[NCT] Selenophile #Markhyuck | #Markchan

ตอนที่ 22 : CHAPTER 21

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,935
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 92 ครั้ง
    14 ต.ค. 60

CHAPTER 21

 




            “พี่มาร์ค!!!!

            เจ้าของชื่อไม่ได้ขานรับ เขาเพียงยืนหน้านิ่งอยู่ที่บันไดขั้นบนสุด รอให้เด็กขี้โวยวายวิ่งดุ๊กดิ๊กเข้ามาเกาะเกี่ยวแขนพร้อมทั้งทำหน้าอ้อนๆเหมือนที่ทำมาตลอดสี่ห้าวันที่ผ่านมา

            ถ้าเป็นไปได้นะถ้าเป็นไปได้ โดยองก็อยากจะกลอกตาให้ครบสามร้อยหกสิบองศาไปเลย พี่เลี้ยงขยับข้อมือกวัดแกว่งตะหลิวจนไฟแทบลุกทันทีที่หันมาเห็นฉากโป๊ะโป๊ะยามเช้าของเด็กแก่แดดทั้งสองคน

            

           เช้าเกินไปสำหรับซีรีย์หวานซึ้งหรือเปล่านะ มาร์ตินเท้าคางมองแฮชานที่กำลังทาแยมสตรอเบอร์รี่ลงบนขนมปังปิ้งอย่างกระตือรือร้น ก่อนจะยื่นชิ้นขนมปังแสนอร่อยนั่นไปจ่อปากพี่ใหญ่อย่างเอาอกเอาใจ น้องเล็กของบ้านใช้ส้อมพลาสติกเจาะไข่ดาวของตัวเองจนส่วนที่เป็นสีเหลืองเข้มไหลออกมาผสมกับซอสและพริกไทยที่เหยาะไว้ก่อนหน้านี้ เบะปากงอแงที่ต้องเสียสละที่นั่งให้แฮชานแล้วตัวตินเองต้องมานั่งฝั่งตรงข้ามอย่างไม่เต็มใจ ใช่! ตินตินโดนแฮชานบังคับ! ใครอยากจะเห็นแฮชานเอาใจพี่ใหญ่กัน ต้องเอาใจตินสิ!


            “ทาให้ตินบ้าง” มาร์คลีเอ่ยเสียงเรียบ จ้องหน้าน้องชายที่กำลังสร้างบทโศกให้ตัวเองตั้งแต่เช้า

            “ทาเองสิ แบร่” แลบลิ้นกวนประสาทใส่ตินตินที่เบะหนักกว่าเดิม

            “ใจร้าย”

            แฮชานยักไหล่ ละเลงเนยถั่วใส่ขนมปังแผ่นสุดท้ายที่เป็นขอบแล้วยื่นส่งให้มาร์ติน “อ่ะ”

            “แฮชาน! ตินไม่ชอบกิงขอบ!


            แกล้งให้อีกคนขมวดคิ้วได้ถือเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งของเด็กหมีสุดแสบ ให้ได้อย่างนี้ทุกเช้าสิ! มาร์คลีคงจะคาดหวังสูงไปหน่อยว่าปิดเทอมของเขาจะมีเช้าที่สงบสุข อ่านหนังสือเงียบๆ หรือไม่ก็ออกไปเล่นกีฬากับเพื่อน ที่เป็นอยู่ตอนนี้น่ะไม่ได้ใกล้เคียงเลยสักนิด ห่างไกลมากโขเลยล่ะ


            “นอกจากคุกกี้ แฮชานก็ทำอะไรไม่อร่อยเลย” มาร์ตินเอาคืน บ่นงึมงำให้แฮชานได้ยิน

            “ยะ ย่า! แล้วขนมปังที่ตัวกินอยู่ล่ะ” เคี้ยวหยับๆแล้วยังจะมาบ่นอีก เดี๋ยวก็สาปให้(เนย)ถั่วงอกในท้องซะนี่!

            “ก็ไม่อร่อยไง!” ดูเหมือนจะปีกแข็งขากล้าขึ้นทุกวันนะเจ้าเปี๊ยก! เอ๊ะ หรือปีกขาแก็งขล้า จริงๆน่าจะเป็นปากมากกว่านะ งั้นเอาใหม่ๆๆ ปากกล้าขาแข็ง! ใช่ เจ้าสัตว์ประหลาดตาร์มิน!! ปากกล้าแข็งขา!!

            “เลิกเถียงกันสักที” มาร์คลีพ่นลมหายใจ ยื่นขนมปังที่กัดไปคำหนึ่งของตัวเองใส่จานมาร์ติน

            “พี่มาร์ค! นั่นของพี่มาร์คนะ!” แฮชานกระทืบเท้าจะโต๊ะอาหารสะเทือน ใช้มีดปาดเนยถั่วชี้หน้ามาร์ติน ซึ่งอีกฝ่ายยิ้มรับโยกหัวไปมาพร้อมกัดขนมปังแยมสตรอเบอร์รี่คำโต “เด็กบ้า!

            “แฮชาน”

            “หงึ” ก้มหน้าไม่พอใจ แต่ถึงกระนั้นก็เกรงใจพี่มาร์คเกินกว่าจะแสดงความดื้ออะไรออกไปอีก เอาเป็นว่าหนูจะนั่งนิ่งๆเงียบๆ แล้วก็ “พี่มาร์ครู้จักดอกบักวีตมั้ย” เปลี่ยนเป็นหน้ายิ้ม วาดมือเหมือนร่ายมนต์สะกดให้มาร์คลีสนใจ ซึ่งแน่นอนว่าได้ผล (แม้จะไม่ได้เป็นเพราะมนต์สะกดก็ตามที) “ที่สถานีทงจักอ่านะ มีเป็นทุ่งกว้างงงงงงงงงงเลย” ทำหน้าตาจริงจัง พยักหน้าให้คนพี่เห็นด้วย

            “รู้จักสถานีทงจักหรือไง” มาร์คลีเอ่ยเสียงเรียบ ยกนมขึ้นดื่มพร้อมๆกับทนแรงเขย่าจากมือเล็กที่เกาะแขนของเขาไม่ปล่อย

            “ก็ ก็สถานีจงทักนั่นแหละ!

            ทงจัก! มาร์คลีพ่นลมหายใจ ส่ายหัวให้กับเด็กโง่ที่สร้างภาษาใหม่ของตัวเอง เขาพึ่งสังเกตเห็นว่าแฮชานไม่ได้มีความบกพร่องเรื่องการใช้ภาษา อันที่จริงส่วนที่บกพร่องน่าจะเป็นสมองมากกว่า

            “งื้อ อยากไปอ่า” พูดแค่นี้ตั้งแต่แรกก็จบมั้ยล่ะ นอนข้างกันทุกคืน ทำไมจะไม่เห็นว่าแฮชานชอบเข้าไปส่องเว็บท่องเที่ยวแล้วแคปเก็บไว้เต็มไปหมด ปกติก็ไม่กล้าขอให้เขาพาไปหรอก แต่สงสัยครั้งนี้อยากจะไปเห็นจริงๆ “พี่มาร์คพาหนูไปหน่อยได้มั้ย” ถูไถหัวกับแขนของคนพี่ก่อนจะช้อนตามองอ้อนๆ

            “อื

            “ไม่ได้! ทั้งสองสะดุ้งโหยง เป็นพี่เลี้ยงที่เข้ามาขวางเอาไว้พร้อมด้วยตะหลิวที่มีเม็ดข้าวติดอยู่ “ต้องติวภาษาเกาหลีกับพี่ไม่ใช่เหรอแฮชาน” ส่งสายตาเลเซอร์จนพันธะระหว่างมือเล็กกับแขนของมาร์คลีขาดสะบั้น แฮชานก้มหน้างุดๆ แอบเหล่มองพี่มาร์คที่ยกนมขึ้นจิบแก้เก้อ

            “แต่พี่โดยอง

            “หรือไม่อยากสอบติด?” วางจานข้าวลงตรงหน้าเด็กๆในการดูแลทั้งสามคนก่อนจะเดินไปนั่งบนเก้าอี้หัวโต๊ะ “ก็เอาสิ ถ้างั้นก็ไปเที่ยวเล่นเลย” ยักไหล่ ตักข้าวเข้าปากพร้อมสบตาทั้งมาร์คลีและแฮชาน—ไม่ได้อยากใจร้ายหรอกนะ แต่มันเกินไปจริงๆ

          “พี่โดยองอ่า หนูขอไปดูแค่แปปเดียวเอง” ทำนิ้วประกอบแล้วหันไปพยักหน้าเนอะๆกับพี่มาร์ค “เอาแต่ติวอยู่กับบ้านไม่เห็นสนุกเลย ให้หนูพักเถอะนะ น้า”

            “แล้วคิดว่าการสอบมันสนุกนักหรือไง” แฮชานเบะปาก รู้อยู่หรอกว่าพี่โดยองไม่ได้ห่วงเรื่องสอบมากไปกว่า“ตัวติดกันเกินไปแล้วนะ”

            นั่นไง

            “จำที่พี่สอนไม่ได้เหรอแฮชาน” เหมือนจะพูดกับอีกคน แต่กลับมองตาอีกคน “แล้วไม่คิดจะออกไปไหนบ้างหรือไงมาร์ค” —ไม่ใช่แค่คนน้องติดพี่นะ คนพี่ก็ติดน้องพอๆกันนั่นแหละ!

            “อือ” อือ? อือคืออะไร? อือก็ไปสิ ออกไปทำอย่างอื่นบ้าง แล้วอย่าคิดว่าโดยองจะปล่อยให้แฮชานตามออกไปด้วยนะ พอกันที! ตัวติดกันไม่ว่า แต่นี่มาร์คลีเองก็ยังไม่เคยทำอะไรให้มันชัดเจนสักอย่าง แล้วยังไง? แฮชานต้องดำดิ่งลงไปเรื่อยๆแบบไม่มีที่สิ้นสุดอย่างนี้เหรอ?

