน”

     “งือ” มือเล็กถูกยกขึ้นมาเช็ดน้ำตาหยดน้อยๆของตัวเองลวกๆ หน้าตาดูมอมแมมเหมือนเด็กที่ผ่านการเล่นซนมาทั้งวัน จมูกแดงๆนั่น...

 

     น่ารำคาญชะมัด!

 

     “งั้นกลับบ้านกัน หนูง่วงแล้วอ่ะ”

ขยี้ตาช้ำๆเป็นเครื่องยืนยันเผื่อว่าใครบางคนจะลืมนึกไปว่าแฮชานเพิ่งจะข้ามโซนเวลามาค่อนโลก ร่างกายปรับตัวไม่ทันไม่พอยังต้องมาเจอเรื่องวุ่นๆอีก มาร์คลีพยักหน้าส่งๆ

     “งั้นรออยู่นี่ก่อนแล้วกัน”

แฮชานพยักหน้าเหมือนจะหลับเต็มที ไม่รู้หรอกว่าพี่มาร์คเดินหายเข้าไปในโรงเรียนอนุบาลทำไม แต่พอลืมตาขึ้นมาอีกที...

 

     “นี่อะไร!

มาร์คก้มตามนิ้วเรียวที่กำลังชี้มาร์ตินราวกับน้องชายแท้ๆของเขาเป็นสัตว์ในกรงกระจก มาร์ตินผู้ถูกพี่ชายจับจูงมืออยู่เหนือหัวเงยหน้าสบตากลับมาร์คลีอย่างงงๆ เด็กตัวเล็กเองก็สงสัยว่าทำไมพี่ชายแก้มกลมตรงหน้าถึงถามเขาแบบนั้น

     “สวัสดีพี่เขามาร์ติน”

     “ฮะพี่ใหญ่”

เสียงเล็กตอบกลับจังหวะเดียวที่มาร์คอุ้มเขาลอยหวือขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกันกับคนแปลกหน้าสำหรับเด็กชาย ตากลมๆที่ถอดแบบมาร์คลีมาเป๊ะๆจดจ้องอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

     “สวัสดีครับพี่ชาย ผมชื่อมาร์ติน”

     “พี่มาร์ค!! ทำไมพี่มาร์คต้องอุ้ม!!!

เด็กชายตัวเล็กทำหน้าเหวอ พี่ตาสวยคนนั้นไม่สนใจการแนะนำตัวของเขาด้วยซ้ำ หันไปแวดๆกระทืบเท้ารัวๆใส่พี่ใหญ่ที่ทำหน้าเหมือนอยากจะตายวันละหลายๆรอบ

 

     “หนูไม่ยอม! อุ้มหนูด้วยเลยนะ!!

 

     “พี่มาร์ค! รอหนูโด้ย! อย่าเดินหลีหนู” /หนี

มาร์คหันหลังเดินอุ้มมาร์ตินนำไปไกล ไม่หันไปสนว่าแฮชานจะวิ่งตามไปเช็ดเลือดกำเดาไปอย่างยากลำบากหรือเปล่า มีเพียงมาร์ตินที่หันกลับไปมองพี่ชายคนนั้นด้วยสายตาเป็นห่วงกลัวจะหกล้มหน้าคะมำเพราะไม่ระวังทาง จะบอกว่าเป็นเพื่อนพี่ใหญ่ก็ไม่น่าใช่ พี่ลูคัสน่ะหล่อเท่ห์ระเบิดไม่ใช่คนนี้สักหน่อย

 

     “พี่ใหญ่ฮะ...พี่ตาสวยคนนั้นเขาเป็นใครเหรอคับ”

     “เป็นหนึ่งในคนประเภทที่ไม่ควรเข้าใกล้ยังไงล่ะ” มาร์คลีตอบขำๆ จริงๆเขากำลังมองกระจกส่องทางที่สะท้อนเงาของเด็กบ๊องที่เดินขาพันกันจนทุกอย่างเชื่องช้าไปหมด

     “เป็นคนโง่เหรอครับ”

 

     แด๊ดกับมัมสอนว่าถ้าเราอยู่ใกล้คนโง่ก็จะโง่ตามไปด้วย

 

     “เป็นแฮชานน่ะ”

     “เอ๋...แล้วเป็นแฮชานนี่เป็นแบบไหนเหรอคับ”

 

     “หนึ่งเดียวในโลกมั้ง”

     มาร์ตินมองหน้าพี่ชายตัวเองด้วยความแปลกใจ นั่นเรียกว่ายิ้มเหรอ...เด็กน้อยไม่แน่ใจ แต่ถ้าหันกลับไปมองพี่ตาสวยคนนั้นที่กำลังเงยหน้าเดินมาทางเขาด้วยท่าทางประหลาดๆ

 

     อ่า...บางทีมาร์ตินอาจต้องใช้เวลานานสักหน่อยเพื่อทำความเข้าใจกับคนประเภท แฮชาน

     หรือบางทีในโลกนี้ก็อาจมีแค่คนฉลาดๆอย่างพี่ใหญ่ที่เข้าใจอยู่คนเดียว 



XXXXX


 

     มาร์คลีเดินกดโทรศัพท์ออกมาจากห้องน้ำในห้องนอนของเขาหลังจากที่เข้าไปเปลี่ยนไปใส่ชุดอยู่บ้านสบายๆ ในมือหนาข้างเดียวกับที่กำลังถือโทรศัพท์มีเสื้อนักเรียนสีขาวที่เปื้อนเลือดอยู่ด้วยกัน แวะโยนมันลงใส่ตระกร้าก่อนจะกดโทรศัพท์หาพี่ยูตะต่อ

     “เดี๋ยวพี่ยูตะมารับ” อ่านข้อความที่ส่งไปถึงพี่ชายชาวญี่ปุ่นอีกครั้งเพื่อความแน่ใจว่าจะสื่อสารไม่ผิด

     เขาไม่ได้เงยหน้ามองหรอกว่าอีกคนกำลังเบะปากไม่พอใจแค่ไหน แฮชานมาถึงบ้านช้ากว่าเขาราวๆสิบนาทีเพราะต้องเดินเงยหน้าตลอดเพราะเลือดไม่หยุดไหลสักที พอมาถึงก็เดินตามเขาเข้ามาในห้องนอนก่อนจะวางก้นบนปลายเตียงโดยไม่ขออนุญาตกันสักคำ ดูนั่น ถุงเท้าก็ยังไม่ถอด นิสัยเสียเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ

 

     “หงึ! หนูไม่ฟังพี่มาร์คหรอก”

     มาร์คลีไม่สนใจ แสร้งทำเป็นผิวปากให้อีกคนกระทืบเท้าไม่พอใจเล่นๆ สุดท้ายทำเองก็เจ็บเท้าเอง เอนตัวนอนนิ่งๆบนเตียงของเขา ในขณะที่คนพี่เดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะอ่านหนังสือที่ประจำ กดเปิดคอม เลื่อนหาหนังสือนั่นนี่มาเปิดอ่านรอเครื่องพร้อมเล่นเกม ทำตัวเหมือนไม่มีเด็กน่ารำคาญอยู่ด้วยในห้องนี้

 

     มาดูว่าใครจะทนไม่ได้ก่อนกัน แน่นอนว่าไม่ใช่มาร์คลีหรอก

 

     “พี่มาร์ค! นี่หนูงอนนะ”

     ผงกหัวขึ้นมาก่อนจะเดินเงยหน้าคลำๆทางมาที่โต๊ะ มาร์คลีเป็นอัจฉริยะเรื่องนั้นใครๆก็รู้ แต่ที่ไม่มีใครรู้คือเขาเป็นอัจฉริยะเรื่องการทำเมินใส่แฮชานเก่งกว่าใคร จริงๆโนเบลควรตบรางวัลให้เขาเสียด้วยซ้ำ เพราะคนน่ารำคาญอย่างแฮชานน่ะ...ไม่ใช่ว่าจะแกล้งเมินง่ายๆหรอกนะ

     “อึก พี่จะร้องหนูทำไห้แล้วอีกเนี่ย” /พี่จะทำหนูร้องไห้อีกแล้วเนี่ย

     “เรื่อง?”

ลิ้นดันกระพุ้งแก้มถาม สายตาไม่ได้มองคนที่เดินมายืนข้างๆเก้าอี้ทรงสูงที่รูปทรงดีต่อสุขภาพทางกายภาพ นิ้วรัวกดเล่นเกมอย่างเมามันจนแฮชานร้องแง่วๆขึ้นมาอีก

     “ไม่รู้ละ หนูงอน! พี่มีน้อง!

