แมวน้อยสื่อรักซานโตรินี [สนพ.อรุณ]

ตอนที่ 24 : ไม่มีคำอธิษฐาน 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,692
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    29 ก.ย. 61


บทที่ 8 ไม่มีคำอธิษฐาน

 

                กล่องของขวัญผ้าไหมพิมพ์ดุนตัวอักษรทองชื่อแบรนด์ต่างๆ เปิดวางกระจัดกระจายอยู่บนพื้นรายรอบ โรสทรุดตัวลงนั่ง สองขาแบะออกเป็นท่าเป็ด รู้สึกแย่และหนาวสั่นแม้ในฤดูร้อนและร้านไม่ได้เปิดแอร์

                อังเดรสขับเฟอร์รารี่เหลืองอ๋อยหายไปนานแล้ว เหลือแต่นามบัตรที่ส่งกลิ่นดอกไม้ปลอมๆ ชวนคันจมูก มันเป็นนามบัตรของโรงแรมปรีกีปาส ที่จัดไว้สำหรับลูกค้านักธุรกิจใช้สอย บัตรมีช่องตรงกลางให้เขียนชื่อลงไปเท่านั้น ส่วนที่อยู่และเบอร์โทรห้องโรงแรมนั้นๆ มีพิมพ์ไว้ให้ครบถ้วนแล้ว  แม้อยากจะขยำแต่ก็ห้ามตัวเองไว้

                ตั้งสติสิ...เธออาจจะต้องติดต่ออังเดรสอีก ทว่าไม่ใช่เพื่อคลานไปอ้อนวอน ต้องเพื่อประกาศว่าเขาไม่สามารถยึดร้านเธอได้ต่างหาก โรสพยายามให้กำลังใจตัวเอง แต่ดิลลันเพ็ตซาลอนจะพบทางรอดจากที่ใด เธอกับลิลลี่กำลังทำผิดกฎหมายกรีซกลายๆ จริงๆ น่ะหรือ

                หญิงสาวรู้ว่าตนไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายและสิทธิ์การถือครองอสังหาริมทรัพย์ซานโตรินีมากพอ อังเดรสพูดถูก ทำไมคุณดามาร่าถึงจะต้องการช่วยพวกเธอ ผู้หญิงร้านซาลอนสัตว์เลี้ยงธรรมดาๆ ที่ไม่มีอิทธิพลอะไร เทียบกับอังเดรสที่สามารถแชร์ผลประโยชน์ร่วมกันกับพวกคาเมรอส ความเครียดและสิ้นหวังเข้ามาเกาะกุมใจ โชคชะตาจะไม่เข้าข้างบ้านดิลลันบ้างเลยหรือไงนะ

                อนิจจา ถ้าเธอไม่ได้ทะเลาะกับแมททิอัสอย่างไม่เป็นเรื่อง ถ้าเธอได้ใช้วันนี้กับเขาอย่างอ่อนหวาน เธอรู้ว่าเขาจะเป็นคนแรกที่ยื่นมือช่วย

                “ฮึ่ย...หยุดคิด!” โรสส่ายหน้าสะบัดไปมา จากนั้นก็สูดหายใจ ลุกขึ้นเดินไปตรงหัวบันได ตะโกนเรียกไปยังชั้นสอง “ลิลลี่! อยู่ข้างบนนี้หรือเปล่า เรามีปัญหาใหญ่แล้ว

                เงียบเชียบไม่มีใคร แปลว่าก่อนโรสจะมาถึง ลิลลี่คงพาจูเลียนออกไปที่อื่นแล้ว เพื่อจะได้ไม่ต้องเห็นซีนระหว่างพี่สาวกับอังเดรส คนเป็นพี่ดึงโทรศัพท์มือถือออกมาโทรหาลิลลี่เพื่อถามว่าอยู่ที่ไหน เนื่องจากมีปัญหาด่วนต้องคุยกัน

