[นิทานสองภาษา] Sila the Magpie Robin นกกางเขนชื่อศิลา

ตอนที่ 3 : พายุ The Storm

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    5 พ.ย. 59


บทที่ ๓ พายุ

Chapter 3 The Storm

            คืนวันศุกร์อันมืดมนเกิดพายุฝนกระหน่ำ ฟ้าร้องครืนคราง ฟ้าผ่าเปรี้ยงปร้าง เจ้าหมาแก่โกโก้ตกใจจนหางจุก คลานเข้าไปซุกตัวสั่นอยู่ใต้รถของคุณพิชิต

It was very dark on Friday night. There was a storm with thunders roaring and striking lightnings. Coco, the old dog, crawled to cuddle under Pichit’s car, shaking.

            โกโก้ยังโชคดีที่โรงรถมีหลังคา แต่ต้นฝ้ายคำไม่มี แถมลมยังพัดแรงจนต้นไม้ทั้งต้นโยกเยก ลูกนกกางเขนทั้งห้ากรีดร้องเปียกปอน รังน้อยถูกลมเหวี่ยงไปทางนั้นที ทางนี้ที บางครั้งเหมือนแทบจะลอยหลุดจากกิ่งไม้ แม่วณีพยายามจะช่วยแต่ตัวเธอก็โดนลมหอบไปในอากาศหลายครั้งเธอมีแรงแค่พาตัวเองบินกลับมาเกาะทรงตัวอยู่บนกิ่งไม้ได้เท่านั้น

Coco was lucky that the car was in the garage with a roof. But the magpie robins were on the tree with no roof. Besides, the wind blew so strongly that the whole tree swung. The five baby birds screamed and became soaked. The small nest was swung here and there and sometimes almost thrown off the branch. Mama Wanee tried to help but she herself was nearly blown into the air for many times. She just could flew back to fetch on the branch.

            ศิลาโดนพี่ ๆ เบียดมาจนชิดขอบรัง เขาพยายามใช้ขาทั้งคู่เกาะไว้อย่างเต็มที่ แต่แล้วจู่ ๆ ลมก็เปลี่ยนทิศ ตีเข้าหน้าศิลาอย่างแรงจนหงายหลังตกรังไป

Sila was pushed to the edge of the nest. He tried hard to catch the nest but a sudden wind hit him on the face so strongly that he fell off the nest.

            “ช่วยด้วย!

“Help!”

            ศิลาร้องลั่นขณะที่ร่างถูกพัดไปกับสายลม รู้ตัวอีกทีก็ร่วงตกลงไปบนใบบัวในอ่างดินเผาของคุณพิชิต ศิลาตกใจ พยายามตะเกียกตะกายออกจากอ่างดินเผาจนได้และร่วงลงไปกับพื้นกระเบื้อง ฝนสาดเทลงมาจนมองอะไรแทบไม่เห็น แต่ก็โชคดีที่เขาไม่ได้ตกลงไปบนดินที่ตอนนี้กลายเป็นแอ่งเหนียวเฉอะแฉะ หรือกลายเป็นหล่มน้ำนอง แบบนั้นศิลาคงจะแย่แล้ว

Sila screamed while he was blown away in the wind. As soon as he was aware, he fell onto the lotus leave in Pichit’s clay basin. Sila was scared and tried hard to climb out of the basin and finally fell on the ceramic floor. The rain poured down so hard that everything was nearly invisible. Nevertheless, it was lucky that Sila had not fallen on to the ground which became a sticky and muddy swamp. If so, Sila would be stuck onto it helplessly.

            “ศิลา! ศิลา!” ยินเสียงแม่วณีร้องเรียก ฟังไม่รู้ว่ามาจากทิศทางใดท่ามกลางสายฝน ศิลาตัวสั่น ตะเบ็งเสียงร้องตอบอยู่ข้างอ่างดินเผาบนทางเดินปูกระเบื้องเย็นๆ

“Sila! Sila! He heard Mama Wanee’s voice not knowing from which direction among the rain. Sila was shaking while shouting nearby the earthen bowl on the cold ceramic path.