มาร์คลีชนะในเกมแรก ถอนหายใจยืดยาวเป็นรอบที่ล้านแล้วมั้งในวันนี้ หักนิ้วเสียงดังก่อนจะหมุนเก้าอี้หันไปมองเด็กหัวแดงที่ยังคงเงยหน้าอยู่ท่าเดิม อีกหน่อยคงต้องเปลี่ยนจากรักษาเส้นเลือดฝอยแตกในโพรงจมูกเป็นการรักษาคอเคล็ดในเร็วๆนี้

     “พี่คลอดออกมาเองหรือไง อย่ามาเพ้อเจ้อ”

     “เป็นอะไรก็ได้แต่ไม่ให้เป็นน้อง!

 

     เออ งั้นให้มาร์ตินเป็นพ่อพี่มั้ยล่ะ? น่ารำคาญจริงๆ

 

     แฮชานกระทืบเท้าอีกสองสามครั้งแต่ก็ไม่ได้รับความสนใจ สุดท้ายต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้เพราะเริ่มปวดคอประกอบกับพี่มาร์คเริ่มเกมใหม่ไปแล้ว คนตัวเล็กย้ำเท้าหนักๆมาที่เตียงก่อนจะทิ้งตัวลงนอนแรงๆ กำมือทุบเตียงก็แล้ว เหล่ไปกี่ครั้งพี่มาร์คก็ไม่มาง้อสักที

 

     บ้าๆๆๆ พี่มาร์ค!!! I Hat---love you but now I hate!!! ทำไมพี่มาร์คต้องมีน้อง! มีหนูคนเดียวไม่พอหรือไง ทำไมต้องมีตาร์มินไรนั่นด้วย หนูอยากให้พี่มาร์คเป็นของหนูคนเดียวนี่นา หนูไม่ชอบที่สุดเลย...ถ้าพี่มาร์ครักน้องคนอื่นแล้วไม่รักน้องแบบหนู หนูไม่ยอมนะ!

 

     “เขยิบ”

     แรงยวบบนเตียงพร้อมกับเสียงเข้มๆที่เอ่ยอย่างรำคาญเหมือนทุกครั้งเรียกแฮชานที่กำลังนอนน้ำตาคลอหน่วยด้วยความน้อยอกน้อยใจกลับมาสนใจกับโลกความเป็นจริง เลือดกำเดาหลุดไหลเหลือแต่คราบสีแดงคาวๆบนใบหน้าที่ยังไม่เช็ดออกเพราะข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างอยู่ในกระเป๋าเดินทางทั้งหมด

 

     “นอนอ้วนอยู่ได้”

     “หนูได้ยินนะ!!!

     แหวขึ้นมาก่อนจะหยัดตัวลุกขึ้นนั่งเมื่อพี่มาร์คเปลี่ยนจากเล่นเกมมากึ่งนั่งกึ่งนอนอ่านหนังสือบนเตียง แฮชานรีบคลานดุ๊กดิ๊กไปทางมาร์คลีที่กำลังพิงหัวเตียงอย่างรวดเร็ว

     “อะไร”

     มาร์คลีเงยหน้ามองเด็กมอมแมมที่นั่งทับส้นจ้องเขาด้วยสายตางอนๆตั้งแต่เมื่อกี้ มือเล็กๆกำไว้ที่ตัก

 

     ดูไปดูมาเหมือนตุ๊กตาแมวควักไม่มีผิด ไหนลองยกมือขึ้นมาข้างหนึ่งดิ๊

 

     “พี่มาร์คยิ้มอะไร! หนูไม่ขำนะ”

 

     เดี๋ยว...ยิ้มเหรอ? มาร์คลีกระแอมกระไอปิดหนังสือก่อนจะแสร้งทำเป็นยกโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นกลบเกลื่อนเรื่องรอยยิ้มปัญญานิ่มนั่น บางทีมันอาจเป็นรอยยิ้มที่มีแต่คนโง่เท่านั้นที่เห็น มาร์คลีคิดอย่างนั้น

 

     “ไม่ให้!” แฮชานตัวดื้อรั้งโทรศัพท์เขาไปก่อนจะโยนไปที่ใดสักที่บนเตียง

     “ไม่นอนหรือไง”

     ตาช้ำหมดแล้วนั่น ยังจะฝืนตัวเองมานั่งเอาแต่ใจอยู่ได้

     “พี่มาร์คต้องเลือกก่อน”

 

     “มาร์ติน”

 

     “แง้!!! พี่มาร์ค!!! หนูยังบอกได้ไม่เลย!!” /หนูยังไม่ได้บอกเลย

 

     “ก็มาร์ตินอยู่ดี”

 

     “หนูโกรธ!

ไม่ว่าเปล่ากระโดดขึ้นมาทับเขาดังอั้ก เห้ย! อย่างนี้มันเรียกว่าให้เลือกเหรอ

     “ลงไป หนักจะตายอยู่แล้ว”

     “เลือกก่อง”

 

     แฮชานรู้จักคำว่าเลือกจริงๆเหรอ?

 

     “มาร์ติ—”

     “พี่มาร์ค!!!

     ยกยิ้มร้ายเมื่อแกล้งอีกคนให้ร้องแว้ดๆได้ เหมือนตอนเด็กๆไม่มีผิดเลยแหะ ชอบให้เขาเลือกระหว่างตัวเองกับเจโน่

 

     แล้วคำตอบของมาร์คลีทุกครั้งคืออะไรงั้นเหรอ...

 

     อืม...อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่แฮชานอ่ะ


     “หนูจะทับให้พี่ถึงแก่กรรมไปเลย”

ดูใช้คำพูดเข้า ไม่ว่าเปล่าทำหน้าดุใส่อีก

 

     “หนูพูดจริงนะ”

     “ทำดิ”

     “งื้อ! มะเอา หนูล้อเล่น แต่ว่า แต่ว่า แต่ว่า...”

     มาร์คลีก้มมองเด็กดื้อที่เสียงอ่อนลงแถมยังเปลี่ยนเป็นเอาหน้ามาซบอกเขาอีก


      “แต่ว่าพี่มาร์ค แต่ว่าตอบเป็นชื่อหนูเถอะนะ”

     

 

     เชื่อผมแล้วหรือยังว่าแฮชานน่ะ น่ารำคาญที่สุด!


 

-I like the way you love me-


XXXXX





 

            มาร์ตินกำลังนั่งคัดอักษรภาษาจีนอยู่ที่โต๊ะทานอาหารในครัวชั้นล่างเหมือนทุกเย็น ใบหน้าน่ารักที่คล้ายกับมาร์คลีราวฝาแฝดเปื้อนคราบสีขาวของแป้งเด็กที่เจ้าตัวเป็นคนลงมือทามันเองหลังจากอาบน้ำเสร็จ ก้มหน้าก้มตาเขียนอย่างตั้งใจพร้อมๆกับลอบมองตีนบันไดชั้นสองของบ้านไปด้วย

            หนึ่งชั่วโมงแล้วหลังจากที่กลับถึงบ้าน พี่ใหญ่สั่งให้เขาไปอาบน้ำเตรียมทำการบ้าน ซึ่งปกติทุกเย็นพี่ใหญ่จะลงมาสอนการบ้านเขาด้วยตัวเอง แต่ในวันนี้...นอกจากเสียงปิดประตูของแฮชานคนนั้น มาร์ตินก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรดังออกมาจากห้องพี่ใหญ่อีกเลย

            “เห่นโหลว”

            ประตูบ้านถูกปลดล็อกก่อนที่เสียงคุ้นเคยจะมาก่อนตัวเจ้าของ เด็กชายวัยอนุบาลรีบวางดินสอก่อนจะหันไปมองพร้อมด้วยรอยยิ้ม

            “อ้าว ไมอยู่คนเดียวอ่ะมาร์ติน”

            พี่ยูตะหิ้วถุงมื้อเย็นเข้ามาในบ้าน ตามด้วยพี่แทยงที่ปรี่เข้ามาหอมหัวน้องชายหนึ่งทีเหมือนทุกครั้งที่เจอหน้า

            “หวัดดีฮะพี่แทยง พี่ยูตะ”

            “ทำอะไรอยู่หื้ม ตัวแสบ”