                ลิลลี่ไม่รับสาย แต่พิมพ์เมสเสจตอบกลับมาว่า

                ‘ฉันอยู่ที่โบสถ์กับคุณจูเลียน ฟังเทศน์อยู่ เดี๋ยวโทรกลับนะ’

                “หา...? ผู้ชายคนนี้สายธรรมะธรรมโมหรือเนี่ย” โรสร้องอย่างเหลือเชื่อ แน่นอนวันหยุดอิเฟสเทียเป็นช่วงสิริมงคลของซานโตรินี คนก็นิยมไปทำบุญร่วมกับชุมชนและสังสรรค์กัน แต่มีอย่างหรือ นัวเนียร่วมหมอนกันข้ามคืน แล้วตื่นไปสวดมนต์ในโบสถ์ ขัดกันพิลึกเชียว จะเรียกว่าโรแมนติกได้หรือเปล่าไม่แน่ใจ

                แต่จะว่าไป กิจกรรมอิเฟสเทียของโบสถ์ซานโตรินี...อาจสะเดาะเคราะห์ที่ตามล้างผลาญพวกเธอทั้งสองคนมานานก็เป็นได้ โรสหันกลับมามองของขวัญแพงๆ ทั้งหลายจากอังเดรสบนพื้นร้านอย่างครุ่นคิดแทบจะเหม่อลอย แล้วล้วงธนบัตรยับยู่ของแมททิอัสออกจากกระเป๋ากระโปรง…ผู้ชายทั้งสองคนนี้คงไม่มีวันรับคืน และมันก็เป็นแค่เศษเงินสำหรับพวกเขา โรสเองก็ไม่ต้องการ ไม่อยากจะเห็นด้วยซ้ำไป แต่มีใครสักคนที่จะได้ใช้ประโยชน์จากมูลค่าสิ่งของเหล่านี้คุ้มค่าที่สุด

                หญิงสาวร่างบางอาบน้ำแต่งตัวให้สะอาดสดชื่น ปลุกปลอบใจตัวเองให้เข้มแข็ง จากนั้นก็ขนถุงช้อปปิ้งบรรจุกล่องผ้าไหมเดินออกจากร้านไปพะรุงพะรัง โชคดีที่ชาวบ้านที่มายืนมุงหายไปแล้วตั้งแต่รถเฟอร์รารี่ขับออกไป เลยไม่เป็นเป้าสายตาสักเท่าไร เธอหันรีหันขวางอย่างอยู่ครู่ใหญ่แล้วก็ตัดสินใจเดินข้ามถนน แล้วข้ามสะพานเลียบชายฝั่ง

                นัยน์ตาสีน้ำตาลมองทิศตามยอดกางเขนที่สูงเด่นเหนือตึกรามบ้านช่องต่างๆ ไม่นานก็เลี้ยวมาถึงโบสถ์ประจำหมู่บ้าน รอบรั้วพุ่มไม้เตี้ยๆ มีสายไฟประดับของงานอิเฟสเทียพันไว้

                ในตัวโบสถ์มีการฟังเทศน์และทำกิจกรรมกันอยู่ โรสไม่อยากขัดจังหวะ จึงเลี้ยวไปยังวิหารเล็กด้านข้าง ผลักประตูเข้าไป ใช่ว่าเธอจะเคร่งศาสนาเป็นสาธุชนอะไรนัก แต่สถานที่บริจาคที่ง่ายที่สุดก็คงเป็นที่นี่

                หญิงสาววางถุงช้อปปิ้งกองรวมกับของบริจาค ซึ่งโบสถ์จะนำไปประมูลหาทุนในงานขายของมือสองต่อไป พับธนบัตรให้เล็กพอสอดลงช่องตู้รับบริจาคซึ่งแปะป้ายว่าเพื่อเลี้ยงอาหารเด็กยากไร้ จากนั้นก็หยิบถ้วยแก้วบรรจุเทียนแดงขึ้นมาจุดตามธรรมเนียม