            “หนูไปด้วย!” รีบยกมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างคล้องแขนมาร์คลีเอาไว้ โดยองแอบได้ยินเสียงถอนหายใจของมาร์ติน

            ไม่มีเสียงตอบรับใดๆจากพี่เลี้ยง โดยองก้มหน้าทานมื้อเช้าต่อ แต่เพราะท่าทางแบบนั้นนั่นแหละยิ่งตอกย้ำให้แฮชานรู้ว่าฝันหวานกับทุ่งบัควีตได้สิ้นสุดลงตั้งแต่ยังไม่ได้ก้าวออกจากบ้านเลยด้วยซ้ำ มาร์คลีทำได้เพียงยื่นมือไปลูบกลุ่มผมนุ่มของแฮชาน—ไม่อยากให้หงอยแบบนี้เลย


            เขารู้ว่าช่วงนี้แฮชานกับเขาตัวติดกันตลอดเวลา จะไม่ปฏิเสธว่าเขาเองก็อยากมีน้องอยู่ใกล้ๆตลอด อยากใช้เวลาทุกนาทีด้วยกัน แฮชานอาจคิดถึงแค่เรื่องที่พี่ยูตะบอกเมื่อหลายวันก่อน แต่สำหรับมาร์คลี มันมีอีกหลายอย่างที่อยู่ในหัวของเขาตอนนี้ หลายๆอย่างที่หาทางออกไม่ได้สักที

 

            “มึงจะกลับแคนนาดาเหรอยูตะ?” จอห์นนี่ซอถามย้ำอีกครั้ง เจ้าของชื่อไม่ตอบ ฉกซองกระดาษนั่นไปซ่อนไว้ด้านหลังอย่างรวดเร็ว ขยับปากสบถเพื่อนด้วยคำหยาบต่อหน้าทุกคน

          “พี่ยูตะจะกลับแคนนาดาเหรอ” แฮชานมองตาแป๋ว ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ ในขณะที่มาร์คลีมือเย็นไปหมด ตาคมจ้องมองสองมือของตัวเองที่กำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดขึ้น—บางทีอาถรรพ์ชื่อดงฮยอกอะไรนั่นอาจมาตกอยู่ที่เขา  

          “ค ค่ะ” นากาโมโตะคนโตเอ่ยยิ้มๆ เลื่อนเก้าอี้นั่งที่เดิม แสร้งทำเป็นปกติที่สุดทั้งๆที่ไม่เลยสักนิด

          —เป็นความจริงเรื่องกลับแคนนาดา แต่มันยังไม่ใช่ทั้งหมด

          “ทำไมมีตั๋วหลายใบ” จอห์นนี่ซอยังคงสงสัย อาหารเต็มปากแต่ก็ยังพูดต่อ

          “ไอ้จอห์—” แทยงพยายามปราม ถึงอย่างนั้นก็คงไม่ช่วยอะไรอีกแล้วในเมื่อแฮชานหันไปหาพี่ชายพร้อมทั้งขมวดคิ้วสงสัย

          “เราจะกลับแคนนาดากัน”

          “ดีสิ!” แฮชานคลี่ยิ้ม หันมามองหน้าพี่มาร์คอย่างดีใจ ไม่ทันสังเกตว่าคนพี่กำลังพยายามแค่ไหนที่จะไม่แสดงออกว่าตอนนี้เครียดจนหัวสมองจะระเบิด “พี่มาร์คคิดถึงแคนนาดามั้ย”

          “อือ” ตอบรับแค่นั้น รู้อยู่แก่ใจว่าไม่มีชื่อเขาอยู่ในตั๋วพวกนั้น แต่ที่สงสัยตอนนี้คือตั๋วกลับมาโซลมีชื่อแฮชานอยู่มั้ย

          “มึงยังไม่ได้บอกน้องเหรอแทยง” คราวนี้กลายเป็นพี่คนโตของตระกูลลีที่ก้มหน้าต่ำลงซะอย่างนั้น ทุกสายตาเบนไปหาบุคคลที่นั่งอยู่ข้างๆมาร์ติน

          “อ่า ก็ว่าจะบอก” ยิ้มแห้งๆ เอ่ยต่อขัดๆ “อาทิตย์หน้าเราจะไปเยี่ยมเจโน่ที่แอลเอ”

          “ไปแคนนาดา แล้วบินต่อไปแอลเอเหรอ?” แฮชานเอียงคอ จำลองภาพการต่อเครื่องมหาโหดในหัว—แต่ไม่เป็นไร ไปกับพี่มาร์ค จะยังไงก็ได้

          “เปล่า” ยูตะตอบ “เราจะแยกกันไป” สบตามาร์คลี

          “หะ มะ ไม่เอาแบบนั้นนะ! งั้นหนูขอไปแอลเอ” รีบโบกมือปฏิเสธพี่ชายรัวๆ “ให้อยู่ห่างกับพี่มาร์ค หนูไม่เอาด้วยหรอก”

          “ให้เวลากับครอบครัวบ้างสิคะคุณคนเล็ก” พยายามยกเหตุผลร้อยแปดมาพูด ในขณะที่มาร์คลีได้แต่นิ่งเงียบจนแทยงกับโดยองใจหาย

          “แต่ว่า แต่ว่า—หนู อยากอยู่กับพี่มาร์คนี่นา” จริงๆก็อยากอยู่ใกล้ๆตลอดเวลานั่นแหละ

          “แค่อาทิตย์เดียวเอง”

          มาร์คลีไม่มั่นใจ เขาไม่รู้ว่าพี่ยูตะคิดอะไร จู่ๆหัวสมองอัจฉริยะก็ใช้การไม่ได้เสียดื้อๆ ถ้าเกิดพี่ยูตะไม่รักษาสัญญาล่ะ ถ้าพาแฮชานไปจากเขาแล้วไม่พากลับมาที่นี่ หรือถ้าพากลับมา แต่นั่นเท่ากับว่าเขาเหลือเวลาอยู่กับแฮชานอีกแค่สองอาทิตย์ มันเร็วเกินไป—คิดอะไรไม่ออกสักอย่าง

          “ไม่คิดถึงคุณพ่อกับคุณแม่เลยเหรอคะคุณคนเล็ก” พูดมาขนาดนี้แล้วใครจะกล้าปฏิเสธ ตั้งแต่หนีมาที่เกาหลีก็ไม่ได้ติดต่อกลับไปเลย ก่อนหน้านี้แฮชานรู้ว่าทำผิดแค่ไหนก็คงไม่มีใครโกรธ คุณพ่อคุณแม่รวมทั้งพี่ยูตะรักและเอาใจเขายิ่งกว่าสิ่งอื่นใด แต่พอมาเจอพี่มาร์ค(คนที่ไม่เคยตามใจหนูเลย)มันทำให้เด็กดื้อเห็นค่าของความรักมากขึ้น

          “แค่อาทิตย์เดียวนะ” ชูนิ้วน่ารัก ย้ำกับพี่ชายอีกครั้ง

          “อื้อ อาทิตย์เดียว”

 

            “หนูต้องห่างกับพี่มาร์คตั้งอาทิตย์หนึ่ง ขออยู่ด้วยกันหน่อยไม่ได้เหรอพี่โดยอง”

            แฮชานยกมือประกบกัน ปลายนิ้วชี้ชิดคาง ทำหน้าอ้อนสุดๆ

            “ก็ที่มันเป็นแบบนี้เพราะใครล่ะ” โดยองไม่ได้อยากจะเป็นคนใจร้ายสักหน่อย แต่พูดกับมาร์คเป็นสิบครั้งแล้วเรื่องความชัดเจน ถึงแฮชานจะไม่เรียกร้อง แต่มันไม่ถูกต้อง จะต้องพูดกันอีกกี่สิบครั้งก็ได้คำตอบกลับมาเหมือนเดิมทุกครั้ง เวลายังไม่เหมาะบ้าง แฮชานยังเด็กไปบ้าง ต้องรออะไรอีก หรือต้องรอให้แฮชานกลับไปแคนนาดาก่อนหรือไง

            “เพราะหนูเหรอ งื้อ หนูจะตั้งใจติว แต่ตอนนี้

            “ไม่!” ยกมือขึ้นปราม ลุกขึ้นรวบจานอาหารของทุกคนไปวางไว้ที่อ่างล้างจาน ไม่สนด้วยซ้ำว่ามาร์ตินจะตักทานไปได้แค่สามช้อน หรือแฮชานกับมาร์คลีจะยังไม่ได้แตะมันด้วยซ้ำ “ขึ้นไปเตรียมตัวติว”

            “พี่โดยอ” จะร้องไห้แล้วนะ หนูก็แค่อยากจะอยู่กับพี่มาร์คนานๆ

            “ขึ้นไปติวเถอะ” มาร์คพยักหน้าให้น้องอ่อนลง “ไอพาตินออกไปข้างนอกนะ” ลุกขึ้นจากเก้าอี้ก่อนจะเดินอ้อมไปจูงมือมาร์ติน มาร์คลีรู้ดีว่าพี่โดยองหวังดีกับแฮชาน แต่ต่างคนก็ต่างมีเหตุผลด้วยกันทั้งนั้น และในเหตุผลของเขา หนึ่งในนั้นคือสถานะไม่ใช่ข้อต่อร้องให้พี่ยูตะใจอ่อน ถึงจะมีสถานะให้กัน—แต่ถ้าไม่ได้อยู่ด้วยกัน แล้วจะมีประโยชน์อะไร

            “ไม่ต้องรีบกลับมาล่ะ”

            “พี่โดยอง” แฮชานถอนหายใจ ทนฟังไม่ได้จนต้องยอมวิ่งขึ้นชั้นสองไปอย่างรวดเร็ว

 

            “มาร์ค รีบทำอะไรสักอย่างเถอะ” โผลงพูดขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเสียงปิดประตูบนชั้นสอง “พี่กลัว” สารภาพออกไปตามตรง “กลัวแทนแฮชาน”

            ไม่รู้ว่ารับรู้หรือเปล่า โดยองเหมือนพูดอยู่กับคนไร้วิญญาณ มาร์คลีจะมีชีวิตชีวาก็แค่ตอนอยู่กับแฮชาน นอกจากนั้นก็กลับมาเป็นคนที่เย็นชาไม่สนโลก ไม่สนใครเหมือนเดิม

            “ไปรอที่รถนะมาร์ติน” เด็กชายพยักหน้า ยกมือเล็กขึ้นมาโบกให้พี่โดยองก่อนจะวิ่งไปหน้าบ้าน ปล่อยให้พี่ใหญ่กับพี่เลี้ยงคุยกันตามประสาผู้ใหญ่

            “มาร์ค พี่กลัวจริงๆนะ” ทั้งความรู้สึกแฮชานหลังจากรู้เรื่องพี่ยูตะ ทั้งเรื่องที่มาร์คไม่มีความชัดเจนอะไรให้น้องเลย มาร์คลีอาจมีแผนมากมายในหัว แต่ไม่เหมือนกับการแก้โจทย์เลขยากๆหรอกนะ สู้กับใจคนมันยากกว่านั้นเยอะ

            หันมาสบตาโดยองด้วยใบหน้านิ่งเฉย เอ่ยพูดประโยคที่ทำให้คนฟังใจหวิว “ไม่ต้องกลัวหรอก พี่โดยองไม่ใช่แฮชาน” กำลังจะบอกว่า “พี่โดยองไม่ใช่เราสองคน”

            มาร์คลีไม่ชอบบอกว่าตัวเองรู้สึกยังไงก็เพราะแบบนี้ ไม่ว่าจะเรื่องอะไร เขาจัดการมันเองได้หมด แต่เมื่อมีคนอื่นเข้ามายุ่งทีไร ทุกอย่างมันมักจะบานปลายไปหมด

            “ความรักมันเป็นเรื่องของคนสองคน”

            โดยองอ้าปากจะเถียง แต่สุดท้ายก็พูดไม่ออก—จริงอย่างที่มาร์คพูดทุกอย่าง จ้องเข้าไปในดวงตาแดงก่ำของคนเป็นน้องยิ่งเข้าใจ

            “แต่คนอื่นกำลังจะทำมันพัง” ทุกๆคน

            “มาร์ค พี่ไม่ได้

            มาร์คลียกมือขึ้นเสยผมแล้วหยุดทึ้งไว้อย่างนั้น เม้มปากแล้วพูดแทรกออกมาเสียงขึ้นจมูก

            “ปล่อยเราสองคนไปไม่ได้เหรอ”

ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยสักครั้งที่มาร์คลีจะเอ่ยปากขอสิ่งใด ถ้าตัดความฉลาดออกไป ก็เป็นแค่เด็กคนหนึ่งที่อยากมีชีวิตเป็นของตัวเอง รับผิดชอบในการกระทำของตัวเองได้อย่างดีเยี่ยมมาตลอด ทุกคนต่างคิดว่ามาร์คลีจะจัดการทุกอย่างได้ เป็นคนที่ไม่ต้องมีใครมาคอยห่วง เป็นคนที่ไม่เคยต้องการใคร