            “การบ้านฮะ”

            สองพี่น้องร่วมตระกูลคุยกันตามประสา ส่วนยูตะเดินเข้าไปเทของว่างใส่จานก่อนจะถือออกมาวางไว้บนโต๊ะที่มีหนังสือของมาร์ตินวางอยู่ ใบหน้าหล่อของพี่ชายชาวญี่ปุ่นหันไปทางบันไดอย่างสงสัย

            “พี่แฮชานอยู่ข้างบนกับพี่มาร์คเหรอ”

            มาร์ตินจิ้มเกี๊ยวที่ยูตะเอามาวางไว้ให้เข้าปาก และเพราะลำบากเกินจะเอ่ยคำไหน เด็กตัวเล็กจึงพยักหน้าขึ้นลงเป็นคำตอบแทน

            “พี่ยูตะรู้จักแฮชานด้วยเหรอฮะ” มาร์คลีขนาดย่อส่วนเอ่ยถามสงสัย

            “พี่แฮชานเป็นน้องของพี่ยูตะน่ะ” แทยงบอกพลางลูบผมเด็กขี้สงสัยอย่างเอ็นดู มาร์ตินพยักหน้าเข้าใจอะไรง่ายๆและไม่ได้พูดอะไรต่ออีก

            “อีกเดี๋ยวไอ้มาร์คก็คงไล่ตะเพิดลงมา”

            สองพี่ชายมองหน้ากันยิ้มๆก่อนที่เลื่อนเก้าอี้นั่งบ้าง รู้อยู่หรอกว่ามาร์คน่ะรำคาญแฮชานแค่ไหน ยูตะเป็นพี่แท้ๆยังรู้สึกเวียนหัวทุกครั้งที่น้องมางอแงใส่เลย แล้วจะนับประสาอะไรกับคนขี้หงุดหงิดอย่างมาร์คลีล่ะ เชื่อสิ...ไม่เกิดสิบนาทีหลังจากนี้หรอก

 

            หนึ่งชั่วโมงผ่านไป

            “มึง...มันแปลกๆป่ะวะ กูไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย”

            แทยงเงยหน้าจากหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเอง มองหน้าเพื่อนสนิทที่เริ่มจะรู้สึกว่าตอนนี้มันเริ่มทะแม่งๆ ยูตะหันไปทางบันไดชั้นสองที่ไม่มีท่าทีว่าจะมีใครถูกถีบลงมาอย่างที่มันควรจะเป็น

            “ไม่มีไรหรอกมั้ง เดี๋ยวไอ้มาร์คก็ไล่ลงมา เชื่อกูดิ”

            วางซ้อมที่ใช้จิ้มผลไม้ไว้ที่เดิมก่อนจะก้มหน้ากดโทรศัพท์ต่อ ยูตะไหวไหล่เชื่อตามคำพูดเพื่อนก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นฆ่าเวลาบ้าง

 

            สามชั่วโมงผ่านไป

            “...”

            สองพี่ชายมองหน้ากันอย่างเคร่งเครียดทำเอามาร์ตินที่เพิ่งจะคัดสำนวนสุภาษิตจีนเสร็จเงยหน้าขึ้นมามองสลับไปมาอยู่นานพอควร

            “เอ่อ มาร์ตินพี่ถามอะไรหน่อยดิ”

            “คับ”

            “พี่แฮชานนี่...เข้าไปห้องพี่ใหญ่นานยัง” ยูตะกลั้นใจถาม ตอนนี้ในใจกลัวเหลือเกินว่าไอ้ที่เงียบๆนานขนาดนี้จะเกิดเรื่องร้ายอะไรขึ้นกับน้องตัวเองหรือเปล่า

 

            ถามว่าผมกลัวไอ้มาร์คทำมิดีมิร้ายกับแฮชานเหรอ? บ้าเหรอ ผมกลัวไอ้มาร์คมันจะฆ่าน้องผมตายไปแล้วต่างหากล่ะ

 

            “อืม...ตินว่า น่าจะก่อนพี่ๆมาครึ่งชั่วโมงฮะ”

 

            ห๊ะ!

            แทยงยูตะหันหน้ามองกันอย่างไม่เชื่อหู งั้นก็แสดงว่าแฮชานอยู่ในห้องนั้นกับมาร์คสามถึงสี่ชั่วโมงครึ่งแล้วงั้นเหรอ เห้ย เป็นไปไม่ได้อ่ะ บอกว่าม้าออกลูกเป็นคนยังจะเชื่อง่ายกว่านี้ และเหมือนเป็นเรื่องที่อะเมซิ่งจนอยากจะเห็นกับตาให้ได้ ทั้งสองลุกขึ้นยืนและเบียดตัววิ่งขึ้นบันไดไปหยุดยืนหน้าห้องของมาร์คลีแทบจะในทันที

 

“มึงเคาะดิ”

“ไม่ มึงดิ น้องมึงอยู่ในนั้นอ่ะ”

“แต่นี่ห้องน้องมึงนะแทยง”

“แต่ในนั้นอ่ะศพน้องมึงนะ”

“ไอ้—”

ยูตะง้างมือขึ้นหมายจะทุบเพื่อนสนิทที่ยังอาจพูดเรื่องที่เขากลัวว่ามันจะเกิดขึ้นจริงออกมา ทว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาทะเลาะกันหรอก...ข้างหลังประตูนั่นต่างหากที่น่าพิศวงเหนือสิ่งใด

“เปิดเข้าไปเลยแล้วกัน”

“ดะ—”

หากเรียงลำดับแล้วแทยงเป็นพวกที่ปากไวกว่าสมอง และส่วนที่ไวกว่าปากก็คือการกระทำเนี่ยแหละ มือหนาบิดลูกบิดสีเงินวาวมีตรารูปสิงโตสลักสุดหรูนั่นอย่างเบามือก่อนจะเบียดตัวแทรกเข้าไปในห้องมืดๆโดยทิ้งเพื่อนสนิทยืนอ้าปากพะงาบๆอยู่ที่เดิม ยูตะถอนหายใจระอากับความใจร้อนของเพื่อนก่อนจะยอมเดินตามเข้าไปอย่างไม่มีทางเลือก

 

มึงให้กูทำใจก่อนไม่ได้หรือไง มีโอกาสที่น้องชายกูจะนอนตายอยู่ในห้องนี้ถึงแปดสิบเปอร์

 

“มึงเห็นอย่างที่กูเห็นป่ะ”

ทันทีที่สองขาของยูตะเคลื่อนตัวมายืนข้างเพื่อนสนิท แทยงเอ่ยเสียงเบาพลางจ้องมองไปยังสองร่างบนเตียง เสียงลมหายใจสม่ำเสมอกำลังบอกว่าทั้งสองไม่ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของพี่ชายสองคนตรงนี้ มีเพียงไฟจากโคมเรียบๆหัวเตียงที่ส่องสว่างให้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ลำดับล่าสุดของโลก

 

แชะ!

ยูตะยกไอโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดของตัวเองขึ้นมากดถ่ายภาพประวัติศาสตร์ด้วยใบหน้าเรียบเฉย และทันทีที่เสียงปลดล็อกดังขึ้น พี่ชายทั้งสองก็ยกยิ้มร้ายขึ้นที่มุมปากอย่างรู้กัน

 

“มึงเห็น กูเห็น...” ยูตะเอ่ยเสียงเย็น เปล่งเสียงหึในลำคอออกมาเมื่อนึกอะไรสนุกๆได้

 

“โลกเห็น” แทยงเติมคำให้พลางยกยิ้มอย่างผู้ชนะ

 

ไอ้มาร์คลีน้องรักเอ๋ย...ตอนนี้มึงก็แค่ลูกไก่ในกำมือฮยองล่ะวะ

 

XXXXX

 

“จิ๊”

ไม่ต้องเดาก็พอจะรู้ว่ามาร์คลีทำเสียงนี้ใส่ใคร เด็กหนุ่มหยุดก้าวเดินครู่หนึ่งก่อนจะก้มต่ำมองดุใส่ตัวน่ารำคาญที่เกาะเขาไม่ยอมปล่อยตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้ มือเล็กๆสองข้างของแฮชานจับแขนข้างขวาของมาร์คลีเอาไว้ไม่ปล่อย พอคนพี่ลุกขึ้นจากที่นอนก็ลุกเดินตามมาด้วยทั้งๆที่ยังหลับตาอย่างนั้นนั่นแหละ