                "พระแม่มารีย์ผู้บริสุทธิ์! เกิดมาไม่ยักเคยเห็นใครหยอดตู้จุดเทียนทีละตั้งสามร้อยยูโร แม่หนู เธอคงได้ลาภก้อนใหญ่ตามที่เคยอธิษฐานไว้เป็นแน่"

                เสียงอุทานชื่นชมทำให้โรสเหลียวหลังมอง ชายชราผมสีดอกเลาร่างท้วมในชุดทูนิคยาวสีเขียวขี้ม้ากำลังยืนถือไม้กวาด คงจะมาร่วมกิจกรรมทำความสะอาดลานโบสถ์และปลูกดอกไม้ในสุสานหลังคืนอิเฟสเทียเพื่อเป็นสิริมงคล

                โรสรู้จักคนในหมู่บ้านไม่ทั่วถึงเท่าลิลลี่ และรู้ว่าตัวเองควรจะพยายามสดใสเป็นมิตรกว่านี้ แต่เธอไม่อาจจะยิ้มได้ ลาภที่อธิษฐาน? อาจใช่ก็ได้แบบบิดเบี้ยว ก็ในเมื่อเธอเชื่อ มุ่งหมาย คาดคิดอยู่ตลอดว่า เธอจะไม่ได้พบรักแท้ ชีวิตจะไม่ได้แต่งงานแล้ว ส่งผลให้แมททิอัสก็ไม่พอใจกับทัศคตินี้จริงๆ และเข้าใจเธอผิด ทำไมคำชื่นชมของชายชราถึงบังเอิญช่างเสียดสีโดยไม่ได้เจตนา

                "เปล่าค่ะ คุณลุง...ที่จริงหนูสูญเสีย" โรสตอบไปตามตรง เมื่อเอ่ยเป็นคำพูดลำคอก็เริ่มตีบตันจนเสียงบีบ ทั้งที่ไม่ตั้งใจ แต่เธอไม่มีอารมณ์จะสนใจแล้ว "หนูเสียความรักไปครั้งแล้วครั้งเล่า เสียจนไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว ด้วยความโง่เง่าและความกลัวของหนูเอง...ที่สุดแล้วหนูไม่ได้หัวใจใครเลย กลับได้แต่เงินมาฟาดหน้า!" น้ำตาอุ่นๆ ไหลลงมาเป็นทางบนแก้มนิ่ม เธออยากอยู่คนเดียวมากกว่า จึงพูดระบายออกไปและหวังว่าเขาจะตกใจจนถอยหนี “หนูไม่ต้องการและทนเก็บไว้ไม่ได้ก็เลยเอามาบริจาคเท่านั้นแหละค่ะ หนูไม่ใช่คนดีอะไร ปกติแทบจะไม่ได้มาโบสถ์เลยด้วย”

                "โธ่ แม่หนูเอ๋ย" ชายชราส่ายศีรษะอย่างเศร้าใจ ดูจะเห็นหญิงสาวเป็นลูกเป็นหลานและอยากปลอบโยนมากกว่าปล่อยให้เธออยู่คนเดียว มือเหี่ยวย่นที่เป็นสีเลือดฝาดชมพูอย่างผู้อาวุโสที่ดูแลตัวเองดีนั้นล้วงกระเป๋าหยิบหาผ้าเช็ดหน้าให้ “เข้าใจผิด อกหัก ทำร้าย เจ็บปวดกับเพศตรงข้าม พวกนี้เรื่องธรรมดาของคนหนุ่มสาว ใครๆ ก็ต้องเจอ อย่าคิดว่าตัวเองโง่ไปกว่าคนอื่นเลย เรื่องนี้ไม่มีใครฉลาดมาแต่แรกหรอก ต้องค่อยๆ เรียนรู้ตัวเองและผู้อื่นไปเท่านั้น อีกอย่าง นอกจากเธอจะไม่ได้โง่แล้วยังเป็นคนดีด้วย คนเราถ้าไม่ใช่คนดีเลยจะมาบริจาคหรือ ต่อให้ทิ้งก็เถอะ เงินเอาไปทิ้งในบ่อนในบาร์ก็ได้ แต่เธอกลับเลือกมาให้ทาน นั่นบ่งบอกว่าเธอมีดีกว่าที่ตัวเองคิด”

