[GOT7] 。기생 Gisaeng | MarkBam

ตอนที่ 7 : บทที่หก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,196
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 96 ครั้ง
    11 ก.ค. 59

บทที่หก

 



            นัยน์ตาคมสวยเหม่อมองไปนอกหน้าต่าง พระอาทิตย์ดับแสงลาลับขอบฟ้า ปรากฏดวงดาวทอประกายประดับบนห้วงนภา หวนให้คิดถึง หวนให้คำนึงถึงใครบางคน


ฮีชอลกวาดสายตาอ่านถ้อยคำในจดหมาย ผู้ส่งนั้นตวัดพู่กันร้อยเรียงความรู้สึกเป็นตัวอักษร มีแต่ความหนักแน่น มีแต่ความมั่นคง ตอกย้ำถ้อยคำให้ผู้อ่านได้มั่นใจ มือบางวางจดหมายแล้วพับเก็บ ไม่วี่แววจะหยิบพู่กันมาบรรจงเขียนตอบกลับ ฮีชอลรับรู้ความรู้สึกในทุกถ้อยคำนั้น ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ข้างใน


ร่างกายเอนพิงเบาะนิ่ม นัยน์ตาเหม่อมองไร้จุดหมาย ครุ่นคิดอยู่กับความรู้สึกที่อยู่ภายใน รอคอยเวลา...ที่พร้อมจะเอื้อนเอ่ยมัน


“พี่ฮีชอล ข้าปันปัน” เสียงคุ้นเคยปลุกให้เปลือกตาบางลืมตาตื่น ไม่มีเสียงใดหรือคำอนุญาตเพื่อตอบกลับ มีแต่ร่างของคนอายุมากกว่านั้น เดินไปเลื่อนเปิดบานประตู


“เจ้าคงมาผิดห้อง” ฮีชอลยกยิ้มที่มุมปาก นัยน์ตาคมสวยหยอกเย้า จับจ้องโฉมสะคราญที่กำลังใช้เสน่ห์แกล้งเย้ายวน


“ถูกห้องแล้วท่านพี่ ข้าตั้งใจมาพบท่านก่อน เพื่อจะไปรับแขกพร้อมๆกัน” ปันปันแย้มยิ้มอ่อนหวาน เอียงเงยใบหน้าให้ได้องศาแล้วสบสายตาช้อนมอง ฮีชอลหลุดหัวเราะกับร่างตรงหน้าที่ยังไม่เลิกแกล้งโปรยเสน่ห์ ก่อนจะกระแอมไอให้กลับมาเรียบนิ่งดังเดิม


“เลิกเล่นได้แล้วปันปัน อย่าให้แขกรอ” ฮีชอลแสร้งทำเสียงดุ ปันปันพยักหน้า ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ลุกขึ้นเข้าไปเดินเคียงข้างคนที่กำลังเดินนำไปยังห้องขนาดใหญ่ที่เป็นแขกของวัน

 

มุมหนึ่งในสำนักกีแซงชายมีห้องรับแขกสำหรับต้อนรับคนกลุ่มใหญ่ ถูกตกแต่งอย่างเรียบหรู ถูกจัดแต่งด้วยข้าวของมากราคา กลุ่มคนมีอำนาจผู้เป็นแขกแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เอ่ยบทสนทนา มีเสียงหัวเราะดังขึ้นสลับไม่ขาดสาย โดยมีชายหนุ่มทั้งสามถูกบิดาของจีซอนชักชวนมาเพื่อพบปะสังคม


“สงวนท่าทีหน่อยจีซอน เห็นแก่หน้าท่านพ่อของเจ้าบ้าง” ฮันอุนส่ายหน้ากับคนที่ร่าเริงเกินกว่าเหตุก่อนจะยกจอกเหล้าขึ้นจิบ


“พักนี้เจ้านี่ทำงานหนัก ปล่อยไปบ้างเถอะฮันอุน” อี้เอินกลั้วหัวเราะมองสหายสนิททั้งสองคนที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ยังเป็นไม้เบื่อไม้เมา


นัยน์สีดำสนิทกวาดตามองไปรอบห้องคล้ายกำลังเพลิดเพลินกับบรรยากาศสนุกสนาน แต่แท้จริงกำลังสังเกตการณ์ว่าในห้องมีผู้ใด ตำแหน่งใด องค์ชายหนุ่มระบายยิ้มร่ำสุราพูดคุยกับสหายและขุนนางอย่างเป็นกันเอง