“ง่วงก็ไปนอนต่อสิ”

เขาเองก็ง่วงจะตายอยู่แล้ว เมื่อวานเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ ตื่นเช้ามาปวดไปทั้งตัวเพราะโดนแฮชานรัดเอาไว้ทันคืน สรุปแล้วน้ำก็ไม่อาบ ฟันก็ไม่ได้แปรง คนตัวเล็กกว่ายิ่งแล้ว ยังใส่ชุดเดิมตั้งแต่เมื่อวาน สกปรกไม่มีใครเกินจริงๆ

“ก็หนูอยากตัวติดกับพี่มาร์คตลอดเวลานี่นา” หลับตางอแงทำปากงุ้ยๆใส่เขาอีก ให้ตายเถอะ ไหนพี่ยูตะบอกจะมารับตั้งแต่เมื่อคืนไง จนป่านนี้แล้วยังไม่เห็นเงาพี่ชายชาวญี่ปุ่นเลย โชคดีนะที่วันนี้วันเสาร์ ถ้าเป็นวันปกติเขาคงต้องรีบตื่นขึ้นมาจัดการมาร์ตินไม่พอ ยังต้องมาดูแลเด็กดื้อนี่อีก

“พี่จะกินน้ำ ไปนอนที่โต๊ะกินข้าวก่อนไป”

เอ่ยติดจะหงุดหงิดเพราะแค่จะเปิดตู้เย็นยังดูยากเย็นไปหมด เหมือนมีเนื้องอกเป็นเด็กเอาแต่ใจที่ไม่ยอมทำอะไรเลยนอกจากเกาะแขนเขาไว้ตลอดเวลาแบบนี้

“หงึ ไม่”

หลับตาง่วงๆส่ายหัวก่อนจะใช้หัวถูไหล่กว้างอย่างออดอ้อน เออ ให้มันได้อย่างนี้! มาร์คลีกลอกตากระชากเปิดตู้เย็นทั้งอย่างนั้น เทน้ำเปล่าอุณหภูมิห้องใส่แก้วประจำของตัวเองก่อนจะเอื้อมหยิบแก้วรูปสิงโตของมาร์ตินออกมาวางแล้วเทนมลงไป

 

“อะ นม”

เลื่อนแก้วให้เด็กน่ารำคาญที่เอนหัวซบไหล่เขาแม้กระทั่งตอนที่นั่งอยู่ในโต๊ะทานข้าว เจ้าของมือเล็กขยี้ตาบวมๆของตัวเองก่อนจะเอื้อมหยิบแก้วลายน่ารักขึ้นมาจิบน้ำสีขาวที่อยู่ในแก้วตามคำของคนพี่

 

มาร์คลีหันมองด้านข้างของเด็กหัวแดงที่หน้ายับไปกว่าครึ่งเพราะพึ่งตื่นนอน แก้มกลมมีรอยแดงเพราะเอาแต่ซบเขาไม่ยอมผละออก ผมก็ยุ่งเหยิงไปหมด แล้วยังจะกินนมเลอะเทอะมุมปากอีก ถามจริงๆเถอะว่าอายุสิบหกเนี่ยจับฉลากได้มาหรือเปล่า

“หงึ หนูยังนอนไม่อิ่ม”

ตาปรือก้มมองนมในแก้ว หัวเล็กโงนเงนไปมาส่งเสียงพูดอู้อี้กับตัวเองอย่างน่าเอ็นดู มาร์คลีถอนหายใจ แกะนิ้วเล็กออกจากหูแก้วลายสิงโตก่อนจะเลื่อนมันออกมาให้ห่างเจ้าตัวแสบที่แบตหมดเกลี้ยงก่อนที่จมูกของแฮชานจะจุ่มลงไปในนม

 

เชื่อเถอะว่ามันมีคนที่จมน้ำนมในแก้วตายได้จริงๆ

 

แฮชานฟุบหลับกับโต๊ะอย่างหมดสภาพ ในขณะที่มาร์คยังคงง่วนอยู่กับโทรศัพท์ทั้งพิมพ์ข้อความ หรือแม้แต่กดโทรออกหาพี่ชายชาวญี่ปุ่นที่หายหัวไปนานจนผิดสังเกต มือที่ว่างจากโทรศัพท์ถูกยกขึ้นมาบีบๆนวดๆหลังตัวเองเพราะปวดไปหมดทั้งสารร่าง หันไปมองอีกคนแล้วนึกหงุดหงิดขึ้นมา

 

ไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวอะไรเลยสินะ!

 

ทั้งนอนทับ ทั้งนอนเบียด ไอ้นิสัยนอนดิ้นนี่แก้เท่าไรก็ไม่หายสักที แล้วมีอย่างที่ไหน บอกว่าถ้าไม่มีคุณอันลัคกี้จะนอนไม่หลับ โน้น! ไอ้ตุ๊กตาหมีเน่ายังอยู่ในกระเป๋านักเรียนมาร์คลีอยู่เลย เมื่อคืนไม่เห็นว่าแฮชานจะร้องหามันสักแอะ ร้ายจริงๆ

 

“โอ๊ย โทรหาทำไมนัก กูจะหลับจะนอน!

เสียงโวยวายดังมาจากชั้นสองของบ้าน มาร์คลีขมวดคิ้วก่อนจะรัวนิ้วใส่โทรศัพท์มือถือของตัวเองให้กดวางจากสายที่กำลังต่อถึง

“พวกฮยองมาตั้งแต่—”

“หะ...เสียงเหมือนพี่ยูตะเลย!

มาร์คลีกลอกตาเอือมๆ จู่ๆเด็กขี้เซาที่นั่งข้างๆเขาก็เบิกตาโตขึ้นมาอย่างตื่นๆ ทีเวลาอย่างนี้นี่ตื่นขึ้นมาอย่างไวเลยนะ

            แฮชานรู้ตัวว่าเป็นคนไม่ค่อยฉลาด แต่ถ้าเป็นเสียงพี่ชายของตัวเองใครมันจะจำไม่ได้ล่ะ ร่างเล็กรีบมุดใต้โต๊ะทานข้าวจนเกิดเสียงโครมคราม คลานดุ๊กกิ๊กไปเกาะขามาร์คลีเอาไว้ โผล่ออกมาแค่ตากลมๆเท่านั้น

           

            ฮื่อ พี่ยูตะจริงด้วย

 

          ยูตะเดินขยี้ผมเหนียวๆของตัวเองเข้ามายืนใกล้โต๊ะ ยกนมขึ้นดื่มจนหมดแก้วก่อนจะก้มหน้าลงไปทักทายเด็กที่อยู่ข้างใต้

            “ออกมาได้แล้ว คุณคนเล็ก”

            พูดอย่างอ่อนใจ คุณคนเล็กของเขาจะมากลัวอะไรตอนนี้ กล้าข้ามน้ำข้ามทะเลมาตั้งไกล ไม่ต้องมานั่งกลัวว่าพี่ชายจะดุแล้วมั้ง อีกอย่างนะ...ยูตะเคยดุได้ที่ไหนล่ะ

            “ไม่เอา! เดี๋ยวพี่ยูตะลากหนูกลับแคนนาดา อื้อ ปล่อยนะ!!

            ยูตะเอื้อมมือไปลากข้อเท้าเล็กๆที่โผล่พ้นโต๊ะออกมา สุดท้ายก็ได้ยลโฉมหน้าเด็กแสบที่หนีออกจากบ้านมาเกือบค่อนโลกสักที แฮชานไม่ปล่อยให้ตัวเองนั่งเป็นรองอยู่ที่พื้นนาน รีบลุกขึ้นยืนก่อนจะวิ่งไปหลบข้างหลังมาร์คลีที่ยืนอยู่ที่เดิม จับแขนแกร่งเอาไว้ข้างหนึ่ง อีกข้างกำชายเสื้อเอาไว้แน่น ถ้าเกี่ยวขารอบเอวได้ก็ทำไปแล้ว

 

            หมับ!

 

            แล้วก็ทำจริงๆ กลายเป็นว่าตอนนี้แฮชานห้อยโหนมาร์คลีเอาไว้เหมือนอีกคนเป็นต้นยูคาลิปตัส ในขณะที่ตัวเขาเป็นโคอาล่า

 

            “หนูจะอยู่กับพี่มาร์ค!