            “แม่จ๋า! แม่จ๋า! ศิลาอยู่นี่!

“Mama! Mama! I am here!”

            ศิลาไม่รู้ว่าตัวเองถูกลมใจร้ายอุ้มมาไว้ตรงทางเดินที่เชื่อมต่อจากโรงรถ โกโก้ได้ยินเสียงแตกตื่นของศิลา เจ้าหมาแก่ย่องออกมาก่อนจะเห่าไล่

Sila did not know that the fierce wind had thrown onto the path leading to the garage. Coco heard Sila’s panicked voice so he lurked out to bark at Sila.

            “ไปให้พ้นเลย! ไป! นี่มันทางเดินของคุณพิชิตไปเดี๋ยวนี้ไม่งั้นฉันจะจับกิน”

            “Get out of here! Go! This is Pichit’s path. Go now or else I ‘ll eat you.”

            โกโก้โกรธที่มีผู้กล้าบุกรุกทางเดินของเจ้านายในยามวิกาล ศิลากลัวมากแต่ก็ไม่รู้จะไปที่ไหน ก่อนจะทันทำอะไรต่อไป นกกางเขนน้อยก็กรีดเสียงกระโดดหนีเมื่อโกโก้ก้มลงมาจะกิน

            Coco was angry that someone dared to invade his master’s path at night. Sila was shocked but he did not know where to go. However, before he could do anything, Sila jumped for survival, screaming, when Coco bent down to bite him.

            “ไม่! อย่าทำฉัน! แม่จ๋า! แม่จ๋า! ศิลาจะถูกกินอยู่แล้ว!” ศิลากระโดดถลาไปตามทางเดินพร้อมกับร้องขอความช่วยเหลือ แต่เสียงฝนก็กลบหมด ศิลามองหาซอกหลืบหรือที่กำบังอะไรก็ได้ที่จะปกป้องเขาจากโกโก้ แล้วก็หันไปเจอกระถางต้นไม้ดินเผาที่กองล้มสะเปะสะเปะอยู่หัวมุมทางเดิน ศิลาโผเข้าไปหลบในกระถางดอกไม้สี่เหลี่ยมเล็กๆที่นอนล้มอยู่กระถางหนึ่งทันที

            “No! Don’t touch me! Mama, mama! I’m getting eaten!” Sila jumped and escaped along the path while shouting for help. But the sound of the rain drowned out his voice. Sila looked for any possible hideoutsto protect himself from Coco. Just then, he saw piles of scattering flower pots at the corner of the path, so he rushed to hide in a small square flower pot which lay on its side among the others.

โกโก้ตามมาอย่างไม่ลดละ ตะแคงหน้าดุนจมูกเข้ามา ทว่าปากกระถางเล็กเกินกว่าที่เจ้าหมาแก่จะมุดเข้ามาคาบตัวนกได้ โกโก้จึงได้ทำแค่งับถูกปลายหางของศิลาถากๆไปหน่อยหนึ่งเท่านั้น

Coco quickly chased after him. The dog tried to shove his face and his nose into the flower pot, but the pot was too small than the old dog’s mouth to reach the bird. He could only bit the end of Sila’s tail just a little.

            “โอ๊ย!”ศิลาร้องไห้ด้วยความเจ็บ เลือดอุ่นๆซึมออกมาจากส่วนหางทันที เขาพยายามเบียดตัวเข้ากับก้นกระถางให้มากที่สุด โกโก้ยังเห่าขู่และพยายามดันกระถางต้นไม้ไปมาจนกระทั่งชนกับมุมอ่างบัว

“Ouch!” Sila cried with pain. The warm blood seepedout of the tail at once. He tried to push himself nearest to the bottom of the pot. Coco still barked and growled. He tried to push the flower pot until it crashed with the lotus bowl.

            “งั้นก็อยู่ในนั้นแหละ!”เจ้าหมาแก่เห่าเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นใช้จมูกผลักกระถางให้คว่ำลง ครอบขังศิลาเอาไว้

“Then stay in there if you will!” The old dog barked for the last time. Then, he used his nose to turn the pot down to cage Sila there under the pot.