เป็นดวงจันทร์ที่ใครต่อใครมองว่ามันสมบูรณ์อย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่ความจริงแล้ววงกลมนี้ไม่เคยสมบูรณ์แบบเลยสักนิด ถูกทอนความรู้สึกมากมาย แหว่งหายกลายเป็นหลุมบ่อ ใจกลางดวงจันทร์มีหุบเหวที่ไม่เคยถูกเติมเต็ม ไม่เคยมีสิ่งใดในนั้น—ความรัก ความใส่ใจ หากจะมีใครสักคนที่กล้าขึ้นมาบนดวงจันทร์ เขาเหล่านั้นจะบอกว่ามันหนาวเย็นเกินไป มืดมิดเกินไป กระด้างและห่างไกลจากความสมบูรณ์ เขาจะจากไปโดยทิ้งไว้เพียงรอยเท้าซึ่งท้ายที่สุดจะแปรเปลี่ยนเป็นหลุมบ่ออีกครั้ง และอีกครั้ง


 แฮชานเป็นดาว ยังไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นดาวแบบไหน รู้แค่ว่าไม่เคยหยุดเปล่งแสงเลยสักนาที เป็นดาวที่มองเห็นทุกอย่าง ทุกอย่างที่จันทร์เป็น ความไม่สมบูรณ์แบบ หลุมบ่อมากมาย ไม่มีอะไรและยังขาดบกพร่องอยู่หลายต่อหลายอย่าง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังอยู่เคียงข้างกัน การมีแฮชานอยู่ไม่ได้ทำให้หลุมบนดวงจันทร์ตื้นเขินขึ้น ไม่ได้ทำให้หุบเหวลึกกลายเป็นภูเขาสูง การมีอยู่เคียงข้างกันมีความหมายมากกว่านั้น—ความจริงคือต้องยอมรับว่าเราไม่อาจเติมเต็มสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่ได้ เพียงแต่อย่าซ้ำรอยเดิม อย่าขึ้นไปเหยียบย่ำให้จันทร์บอบช้ำมากกว่าเดิม เพียงแต่จะอยู่เคียงข้างแม้ในวันที่รู้ว่าความสมบูรณ์ไม่มีอยู่จริง ให้แสงอุ่นๆโอบกอดจันทร์ไว้ ขาดหายก็ไม่เป็นไร จะรักในความไม่สมบูรณ์นี้ตลอด และตลอดไป


            “เราสองคน—รักกันจริงๆ”  

 

XXXXX

 

            แฮชานดึงประตูระเบียงปิดก่อนจะเดินลากสลิปเปอร์สีเหลืองมัสตาร์ดแสนรักไปที่เตียง เมื่อกี้น่ะออกไปส่งพี่มาร์คมา—ขับรถออกไปข้างนอกกับมาร์ตินจริงๆด้วย นึกว่าจะพูดเล่นซะอีก ว่าแล้วก็ดีดดิ้นถีบอากาศชักดิ้นชักงออยู่บนเตียง ไม่เข้าใจ หนูไม่เข้าใจ! ทำไมการที่จะได้อยู่ด้วยกันมันถึงยากเย็นนัก มันก็แค่ความรัก(ข้างเดียว)ของเด็ก high school มั้ยอ่ะ ทำไมต้องมีอุปสรรคมากมายขนาดนี้ด้วย


            “ฮึ่ย!” แล้วพี่มาร์คก็มาหนีออกไปดื้อๆเนี่ยนะ! หงุดหงิดจริงโว้ย! ลุกขึ้นนั่งก่อนจะขยี้ผมสีแดงของตัวเองระบายความไม่พอใจขั้นสุด จ้องมองไปที่ประตู หรี่จนตากลายเป็นขีดเล็ก 

               พี่มาร์ค! You do again! ถ้าไม่ทำแล้วใครจะเป็นคนทำเล่า! ทำไมต้องแอบมาเลื่อนตัวแม่เหล็กเค้าท์ดาวน์วันสอบเสร็จของหนูด้วย อีกสิบเก้าช่องก็จะไปถึงแม่เหล็กของพี่มาร์คแล้วเชียว เลื่อนกลับไปจุดเริ่มต้นอยู่ได้!

            ก้าวฉับๆไปยืนอยู่ตรงปากประตู เขย่งเท้าเลื่อนเจ้าตัวแม่เหล็กที่แปะรูปหน้าตัวเองยิ้มตาหยี เข้าไปใกล้ปลายทางที่มีแม่เหล็กมาร์คลียืนหน้าบึ้งอยู่ใต้รูปวาดซุ้มลูกโป่งที่เขียนป้าย ‘I got a boy!’


            ปึง!


            ผงะถอยหลังทันทีที่ประตูถูกผลักเข้ามา เป็นพี่โดยองที่ถือถาดอาหารด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างยังจับอยู่ที่ลูกบิดประตู

            “มีอะไรหรือเปล่า?” มองหน้าตื่นๆของแฮชานแล้วสงสัย “ทำไมมายืนอยู่ตรงนี้” แม้แฮชานจะชอบทำอะไรแปลกๆ แต่การมายืนอยู่หน้าประตูแล้วทำหน้าเถียงกับตัวเองดูจะเป็นเรื่องแปลกประหลาดเกินไปเสียหน่อย

            “นะ หนูมาช่วยรับไง” ยิ้มแหะๆแล้วยื่นมือออกไปรับถาดอาหารไปวางไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือ “ของหนูใช่มั้ย” เริ่มต้นอาหารเช้าทันทีที่โดยองพยักหน้า เด็กน้อยนั่งลงบนเก้าอี้นิ่มๆแล้วใช้ตะเกียบคีบเส้นรามยอนใส่ช้อนเพื่อเอาเข้าปากได้สะดวกขึ้น


            คนเป็นพี่มองดูอย่างรู้สึกผิด โดยองใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงเพื่อสงบจิตสงบใจหลังจากปะทะซีนอารมณ์กับมาร์คลีขนาดนั้น หวังว่าตอนที่สองพี่น้องลีกลับมาบ้านจะช่วยทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นทีเถอะ


            พี่เลี้ยงเดินถูมือเก้ๆกังๆเข้าไปเลื่อนเก้าอี้ตรงโต๊ะคอมของมาร์คลีมานั่งข้างๆแฮชาน แสร้งทำเป็นเปิดดูหนังสือภาษาเกาหลีสำหรับชาวต่างชาติทั้งๆที่สายตาแอบเหล่มองเด็กผมแดงที่กำลังก้มหน้าดูดเส้นแป้งเข้าปาก

            “เอ่อ—เรา

            “หื้อ ทิชชู่ๆๆ” โดยองเอื้อมสุดแขน ดึงทิชชู่ออกมาจากกล่องที่วางอยู่ข้างแป้นคีย์บอร์ดอีกฝั่ง “พี่โดยองว่าไงนะ” รับทิชชู่มาเช็ดกรอบปาก อ่า เผ็ดดดด

            “เปล่า” คนน้องยกน้ำขึ้นดื่มพร้อมๆกับสบตากับพี่เลี้ยงผ่านก้นแก้วใส ถึงจะโง่แต่ก็ดูออกว่าไม่เปล่าแน่ๆ “เอ่อ” นั่นไง สุดท้ายก็ทนไม่ได้ “เราไม่ได้โกรธพี่ใช่มั้ย”


            จริงๆถ้าเป็นคนอื่น แฮชานก็ไม่ยอมแบบนี้หรอก แต่เพราะเป็นพี่โดยองที่กลายเป็นอีกคนสำคัญของชีวิตไปแล้ว หรือจะพูดให้ถูกคือพี่โดยองดีกับพี่มาร์ค ใครที่ดีกับพี่มาร์ค(แล้วไม่ได้คิดจะแย่ง)หนูก็รักหมดนั่นแหละ


            “ไม่” ส่ายหัว “หนูรู้ว่าพี่โดยองหวังดี”

            “อืม ขอบใจนะที่เข้าใจ” ยิ้มบางๆ เอื้อมมือไปลูบผมสีแดง “มาร์คบอกว่าจะพามาร์ตินออกไปหาอะไรทานน่ะ ไปไม่นานหรอก”

            แฮชานพยักหน้าเชื่องช้าๆ ดึงหนังสือที่เปิดค้างไว้มากวาดตามอง “หนูชอบรามยอนที่พี่โดยองทำนะ แต่ว่า” หันสบตากับคนโตกว่า “ถ้าได้ทานพร้อมๆกับพี่มาร์คก็คงจะอร่อยกว่านี้”


            โดยองมองดูอีกคนแล้วถอนหายใจ ดูเหมือนร่างกายแฮชานจะเคลื่อนไหวช้าเสียยิ่งกว่าคนแก่อายุแปดสิบ หน้าแบบฝึกหัดแรกกว่าจะเขียนเสร็จก็ทำเอาลุ้นจนเกือบหมดลม


            “นี่แฮชาน”

            “หื้อ” หันมาทำตาโตใส่

            “พี่ดูดวงได้นะ” เอียงคอเท้าคางเข้าหาคนน้อง แน่นอนว่าเรื่องนี้ดึงดูดความสนใจของเด็กหัวอ่อนอย่างแฮชานเป็นอย่างดี “ส่งมือมา”

            “ดูลายมือเหรอ” แฮชานวางดินสอลงบนหน้าหนังสือแล้ววางมือไว้บนฝ่ามือของพี่โดยอง

            “ดูเล็บต่างหากล่ะ” อมยิ้มขำๆก่อนจะพลิกให้มืออีกคนคว่ำลง แสร้งทำหน้าครุ่นคิดให้ดูหน้าเชื่อถือทั้งๆที่ลอบหัวเราะอยู่ตั้งหลายครั้ง “นิ้วโป้งนะ”

            “หยุดก่อน stop!” โดยองเลิกคิ้วเป็นเชิงเปิดโอกาสให้อีกคนพูด “เรื่องดีหรือไม่ดี”

            “อืมม ไม่แย่นะ” มั่วไปทั้งนั้น แต่นั่นแหละ อย่างน้อยก็ทำให้แฮชานดูมีชีวิตชีวาอีกครั้งได้ “ช่วงนี้จะเข้าร่วมการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ อาจเป็น—อืม ดูยากแหะ แต่ดูเหมือน ดูเหมือนจะเป็นการแข่งขันที่ใช้ปัญญา”

            “oh my god!!! ถูกเผงเลย! หนูกำลังจะสอบ” ชูนิ้วโป้งอีกข้างแสดงความชื่นชม ประโยคสุดท้ายแอบกระซิบ (ซึ่งโดยองก็ยังสงสัยว่าทำไปทำไม)

            “นิ้วชี้เป็นตัวตัดสินหลายๆเรื่อง อาจทำให้เกิดการทะเลาะ ฉะนั้นแล้วใช้ให้น้อยจะดีกว่านะ” เห้ย! พี่โดยองรู้ได้ไงอ่า ยังไม่ได้เล่าให้ฟังซะหน่อยว่าไปตบยัยป้าสุดเหวี่ยงคนนั้น “นิ้วกลาง อืม ตอนอยู่แคนนาดาใช้บ่อยใช่มั้ย” OMG คาราวะๆๆๆ “อย่าไปเที่ยวชูให้ใครต่อใครเขาเห็นเชียวล่ะ”

            “อื้อ! หนูไม่ทำแล้ว” ศรัทธา ศรัทธามากๆ ลัทธิโดยอง อาเมน

            “ต่อไปนิ้วนาง—ไฮไลต์เลยนะ” กระพริบตาปริบๆ “กำลังมีคนตกหลุมรักเราอยู่นะ”