            “ถามมาร์คมันแล้วเหรอ”

            แฮชานส่งเสียงหงึอย่างขัดใจ ไม่ต้องถามก็รู้แมะว่าพี่มาร์คไม่อยากให้หนูอยู่ด้วย แต่แล้วทำไมเล่า!

            “ก็หนูจะอยู่!

            “กลับแคนนาดาเถอะนา คุณพ่อคุณแม่เป็นห่วงคุณคนเล็กมากเลยนะ”

            แฮชานส่ายหัวจนคอเกิดเสียงลั่นของกระดูก ในขณะที่ยูตะได้แต่ทำหน้าปลงๆ เสยผมอย่างไม่รู้จะทำยังไงต่อไปดี

            “ทำไมคุณคนเล็กถึงได้ดื้อขนาดนี้นะ”

            “พี่ยูตะ!!! หนูไม่ดื้อนะ ไม่เชื่อถามพี่มาร์ค”

            มาร์คลีเหล่มองเหมือนจะถามผ่านสายตาว่า จะให้พูดจริงๆเหรอ?อะไรทำนองนั้น แต่แล้วก็ส่ายหัวพ่นลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยๆ

            “ดื้อสิ ดื้อมากด้วย!

            “ไม่!!! หนูไม่—”

            “ถ้าไม่ดื้อ แล้วทำไมยังมาวิ่งไล่ตามคนที่ไม่มีวันจะชอบตัวเองแบบนี้ล่ะ!

 

            จึก!

 

          หนูเจ็บนะ...

         

            มาร์คลีสัมผัสได้ถึงแรงจากมือเล็กที่คลายลงจนเหมือนไม่ได้จับเขาไว้อีกต่อไป ไม่ได้หันไปมองว่าตอนนี้อีกคนมีสีหน้ายังไง แต่ก็พอจะเดาได้ว่าคงไม่ใช่ใบหน้าที่เขาอยากมองเท่าไรนัก

 

            ก็แฮชานน่ะ...ตอนร้องไห้หน้าตาน่าเกลียดจะตายไป

 

            ยูตะถอนหายใจหลับตาข่มอารมณ์ตัวเองที่พูดแรงเกินไป เขารู้...รู้มาตลอดว่าน้องชายตัวเองน่ะรักมาร์คลีมากแค่ไหน รักมาตั้งแต่เด็ก รักจนมองไม่เห็นอะไรเลย แต่ที่เขารู้อีกอย่างก็คือน้องชายของเพื่อนสนิทอย่างมาร์คลี ไม่มีวันชอบเด็กอย่างแฮชาน ยิ่งไปกว่านั้นยังรำคาญและพยายามหนีเสียด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะเกลียดมาร์คลีหรอกนะ เขาเข้าใจดี เด็กเอาแต่ใจ แถมยังดื้อสุดๆอย่างแฮชานน่ะ ก็มีแต่คนในครอบครัวเท่านั้นที่รักและเอ็นดู นี่ยังไม่รวมสติปัญญาที่ด้อยกว่าคนอื่น คิดอะไรก็เชื่องช้า ไม่เก่งหรือไม่ถนัดอะไรสักอย่าง นั่นยิ่งทำให้แฮชานเป็นเพียงลูกคนรวยที่ไม่มีเพื่อนที่รักหรือใครมาจริงใจด้วย


            “พี่ยูตะ!! Why you said like that!! พูดแบบนี้ทำไมเล่า!!! มันกำลังจะดีแท้ๆ!

            เดินเข้าไปทุบพี่ชายทั้งน้ำตา ยูตะรองมือรองเท้าน้องมาตั้งแต่เด็ก แต่เพราะว่ารักและเข้าใจว่าเรื่องโง่ๆที่น้องทำลงไปแต่ละอย่างมันเป็นเพราะอะไรก็โกรธไม่ลง ถ้าจะผิดก็ผิดที่ครอบครัวเขารักและสปอยล์แฮชานจนเสียเด็กแบบนี้

            “ขอโทษๆ พี่ขอโทษ จะไม่พูดแบบนั้นแล้ว”

            กอดน้องเอาไว้จนอีกฝ่ายเลิกทุบไปเอง ลูบกลุ่มผมสีแดง(ขัดใจคนทั้งบ้าน)อย่างอ่อนโยน เหลือบมองมาร์คลีที่มองเขาและน้องชายด้วยสายตาเรียบเฉย แน่ล่ะ คนอย่างมันจะรู้สึกอะไร สมองหุ่นยนต์แบบนั้น

            “ฮึก ก็ได้ อึก”

            ผละออกจากอ้อมกอด ยกมือป้ายเช็ดน้ำมูกน้ำตาที่ไหลออกมาเหมือนสั่งได้ จมูกแดงรั้นสูดน้ำมูกเข้าไปก่อนจะเอ่ยเสียงปนสะอื้น

            “ตะ แต่ให้หนูอยู่ต้องที่นี่ต่อ” /แต่ต้องให้หนูอยู่ที่นี่ต่อ

            “เห้อ...อยู่ที่เกาหลีน่ะอยู่ได้ แต่ต้องย้ายไปอยู่คอนโ—”

            “No! stay here! With พี่มาร์ค!!” เท้าสะเอวกระทืบเท้าเอาแต่ใจ

            ยูตะยกมือขึ้นมานวดคลึงขมับเหล่มองมาร์คลีที่ตีหน้านิ่งทว่าจ้องเขากลับเหมือนต้องการจะบอกว่าเรื่องนี้ยูตะต้องจัดการให้ได้

 

            ขอโทษนะมาร์ค แต่สถานการณ์มันบังคับจริงๆ...

 

          “งั้นพี่ขอคุยกับพี่มาร์คก่อน”

            “หนูคุยด้วย”

            “น้องแฮชาน...”

            พยายามทำเสียงดุใส่แต่ก็ไม่เป็นผลหรอก ในเมื่อแฮชานเลือกที่จะฟังแต่มาร์คลีเท่านั้น คุณคนเล็กของยูตะคล้องแขนมาร์คลีเอาไว้อีกครั้ง เนี่ย น้องแฮชานก็เป็นแบบนี้ เจ็บไม่รู้กี่ครั้งก็ไม่เคยจำ จะกี่ครั้งกี่ครั้งก็ยังกลับไปตามตื๊อเขาอยู่นั่น

           

          “เอะอะกันแต่เช้าเลยนะ”

            แทยงเดินลงมาจากชั้นสองพร้อมจูงมือมาร์ตินลงมาด้วย พี่คนโตของตระกูลลีเกาหัวตัวเองในขณะที่น้องชายวัยอนุบาลอ้าปากหาววอดๆเพราะถูกรบกวนเวลานอนสุดๆ แฮชานไม่แม้แต่จะทักทายพี่แทยง ใบหน้าหวานเชิดขึ้นอย่างเอาแต่ใจ จำได้ดีว่าตอนเด็กๆพี่ชายคนนี้ชอบคอยกันท่าไม่ให้เล่นกับพี่มาร์ค ซัมเมอร์ที่ไรก็มักจะแย่งพี่มาร์คไปจากน้องแฮชานตลอด เกลียดที่สุดเลยคนที่ชื่อแทยงน่ะ หงึ!

 

            “หวัดดีแฮชาน จำพี่ได้—”

            “ไม่คุยด้วย!