เงาสะท้อนของสองร่างปรากฏขึ้นที่หน้าห้องพร้อมเอ่ยชื่อขาน ก่อนได้รับคำอนุญาตเลื่อนเปิดบานประตู เผยร่างของกีแซงทั้งสอง เผยใบหน้าน่ามองที่สะกดทุกสายตา ฮีชอลนั่งลงประจำที่ มือบางวางตำแหน่งบนเครื่องดนตรี โดยมีปันปันยืนเพื่อเตรียมพร้อมการแสดง


เสียงคายากึมร้อยเรียงท่วงทำนอง ถักทอบรรเลงให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว ดนตรีแผ่วเบาสะกดจิตทั้งกายใจก่อนจะเร่งเร้าให้คล้อยตามการแสดง ปันปันบรรจงดึงปิ่นที่ปักผมดั่งผีเสื้อกำลังกระพือปีกสวย หมุนตัวสยายเส้นผมยาวสลวยไม่ต่างจากผีเสื้อที่โบยบิน ก้าวเดินแต่ละก้าวนั่นพลิ้วไหว เดินเข้ามาใกล้แล้วร้องเพลงขับขาน ริมฝีปากอวบอิ่มแย้มยิ้มบาง จับขวดเหล้าเทรินให้เหล่าแขกเพื่ออวยพร


นัยน์ตาสีดำสนิทนั่นจับจ้อง ตั้งแต่บานประตูเผยให้เห็นคนร่างสวย ชะงักค้างแม้กระทั่งการหายใจพร้อมหัวใจที่สั่นเต้นรัว ถูกสะกดให้จ้องทุกอิริยาบถ ต้องมนตร์จนกระทั่งร่างนั้นมายืนข้างหน้า องค์ชายหนุ่มยังจ้องมองไม่วางตาแม้ร่างตรงหน้าจะย่อกายรินเหล้าเพื่ออวยพร ปันปันรินสุราอวยพรตามลำดับและยศถา ตลอดการเทเหล้าช้อนสบสายตาก่อนจะไม่กล้าที่จ้องมอง ไม่ใช่เพราะความหล่อเหลา ไม่ใช่เพราะสายตาน่าหลงใหล แต่เพราะนัยน์ตาเรียบนิ่งนั่นกำลังจ้องเข้ามาในจิตใจ เหมือนกำลังค้นหาตัวตน


ริมฝีปากอวบอิ่มรีบยกยิ้มหวานแสร้งว่าตนทำไปเพราะขวยเขิน องค์ชายรูปงามกระตุกยิ้มอย่างพอใจก่อนที่ปันปันจะก้มศีรษะลง ร่างบางลุกขึ้นเดินไปรินเหล้าตามลำดับ โดยไม่อาจบังคับผมยาวสยาย กีแซงคนงามนั่นหมุนกาย โดยที่เส้นผมดำขลับไปแตะสัมผัสถูกผิวเนื้อองค์ชายรูปงาม สัมผัสเพียงปลายผมนั้นซาบซ่าน อี้เอินรู้สึกกำลังร้อนผ่าว หลงเสน่ห์จากรูปโฉมที่งดงาม ทั้งกลิ่นกุหลาบจากผิวกรุ่นกำจายแผ่ขยายเพิ่มความเย้ายวน


การแสดงของปันปันได้สิ้นสุด แต่มนตร์สะกดยังไม่เลือนหาย แม้มีกีแซงคนอื่นเข้ามาปรนนิบัติอยู่ข้างกาย ออดอ้อนให้เขาหันไปพูดคุย สายตาองค์ชายหนุ่มยังจับจ้อง จ้องร่างที่ไปนั่งเคียงข้าง ไปนั่งพูดคุยสนุกสนานพร้อมส่งรอยยิ้มสดใสให้กับท่านเสนาบดีกรมพระคลัง


แฝงด้วยความรู้สึกริษยา แฝงด้วยความอิจฉาที่เห็นสนิทสนม อี้เอินมองภาพตรงหน้านิ่งครุ่นคิดกับตน ค้นหาความหมายของความรู้สึกที่ผิดแปลกไป


ราวกับว่า...เขาเคยพบ

เหมือนกับว่า...จดจำได้

แต่ไม่รู้ว่าเป็นผู้ใด...