                โรสปิดหน้า ไม่ยอมรับผ้าเช็ดหน้าจากเขา พูดอู้อี้ “คุณลุงก็แค่พูดดีๆ เพื่อปลอบหนูใช่ไหมคะ หนูรู้สึกแย่เหลือเกิน”

                "ฮ่ะๆ ก็แล้วให้ฉันพูดอะไรเล่า แต่ฉันไม่ได้โกหกนี่ แม่หนู เธอปล่อยโฮให้พอ แล้วก็นิ่งเสียเถอะนะ วันนี้อะไรๆอาจจะดูย่ำแย่ แต่พรุ่งนี้ยังเป็นโอกาสใหม่ของเธอ"

                "ไม่ค่ะ...หนูทำไม่ได้ หนูอยากจะเชื่อใจและมีความสุขแต่ก็ทำไม่ได้จริงๆ"

                "เธอมองโลกในแง่ร้ายและปฏิเสธความช่วยเหลืออยู่เสมอๆ หรือ" อีกฝ่ายถามด้วยน้ำเสียงขบขัน เขย่าผ้าเช็ดหน้า โรสชำเลืองขึ้นมองทั้งน้ำตาร่วงผล็อย

                "คุณลุงหัวเราะเยาะหนูหรือคะเนี่ย"

                "เอ้า ขำไม่ได้แปลว่าต้องเยาะเย้ยกันนี่ เห็นว่าเหลวไหลหรือน่าเอ็นดูก็หัวร่อได้" ชายชราถอนใจ แขนตกลงไปรอเธอร้องไห้อยู่สักอึกใจก็ยื่นเสนอผ้าเช็ดหน้าให้อีกครั้ง "ฉันเพียงแต่สงสัยว่า เธอคิดว่ามันจะเกิดอะไร สมมติว่าเธอรับผ้าเช็ดหน้าจากฉัน เธออาจจะระแวงว่ามันมียาสลบโปะไว้ ถ้าเธอกลัวถูกทำร้ายขนาดนั้นน่ะนะ...หรือสมมติว่าเธอปฏิเสธผ้าเช็ดหน้าจากฉัน ฉันก็คงทำอะไรไม่ได้นอกจากเลิกช่วยและเดินหนีไป พร้อมความสงสัยหงุดหงิดว่าผ้าเช็ดหน้าฉันมันสกปรกเกินไป หรือว่าฉันหน้าเหมือนโจร"

                โรสเลื่อนมือลงจากที่ปิดหน้า ร้องเบาๆ “หนูไม่ได้คิดว่าลุงเป็นมิจฉาชีพ หรือจะมาทำอะไรไม่ดีเลยนะคะ” แหงล่ะ คนแก่หน้าตาใจดีกวาดวิหารจะทำให้เธอกลัวได้อย่างไร

                “งั้นทำไมเธอไม่รับผ้าเช็ดหน้าล่ะหืม”

                น้ำเสียงอ่อนโยนไม่เหมือนกล่าวโทษความหัวแข็งของโรส เหมือนเกลี้ยกล่อมอย่างเอ็นดูมากกว่า โรสมองผ้าเช็ดหน้าขาวของชายชรา แล้วก็ยอมยื่นมือไปรับพร้อมพึมพำขอบคุณ อีกฝ่ายยิ้ม วางไม้กวาดลงพิงกับผนังใกล้ๆ กวักมือเธอแล้วเดินนำไปยังม้านั่งซึ่งเขาวางถุงกระดาษสีน้ำตาลใบโตไว้

                “มานั่งกับฉันหน่อยมา แม่หนู โบสถ์เขาแจกขนมฟินิเกียให้คนมาช่วยงานตั้งแยะ เธอมาช่วยฉันกินพวกที่มันหวานๆ หน่อย อายุอย่างฉันกินเองคงไม่ดี”

                “เอ๋? ต...แต่หนูไม่ได้ช่วยอะไรโบสถ์...”