            แทยงยิ้มค้างงงๆ หันไปหายูตะที่เป็นพี่ชายก็ได้แต่สายตาระอากลับมา กำลังจะออกปากชมเลยว่าโตขึ้นแล้วน่ารักขึ้น อย่างน้อยก็ไม่เป็นหมูผมหยิกจอมเขมือบเหมือนเมื่อก่อน แต่ดูเหมือนว่าถึงแม้ภายนอกจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีแค่ไหน แต่นิสัยเสียเดิมๆก็ยังคงไม่ได้รับการแก้ไขใดๆทั้งสิ้น

            “อรุณสวัสดิ์ครับแฮชาน”

            คราวนี้เป็นมาร์ตินที่เอ่ยทักทายบ้าง เด็กชายเงยหน้ายิ้มให้พี่ที่สูงกว่า ทว่าได้รับการเชิดหน้าหนีไปอีกทางเป็นคำขอบคุณ

 

            เอาสิมึง...แสบกว่าเดิมเป็นสิบเท่า ไม่รู้จะเห็นใจใครก่อนดีระหว่างไอ้ยูตะ หรือว่าน้องชายตัวเอง

 

          “รออยู่นี่แหละ”

            “แต่ว่าพี่มาร์—”

            มาร์คลีมองดุ สุดท้ายแฮชานก็ยอมปล่อยมือ เดินกระแทกส้นไปนั่งที่เก้าอี้ตัวเดิมพร้อมๆกับมาร์ตินที่ปีนขึ้นไปนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เด็กตัวเล็กพยายามส่งยิ้มให้ตามประสาเด็กที่ถูกอบรมมาอย่างดี ในขณะที่แฮชานนั่งกอดอกทำหน้าโกรธใส่อีกคนไม่ยอมแม้แต่พูดด้วย แทยงส่ายหัวเบาๆก่อนจะเดินตามมาร์คกับเพื่อนสนิทตัวเองออกไปที่ข้างสระว่ายน้ำ ไม่ลืมปิดประตูกระจกเพื่อให้แน่ใจว่าตัวแสบผมแดงในบ้านจะไม่แอบมาได้ยินอีกจนเกิดเรื่อง

 

            “มึงปิดประตูดีแล้วใช่มั้ย”

            แทยงพยักหน้าให้เพื่อน ไม่วายหันกลับไปมองในตัวบ้าน เห็นแฮชานกำลังทำปากงุ้ยๆเถียงอยู่กับมาร์ติน ในขณะที่คนน้องวัยอนุบาลมีสีหน้างงๆ เออ แปลกดี เหมือนสลับอายุสมองกันชัดๆ

            “เอาล่ะ กูมีเรื่องจะขอร้องมึงมาร์ค”

            “ไม่”

            มาร์คลีปฏิเสธแบบไม่ต้องคิด เสมองน้ำสีใสในสระเพราะไม่รู้จะวางสายตาไว้ที่ไหนดี ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนที่ไม่สนใจโลกถึงขนาดที่ไม่ไว้หน้าพี่ยูตะหรอกนะ แต่เรื่องที่พี่ชายชาวญี่ปุ่นกำลังจะขอน่ะมันมากเกินไป ไม่สิ...เรื่องอะไรที่เกี่ยวกับแฮชาน นากาโมโตะก็มากเกินไปทุกอย่างนั่นแหละ

            “มึงฟังก่อนดิวะ”

            แทยงจับไหล่น้องแต่ถูกเบี่ยงตัวหลบ มาร์คลีเดินหน้านิ่งไปนั่งที่เก้าอี้อาบแดดสีขาว ตาคมเหลือบมองพี่ชายสองคนที่ทำหน้าเหมือนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

            “พี่ยูตะก็รู้ไม่ใช่เหรอครับ ว่าผมคิดยังไงกับแฮชาน”

            ยูตะหน้าเสีย กลืนน้ำลายเหนียวๆลงคออย่างยากลำบาก

 

            รู้สิ รู้ดีเลย...ก่อนหน้านี้ตอนที่มาร์คลียังเด็กก็เกรงใจเขาอยู่บ้าง แต่พอโตขึ้น มีความคิดความอ่านเป็นของตัวเองก็พอจะรู้อยู่บ้างว่าไอ้น้องชายเพื่อนคนนี้มันปฏิบัติยังไงต่อน้องแฮชานบ้าง จริงๆมาร์คลีก็ออกตัวมาตลอดว่าคิดยังไง หรือรู้สึกยังไง มีแต่คนในครอบครัวเขานี่แหละที่ตามใจคุณคนเล็กจนไม่กล้าไม่บอกตรงๆ กลัวน้องจะเสียใจ เผลอๆบางครั้งยังให้กำลังใจให้สู้ต่อเสียด้วยซ้ำ ไม่แปลกถ้าน้องแฮชานจะยังคงมีหวังเรื่องมาร์คลีอยู่

            “เออกูรู้ แต่มึงก็เข้าใจหัวอกคนเป็นพี่หน่อยดิวะ”

            “แต่ผมรำคาญ”

            “ไอ้มาร์ค!!!” แทยงขึ้นเสียงปรามไอ้น้องใจหินที่ทำยูตะหน้าเสีย

 

            มาร์คลีพ่นลมหายใจออกมาอย่างแรงแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้น แน่นอนว่ายูตะเหมือนถูกตบหน้าแรงๆกลางสี่แยกราชประสงค์ ลองจินตนาการว่าถ้าไม่ใช่เขา แต่เป็นน้องแฮชานที่ยืนอยู่ตรงนี้ ได้ยินคำพูดใจร้ายเมื่อกี้แล้วจะรู้สึกยังไง มาร์คลีไม่เคยไว้หน้าใคร ไม่ใช่ว่าครอบครัวเขาไม่เจ็บปวดกับสิ่งที่เห็น หรือสิ่งที่ได้ยินมา ไม่ว่าจะเป็น...

 

            “พี่มาร์คเขาไม่ตอบไลน์หนูเลย”

          “คุณแม่ หนูคิดถึงพี่มาร์ค จีงๆนะ หนูคิดถึงจนเจ็บหัวใจไปหมดเลย ฮึก”

          “พี่ยูตะ พี่มาร์คสบายดีมั้ย หนูไม่รู้เลย พี่มาร์คไม่ตอบไลน์หนูมาเดือนหนึ่งแล้ว หนูทำอะไรให้พี่มาร์คโกรธหรือเปล่า”

          “คุณพ่อ ความคิดถึงมันกำลังฆ่าหนู ฮะ ฮึก...ให้หนูไปเจอพี่มาร์คได้มั้ย”

 

            มันคือเหตุผลเดียวที่ครอบครัวเขาไม่อยากให้น้องแฮชานย้ายมาอยู่ที่นี่ แต่สุดท้าย...ยูตะหันไปมองหน้าน้องที่กำลังทำปากงุ้ยๆน่าเอ็นดูเถียงอยู่กับมาร์ตินในครัว ยิ่งเห็นน้องพยายามสู้ขนาดนั้นแล้วก็รู้สึกเจ็บปวดหัวใจแปลกๆ จะให้พูดตรงๆให้ตัดใจก็กลัวจะเป็นแบบเมื่อกี้ ไม่สิ แฮชานไม่ยอมตัดใจเพราะคำพูดจากคนอื่นหรอก เด็กคนนั้นน่ะถึงจะโง่แต่ก็มองโลกในแง่ดี ไม่ว่าใครจะบอกพูดถึงมาร์คลีในแง่ร้ายยังไง หรือจะบอกว่ามาร์คลีไม่น่าไปรักแค่ไหน แฮชานก็มักจะหาเหตุผลดีๆมาให้ตัวเองยังอยู่ที่เดิมต่อไปได้อยู่ดี

 

            “ไมมึงเป็นเด็กงี้วะ ถ้ากูเป็นไอ้ยูตะนะ กูกระทื—”

            “มึง อย่าว่ามันเลย กูเข้าใจมัน”

            แทยงที่กำลังบ่นยาวเหยียดหยุดชะงักก่อนจะส่งเสียงเฮอะออกมา มาร์คลีไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่หันหน้าหนี ลึกๆแล้วก็ไม่กล้าสบตายูตะหรอก ทั้งๆที่พี่เขาเข้าใจขนาดนั้น แต่มาร์คก็ยังคงมีแต่คำพูดไม่ดีให้ จะทำยังไงได้ก็เขารู้สึกแบบนั้นจริงๆ รำคาญก็คือรำคาญ

            “มึงรำคาญน้องกูมากใช่ป่ะ”

            พูดยิ้มๆเหมือนคนปลงตกแล้ว ยูตะล้วงกระเป๋ากางเกงด้วยท่าทางสบายๆ ทว่าในใจเจ็บปวดกว่านั้น ยิ่งเห็นมาร์คลีหันกลับมามองด้วยสายตาวางเปล่าก่อนจะพยักหน้านั่นอีก ยูตะสงสารน้อง...สงสารแฮชานจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้น ในฐานะพี่ชายที่ดี เขาก็ควรทำอะไรบ้าง

 

            แฮชานดื้อเอง

           

            นากาโมโตะคนพี่ไม่โทษใครหรอก ไม่โทษมาร์คลีที่ไม่รักน้องตัวเอง ไม่โทษคุณพ่อคุณแม่ที่ปลอบน้องโอ๋น้องจนเคยตัว ถ้าจะมีใครผิดก็น้องชายเขานั่นแหละที่ไม่รู้จักประมาณตัวเอง และเขาต้องสอนให้แฮชานรู้จักยอมแพ้ได้เสียที

 

            “มึงไม่มีวันรักน้องกูใช่ป่ะ”

            มาร์คลีนิ่งไปเสี้ยวนาที ก่อนจะหันไปจ้องตาพี่ชายชาวญี่ปุ่นที่ดูเหมือนมีอะไรบางอย่างอยู่ในใจ ยูตะยกยิ้มมุมปาก นั่นยิ่งทำให้มาร์คลีอยากเอาชนะ

            “อืม ไม่มีวัน”

 

            “งั้นรูปนี้—”

            “เห้ย!