แต่คล้ายกับว่า เราทั้งสองนั้น...รู้จักกัน



 

พรหมลิขิต ตั้งใจให้พานพบ

ให้ชะตาต้องกันอีกครั้ง

ให้พบ ให้สานต่อ ให้ผูกพัน

สมกับปลายนิ้วก้อยที่ถูกผูกด้วยด้ายแดง


แม้จะเดินออกมาไกลจากสำนัก แม้จะแยกคนละทางกับสหายสนิท แต่ภาพของปันปันทุกการกระทำ ท่วงท่าการร่ายรำ ไม่ว่าจะรอยยิ้มหรือการเดินยังอยู่ในจินตนาการ เป็นภาพติดตาของอี้เอิน ไม่สามารถสลัดหลุดให้เลือนหายไป ร่างสูงก้าวย่างไปทีละก้าว ไปตามเส้นทางและจุดหมาย แต่ความรู้สึกภายในใจทั้งเลื่อนลอยและไม่มีความมั่นคง


“งดงามทีเดียว” เสียงใครคนหนึ่งเอ่ยดังขึ้นพร้อมร่างที่ปรากฏกายออกจากเงามืด แต่น้ำเสียงยียวนหยอกล้อไม่ได้ดึงดูดความสนใจหรือแม้แต่จะทำให้คนเหม่อลอยหันมาตวัดสายตา


แจบอมยกยิ้มที่มุมปาก สิ่งที่เขาพบเบื้องหน้าดูแปลกประหลาดไปจากทุกครั้ง เพราะหากเป็นปกติที่เขาเอ่ยน้ำเสียงและประโยคยั่วประสาทนั่น จะได้คำจิกกัดขององค์ชายคืนกลับมา ริมฝีปากหนาคลี่ยิ้มเยาะ ก่อนจะเอ่ยประโยคเรียกความสนใจ


“มีบางสิ่งที่ข้าไม่ได้บอกท่านเรื่องกีแซงคนงาม...กับท่านเสนาบดี” แจบอมถูกนัยน์ตาสีดำสนิทปรายตาขวาง ไม่ต้องย้ำ ไม่ต้องเอ่ยก็ได้หากเป็นเรื่องความสนิทสนมของทั้งสองคน แต่อี้เอินคิดผิด ร่างสูงชะค้างเมื่อได้ยินประโยคต่อมา “แน่นอนว่าเป็นเรื่องใหม่ที่ท่านไม่รู้...”


ใบหน้าหล่อเหลาถูกฉาบไปด้วยท่าทางเรียบนิ่งคล้ายว่าไม่สนใจ แสร้งทำทีเข้มขรึม แต่แท้จริงแล้วกำลังตั้งใจฟัง


แจบอมนั้นอ่านความคิดอี้เอินออก เขารู้ว่าอีกฝ่ายอยากฟังแค่ไหน จึงแกล้งทำทีเชื่องช้าคล้ายรวบรวมความคิดออกไปจากสิ่งที่ตนไปแอบได้ยินมา “ท่านดองกันบอกกับปันปันว่า...ได้รับราชโองการจากฝ่าบาทให้เป็นผู้ตรวจการการทุจริตจากเหตุน้ำท่วมเมื่อฤดูที่ผ่านมา ข้าคิดว่า...กว่าท่านดองกันจะได้กลับมาเมืองหลวงก็คงอีก...สักสามเดือน”


“เจ้าทำได้ดีแจบอม” อี้เอินหัวเราะชอบใจ ที่นานๆครั้งประโยคยาวๆของแจบอมจะไม่ได้ทำให้เขารู้สึกขัดหูขัดตา


ใบหน้าหล่อเหลาเงยหน้ามองไปยังท้องฟ้า ทอดมองพื้นดาวสุกสกาวแล้วเอ่ยพึมพำด้วยรอยยิ้มกับตนเองว่า


“...อีกไม่นานคงได้พบกัน”

 




ปันปันมองภาพตนเองที่สะท้อนในกระจก นัยน์ตากลมโตนึกถึงนัยน์ตาสีดำสนิทที่จับจ้อง แววตาคู่นั้น ความรู้สึกนั้นไม่ได้เจือจาง ยิ่งมีแต่ความค้างคาใจ ไม่ได้ติดใจเพราะเป็นผู้มีอำนาจหรือมีใบหน้าที่หล่อเหลา แต่เพราะคนผู้นั้นทำให้หวนคิดถึงความทรงจำ แววตาคู่นั้น รอยยิ้มนั้น ใต้พระอาทิตย์ทอประกาย


“ท่านพี่ปันปัน” เสียงเด็กรับใช้เรียกให้คืนสติ ใบหน้าสวยหวานหันไปมองผู้เรียกหา ก่อนเด็กน้อยจะเอ่ยต่อว่า “ข้าเรียกท่านอยู่ตั้งนาน”


“ทำไมหรือ...วันนี้ข้ามีแขก?” ปันปันเลิกคิ้วสงสัย เพราะวันนี้เขาไม่น่าจะมีแขกคนใด เพราะท่านเสนาบดีไปข้าราชการ เด็กน้อยพยักหน้าแล้วเอ่ยนามผู้นั้นออกมา