            “หะ หะ รัก รักหนูน่ะเหรอ?” มืออีกข้างชี้ตัวเอง แต่พอนึกได้ก็รีบเอาลง “รักจริงๆเหรอ” เกิดมาไม่เคยมีใครมารักมาชอบเลยนี่นา


            “เราน่ะเป็นคนโง่” แม่นไรเบอร์นี้ “ฉะนั้นจะไม่ค่อยรู้ตัวว่ามีคนแอบมองอยู่”

            “ใกล้หรือไกลตัว”

            “อืม ตรงเล็บตรงนี้ เอ่” หรี่ตาก้มมองเล็บนิ้วนางวนๆ “ใกล้นะ ใกล้มากเลย”

            “อ่า—หรือว่าจะเป็นพี่แทยง”

          “ย่า!” โดยองยกมือขึ้นมาหมายจะมะเหงกใส่หน้าผากมนๆของแฮชาน

            “คิก หนูล้อเล่นน่า” แฮชานยิ้มร่า “แต่ไม่ต้องดูต่อแล้วก็ได้นะ” ชักมือกลับก่อนจะยักไหล่ “ใครจะรักหนูก็ช่างเขาเถอะ หนูไม่สนอยู่แล้ว” หันไปสนใจแบบฝึกหัดเรื่องสำนวนและคำจีนต่อ

            “อืม—แล้วถ้าเป็นคนที่แฮชานชอบมาตั้งแต่เกิดล่ะ”

          หืม? สมการนั้นมีคำตอบเดียว = พี่มาร์ค

          “มาร์คน่ะ”

          ตึก ตึก ตึก

         พี่มาร์ค? ล้อหนูเล่นใช่มั้ย  

           “มาร์คลีน่ะ รักแฮชานนะ” ยิ้มมุมปากก่อนจะยกมือดันคางอีกคนที่กำลังอ้าปากค้าง “บอกไว้ เผื่อว่ายังไม่รู้”  


XXXXX

 

            มาร์ตินกำลังวุ่นวายอยู่กับการเขี่ยแตงกวาดองชิ้นเล็กชิ้นน้อยออกจากสเต็กสไตล์เกาหลีที่ราดน้ำซอสสูตรพิเศษที่ดูน่าแหวะเกินกว่าจะน่าทาน คว่ำปากไม่พอใจมื้อเช้าที่พี่ใหญ่พามาทานเสียจริงๆ ไกลก็ไกล มีแตงกวาดองทุกเมนูอีกต่างหาก

            “อย่าเล่นอาหารสิติน” เงยหน้าขึ้นมาจังหวะเดียวกันกับที่มาร์ตินเอานิ้วแตะๆน้ำหนืดๆบนเนื้อราคาแพงแล้วทดลองชิม “ส่งมานี่” ขมวดคิ้วมองดุ เอื้อมมือไปรับจานของน้องชายมาเขี่ยสารพัดผักที่มาร์ตินไม่ถูกใจออก กดข้อมือหั่นเนื้อเป็นชิ้นพอดีคำแล้วส่งกลับไปวางไว้ตรงหน้าเจ้าของที่เดิม “รีบทาน”

            “คร้าบ” มาร์ตินพยักหน้าหงอยๆ ยกแก้วน้ำพลาสติกที่ร้านจัดหามาให้ขึ้นมาจิบน้ำแก้กระหาย ตินไม่แน่ใจว่าควรจะฟ้องพี่โดยองมั้ย แต่ว่าพี่ใหญ่น่ะไม่กินข้าวเช้า สั่งแค่ชานมรสเผือกมาแก้วเดียว แถมยังเล่นโทรศัพท์บนโต๊ะอาหารด้วย!

            “นายอยากไปไหนต่อหรือเปล่า”

            มาร์ตินแก้มตุงไปข้างหนึ่งเพราะกักเก็บอาหารไว้เต็มปาก ทำตาโตมองพี่ชายที่พูดกับเขาแต่ก้มมองอะไรสักอย่างในหน้าจอสี่เหลี่ยม

            “แต่ต้องไม่ใช่ร้านของเล่นนะ” พูดดักไว้ก่อนเพราะเห็นน้องชายรีบบดอาหารแล้วกลืนลงคออย่างเร่งรีบ

            “ไปถ่ายรูป ที่ไหนก็ได้ครับ” ชูกล้องฟิล์มที่ห้อยคอออกมาด้วยตอนจากบ้าน มาร์คลีพยักหน้ายิ้มบางๆ รู้สึกเหมือนว่าช่วงนี้มาร์ตินจะตกหลุมรักในการถ่ายภาพ “เหลืออีกกกกก...” เจ้าตัวจิ๋วขมวดคิ้วตอนก้มมองจำนวนเลขบอกความสามารถในการกดถ่าย “เจ็ดรูปครับ” เงยหน้ามาส่งยิ้มให้พี่ชาย

            “อื้อ งั้นไปเดินเล่นที่สวนใกล้ๆแล้วถ่ายให้หมดฟิล์มเถอะ”

            “แล้วก็เอาไปล้าง?” ถามคำถามที่ทำให้หัวใจพองโต—ฟิล์มแรกของติน!

          พี่ใหญ่เพียงพยักหน้า พี่ประถมหนึ่งหมาดๆคนนี้ก็โลดแล่นดีใจราวกับครองโลกทั้งใบสำเร็จแล้ว มาร์คลีเท้าคางมองเงาสะท้อนของตัวเองที่ดูมีความสุขกับเรื่องง่ายๆ มาร์ตินเป็นตัวแทนของเขา ในรูปแบบที่เด็กกว่า ซับซ้อนน้อยกว่า แต่มีความสุขมากกว่าไม่ว่าจะกับเรื่องอะไร ถ้าให้เลือกสองสิ่งที่เขาสามารถรักษาเอาไว้ได้ตอนจุดจบของโลกมาถึง หนึ่งในนั้นคือความสดใสของมาร์ติน และอีกหนึ่งสิ่งคือความรักของแฮชาน แค่มีสองสิ่งนี้โลกก็น่าอยู่ขึ้นเยอะ พิสูจน์แล้วจากคนที่เคยเหงาและเบื่อโลกมากที่สุดคนนี้

 

            ล้างฟิล์มต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งถึงสองชั่วโมง มาร์คลีค้นหาในอินเทอร์เน็ต แถมสมัยนี้ก็ไม่ค่อยมีร้านรับล้างแล้วด้วย ในย่านใกล้ๆก็เห็นจะมีอยู่ร้านหนึ่งซึ่งอยู่แถวๆหมู่บ้านของพี่แทยงพอดี ดังนั้นสองพี่น้องจึงตกลงปลงใจกันว่าจะไปนั่งเล่นที่บ้านคุณลุงเพื่อฆ่าเวลาก่อนจะรับฟิล์มกลับบ้านไปอวดแฮชาน—อืม ตอนนี้คงกำลังทำหน้างิ้วคิ้วขมวด หรือไม่ก็กำลังทะเลาะกับหนังสือแน่ๆ

          “อีกห้ารูปครับ!” มาร์คลีฉบับตัวเปี๊ยกหันไปชูนิ้วให้พี่ชายที่นั่งอยู่บนม้านั่งไม่ไกลออกไป รูปแรกที่กดถ่ายไปวันนี้เป็นท้องฟ้าสดใส รูปที่สองคือตอนที่พี่ใหญ่ยืนต่อแถวซื้อไอศกรีมโคน


            มาร์คลีพยักหน้าให้น้องชาย ก่อนที่อีกคนจะหันกลับไปสนใจใบเมเปิ้ลสีเหลืองที่ร่วงอยู่เต็มพื้น นานแล้วเหมือนกันที่สองพี่น้องลีไม่ได้ออกมาข้างนอกด้วยกันแบบนี้ มาร์ตินใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในโรงเรียนหรือไม่ก็สถาบันกวดวิชา ส่วนมาร์คลีเองก็รู้สึกว่าตัวเองโตเกินกว่าจะพูดคุยกับน้องชายที่อายุห่างกันขนาดนี้ให้เข้าใจ


มากสุดก็สองสามสัปดาห์ที่ไม่คุยกันเลย เจอหน้าก็มีแต่มาร์ตินที่ตื่นเต้น ทำท่าเงอะงะโค้งให้พี่ชายแท้ๆตอนเดินสวนกันในบ้าน แต่แล้วก็มีตัวป่วนที่เข้ามาเปลี่ยนทุกอย่างไปจนหมด ทำให้มาร์คลีเข้าใจว่าช่องว่างระหว่างอายุไม่ได้ทำให้เขากับมาร์ตินห่างกันเลยสักนิด(ดูจากการที่มาร์ตินกล้าเต๊าะแฮชานหลายๆครั้ง โดยที่มาร์คลีทำได้เพียงนั่งมอง)


“พี่ใหญ่!

มาร์คลีไม่ได้ขานรับ เขาเพียงพยักหน้าให้มาร์ตินที่วิ่งทำหน้าตื่นๆเข้ามา

“ตินว่าตินเจอพี่แทยง”

ว่าแล้วก็ชี้ให้ดู แน่นอนว่าแทยงที่วิ่งผ่านมาทางนี้พอดี ชะงักเท้าแทบจะในทันที—วิ่งออกกำลังกายตอนเช้า? มาร์คลียืนขึ้น ขมวดคิ้วมองพี่ชายที่ไม่ได้เจอหน้ากันเลยตั้งแต่เทศกาลชูซ็อก และดูเหมือนแทยงเองก็ตกใจไม่ต่าง ใครจะคิดว่ามาร์คลีกับมาร์ตินจะมาอยู่ผิดที่ผิดเวลาแบบนี้

“ไง”

เดินเข้ามาทักทายพร้อมกับใครอีกคน แน่นอนว่ามาร์คลีเกือบจะแช่แข็งคนข้างกายพี่ชายตัวเองเพียงหันไปมองแค่หางตา

          “ทำไมมาไกลนักล่ะ” ไม่ใช่แถวกังนัมสักหน่อย รู้สึกว่าเหงื่อพี่คนโตของตระกูลจะไหลออกมาเยอะกว่าระยะทางที่วิ่งมาตั้งนานเสียอีก

            แค่เห็นหน้าแหยๆ รอยยิ้มแห้งๆของพี่ชายก็พอจะเข้าใจสถานการณ์ มาร์คลีถอนสายตาออกจากใบหน้าน่ารักของคนที่ยืนอยู่ข้างพี่ชาย แค่สบตากันก็ทำเอาแทยงเย็นวาบไปหมด

            “กำลังจะกลับแล้วล่ะ” มาร์ตินได้ยินแบบนั้นก็รีบเดินเข้าไปจับมือพี่ใหญ่เอาไว้อย่างรู้งาน เงยหน้ามองสลับระหว่างพี่ชายสองคนกับพี่ชายหน้าใหม่ที่ส่งยิ้มน่ารักให้เขา

            “เอ่อตินครับ” แทยงเริ่มจากตัวจิ๋วที่น่าจะเข้าใจอะไรง่ายๆ “สวัสดีเพื่อนพี่สิ”

            มาร์ตินโค้งน้อยๆ ส่งยิ้มให้คนแปลกหน้าตามฉบับเด็กอัธยาศัยดี “สวัสดีครับ”

            “อื้ม มาร์ติน กับมาร์คใช่มั้ย” พี่ชายคนนั้นหันหน้าถามพี่แทยง “ดีใจที่ได้เจอนะ” รอยยิ้มใสซื่อที่ดูไม่คู่ควรกับพี่ชายของเขาเลย

            มาร์คลียืนนิ่ง ไม่แม้แต่จะขยับมุมปากยกยิ้ม รอดูอยู่ว่าพี่แทยงจะจัดการเรื่องนี้ยังไง

            “มาร์ค นี่เตนล์ไง น้องในคณะที่เคยพูดให้ฟัง”

 

            “ก็รุ่นน้องในคณะคนนั้นไงที่กูเล่าให้ฟัง...”