            มาร์คลีตาโต ลุกพรวดขึ้นมาหมายจะกระชากโทรศัพท์ออกจากมือของพี่ชายชาวญี่ปุ่น ทว่าถูกลูกผู้พี่อย่างแทยงกดไหล่ให้นั่งลงไปที่เดิม ตาคมจ้องมองภาพในหน้าจออย่างอึ้งๆ

 

            ไอ้บ้าเอ๊ย!!!

 

            “ลบซะ” พยายามคุมเสียงไม่ให้สติแตก

            “มึงมีอะไรมาแลก”

            แทยงยกยิ้มกวนประสาท เปลี่ยนไปยืนเคียงข้างยูตะคล้ายๆกับประกาศอยู่คนละฝั่งกับน้องชายใจหินอย่างมาร์คลี

            “ผมไม่เล่นนะ”

            ยูตะหัวเราะร่วน มองดูรูปในโทรศัพท์ตัวเองอีกครั้งก่อนจะหันมาสบตามาร์คลีอย่างอารมณ์ดี

            “กูเชื่อนะ ว่ามึงไม่เล่น”

            “มุมกล้อง ผมหลับไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ”

            มาร์คลีปฏิเสธเสียงแข็ง ให้ตายเถอะ ทำไมรูปที่ออกมามันเหมือนว่าเขากับแฮชานกำลังนอนจูบกันอยู่แบบนั้น

 

            “มึงก็ไปอธิบายให้คนทั้งโลกฟังแล้วกัน”

            “เดี๋ยว!

            นิ้วเรียวของยูตะชะงัก พี่ชายสองคนหันหน้ามองกันยิ้มๆ

            “พวกฮยองต้องการอะไร”

           

            “ให้แฮชานอยู่บ้านนี้กับมึง”

            “ไม่มีวั—”

            “งั้นกูลงเฟสบุ๊ค”

            “โอเค! โอเค! จะอยู่ก็อยู่ไป แต่ผมจะไม่สนใจ ทำเหมือนเด็กนั่นเป็นแค่อากาศ ทนได้ก็ทน ทนไม่ได้ก็ไป!

            ยูตะเบ้ปากพยักหน้าอย่างพอใจ เขาเลือกทำแบบนี้ไม่ใช่เพราะซื้อโอกาสให้น้องตัวเองหรอกนะ ที่ถามมาร์คไปก่อนหน้านี้ก็พอจะเข้าใจแล้วว่าไอ้เด็กตรงหน้าไม่มีวันรักแฮชาน อยู่ด้วยกันไปนานๆแฮชานก็คงทนความเย็นชาไม่ไหวเองนั่นแหละ ถ้าดื้อนักก็ต้องรู้จักเรียนรู้ที่จะเจ็บปวด คราวนี้จะได้ตัดใจได้สักที

            “อีกข้อ”

            “มันไม่มากเกินไปเหรอครับ”

            “ก็ได้นะถ้ามากไป กูจะลงรูปไปครึ่งหนึ่ง”

            “พูดมา! จะเอาอะไรก็พูดมา!

            มาร์คลีก้มหน้าตวาดออกมาเสียงดังลั่น ให้ตายเถอะ สาบานเลยว่าแฮชานจะไม่มีวันได้เข้าห้องนอนเขาอีก!

            “มึงต้องช่วยให้แฮชานสอบติดโรงเรียนเดียวกับมึง”

            “แต่มันเหลือเวลาอีกแค่สี่เดือนนะ เด็กคนอื่นเขาเตรียมตัวกันไปหมดแล้ว อีกอย่างปีหน้าผมก็ปีสุดท้าย ต้องเตรียมตัวสอบเข้ามหาลัยด้วย”

            “เหรอมาร์ค กูไม่เคยเห็นมึงอ่านหนังสือเลยนะ อีกอย่างอัจฉริยะอย่างมึงเลือกจะเข้าที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น”

            แทยงเสริมทำเอาน้องชายร่วมตระกูลต้องกัดฟันข่มความโกรธเอาไว้ ถ้าถามว่าแทยงได้อะไรจากการข่มขู่มาร์คลีในครั้งนี้...อืม

 

            ได้ดัดสันดานมันยังไงล่ะ!

 

            ไอ้นิสัยมองไม่เห็นคนอื่นน่ะ ถ้าไม่มีใครสอนมันซะบ้างโตไปก็จะยิ่งได้ใจ คิดว่าตัวเองอยู่เหนือทุกคน สักวันจะไม่เหลือใคร อย่าว่าแต่สักวันเลย แค่ตอนนี้ถ้าไม่มีแฮชานสักคน ก็ไม่มีใครเขาทนมันได้อีกแล้ว

 

            “แค่สอบติด หลังจากนั้นกูจะพยายามกล่อมน้องให้กลับแคนนาดา”

            “แล้วอย่างนั้นจะสอบไปทำไม”

            “มันมีเหตุผลแล้วกัน ว่าแต่มึงเถอะมาร์ค จะทำตามข้อเสนอกูป่ะ”

 

            มาร์คลีเสมองสระน้ำอย่างขัดใจ เขาไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองควบคุมอะไรไม่ได้ขนาดนี้มาก่อน มันเหมือนว่าเขากำลังถูกต้อนให้จนมุม ไอ้ความรู้สึกเหมือนคนขี้แพ้นี่มันทุเรศสิ้นดี

 

            “ว่าไงมาร์คลีคนเก่งของพวกพี่ๆ”

            แทยงกับยูตะหันหน้ามองกันยิ้มๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นตกใจเมื่อมองไปที่ประตูกระจก เด็กหัวแดงแนบหน้าจนบู้บี้ก่อนจะกระทืบเท้าขัดใจเพราะออกมาป่วนไม่ได้

            “ตามนี้นะ”

            ตบไหล่มาร์คลีปุๆ ก่อนจะเก็บโทรศัพท์ยัดใส่ในกระเป๋ากางเกง ไม่ลืมหันกลับมาบอกประโยคสำคัญ

 

            “ไฟล์รูปทั้งหมดจะถูกลบทันทีที่ผลสอบคัดเลือกประกาศ เว้นซะแต่มึงจะอยากเก็บเอาไว้ หึ” 



XXXXX



#มูนมาร์ค

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 195 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,255 ความคิดเห็น

  1. #1197 Jjaji (@Jajub16) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2562 / 00:41

    โอ้ ประโยคนั้นคือจึก จึกเลย

    #1,197
    0
  2. #1155 kat15058 (@kat15058) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2562 / 11:44
    พี่มาร์คอย่าใจร้ายกับน้องเลยย
    #1,155
    0
  3. #1148 TheAinglish (@chalala97) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 กันยายน 2562 / 02:58
    ดื้อที่หนึ่ง
    #1,148
    0
  4. #1133 jasmine (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2562 / 21:49