“ขอรับ มีนามว่าองค์ชายอี้เอิน


ปันปันหยุดนิ่งชะงัก ครุ่นคิดบางอย่างอยู่ชั่วครู่ คิดทบทวนไตร่ตรองอย่างชั่งใจ ก่อนจะผ่อนลมหายใจแล้วตัดสินใจตอบรับแขกประจำวัน


เบื้องหน้าคือห้องที่ปันปันต้องรับแขก ขาเพรียวก้มลงคุกเข่า แต่ก่อนที่ริมฝีปากจะเอื้อนเอ่ยนั้น ฟันขาวกลับขบเม้มริมฝีปากด้านใน นัยน์ตากลมโตวูบไหวสั่นก่อนจะกลับมาฉาบด้วยรอยยิ้มหวาน เอ่ยขานชื่อและนาม รอให้แขกของวันได้ตอบกลับมา


“เข้ามา” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยอนุญาต


บานประตูถูกมือบางนั้นเลื่อนเปิด เผยร่างงดงามทุกท่วงท่า ทั้งรูปโฉมใบหน้า ทั้งกิริยา ก้าวเดินมาอยู่ที่เบื้องหน้าขององค์ชายอี้เอิน ปันปันย่อกายทำความเคารพโดยที่อี้เอินนั้นไม่ได้ละสายตาไปไหน ริมฝีปากหยักหนาระบายยิ้มให้คนที่กำลังแนะนำตัว


“ข้ามีนามว่าปันปัน ยินดีที่ได้พบองค์ชายอีกครั้ง”


บรรยากาศภายในห้องถูกปกคลุมด้วยความเงียบ เพราะไม่มีเสียง ไม่มีประโยคใดเอื้อนเอ่ยให้ได้ยิน มีแต่นัยน์ตาสีดำสนิทจับจ้อง พินิจพิจารณาคนตรงหน้า โดยคนถูกค้นหาจากสายตา รู้สึก...อึดอัดใจ ถูกไล่มองตั้งแต่ริมฝีปากแดงอวบอิ่ม ทั้งพวงแก้มชมพูใส จมูกโด่งรั้นดูเอาแต่ใจ จรดสบสายตามองลึกเข้าไปในนัยน์ตากลมโตราวกับอัญมณี


ริมฝีปากหยักหนายกยิ้มมุมปาก ความทรงจำสีจางถูกแต่งแต้มเป็นสีสัน ภาพที่อยู่เบื้องหน้าในปัจจุบัน ซ้อนทับกับอดีตกาล ภาพเลือนรางชัดเจนขึ้น ปรากฏใบหน้าที่จดจำได้ กาลเวลานำพาให้กีแซงฝึกหัดตัวน้อยถูกขัดเกลา กลายเป็นกีแซงคนงามที่ตราตรึงและสะท้านไปทั้งใจ


ปันปันรีบดึงสติ ไม่ให้หลงใหลกับนัยน์ตาเสน่หา ริมฝีปากแย้มยิ้มเรียกสายตา มือบางหยิบจอกเหล้าว่างเปล่าแล้วเทริน


“มีศิลปะใดที่ท่านชอบเป็นพิเศษ” ประโยคแรกดังขึ้นจากความเงียบ


“แล้วศิลปะใดที่เจ้าชอบมากที่สุด” อี้เอินระบายยิ้มละมุน มองคนตรงหน้าอย่างสนใจ


“หากข้าบอกว่า...คือการเขียนคำกลอน” น้ำเสียงหวานเอ่ยคล้ายไม่มั่นใจนัก กลัวได้ยินเสียงหัวเราะขบขัน เพราะใครจะเชื่อว่ากีแซงผู้มีชื่อในการร่ายรำ กลับชมชอบในการแต่งคำกลอน


“แสดงสิ...ข้าอยากชม” รอยยิ้มยังประดับที่ริมฝีปาก อี้เอินมองร่างบางที่ลุกขึ้นไปหยิบม้วนกระดาษดูน่าค้นหา เสียงทุ้มต่ำหัวเราะออกมาเมื่อเห็นคนตรงหน้าฝนแท่งหมึกอย่างตั้งใจ


“โปรดตั้งหัวข้อให้ข้าด้วยองค์ชายอี้เอิน” นัยน์ตากลมโตสบสายตารอคำตอบอย่างใจจดจ่อ ริมฝีปากหยักหนายกยิ้ม ไม่ใช้ความคิดหรือต้องใช้เวลา แค่เห็นใบหน้าก็นึกถึงหัวข้อกลอนที่จะเปรียบเปรย...ความงดงามของปันปัน


“บุปผางาม...”