            “ถ้ากูซิ่วแล้วน้องเตนล์เขาจะอยู่กับใครล่ะ”

 

            จีบติดจนได้สินะ

            แล้วยังไงต่อพี่เลี้ยงของมาร์คลีจะอยู่ส่วนไหนของความสัมพันธ์นี้?

 

            “ติน”

            เอ่ยเรียกน้องชายที่วิ่งไล่ตามแมลงปอในทุ่งดอกไม้ พี่แทยงคงรู้สึกโล่งใจมากกว่าที่มาร์คลีไม่ตอบรับคำชวนมื้อเที่ยงที่บ้าน สองพี่น้องออกมาจากตรงนั้น บอกแค่ว่าจะกลับบ้านอย่างปลอดภัยหลังจากฟิล์มหมดม้วน

            “ครับ” มาร์ตินหยุดวิ่ง ก้มมองตัวเลข “เหลือสอง” เงยหน้ายิ้มให้พี่ชายที่เดินตามหลังมา ชูกล้องขึ้นมาแนบตาแล้วกดถ่าย “เหลือหนึ่งแล้ว”

            ท่ามกลางดอกไม้สีขาว มาร์คลีไม่แน่ใจว่ามันใช่ดอกที่แฮชานอยากจะมาดูหรือเปล่า แต่ก็รู้สึกขอบคุณอะไรหลายๆอย่างที่ทำให้แฮชานไม่ได้มาด้วยกันในวันนี้ เพราะไม่อย่างนั้น—คงเกิดเรื่องวุ่นกว่านี้ พี่ใหญ่ย่อตัวลงตรงหน้ามาร์ติน ยกกล้องมาคล้องคอเอาไว้เอง

            “รูปสุดท้ายพี่ถ่ายให้นายแล้วกัน”

            มาร์ตินพยักหน้ายิ้ม จะว่าไปยังไม่มีรูปเขาในฟิล์มนี้เลย เด็กน้อยวิ่งออกไปไกลอีกนิด ชูแขนขึ้นกอดท้องฟ้าเอาไว้แล้วยิ้มแป้นให้กล้อง

           

            แชะ!

 

            “เราไม่ต้องบอกพี่โดยองทุกเรื่องก็ได้นะ”

            “เอ๋?” มาร์ตินเดินเข้ามายืนข้างๆพี่ใหญ่ สบตาหม่นๆของพี่ชาย—ต้องเรียกแฮชานมารักษาด่วนๆเลย พี่ใหญ่หม่นหมองอีกแล้ว “ทำไมล่ะครับ” ยังไม่รู้เลยว่าเรื่องอะไรที่ไม่ต้องบอก ปกติมาร์ตินก็เล่าให้พี่โดยองฟังทุกอย่าง

            “พี่ที่เราเจอวันนี้ไง”

            “พี่ยิ้มหวาน” มาร์ตินยิ้มตาปิด ดูก็รู้ว่าพี่คนนั้นใจดี

            “อื้อ ให้เป็นความลับระหว่างเราสองคนแล้วกัน”

            ไม่รู้เหมือนกันว่าระหว่างพี่แทยงกับพี่โดยองมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ถ้าเป็นแต่ก่อนมาร์คลีคงไม่เก็บมาคิดให้ตัวเองรู้สึกเศร้าตามแบบนี้ แต่ใช่ว่าเขาจะช่วยพี่ชายปกปิดหรอกนะ แค่คิดว่าถ้ามันเป็นเรื่องของคนสองคน ซึ่งในที่นี้อาจเป็นสาม ก็ควรปล่อยให้มันเป็นเรื่องที่พวกเขาต้องจัดการกันเอง

            “อย่าบอกพี่โดยองนะ”

            “ครับ ตินสัญญา!

          

XXXXX

 

            “วันนี้พี่มาร์คออกไปไหนมาตั้งนาน”

            แฮชานเก็บความสงสัยไว้ตลอดมื้อค่ำ รู้อยู่หรอกว่าพี่มาร์คกลับมาตั้งแต่ช่วงบ่ายแล้ว แต่เพราะว่ายังท่องสำนวนไม่ได้สักข้อ พี่โดยองก็เลยไม่ปล่อยให้ลงไปหา กว่าจะได้เจอหน้ากันก็ตอนมื้อค่ำนั่นแหละ

            “อ่อ” มาร์คลีหันมองคนตัวเล็กกว่าที่ยืนจังก้าเท้าสะเอวอยู่ข้างเก้าอี้หน้าโต๊ะคอมที่เขากำลังนั่งเล่นเกมอยู่ในตอนนี้ “แถวๆนี้” วาดแขนไปคล้องเอวคนตัวหอมที่พึ่งจะออกมาจากห้องน้ำ ทั้งๆที่สายตายังจับจ้องป้อมของฝ่ายศัตรูในจอขนาดใหญ่

            “แถวนี้อะไรเล่า! ขอ detail” ขมวดคิ้วจนเกิดปม สองแก้มกลมขึ้นสีแดงเพราะพึ่งผ่านการแช่น้ำอุ่นมามาดๆ ยอมรับว่าแช่นานไปหน่อย แต่ช่วงเวลาที่อยู่ในห้องน้ำเป็นช่วงเวลาเดียวที่ไม่ต้องเอาหนังสือเข้าไปอ่านนี่นา

            “อืม ก็ไม่มีอะไร” ผละออกจากหน้าจอตอนจบครึ่งแรก “แค่นั้นแหละ” หันกลับไปมองอีกแล้ว


            หะ นี่หนูยืนจนเหน็บจะรับประทานเพื่อฟังประโยคนี้เหรอ “นิสัยไม่ดี”


            “พึ่งรู้เหรอ” ยอมรับหน้านิ่ง


            อีพี่มาร์ค!!!! ฮึ่ย! ไม่อยากพูดก็ไม่อยากรู้เฟ้ย! แฮชานสะบัดแขนคนพี่ออกก่อนจะเดินข้ามกระเป๋าเดินทางสองใบที่กางเปิดไว้บนพื้น หัวฟัดฟัวเหวี่ยงไปทิ้งตัวลงนอนคว่ำหน้าบนเตียง เอื้อมหยิบโทรศัพท์ของพี่มาร์คที่กำลังชาร์ตอยู่มาสแกนนิ้วนางเข้าไปเล่นเกมให้เวลของพี่มาร์คตกต่ำลงกว่าเดิม เป็นสิ่งเดียวที่แฮชานสามารถเอาคืนคนพี่ได้


            “พี่โดยองบอกให้เริ่ม!เก็บ!กระ!เป๋า!ได้!แล้ว!

            หันไปกระแทกเสียงให้คนที่ยังมัวเมาอยู่กับเกมได้ยิน หนูไม่ได้โม้เพื่อเรียกร้องความสนใจนะ พี่โดยองสั่งให้เก็บกระเป๋าเดินทางจริงๆ คืนพรุ่งนี้จะบินอยู่แล้วยังมัวเล่นเกมอยู่ได้! พี่มาร์คบ้า! โว้ยๆๆๆ หงุดหงิดๆๆ อยากรู้ว่าวันนี้ออกไปไหนกับเจ้าสัตว์ประหลาดตาร์มินตั้งนาน

            “พี่มาร์ค! Attention please!!!

            “อือ” ครางตอบแค่นั้น แต่เสียงรัวเมาส์กับแป้นพิมพ์ยังคงดำเนินต่อ ไม่สนด้วยซ้ำว่าแฮชานกำลังมือทำมืองอหงิกเพราะไม่ได้ดั่งใจ นี่ก็เลื่อนตัวลงมานั่งกอดเข่าอยู่บนพื้น จ้องมองกระเป๋าเดินทางที่ยังไม่ได้ใส่อะไรลงไปในนั้น


            “เดี๋ยวก็ไม่กลับมาซะเลย ชิ” ใช้เท้าดันกระเป๋าเดินทางของพี่มาร์ค


            มาร์คลีชะงัก นัยน์ตาสะท้อนภาพคู่แข่งที่เข้ามารุมปล่อยพลังใส่ตัวคาแรกเตอร์ของเขาจนเลือดใกล้หมด เข้าใจว่าแฮชานพูดเล่น—แต่อย่าเล่นแบบนี้เลย

 

            นานสักพักใหญ่ๆที่มาร์คลีปล่อยให้เสียงฟึดฟัดของแฮชานทำงานอยู่รอบห้อง ท้ายที่สุดก็เป็นเขาเองที่ทนไม่ไหว ปิดคอม ชัตดาวน์ทุกอย่างแล้วเดินไปนั่งเบียดคนน้องที่กำลังพับเสื้อผ้าใส่ลงไปในกระเป๋าของคนพี่

            “งอนไร”

            ยังมีหน้ามาถามอีก! แฮชานมองค้อน ไม่ตอบบ้าง “หยิบเสื้อตัวนั้นมา” พยักพเยิดไปที่เสื้อฮู้ดสีดำของพี่มาร์คที่นอนอยู่บนพื้น มือหนาเอื้อมหยิบก่อนจะส่งต่อให้แฮชาน ใช่ว่ามาร์คลีจะพับเสื้อผ้าเองไม่เป็นหรอกนะ แต่ชอบที่แฮชานทำให้มากกว่า

            “ทำไมเอาชุดไปเยอะนัก” แฮชานหันมองหน้าพี่ใหญ่ของบ้านด้วยสายตางงๆ เยอะ? เยอะอะไร? ไปเจ็ดวันนะ ไม่ได้ไปเช้าเย็นกลับสักหน่อย นี่หนูก็กะใส่ยีนส์ซ้ำเพราะขี้เกียจขนไปเยอะ “ตัวนี้ไม่ต้องเอาไป” อ้าปากค้างมองตามมือหนาที่หยิบเสื้อผ้าที่แฮชานพับใส่กระเป๋าไปแล้ว ก่อนจะโยนมันออกมาข้างนอก

            “ย่า! นั่นกระเป๋าหนูนะ! จัดตั้งนาน”

            “ตัวนี้ก็ไม่ต้อง”

            “พี่มาร์ค!

            จะให้หนูเอาไปชุดเดียวหรือไง!!! แฮชานรีบคลานไปเก็บเสื้อผ้าเหล่านั้นแล้วยัดมันลงไปในกระเป๋าอีกครั้ง แม้จะไม่ได้อยู่ในสภาพที่พับเรียบร้อยเหมือนก่อนหน้านี้แล้วก็เถอะ

            “อย่า” ขู่ใส่พี่มาร์คที่จับเสื้อแขนยาวสีแดงและทำท่าเหมือนจะโยนมันออกจากกระเป๋า

            “ถุงเท้าเอาไปคู่เดียวพอ”

            “แต่หนูต้องใส่นอนทุกคืน!