                “รับไปเถอะน่า แล้วมาเล่าให้ฉันฟังซิว่าเธอมีปัญหาอะไร เผื่อฉันจะช่วยเธอได้”

                “เอ่อ...ขอบคุณค่ะ คุณลุง...”

                “ธีโอ ฉันชื่อธีโอ ยินดีที่ได้รู้จัก เธอล่ะชื่ออะไร”

                “โรสค่ะ”

                หญิงสาวรับขนมรูปไข่มาไว้ในมือ แล้วถูกจูงไปนั่งอย่างกึ่งงุนงง ใจหนึ่งรู้สึกเกรงว่ากำลังรบกวนคนแปลกหน้าโดยไม่สมควร แต่อีกใจก็เต็มตื้นที่เจอเรื่องดีๆ เป็นเรื่องแรกของวันนี้ คล้ายคนจะจมน้ำคว้าขอนไม้อันแรกได้กลางทะเล เธอนั่งลงข้างๆ ชายชรา แล้วก็ร้องไห้ แล้วก็บ่น แล้วก็กิน แล้วก็เล่าเรื่องราวทุกอย่างที่อัดอั้นอยู่เต็มอกให้เขาฟังโดยไม่ได้ระบุชื่อ ตั้งแต่ที่เธอถอนหมั้นจนกระทั่งโดนอังเดรสกลับมาขู่อีกครั้ง

                ธีโอตบเข่าฉาด “ไอ้หนุ่มแฟนเก่าเธอมันใช้ไม่ได้!

                “ใช่ไหมคะลุง นี่มันแบล็คเมล์ชัดๆ!” โรสพยักหน้ารัวๆ

                “เธอเองก็ด้วย! พูดจาอย่างงั้นกับไอ้หนุ่มเบอร์สองของเธอได้ยังไงกัน เขาก็เสียใจแย่ ถ้าเธอชอบเขาทำไมไม่บอกไปตรงๆ ว่าต้องการอะไร หนูโรส ผู้ชายมันอ่านใจเธอไม่ได้หรอกนะ” โดนดุไม่ทันตั้งตัวเข้าไป หญิงสาวก็เบรกคำคร่ำครวญกึก เปลี่ยนมาแก้ต่าง

                “ก...ก็หนูกลัวนี่คะ ถ้าเขาไม่รักหนู แต่หนูรีบยกให้เขาทั้งตัวทั้งหัวใจ...หนูไม่โง่โดนเขาหลอกเหมือนรอบก่อนหรือคะ เขาก็จะควบคุมหนูโดยใช้ความรักของหนูเป็นเครื่องมือ”

                “ทำไมเขาถึงจะทำอย่างนั้น เธอเชื่อว่าจะไม่มีผู้ชายเขามารักเธอจริงๆ เลยหรือ”

                “ค่ะ”

                “พระแม่มารีย์ทรงโปรด เพราะอะไรกัน”

                “หนูมันไม่มีอะไรเลยนี่คะ ลุงธีโอ” โรสหัวเราะอย่างขมขื่น “แค่คนตัดขนหมาแมวบ้านๆ การศึกษาต่ำ เป็นคนต่างชาติที่พูดกรีกไม่เป็นสับปะรด หนูรู้ดีค่ะว่าควรเจียมตัว จะฝันถึงความรักจริงหวังแต่งได้ยังไง...หนูเสียใจค่ะถ้าผู้ชายกรีกคนนั้นเขารักหนูจริง แต่กระทั่งตอนนี้หนูก็ไม่กล้าเชื่อว่าเขาจริงใจ เขาอาจจะแกล้งพูดประชดให้นึกว่ารักก็ได้ แฟนเก่าหนูยังเล่นละครได้แนบเนียนตั้งสามปี และหนูก็โง่พอให้หลอก สรุปคือหนูไม่เชื่อวิจารณญาณของตัวเองในการดูผู้ชายค่ะ”