ปันปันพยักใบหน้าเพื่อตอบรับ มือบางจับด้ามพู่กันแล้วจุ่มหมึก ตวัดปลายขนสัตว์ลากแตะบนกระดาษอย่างแผ่วเบา บรรจงเขียนร้อยเรียงคำต่อคำเป็นคำกลอน


“นรชาติล้วนทราบกุหลาบงาม

ผิหนามร่วมกิ่งกลับเดียดฉันท์

ริดร่วงเกลี้ยงก้านปักแจกัน

ร้อยกลีบนั้นหรือยังเป็นกุพชกา” ปันปันเปรียบตนเองดังกุหลาบ แม้จะถูกตัดกิ่งก้าน ถูกมาปักตกแต่งในแจกัน แต่กุหลาบดอกนั้น...ยังงดงามและมีหนามไว้ป้องกันตน


“นรชาติชมชอบกุหลาบงาม

สัมผัสก้านหนามยอกด้วยมังสา

ต้องบ่งหนามตามความโบราณมา

โน้มมาลาชมชื่นให้รื่นรมย์” บทกลอนของปันปันถูกพลิกแก้ เป็นกลอนอีกบทจากองค์ชายที่นั่งอยู่เบื้องหน้า ถึงกุหลาบจะมีหนาม มากพิษหรือต้องเจ็บกายา ก็จะขอเอื้อมโน้มกิ่งมาเชยชม


ปลายนิ้วหนาสัมผัสหลังมือบางเพียงนิด ขยับเลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้ สัมผัสถึง รับรู้ถึงลมหายใจโดยปลายนิ้วอีกข้างสัมผัสปลายเส้นผมที่เงางาม จมูกเขยื้อนขยับถูกมอมเมาด้วยกลิ่นกรุ่น หอมฟุ้งจากกายที่ราวกับบุปผา นัยน์ตาสีดำสนิทจ้องมองสบสายตาพร้อมทั้งหัวใจที่เต้นรัวเช่นตีกลอง


ริมฝีปากหยักหนาเคลื่อนเข้ามาใกล้ นัยน์ตาสีดำสนิทสอดประสาน นัยน์ตากลมโตดูยั่วเย้า แต่ไม่ได้ทำตาม ใบหน้าสวยงามนั่นเอนเอียงไปอีกด้านเพื่อปฏิเสธการครอบครอง อี้เอินมาริมฝีปากอวบอิ่มฉ่ำแดงตาละห้อยก่อนมองปันปันที่คุกเข่าแสร้งเก็บอุปกรณ์ แล้วหัวเราะรัวกับตนเอง


บางครั้ง...ความหลงใหลก็ทำให้หลงลืมไป

ว่าควรเริ่มต้นที่...เปิดใจ

แม้จะหวัง แม้ต้องการจะครอบครอง



 

            วันต่อมาประตูห้องรับแขกถูกเลื่อนเปิด ปันปันก็ได้พบองค์ชายอีกครั้ง วันถัดมาก็เช่นกัน จนกลายเป็นแขกทุกๆวัน เป็นแขกประจำตัว ปันปันโค้งศีรษะเมื่อร่ายรำจนจบ เส้นผมยาวสลวยพลิ้วสยาย ร่างบางนั่งลงข้างกายเทเหล้าและปรนนิบัติเป็นอย่างดี


            “ท่านอยากดูการแสดงไหนอีก” มือบางคีบกับแกล้มส่งให้องค์ชายรูปงามได้ชิม จากคนแปลกหน้ากลายเป็นคนคุ้นชิน จากความอึดอัดแปรเปลี่ยนเป็นความคุ้นเคย


            “ข้าอยากดูทุกสิ่งที่เจ้าร่ำเรียนมา” อี้เอินยื่นจอกสุราว่างเปล่าให้ปันปันได้รินเพิ่ม


            “ท่านได้ชมทั้งหมดแล้วองค์ชาย” ริมฝีปากบางระบายยิ้ม ความจริงแล้วปันปันไม่ต้องเอ่ยถาม ก็สามารถรู้คำตอบด้วยตนเอง เพราะเป็นคำตอบเดิมที่องค์ชายมักตอบกับตน


ปันปันพยายามสรรหาศิลปะต่างๆที่เขาร่ำเรียนมาเพื่อสร้างความบันเทิง เพราะองค์ชายไม่เคยกล่าวกับตนว่าชอบแสดงสิ่งใด ชอบศิลปะแขนงไหน แต่เท่าที่เขาคาดคะเนด้วยสายตา องค์ชายดูจะชอบการร่ายรำ ยิ่งหากเป็นการแสดงที่เขาต้องปล่อยผมนั้นจะระบายยิ้มกว้างและจ้องมองเขาลึกมากกว่าเดิม