            มาร์คลีไม่สนใจ เขารูดซิปช่องใส่ถุงเท้าแล้วแยกคู่มันก่อนจะโยนใส่กระเป๋าตัวเอง กลายเป็นว่ามีรองเท้าเจ็ดคู่ แต่มีข้างเดียวในกระเป๋าของอีกคน

            “หนูจะโมโหมากๆแล้วนะ” ก่อนหน้านี้แค่หงุดหงิดเรื่องที่ไม่ยอมเล่าว่าวันนี้ไปทำอะไรมา แต่ตอนนี้อยากจะบีบคอที่มารื้อกระเป๋าที่นั่งจัดมาตั้งนานจนเละไปหมด “ไม่มีคู่แล้วจะใส่ยังไง”

            แฮชานก้มมองถุงเท้านุ่มนิ่มของเขาที่เหลืออยู่แค่ข้างเดียว เบะปากเหมือนจะร้องไห้ แค่คิดว่ามันจะไม่ได้อยู่เป็นคู่ แง้! หนูพยายามจะไม่คิดถึงแล้วนะ พี่มาร์คอ่ะๆๆๆๆ แค่เราต้องแยกกันไปคนละประเทศก็เจ็บปวดมากพอแล้ว นี่ถึงขนาดต้องเอามาลงกับถุงเท้าเลยเหรอ ฮื้อ สงสารมันบ้างเซ่!

            “ร้องไห้ทำไม” ถามเหมือนรู้สึกผิดที่แกล้งน้องจนหงอย

            “เปล่าสักหน่อย!” แค่น้ำตาซึมนิดเดียว

           

Loving can hurt, loving can hurt sometimes
But it’s the only thing that I know
When it gets hard, you know it can get hard sometimes
It is the only thing that makes us feel alive

 

            มาร์คลีก้มมองนิ้วมือเล็กที่กำลังเล่นซนอยู่กับนิ้วมือของเขา ลมหายใจที่ถูกพ่นออกมานับร้อยครั้งตั้งแต่ออกเดินทางจากบ้านสู่สนามบินเป็นสิ่งที่เดียวทำให้มาร์คลีรู้สึกอบอุ่น เขาเอื้อมสุดแขนข้ามหัวแฮชานไปจัดผ้าห่มคลุมให้มาร์ตินที่นอนหลับคอพับอยู่บนเบาะริมสุดชิดประตูอีกฝั่งของรถครอบครัวขนาดใหญ่ ทว่าทุกครั้งที่ขยับตัว น้องอีกคนที่นอนซบไหล่ก็มักจะขยับเข้ามาชิดมากกว่าเก่า เบียดตัวเข้าหาไออุ่นที่จะไม่ได้สัมผัสตั้งเจ็ดวัน

            อัจฉริยะประจำบ้านสบตากับพี่โดยองและพี่แทยงที่นั่งอยู่เบาะด้านหน้าผ่านกระจกมองหลัง พี่ทั้งสองคนจะไปแอลเอด้วย ก่อนที่ตระกูลลีทุกคนรวมถึงแด๊ดกับมัมของมาร์คลีจะบินตามไปสบทบทีหลัง


            แฮชานไม่ได้หลับตา ไม่กล้าหลับเพราะกลัวจะทำเวลาหล่นหายระหว่างความฝันไม่อยากห่างพี่มาร์คไปไหนเลย แต่ถึงอย่างนั้นก็ใจหายเกินกว่าจะเอื้อนเอ่ยอะไรออกมา ปล่อยสายตาออกไปนอกรถ มองดูความมืดของข้างทางจนกว่าจะไปถึงสนามบิน


            “หนาวมั้ย” มาร์คลีเอ่ยถามเสียงเบา ก้มหน้าฝังจมูกลงบนกลุ่มผมหอมของน้อง

            “ไม่เลย” ตรงนี้อุ่นมาก อบอุ่นจริงๆ

 

            จดๆจ้องๆใบหน้าที่เริ่มเห่อแดงเพราะกลั้นน้ำตา แฮชานไม่เก่งเอาซะเลย แม้จะยกมือขึ้นมาถูจมูกแก้เก้อ แต่นั่นยิ่งชัดเจนกว่ากำลังจะร้องไห้—เด็กโง่ขี้แง แค่นี้ยังไม่เข้าใจอีก

          “ไปอาบน้ำได้แล้ว ตอนดึกๆหนาวจะตาย” ไล่คนพี่ให้เข้าห้องน้ำไปซะ จะได้ร้องไห้โดยไม่มีใครเห็น มาร์คลีมองสองมือเล็กกำลังยัดเสื้อผ้าที่เขารื้อออกมาเมื่อครู่ใส่เข้าไปในกระเป๋าเดินทางเหมือนเดิม มีบางครั้งที่แฮชานยกหลังมือข้างหนึ่งมาเช็ดน้ำมูก เงยหน้าขึ้นมาอีกทีคนพี่ก็ยังนั่งจ้องอยู่นั้นแหละ “พี่มาร์คอ่า! ชอบแกล้ง!” คราวนี้กลั้นไม่ไหวแล้ว เบะปากระเบิดน้ำตาออกมาต่อหน้าคนพี่

          มาร์คลีชอบแกล้งให้แฮชานงอแง แต่คราวนี้เขาไม่ได้รู้สึกสนุกไปกับมัน จริงๆเหมือนว่าเขากำลังรังแกตัวเองไปพร้อมกัน

          ดึงน้องเข้ามากอด กอดให้นานที่สุด อยู่ตรงนี้ จดจำกลิ่นของกันและกันก่อนมันจะจางหายไป

 

          “ทำไมเอาชุดไปเยอะนัก” อย่าทำเหมือนจะไม่กลับมาหาพี่อีกแล้วสิ

          “ตัวนี้ไม่ต้องเอาไป” ให้มันอยู่ในตู้เสื้อผ้าของพี่ เหลือเอาไว้รอน้องแฮชานกลับมา

          “ถุงเท้าเอาไปคู่เดียวพอ” แค่นั้นพอแล้ว

          “ไม่มีคู่แล้วจะใส่ยังไง” เป็นตัวประกันว่าหนูจะต้องกลับมา กลับมาคู่กัน

 

We keep this love in a photograph
We made these memories for ourselves
Where our eyes are never closing
Hearts are never broken
And time’s forever frozen still

 

            “หนูไม่อยากบินตอนกลางคืน”

            “คุณคนเล็กคะ อย่างอแงสิ”

            แฮชานกับยูตะเถียงกันทันทีที่เห็นหน้า คุณคนโตถอนหายใจส่ายหัวให้ความเอาแต่ใจของน้องชายที่หาเรื่องจะยืดเวลาเพื่ออยู่กับไอ้ ให้ตายเถอะ! ทำหน้าเหมือนหมาหงอยแบบนั้นก็ไม่ได้ใจอ่อนหรอกนะ

            “หนูไม่อยากไป!

            “แฮชาน ไม่เอาสิ” วินวินที่ร่วมทริปไปด้วยกันพยายามช่วยพูด กวักมือเรียกมาร์คลีให้เดินมาช่วยปรามศึกระหว่างสองพี่น้อง

            “พี่มาร์ค หนู” ขอไปแอลเอด้วย ฮื้อ อยากไปด้วย

            “เอาตั๋วแฮชานมา” ยื่นมือไปหายูตะ “เดี๋ยวไปเช็คอินให้” แฮชานกระทืบเท้างอแง มองตามพี่มาร์คที่ลากกระเป๋าของหนูไปหน้าเค้าท์เตอร์แล้วจัดแจงทำทุกอย่างให้หมดเลย—อยากให้หนูไปไกลๆหรือไง! หงึ

            มาร์คลีสะพายกระเป๋าเป้สามใบ ทั้งของเขาเอง ของมาร์ติน แล้วก็ของแฮชาน เดินเข้ามานั่งใกล้เกทเพื่อรอเวลาเครื่องออก ซึ่งก็อีกประมาณชั่วโมงครึ่ง ยิ่งใกล้เวลาเท่าไร แฮชานก็ยิ่งงอแงมากเท่านั้น

            “พี่มาร์คจะไปไหน!

            สะดุ้งทันทีที่มาร์คลีขยับตัวลุกขึ้นจากที่นั่งรอสำหรับผู้โดยสาร ตากลมแทบจะปิดอยู่แล้วแต่ก็ยังฝืนเอาไว้จนน่าสงสาร

            “พี่ให้มาร์คไปซื้อกาแฟน่ะ แฮชานอยากได้อะไรมั้ย” โดยองตอบ

            “งื้อ” ส่ายหัวพลางยกมือขยี้ตา ว่าแล้วก็นึกขึ้นได้ “เอากาแฟด้วย!” มาร์คลีถอนหายใจ ทำไมจะไม่รู้ว่าแฮชานอยากดื่มกาแฟไปทำไม อย่าแม้แต่จะคิด เขาไม่ยอมหรอก

            “ง่วงก็นอน มาร์ตินยังนอนเลย” พยักพเยิดไปทางมาร์ตินที่หลับปุ๋ยเลี้ยงง่ายตลอดการเดินทาง

            “ไม่ง่วง” แต่ตาฉ่ำน้ำขนาดนั้น “ไปด้วยสิ” ยกสองแขนสะบัดไปมางอแง รอจนพี่มาร์คพยักหน้าอนุญาตนั่นแหละถึงจะลุกขึ้นไปเกาะแขนเอาไว้

            “รีบกลับมา เครื่องจะออกแล้ว” ยูตะพูดแหย่

            “พี่ยูตะ!!!!” หันมาโป้งใส่คุณคนโตแล้วดันหลังพี่มาร์คให้รีบเดินไปไกลๆจากพี่ชายนิสัยไม่ดี! หนูงอนๆๆๆ จะฟ้องให้คุณพ่อคุณแม่จัดการ!!!

           

            “กาแฟสี่ โกโก้หนึ่ง เอาอะไรมั้ย หื้ม” แฮชานส่ายหัว “เท่านี้ล่ะครับ” ยิ้มบางๆให้พนักงานก่อนจะยื่นการ์ดจ่ายเงิน ก้มเก็บใบเสร็จใส่กระเป๋าตังให้เรียบร้อยทั้งที่ทำได้ลำบากเพราะแฮชานเอาแต่เกาะแขนไม่ยอมปล่อย

            “งื้อ ไม่อยากปายย” ใช้หัวดุนไหล่คนพี่

            “ไปเข้าห้องน้ำมั้ย อยู่บนเครื่องจะได้ไม่ลำบาก”

            ส่ายหัวอีกเหมือนเดิม แฮชานไม่อยากทำอะไรเลย ไม่อยากห่างจากพี่มาร์คสักวินาทีเดียว ในขณะที่คนพี่พยายามปั้นหน้ายิ้ม(แค่คืนนี้คืนเดียวก็มากกว่ารอยยิ้มทั้งชีวิต) มาร์คลีรู้ตัวว่าเขาต้องเข้มแข็งในวันที่แฮชานอ่อนแอ เป็นคู่ต่างที่ทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์

            “งั้นไปจากตรงนี้เถอะ”

            “หือ” แฮชานช้อนตามองอย่างสงสัย จู่ๆพี่มาร์คก็พูดออกมาแบบนั้น แถมยังยิ้มน่ารักอีก ฮื้อ ไม่ไหวแล้วน้า

            “เอาของไปให้พวกพี่ๆ แล้วหนีไปกัน”

            “พี่มาร์ค” ตากลมสั่นไหว ถ้าพี่มาร์คไปไหน หนูก็จะติดตามไปด้วย

           

When I’m away, I will remember how you kissed me
Under the lamppost back on Sixth street

 

            “อื้มมมมฮึก”