    เอ็นดูน้องบอกรักพี่มาร์คอะ555555555555 น่ารักมากเลย

    #1,133
    0
  5. #1037 6112ROOM (@akame27) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2561 / 18:19
    น้องน่ารำคาญหรือน่ารักเอาดีๆสิมาร์ค จะยิ้มทำไมหือ?
    น้องมาร์ตินน่าเอ็นดูมากลูก
    #1,037
    0
  6. #1008 Hiphophop (@hubhup) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2561 / 18:03
    โอ้ย ขำว่ะ สีผมขัดใจคนทั้งบ้าน55555555 ฮือ สงสารน้องแฮชอ่ะพี่ม้าค แต่รู้สึกสงสารมาร์ตินมากกว่า คงจะงงมาก5555555
    #1,008
    0
  7. #994 inpink (@inpink) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2561 / 11:02
    ครั้งนี้น่าจะเปลี่ยนนิสัยมาร์คกับแฮชานไปตลอดกาล พี่ยูตะต้องเจ็บแน่ ๆ ที่เห็นน้องเจ็บ tt จิตใจคนเป็นพี่ แต่ก็ต้องทำ
    #994
    0
  8. #972 4KKWAN_ (@4KKWAN_) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 กันยายน 2561 / 22:22
    จริงๆก็คือสงสารหนูแฮมนะ แต่ว่าอยากให้น้องโตขึ้นมากกว่านี้จริงๆนั่นแหละ เพราะว่าม้ากใจร้ายกับน้องซะขนาดนั้นน่ะนะ ถ้ามันไม่เห็นทางไปแบบนี้ก็สู้ครั้งสุดท้ายไปเลย เบื่อม้ากแล้ววว
    #972
    0
  9. #957 iamchnp_ (@fanfan0607) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 กันยายน 2561 / 21:56
    มาร์คใจร้ายชะมัด น้องแฮชานกลับแคนนาดาเถอะคับคนดี
    #957
    0
  10. #951 nmhoneyy (@nmhoneyy) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 กันยายน 2561 / 22:49
    น้ำตาจะไหล เกินไปมากเลยว่ะม้าค ชั้นจะทุบแก;-;
    #951
    0
  11. #926 Cyrixc (@obcheoi-bell) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2561 / 18:20
    น้องแฮชาน ;-;
    #926
    0
  12. #911 SoRa ^_^ (@puntiti) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2561 / 02:05
    โห แต่แบบสงสารแฮชานมากเลยนะ เมื่อกี๊คือปวดใจมากๆเลย;-;
    #911
    0
  13. #869 RayNyu (@RayNyu) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2561 / 22:18
    ว้าย อัจฉริยะแพ้~ ฉันจำได้ว่าตอนที่แล้วเธอคิดอะไรที่มันทำรว้ายจิตใจฉัน พ่อคนฉลาดด!
    #869
    0
  14. #844 Stars shine (@konmaisaythename) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2561 / 12:00
    แฮชรักมาร์ตินบ้างก็ดีนะ555555 ทิ้งพี่มาร์แล้วมาคบมาร์ตินเถอะหนูเอ๊ย! จะรอดูความเย็นชาของมาร์คว่าจะนานสักแค่ไหนกันเชียวพ่อคุณ
    #844
    0
  15. #791 #PED(เป็ด) (@wkumsomjit) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 มีนาคม 2561 / 22:04
    ร้องไห้ไปแลเววว
    #791
    0
  16. #723 F-26(v.2) (@xf1996) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 / 23:11
    อยากจะกราบลงตรงนี้ กราบลงที่หัวใจน้องแฮชาน 4เดือนจะเปลี่ยนแปลงหัวใจใครได้ไหม ไม่คนพี่ก็คนน้อง ฮือ /เอ็นดูน้องมาร์ตินกับแฮชานทุกครั้ง โอ่ย มาร์ตินไม่เรียกพี่แฮชานด้วยนะ เพื่อนกันใช่มั้ยฮับ5555555
    #723
    0
  17. #497 teemeen (@nimbus_zi) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 กันยายน 2560 / 10:45
    รู้สึกเบื่อมาร์คนิดๆ โอ้ย แฮชานอย่าไปคุยกับมันลูก ทำไมต้องมาชอบคนแบบนี้
    #497
    0
  18. #142 ooomilkooo (@supooomilkooo) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2560 / 03:22
    ตลกม้าค บอกว่ารำอย่างนู้นอย่างนี้ แต่ตัวเองก็มีแอบยิ้มให้กับความรำคาญของน้อง แล้วยังจะทำมาเปงไม่รู้จักความรัก ส่วนพี่ยุตเอ้ยยย คำพูดด ตรงๆเลย น้องแฮชเจ็บจึ้ก พี่ก็ไม่ต่างกันเลย น้องคงรู้อยู่แล้วว่าพี่มันไม่สนใจ แต่ด้วยความรักอะเนอะ พอมีคนพูดความจริงให้ฟังมันก็ใจร้ายไปสักหน่อย เพราะเป็นสิ่งที่คิดว่าน้องรู้มาตลอดแต่พยายามไม่ใส่ใจ ;_; ฟิคไปด้วยใจโหวงๆ ด้วยภาษาดีลื่นไหลจนเราอินมากๆ สงสารน้อง พี่ม้าคก็ช่วยเห็นใจน้องหน่อยน้าา ช่วยสอนหนังสอน้อง ถ้าน้องยอมให้สอนดีๆ555 พี่ยุตกับพี่ยง แม้แต่กับน้องตัวเองแท้ๆ ก็มีความซ่ามาก แบล็คเมล์5555 น่ากลัวมาก แต่เข้าใจค่ะเราต้องไฟว้เพื่อน้องค่ะ อีกคนก็อยากจะให้ดัดนิสัย สู้นะพี่ยุตพี่ยง/บีบไหล่ ปล มาตินน่ารักมากกกกกกกกกก ตินขี้สงสัย ตินจะเป็นความสดใสไร้เดียงสาของเรื่อง ซึ่งหวังว่าเเฮชานจะเข้าใจแล้วก็ดีกับน้องไวๆนะ 5555
    #142
    0
  19. #102 punpay (@punpay) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2560 / 22:03
    อ่านแล้วร้องให้อ่ะ สงสารแฮชมากๆ อยากให้พีคแบบแฮชตัดใจไปเอง แล้วเริ่มเข้าสังคมมีเพื่อนมีคนมาชอบให้พี่มาร์คหึง หึหึ เอาหละ ไปค่ะแฮชเราต้องสตรองแล้วหาผู้ใหม่
    #102
    0
  20. #101 Beerisgoodenough (@Beerisgoodenough) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2560 / 11:13
    พอแฮชานมาก็ไปมีโลกส่วนตัวกันจนลืมน้องมาร์ตินที่ทำการบ้านอยู้ข้างล่างเลยนะคะพี่มาร์ค แหม5555555555 แต่ตอนท้ายๆก็สงสารน้องอยู่ดี ขอให้น้องไม่รัก ไปรักมาร์ตินแทนเลยน้องแฮช!!
    #101
    0
  21. #100 ffaraway (@ffaraway) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2560 / 00:16
    แก เราร้องไห้แรงไปแล้ว เจอพี่ยูตโหมดผีเข้าไป น้ำตาหยุดเลยจ่ะ หยุดตรงนั้น หยุดทันที เหมือนก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอะ ผีบ้าทิสุดดดดดดด แต่อินแรง มาร์คใจร้ายอะ ใจร้ายมาก ๆ คนคนนึงจะถูกเมินได้ซักแค่ไหนกันเชียว น้องแฮชสู้เขานะลูก มีไรฟ้องน้องมาร์ตินนะลูก แต่ก่อนอื่นหนูต้องเป็นพันธมิตรกับน้องตินก่อนนะคะ555555555555555 
    #100
    0
  22. #99 BiBeBo (@BiBeBo) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2560 / 20:43
    มาร์คคคค คนไม่มีหัวใจจจจ
    #99
    0
  23. #98 nook_shawol99 (@nook_shawol99) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2560 / 17:45
    โอ๊ยยยพี่มาร์คใจร้ายมากๆ เกลียดน้องมากมั้ยอะอืออออ
    ถ้าน้องไม่รักแล้วจะรู้สึก!!
    #98
    0
  24. #97 lilillean (@lilillean) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2560 / 23:28
    พี่ยกน้องแฮชานให้น้องมาร์ตินเลย มาร์คใจร้ายอะ ไม่รู้คิดอะไรกันแน่ ว่าแต่เรื่องนี้จะมีลูคัสอีกมั้ยคะ555555555555555555
    #97
    1
    • #97-1 lilillean (@lilillean) (จากตอนที่ 4)
      21 กรกฎาคม 2560 / 23:29
      แบบหมายถึงลูคัสจะวอแวน้องแฮชานมะ5555555
      #97-1
  25. #96 pmieex_ (@mypookt0068) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2560 / 22:28
    มันแบบเข้าใจฟีลแฮชตอนที่พี่ยูตะบอกว่าน้องไล่ตามคนที่ไม่ได้รักอ่ะเราแบบสงสารสารน้องมาก น้ำตาไหลอ่ะฮืออินมาก น้องลองตัดใจดูลองให้พี่มาร์คเป็นคนตื๊อหนูบ้างสิลูกกกก ฮือรอต่อไปนะคะแงงง
    #96
    0