“ที่ข้าหมายถึงไม่จำเป็นต้องร่ายรำ เล่นดนตรีหรือขับร้อง จะเป็นท่องบทกวี อ่านตำราหรือเจ้าจะเล่านิทานให้ข้าฟังก็ไม่ว่า ขอแค่...มันทำให้ข้าได้พูดคุยกับเจ้าก็เพียงพอ” สายตาอ่อนโยนนั่นส่งมาให้ปันปันอีกครั้งจนนับครั้งไม่ได้


ปันปันเป็นกีแซงมีชื่ออยู่พอตัวจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะพบเจอแขกมากหน้าหลายตา เขาได้พบปะกับผู้คนหลากนิสัยที่ทั้งต้องการชื่นชมและซึมซับในศิลปะ หรือแม้แต่หวังเพียงร่างกายของเขาไปครอบครอง... แต่องค์ชายตรงหน้านั่นแปลกประหลาด การมาให้พบ ให้เจอทุกวันนั้น ไม่ต้องมองแววตาที่ชัดเจนนั่น เขาก็คาดเดาได้...ว่าองค์ชายหวังสิ่งใด


แต่ทำไม...ถึงมีแต่ความจริงใจ

ไม่ได้หวังเพียงครอบครองแค่อย่างเดียว


“ข้าอ่านสี่หนังสือห้าคัมภีร์ให้ท่านฟังดีไหม” น้ำเสียงหวานเอ่ยอย่างหยอกเย้า หากให้คนตรงหน้าต้องการเขาก็สามารถทำให้ได้ แต่ดูจากสีหน้า รอยยิ้มที่เปลี่ยนไป ดูแล้วองค์ชายคงไม่ต้องการ


“ข้าไม่ได้เกลียดตำราเรียนหรอกนะ แต่ข้าแค่มีความทรงจำไม่ดีกับท่านขงจื้อ” สีหน้าอี้เอินเปลี่ยนไป เปลี่ยนเป็นเบื่อหน่ายอย่างรวดเร็ว ปันปันหัวเราะขบขันกับท่าทางแปลกตา ก่อนจะถามต่อว่า “เล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่”


“ข้าถูกทำโทษที่ข้าแอบหลับแล้วตอบคำถามอาจารย์ไม่ได้” องค์ชายทำหน้านิ่ง ไม่ได้โกรธหรือแค้นเคืองอาจารย์ ที่เขาเคืองมากกว่าก็เจ้าหน้านิ่งที่หัวเราะเยาะตลอดเวลา ตอนเขาโดนให้ท่องคำกล่าวขงจื่อที่มีต่อซือคง


“อาจารย์ถามท่านว่าอย่างไร” ปันปันอมยิ้มแค่เห็นสีหน้าขององค์ชายตอนนี้ เขาก็สนุกไม่น้อย


“ท่านอาจารย์ถามว่า ก่อนขงจื้อจะสิ้นใจได้กับเอ่ยซือคงว่าอย่างไร ข้าก็ตอบท่านไปว่าขุนเขาต้องพังทลาย ขื่อคานแข็งแรงปานใด สุดท้ายต้องพังลง เหมือนเช่นเหล่าอาจารย์ที่ต้องร่วงโรย” เสียงหัวเราะสดใสดังขึ้นเมื่ออี้เอินเล่าเหตุการณ์ย้อนอดีต ใบหน้าหล่อเหลายังเรียบนิ่งไม่ได้ดีใจสักนิดที่ทำให้ปันปันหัวเราะไดเพราะเรื่องน่าอับอายของตน


“เจ้าต้องเข้าข้างข้าสิปันปัน” อี้เอินเอ่ยเพื่อหาพรรคพวก แต่ปันปันรีบส่ายหน้า ยังอมยิ้มโดยที่ปลายนิ้วเช็ดคราบน้ำตาที่หัวเราะกับเรื่องตลกมากเกินไป


“ไม่มีทางหรอกองค์ชาย ข้าเข้าข้างอาจารย์ของท่านสุดตัว ก็เพราะท่าน...ตั้งใจให้ถูกทำโทษเอง” ภายใต้นัยน์ตาสีดำสนิทที่มองใบหน้าสวยหวานที่ยังอมยิ้มและหัวเราะ มีบางอย่างวูบไหวไม่ใช่แค่เพราะหลงใหล แต่เป็นเพราะคำพูดนั้นกำลังสะกิดหัวใจตน


ไม่มีสิ่งใดที่ปันปันเอ่ยผิด มีลูกศิษย์ที่ไหนที่ท่องคำพูดได้ยาวเหยียด แล้วตั้งใจผิดในจุดสำคัญอย่างเขาบ้าง ...ทุกอย่างนั้นก็คือความตั้งใจที่ไม่ต้องการให้ใครสนใจ หรือให้ความสามารถโดดเด่นออกมา