            เป็นจูบที่ทำให้แฮชานร้องไห้ไปพร้อมๆกัน สะอึกสะอื้นเหมือนจะขาดใจ ทำไมถึงรู้สึกใจหายได้มากมายขนาดนี้

            มาร์คลีถอนจูบออกอย่างอ้อยอิ่ง ยกมือขึ้นเกลี่ยน้ำตาออกจากสองแก้มใส มองใบหน้าเปื้อนน้ำของแฮชานแล้วคลี่ยิ้มอ่อนโยน—ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ร้องไห้สักหน่อย ตอนนี้เขาสองคนกำลังยืนหลบอยู่ที่มุมบันไดสักแห่ง โชคดีที่มืดเกินกว่าจะมีคนผ่านมาเห็น แต่ถึงจะถูกตามตัวกลับไปก็ไม่เป็นไร เพราะยังไงก็ตั้งใจจะหนีตามกันมาแค่สิบนาทีเท่านั้น

            “หนูเว่อร์ไปใช่มั้ย” พูดไปก็ร้องไห้ “อาทิตย์เดียวก็แค่กระพริบตา” มาร์คลีไม่มั่นใจว่ามันจะเป็นอย่างนั้น สำหรับเขา ถ้ามันจะเป็นพริบตาเดียว ก็คงเป็นเสี้ยววินาทีที่ทรมานที่สุด


            “พี่มีของจะให้” ยิ้มบางๆ เอื้อมมือลูบผมน้อง

            “หนูก็มี” คลี่ยิ้มทั้งน้ำตา

 

You can fit me
Inside the necklace you got when you were sixteen
Next to your heartbeat where I should be
Keep it deep within your soul

           

            “ไปกันได้แล้ว”

            ยูตะเอ่ยเสียงเข้ม ขมวดคิ้วมองมาร์คลีที่เกือบทำเขาหัวใจวาย จู่ๆแม่งก็พาน้องแฮชานวิ่งหายไปเกือบสิบนาที นึกว่ามันจะกล้าพาคุณคนเล็กหนีไปแล้ว

            “สักทีเถอะน่า!

            ดึงแขนอีกข้างของแฮชาน จนเผลอปล่อยมือออกจากมาร์คลี แน่นอนว่ายูตะไม่ปล่อยให้ล่ำลากันมากไปกว่านี้ เขาไม่สนว่าแฮชานจะหันไปมองไอ้อัจฉริยะนั่นจนคอแทบเคล็ด ออกแรงดึงจนขึ้นเครื่องบิน จัดแจงคาดเข็มคัดให้แฮชานที่ทำตัวเป็นผักเหี่ยวๆบนเบาะ business

            “กลับไปเยี่ยมคุณกับคุณแม่นะ ทำหน้าให้มันดีๆหน่อย” ไม่ได้อยากจะดุเลย

            แฮชานไม่ตอบ หันหน้าออกนอกตัวเครื่องบิน จริงๆแล้วเจ้านกยักษ์ที่จอดอยู่ข้างๆก็คือลำที่พี่มาร์คจะต้องโดยสารไป มองเห็นแค่หน้าต่างสี่เหลี่ยมเล็กๆก็ใจชื้นขึ้นมา แต่แล้วพี่ยูตะก็เอื้อมมือมาปิดหน้าต่างลงพร้อมทั้งทำหน้าดุ


คุณคนเล็กถอนหายใจเซ็งๆ ก้มมองของขวัญน่าตาประหลาดๆที่ห่อด้วยกระดาษสีของมาร์ติน ระบายสีชอล์ควาดรูปดาวเป็นลายชุ่ยๆ มือเล็กค่อยๆบรรจงแกะมันออก พยายามไม่ให้ขาดแม้จะยากลำบากแค่ไหนก็ตาม


            มันคือหนังสือรวบรวมภาพถ่ายทำมือลากมือสัมผัสกากเพชรที่โรยทั่วหน้าปก ดูไปดูมาคล้ายๆกับงานฝีมือสมัยอนุบาล ไม่กล้าเปิดดู กลัวว่าจะทำอะไรหล่นหาย สุดท้ายก็ตัดสินใจห่อไว้ตามเดิม สัญญาว่าจะกลับไปเปิดที่บ้าน กอดมันเอาไว้แนบอก หลับตาลงและภาวนาให้เราผ่านช่วงเวลาที่ต้องห่างกันนี้ไปไวๆ

 

And if you hurt me
That’s okay baby, only words bleed
Inside these pages you just hold me
And I won’t ever let you go

 

            มาร์คลีก้มมอง ipod nano สีน้ำเงินในมือ—ของขวัญจากแฮชาน รื้อหาหูฟังสีดำของตัวเอง ต่อเข้ากับอุปกรณ์ และในนาทีต่อมา รอยยิ้มปรากฏขึ้นพร้อมเสียงเพลงของแฮชาน

 

            Playlist : 1st day

            Photograph cover by น้องแฮชานของพี่มาร์ค

 

So you can keep me
Inside the pocket of your ripped jeans
Holding me closer ’til our eyes meet
You won’t ever be alone, wait for me come home

            

XXXXX


#มูนมาร์ค 


เจอคำผิดบอกได้เลยนะคะ



เรื่องการรวมเล่ม เราสั่งวาดปกไปแล้วนะคะ น่าจะให้รายละเอียดได้หลังจากที่ปกเสร็จแล้ว 

เก็บสตุ้งสตางค์รอไว้ด้วยน้า อิอิ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 92 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,255 ความคิดเห็น

  1. #1247 leehaechan (@leehaechan) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2563 / 22:27
    ปวดหนึบที่หัวจายยย
    #1,247
    0
  2. #1233 nnnnnnnn. (@tiivannoi) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 17:15

    แงงงง ต้องกลับมาเจอกันให้ได้นะะะ

    #1,233
    0
  3. #1185 PAPLOYWU (@Ploycha_) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 / 16:51

    อยากให้กลับมาเจอกันไวๆๆๆ

    #1,185
    0
  4. #1121 นักอ่านออนไลน์' (@iamja) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2562 / 12:50
    โอยย ของที่แต่ละคนให้เเบบ ทำไมมันปวดใจจังวะ
    #1,121
    0
  5. #1028 Hiphophop (@hubhup) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2561 / 15:23
    T^T ยิ่งเพลงphotographมาด้วย ต้องกลับมาเจอกันนะ อย่าไปนานนะ หน่วงมากอ่ะ
    #1,028
    0
  6. #943 Cyrixc (@obcheoi-bell) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2561 / 07:26
    พี่ยูตะ...
    #943
    0
  7. #931 SoRa ^_^ (@puntiti) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2561 / 19:04
    ไม่ไหวอ่ะ ใจมันปวดไปหมด
    #931
    0
  8. #861 exloy (@atcharaporns) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2561 / 20:26
    ตอนนี้คือมรั่ยไหวแล้ววว น้ำตามาเลยยจ้าาาา ฮือออ
    #861
    0
  9. #822 park pmin (@minpcy) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 25 เมษายน 2561 / 19:23
    ฮื่ออออ่านแล้วนำ้ตาซึมนิดๆแต่น่ารักมากๆเลยน้องแฮชานน่ารักๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #822
    0
  10. #701 mjharuharu (@mjharuharu) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 / 13:55
    อ่านแล้วเรารู้สึกอบอุ่นข้างในหัวใจเล็กๆยังไงไม่รู้ ถ้าถามว่ารู้สึกอบอุ่นตรงไหนบ้าง ก็จะชี้ๆทุกบรรทัดที่เราอ่านแล้วรู้สึกอบอุ่นให้ฟัง ถึงมันจะดูหน่วงนิดหน่อยแต่ก็มีความอบอุ่นซึมแทรกพอให้เรา คุณมูนและน้องผ่านช่วงความรู้สึกที่จะต้องห่างกันซักพักแบบนี้ไปได้ ชอบบรรยากาศอบอุ่นของพี่น้องมูนที่ได้ไปเที่ยวด้วยกัน มีช่วงเวลาที่คุณมูนได้ผ่อนคลายจากความเครียดเรื่องของน้อง ไปคิดเรื่องอื่นบ้าง แต่ตอนกลับบ้านดูก็รู้ว่าคิดหนักมากก แถมคิดซ้ำไปซ้ำมาด้วย แค่น้องทำอะไรนิดหน่อยก็ดูจะมีผลกระทบต่อจิตใจมาร์คลีแทบทุกอย่าง ชอบที่ทั้งคู่ต่างคิดถึงกันและกัน รู้ว่าอยู่ห่างกันต้องคิดถึงกันก็เลยมีของเพื่อจะให้อีกฝ่ายรู้สึกดีขึ้นเวลาที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน แค่นี้มันก็เป็นความอบอุ่นเล็กๆที่เราสัมผัสได้ ชอบค่ะ หน่วงนิดหน่อยแต่อบอุ่นใจค่ะ5555 เราแปลกไหมเนี่ยยย
    #701
    0
  11. #695 orangeleaf (@kanogros) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 / 23:02
    หงึ เป็นตอนที่อ่านไปแล้วต้องกุมใจไปด้วย เข้าใจมาร์คนะ พอมีคนอื่นมายุ่งเมื่อไหร่แล้วกลายเป็นเรื่องทันทีเลย เอาจริงๆเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆรอจนน้องพร้อมกว่านี้ โตกว่านี้มันก็ไม่เสียหายเท่าไหร่ (เว้นแต่เรื่องที่มาร์คแอบแทะโลมน้องไปหลายรอบแล้วนี่แหละ) ความชัดเจน สถานะมันช่วยยืนยันความสัมพันธ์ได้ก็จริง แต่ไม่ได้แปลว่าจะทำให้ยูตะใจอ่อนเหมือนที่มาร์คว่านั่นแหละ ถ้าไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้วมันก็ไม่มีความหมายสักเท่าไหร่ ตราบใดที่พี่ชายเขายังกีดกัน คอยแยกสองคนออกจากกันอยู่แบบนี้ มาร์คกับน้องรักกันจริงๆ ถึงมาร์คจะไม่เคยพูดออกมา แต่การกระทำหลายๆอย่างมันบอกออกไปหมด แต่น้องก็เป็นเด็กซื่อๆที่ตามไม่ทัน อยากให้มาร์คชัดเจนกับน้องมากกว่านี้ แต่ไม่อยากให้ทำเพื่อให้คนอื่นพอใจไปงั้น

    ซีนที่คุณมูนไปรื้อกระเป๋าน้องคือที่สุดแล้ว มาร์คเป็นคนที่ชอบทำมากกว่าที่จะพูด ดูก็รู้ว่ากลัวน้องจะหายไปจริงๆ น้องเองก็คงยังไม่รู้ว่าเบื้องหลังระหว่างพี่ยูตะกับมาร์คมันมีอะไรบ้าง ถ้าน้องเกิดรู้ขึ้นมาคงวุ่นวายมากแน่ๆ น้องเชื่อฟังคุณมูนมากกว่าพี่ชายตัวเองซะอีก เราเข้าใจจุดประสงค์ของยูตะ ความเป็นพี่ชายที่ทนเห็นน้องเจ็บมาตลอด ต่อให้ตอนนี้มาร์คไนซ์กับน้องมากๆ รักมากๆ แต่คนเป็นพี่ก็ย่อมไม่อยากให้น้องเจ็บปวด ไม่แปลกถ้าเขาจะกลัวมาร์คทำแบบเดิม แต่การแก้ปัญหาแบบนี้มันก็ไม่ถูกต้องเท่าไหร่ เราว่ายูตะยังไม่เคยให้โอกาสมาร์คสักครั้งเลย