                “วิจารณญาณมันมาพร้อมกับประสบการณ์ หนูโรสที่รัก เธอดูถูกตัวเองเกินไป คำก็โง่ สองคำก็โง่ แบบนี้ก็เหมือนคนถูกทำร้ายเป็นแผล แล้วนั่งแกะเกาสะเก็ดอยู่เรื่อยจนแผลมันไม่ยอมหายน่ะสิ” ชายชราส่ายหน้าไหวๆ ดึงคลายปมที่คอเสื้อทูนิคเล็กน้อยพอให้หายอึดอัด ขณะเอนตัวพักหลังกับพนักเก้าอี้ “อย่าหาว่าฉันอยากแต่จะเทศนาสั่งสอนเป็นคนแก่เลย ฉันไม่สอนใครบ่อยๆ หรอกนะ แต่กับเธอฉันแค่อยากแนะนำอะไรนิดหน่อยเท่านั้น ถ้าฟังสักสองสามประโยคแล้วเธอเห็นว่าไม่มีประโยชน์ บอกให้ฉันหยุดพล่ามก็ได้ ฉันไม่ถือ”

                “แหม ใครจะพูดแบบนั้นล่ะคะ”

                “ฮ่ะๆ งั้นก็ดี ฉันอยากถามว่าเธอเคยเห็นปากปล่องภูเขาไฟไหม” โรสปฏิเสธอย่างไม่เข้าใจนักว่ามันเกี่ยวกันอย่างไร เขาจึงกล่าวต่อ “ไม่มีอะไรเลย นอกจากลาวาเดือดๆ และเถ้าถ่านดำเมื่อมไปหมดทุกหนแห่ง ก้อนหินคุแดงอย่างกับนรกแน่ะ มองอย่างไรก็ไม่น่ามีชีวิตไปงอกงามอยู่ได้”

                “น่ากลัวจังเลยนะคะ คนและสัตว์ในเกาะรอบๆ เดือดร้อนคงต้องอพยพหนีกันหมด”

                “คิดไม่ถึง ดินภูเขาไฟเมื่อเวลาผ่านไปกลับเย็นลงเป็นดินร่วนชนิดที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของโลก อัดแน่นไปด้วยแร่ธาตุจากใต้พิภพที่หาจากที่อื่นไม่ได้ แบบซานโตรินีนี่ไง ใครขี้ขลาดหนีไปไม่ยอมกลับมาล่ะพลาดเลย เธอคิดดูสิ ทุกวันนี้เทศกาลอิเฟสเทียที่เราเฉลิมฉลอง ก็คือยินดีปรีดาที่หายนะยักษ์ใหญ่อย่างภูเขาไฟระเบิดเกิดขึ้น แต่ตอนที่มันระเบิดจริงๆ มีแต่คนกรีกร้องไห้ บาดเจ็บล้มตายกว่าสองหมื่นคน”

                โรสเหวอเล็กน้อยกับตัวเลขความสูญเสียสูงลิ่ว ไม่น่าเชื่อว่ายังมีใครอยากมาอยู่บนเกาะสีน้ำเงินขาวกลางน้ำนี้อีกหลังจากมันคร่าชีวิตคนไปขนาดนั้น เรียกว่าถ้าผีมีจริง ซานโตรินีก็คงเฮี้ยนไปทุกอณูแผ่นดิน ธีโอยิ้มนุ่มนวล นัยน์ตาสีเทาที่ขึ้นฝ้าจางๆ จากกาลเวลาโค้งลงเป็นพระจันทร์เสี้ยวสองดวงอย่างอารมณ์ดี 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

249 ความคิดเห็น