กีแซงคนงามกำลังร้อยเชือกเสน่หา

ผูกปมเชือกด้วยสติปัญญา

รัดไม่ให้หลุดรอดไปไหน หรือสนใจใคร

...นอกเสียจากตนเอง

 

ความรู้สึกเริ่มจับตัวขึ้นช้าๆ

เหมือนไอน้ำที่ก่อเกิดปุยเมฆขาว

ก้อนนุ่มละมุน แผ่ขยาย หลายชั่วยาม

ก่อร่างสร้างสานสัมพันธ์ไม่รู้ตัว

 



-------------------------------------------------------------------------------------------

Talk

อัพแล้ว ฮือออ ตอนนี้เราแพนิคมาก ด้วยความที่แดงเดือด ไม่มั่นใจในตัวเองมากว่าเขียนออกมาได้ดีไหม หรือทุกคนจะชอบหรือเปล่า เพราะทุกคนต้องคาดหวังกับฉากเข้าพระเข้านางของสองคนนี้;___; ฮืออออ ตอนนี้เราพยายามสร้างความสัมพันธ์ อยากให้เขาซึมซับตัวตนของแต่ละคน ไม่ใช่เพราะแค่รูปร่างหรือหน้าตา

ส่วนคำกลอนนั้น บอกเลยว่าต้องกราบขอบคุณเพื่อนมากค่ะ เคส @ks_night กับ น้ำตาล @lalalunable (คนละคนกับนตกัซด็อกนะ 555//แซวน้อง) ขอบคุณเพื่อนที่อาสา แต่งให้ออกมางดงามแบบนี้

ไม่ชอบ ชอบตรงไหนบอกได้ ติชมกันได้นะคะ เราพยายามจะอัพบ่อยๆ เพราะเราก็เร่ง อยากจะปิดเล่มไปขายตลาดกัซให้ได้ แต่ความเร่งก็พยายามให้ดีที่สุด ให้ออกมาให้ไปตามทุกคนคาดหวังเช่นกัน เจอกันตอนหน้านะคะ ขอบคุณทุกคอมเมนต์ ทุกฟีคแบค รักค่ะ จริงๆนะ;__; #กีแซงมบ


? cactus
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 96 ครั้ง

1,342 ความคิดเห็น

  1. #1261 ออมม่า (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2561 / 20:38

    น่ารักดี ฉากเข้าพระ เข้านาง

    #1261
    0
  2. #1240 DgKookkik (@DgKookkik) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 / 17:18
    เก่งจังเลย
    ชอบมากเลยค่ะ
    ทั้งกลอน
    ทั้งคำคล้องจองที่ร้อยเรื่องราว
    #1240
    0
  3. #1235 SouR:))* (@sour) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2561 / 01:21

    ชอบกลอนมากเลยค่ะ บรรยายได้สวยงามมากก

    #1235
    0
  4. #1223 Spices_smile (@igot7ibambam) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 / 18:38
    ง่าาาาาาา
    #1223
    0
  5. #1186 Sweetty_poy (@Sweetty_poy) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2561 / 21:04

    อ่านละมันแบบละมุนในหัวใจอ่ะ

    #1186
    0
  6. #1168 sangster97 (@sangster97) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2561 / 00:31
    งือออ ชอบจัง ชอบความที่องค์ชายค่อยๆสานความสัมพันธ์มาทุกวันเลยนะพ่อหนุ่มมม ปันปันฉลาดมากเลย
    #1168
    0
  7. #1140 toto (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2561 / 13:01