    ฉากที่มีของขวัญให้กันนี่น่ารักมาก ฮือ หน่วงใจแทน น้องไม่อยากห่างจากกันจริงๆนะ ไม่ใช่แค่อาทิตย์เดียว แต่ไม่อยากให้ใครหายไปไหนเลย อุปสรรคเยอะเหลือเกิน

    เรื่องพี่แทยงก็หน่วงไม่แพ้กัน ทีมโดยองมาครึ่งเรื่อง มองไม่เห็นทางชนะเลยค่ะ แง้ เอาใจช่วยไม่ว่าจะหน่วงแค่ไหนก็ตาม ;?
    #695
    1
    • #695-1 orangeleaf (@kanogros) (จากตอนที่ 22)
      2 พฤศจิกายน 2560 / 23:09
      ขอวือต่ออีกนิดนะคะ เข้าใจเลยว่าทำไมต้องเปรียบมาร์คกับพระจันทร์ และเข้าใจมากขึ้นด้วยว่าทำไมมาร์ตินกับแฮชานถึงเป็นคนสำคัญสำหรับมาร์คมากๆ ทั้งคู่เป็นเด็กที่เต็มไปด้วยความจริงใจและความบริสุทธิ์ ความรักที่มีให้กับมาร์คเป็นความรักที่สวยงามและไม่มีอย่างอื่นแอบแฝง สำหรับมาร์คที่ไม่ค่อยมีคนสนใจเพราพคิดว่ามาร์คhandleชีวิตตัวเองได้ดี พอมาเจอคนที่รักและเข้าใจน้องจริงๆ รักแบบไม่มีเงื่อนไขใดๆ รักที่ไม่ว่าจะมองหลับมาเมื่อไหร่ก็ยังอยู่ตรงนี้เพื่อมาร์คเสมอ มาร์คเองคงอยากรักษาสองคนนี้ไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะทั้งคู่เป็นสิ่งมีค่ามากจริงๆสำหรับเด็กผู้ชายธรรมดาๆคนหนึ่ง
      #695-1
  12. #668 ooomilkooo (@supooomilkooo) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2560 / 03:13
    อ่าหน่วงจังแฺฮะ 555 เรื่องของมาร์คชานไม่พอ ต้องมีดราม่าเรื่องแทยงโดยองอีก ความรักนี่มันยากจริงๆเลย นะ ตอนเก็บกระเป๋านี่น้ำตาซึมเลย ไม่อยากให้จากกัน ห่างกันแค่สิบนาทีหนูก็เหงากันแล้ว นี่เป็นอาทิตย์เลยนะ แล้วขากลับน้องก็ต้องกลับมาสอบใช่มั้ย ยูตะอย่าใจร้ายกับสองคนนี้เลยนะ งึก เรื่องแม่เหล็กติดตรงประตูนั้น จะเลื่อนทำไมอ่า เพราะมาร์คยังไม่อยากให้ภึงวันที่น้องสอบได้หรอ น้องสอบได้ก็เรัยนที่เกามั้ย ฮื่อ แต่นึกสัญญากับยูตะตอนนั้นแล้วคือจะไม่ไดอยู่ด้วยกันใช่มั้ย เนี่ยกลับไปแก้ได้มั้ย ตอนนั้นมาร์คทำไปเพราะรำคาญ แต่ตอนนี้มาร์ครักน้องแล้ว ง่าเศร้าอ่่าา แล้วทีีมาร๋คบอกว่าอาถรรพ์ดงฮยอกมาตรงอนู่ที่มาน์คแทนนี่หมายความว่ายังไงอะ อันนี้ไม่เก็ท แต่รู้ว่ามันไม่ดีแน่ๆ แง่ ทุกคนอย่าใจร้ายกับความรักของสองคนนี้มากไปกว่านี้เลยยเถอะ อ่อชอบตรงไรท์เปรียบพระจันเป็นหลุมเป็นบ่อ มันเห็นภาพ แล้วมันอธิบายมาร์คได่ฝ้ดีมากๆ ลึกซึ้งสุดๆ /คาราวะในการเลือกใช้คำเลย รอติดตามตอนต่อไปค่า
    #668
    0
  13. #666 itsnutsumi (@itsnutsumi) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2560 / 22:20
    ฟังPhotographไปด้วยยิ่งอิน
    #666
    0
  14. #665 zhengjoo (@zhengjoo) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2560 / 00:01
    รักนะคะ
    #665
    0
  15. #664 chali_23 (@poppampom) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2560 / 14:34
    หน่วงไปหมด เหมือนเพิ่งมีความสุขกับตอนเมื่อกี้ไป ฮรืออออออ จะรออุดหนุนเล่มแน่นอนค่ะ
    #664
    0
  16. #662 fatymi (@fatymi) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2560 / 01:43
    ประทับใจทุกช่วงจนไม่รู้จะพูดยังไง แต่ที่อุ่นใจมากก็ตรงมาร์คอยู่กับตินแล้วนึกถึงว่าตั้งแต่มีแฮชาน คือช่องว่างในครอบครัวกับมาร์คลดลง น้องแฮชมาเพื่อเยียวยาทุดฝกอย่างในชีวิตพี่มาร์คจริงๆ ตินตินก็สนิทกับใฝพี่มาร์คแล้ว ชอบฟีลพี่น้องอบอุ่นมากกกกก ตลกตรงมาร์คยอมรับแล้วอ่ะดิว่าตินตินจีบแฮชานจริง555555555 ตินยังเดกไงกะเลยน่าร้งัก ถ้าโตนะคงมีเครียดเหมือนกรณีเจโน่ พูดละก็เศร้าคิดถึงเจโน่มาก อยากเห็นโน่กับมาเล่นกัยฝบแฮชานอีกจัง แต่ทางนี้พี่ใหญ่ก็เจอปัญหาหนักไม่น้อย ขอเปนกำลังใจให้มาร์คก่อน เห้อแอออออออ อย่างที่แฮชานคิดเลย แค่ความรักของเด็กม.ปลายมันจะอะไรนักหนาวะ น้ำตาจะไหลตอนมาร์คขอให้ปล่อยเราไปไม่ได้หรออออ มาร์คที่ไม่เคยขอร้องใครอ่ะ สุดจะทนแล้วจริงๆ /แทโดเตนล์ไปอีกกกก เศร้า ขอราารักพี่ยูตะมั่งสิ จะได้เลิกวอแวขวางความรักน้องสักที ถถถถถ
    #662
    0
  17. #660 INTOTHEDARK (@intothejmmm) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2560 / 21:22
    เป็นตอนที่อ่านแล้วทั้งยิ้มทั้งน้ำตาซึม ร้องไห้เลยอ่ะ ร้องไห้จริงๆเลยด้วย หน่วงไปหมดเลย คำว่าปล่อยเราสองคนไปไม่ได้หรอของพี่มาร์คนี่แบบฮือออออออ เจ็บปวดมากๆ พี่มาร์ครักน้องมากจริงๆ หนึ่งอาทิตย์หลังจากนี้ไม่ใช่แค่พี่มาร์คคนเดียวที่ทนไม่ไหวอ่ะ คนอ่านอย่างนี่ก็น่าจะลงแดง แค่อยากให้ทั้งสองคนรักกันทำไมต้องมีอุปสรรคขนาดนี้ด้วย พี่ยูตะอย่าทำอะไรแปลกๆนะ แค่นี้นี่ก็จะตายอยู่แล้ว สู้ๆนะทั้งสองคน หวังว่าคุณมูนจะได้กลับมาเจอกับดวงดาวของเขานะ
    #660
    0
  18. #659 mukgo_lee (@aoko) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2560 / 17:55
    ฮืออออออออ ไม่ไหว เป็นอีกตอนที่หลงรักคุณมูน สงสารคุณมูน อยากกอดคุณมูนแน่นๆ
    ตอนที่มาร์คคุยกับพี่โดยองแล้วตาแดงนี่แบบ TT ใจคงพังเกินจะทนแล้ว อดทนมาตลอดจริงๆ อย่างที่แฮชานบอกว่าแค่ความรักแบบเด็กไฮสคูล ทำไมเจออุปสรรคขนาดนี้ ;_____; แงงงง โลกที่มีแค่มาร์คกับแฮชานมีแต่ความอบอุ่นเต็มไปหมด มาร์คพร้อมจะเป็นคนที่รักษาบาลานซ์ให้ความมาร์คกับความแฮชานที่คนนึงขาดคนนึงเกินไปด้วยกันได้ คนน้องเองก็โตขึ้นเยอะเลยเพื่อพี่มาร์ค ตอนนี้บรรยากาศทั้งคู่ลงตัวจนปริ่มใจ มีแต่การยอมมันเข้าใจกัน จะมีความหม่นก็ตอนคนอื่นยื่นมือเข้ามานี่แล แต่โลกนี้ไม่ได้มีแค่เราสองคนเนอะ ฮือ เป็นกำลังใจให้พวกหนูนะ สู้ๆ
    ยูตะจะไม่พาน้องไปไหนไกลใช่มั้ยอ่านใจไม่ออกเลยจริงๆ

    คู่พี่ใหญ่ตระกูลอย่างแทยงโดยองเตนล์จะเป็นไงเนี่ยย จะเป็นตัวแปรในอะไรบางอย่างอ้ะป่าว ;-;

    เจ้าตินน่ารักมากๆๆๆๆๆ เล่นกล้องตั้งแต่วัยเบบี๋ เท่มากค้าบบบบ ;^;

    ชอบตอนหนีไปสิบนาทีมากเลยจะร้องไห้ตาม สัมผัสได้ถึงความรักความของทั้งคู่จริงๆ รอน้องแฮชานเปิดของขวัญพี่มาร์คน ฮือT____T
    #659
    0
  19. #658 reallltoey (@yoshida_baitoey) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2560 / 17:37
    ขอร้องยูตะอย่าทำแบบนี้ หน่วงมากฮื่ออ
    #658
    0
  20. #657 lilillean (@lilillean) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2560 / 17:09
    แงง เศร้า ทุกอย่างดูยากไปหมดเลย เหมือนยูตะไม่เข้าใจ ฮือ
    #657
    0
  21. #655 cohata (@cohata) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2560 / 15:21
    ตอนคุณมูนบอก ?ความรักเป็นเรื่องของคน2คน แต่คนอื่นกำลังจะทำมันพัง? คือแบบ น้ามมมมมตามา มัคลูกกกกกก เรื่องนี้มันจะเจ็บปวดเกินไปแล้วนะคะคุณกิตติ TT__________TT
    #655
    0
  22. #654 ren_tama (@ren-tama) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2560 / 15:10
    มันเป็นการดสพงานที่ทำให้ยิ้มและก็มีน้ำตาได้พร้อมๆกัน มาร์คคนเก่งของพี่น่าสงสารเกินไปแล้ว จริงอย่างที่เจ้าแฮชพูดมันแค่ความรักของเด็กมอปลายจะยากอะไรกันขนาดนี้ รออ่านตอนต่อไปนะคะ สู้ๆ!!
    #654
    0
  23. #653 krachao_ (@sasiphak) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2560 / 15:03
    ฮืออออออออออออออ อ่านจบน้ำตาซึมเลยฮือออออออออ ปวดใจไปหมดฮือออออออออ
    #653
    0
  24. #652 0913764418 (@0913764418) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2560 / 14:28
    หน่วงมากๆ หน่วงจนอารมณ์ดาวน์ไปหมด
    #652
    0