    องค์ชายตื้อได้น่ารักอะ มีความเปย์คือมาทุกวันงี้

    #1140
    0
  8. #1105 Aujacharee (@Aujacharee) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2561 / 03:00
    คำบรรยายดีมากเลยค่ะ
    #1105
    0
  9. #1094 lookyee36 (@lookyee36) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 / 14:48
    ชอบชอบชอบ พึ่งเข้ามา ่าน เขียนเน้ือเรื่องสนุกมากค่ะ
    #1094
    0
  10. #1068 ✖ bAzzA✖ (@bazza) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2560 / 21:53
    ชอบมากเลยอ่ะ ทุกอย่างค่อยๆเป็นไป
    #1068
    0
  11. #1017 NINGWC (@NINGWC) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2560 / 23:01
    ชอบที่มีเรื่องพีคๆ อย่างเรื่องในตอนนั้นที่คิดว่าไม่มีอะไร แต่มาเฉลยตอนต่อมาโดยแบมรู้ ทำอึ้งได้ทุกตอนเลย ชอบมากๆค่ะ
    #1017
    0
  12. #984 toto (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 มีนาคม 2560 / 12:38
    มาทุกวันนี่ยังไม่ได้กอดเลยนะ
    #984
    0
  13. #907 Jidaaa.mb. (@songprince) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2559 / 22:19
    ปันปันฉลาดอะ โตขึ้นแบบ...มากมากกกก
    #907
    0
  14. วันที่ 23 กันยายน 2559 / 15:19
    หู้ววว เด็ดมากข่า><
    #893
    0
  15. #698 Sai-tray (@killer-hell) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2559 / 10:26
    ขอยืนยันอีกว่าชอบอิมเมจเคะฉลาดจริงๆนะคะ มีสเน่ห์มาก เราคิดว่าองค์ชายก็คิดเหมือนกัน ความงามที่คู่กับความน่าเคารพ
    #698
    0
  16. #634 donstop_canstop (@donstop_canstop) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2559 / 23:57
    โอ๊ยยยยยย ตอนนี้มาเต็มแสดงว่างบค่าตัวอิพี่มาร์คมาแล้วซินะ555555ฟินชุง
    #634
    0
  17. #481 Kibibiza (@Mat_AnGel) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2559 / 13:49
    ปันปันฉลาดมากจริงๆเลย เสียดายไม่น่าเสียพรมจรรย์ให้ดองกันเลย
    #481
    0
  18. #476 hyuknok (@hyuknok) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2559 / 13:42
    กลอนงดงามมาก
    #476
    0
  19. #457 CUCMEE (@cespns) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2559 / 02:38
    ขอบฉากต่อกลออนมาก เราชอบความฉลาดของปันปัน
    #457
    0
  20. #413 Bammiiee (@Icewarangg) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2559 / 03:14
    ชอบค่ะ ภาษางามมาก ปันปันโตแล้ว วันนั้นยังเป็นแค่กีแซงมอมแมมอยู่เลย ฮือออ
    #413
    0
  21. #412 MayB9397 (@mloveBAM2) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2559 / 19:33
    ชอบจังเลย อ่านเเล้วเข้าไปในเรื่องเฉยเลย รู้ถึงบรรยายกาศ เข้าใจถสถานการณ์ ชอบบบบบ
    #412
    0
  22. #411 ปีศาจสีเงิน (@aaron-anael-abel) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2559 / 05:21
    ชอบๆ ชอบมากกกก ติดตามเรื่องนี้เพราะการเขียนของไรท์เลยจริงๆ มันทำให้ชวนค้นหา ชวนติดตาม เหมือนถูกดึงเข้าไปในนั้น ไปอยู่ระหว่างคนทั้งคู่ รับรู้ว่าความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นมันต้องลึกซึ้งและเต็มไปด้วยความรู้สึกของคนทั้งสองคนแน่นอน ไรท์เป็นคนที่ภาษาสวยมากอ่ะ ชอบตรงแบบช่วงกลอน(หรือเปล่า มันประมาณกลอนอ่ะ)เราชอบช่วงนั้นมากอ่ะ มันสวยมาก แล้วแบบอ่านแล้วรู้เลยว่าอารมณ์มันลึกขนาดไหน//ดูอวย55555 แต่เรารู้สึกแบบนั้นจริง นี่ไม่เคยคอมเมนต์ยาวขนาดนี้มาก่อนเลย5555555555 สู้ๆค่าาา
    #411
    0
  23. #408 Popeyechancha (@conankung4u) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2559 / 00:13
    ฉลาดทั้งคู่เลยอ่ะ รออ่านตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ
    #408
    0
  24. #407 yadara (@yadara) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2559 / 19:07
    ชอบมากค่ะภาษาสวยจริงๆไม่รู้จะชมยังไงชมทุกตอนจริงๆเรื่องภาษาสวยงาม พริ้มไหวมากค่ะ
    ตอนนี้องค์ชายอี้เอินกำลังเดินหน้าจีบกีแซงปันปันอยู่สินะ (นี่ใจจริงอยากให้ท่านเสนาบดีไปแล้วไปเลยค่ะไม่ต้องกลับมาแล้วก็ได้มั้งค่ะ55555)
    #407
    0
  25. #406 ถถถ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2559 / 15:15
    ชอบมากเลยค่ะ บทค่อยๆจีบกันมันฟินมากเลยเราสนใจมากกว่าฉากขึ้นพระบาทเสียอีกค่ะ ชอบมากฟิคที่ละมุนหลงเสน่ห์กันจริงๆก่อนแล้วเรื่องการแสดงออกทางกายมันเป็นเรื่องรองสิ สู้ๆนะคะ
    #406
    0