            ศิลาทั้งเจ็บทั้งกลัว ร้องให้คนช่วยอยู่ตลอดทั้งคืนจนหมดแรง หลับไปในกระถางนั้น

Sila was hurt and afraid. He cried for help all night until he lost his strengthand fell asleep in the pot.

            พอถึงตอนใกล้รุ่ง ฝนหยุดตกแล้ว ท้องฟ้าเป็นสีม่วง ศิลาได้ยินเสียง ก๊อก ก๊อก ก๊อก ใครบางคนมาเคาะกระถางต้นไม้

The rain stopped at nearly dawn. The sky became purple. Sila heard a noise: knock, knock, knock. Somebody was knocking on the flower pot.

            “ใครอยู่ในนี้หรือเปล่าน่ะ” ปลายจมูกยาวๆสอดเข้ามาดมฟุดฟิดผ่านรูก้นกระถาง ศิลาอุทาน มันดูคล้ายจมูกของเปลวแดดเลยแต่ว่าเสียงนี้ไม่คล้ายเสียงร่าเริงของเปลวแดด เสียงนี้เล็ก ๆ และออกจะขี้กลัว “กลิ่นเลือดนี่นา เป็นอะไรหรือเปล่า”

            “Is anybody in there?” a long nose prodded through the hole at the bottom of the flower pot. Silaexclaimed. The nose looked similar to Plaewdad’s nose; however, the voice he heard did not sound like the merry voice of Plaewdad at all. This voice was small and quite timid. “Smells like blood… Are you all right?”

            “ฉันติดอยู่ในนี้ ฉันชื่อศิลา เธอเป็นใครช่วยฉันออกไปที!

            “I’m stuck in here. I’m Sila. Who are you? Please, help me out of here!”

            ดวงตาโตสีแดงเข้มข้างหนึ่งแนบเข้ามามองผ่านรูก้นกระถาง อ๋อ! ศิลารู้แล้ว เขาเคยเห็นตาแบบนี้มาก่อน มันเป็นตาของพวกหนูบ้านที่ชอบวิ่งไล่จับกันบนหลังคาและปีนตามเสา บางครั้งพวกเขาก็ออกมากินผลไม้ที่ร่วงลงมาใต้ต้นไม้ในสวน ส่วนใหญ่คือผลที่โดนกระรอกแทะแล้วและคุณพิชิตก็ไม่กินเหมือนกัน“คุณหนู ช่วยฉันออกไปทีเถอะ ฉันเจ็บและหนาวไปหมด อยู่ในนี้ก็อึดอัด ฉันอยากกลับรัง”

One big bright red eye looked through the hole at the bottom of the pot. Ah! Sila recognized them now; he used to see such eyes. They were the eyes of the mice that often ran after one another on the roof and climbed on the poles. Sometimes they ate the fallen fruits under the trees in the garden. Most of them were the fruits earlier chomped by the squirrels which Pichit did not care to eat. “Miss Mouse, please help me out! I’m in pain and terribly cold. It’s suffocatingin here. I want to go home.”

            “ได้เลย ได้เลย ฉันจะช่วยนะ”

            “Certainly, certainly. I will give you a hand.”

            ศิลาได้ยินเสียงหนูน้อยออกแรงยกกระถางดอกไม้สุดแรง แต่มันหนักเกินไป! กระถางเขยื้อนขึ้นนิดหน่อยเท่านั้น แล้วก็ปิดลงมาอย่างเดิม ศิลาได้ยินเสียงคุณหนูหอบ แฮก แฮก แฮก

Sila heard the little mouse trying to lift the flower pot. Still, it was way too heavy! The pot moved a little bit, and then shut down again. Sila heard the rat panting: huff, huff, huff.

            “ขอโทษนะ ฉันยกไม่ไหวจริงๆ กระถางนี้ใหญ่กว่าตัวฉันตั้งสองเท่าแน่ะ”

            “Sorry, I really can’t lift it up. This pot is two times bigger than me.”

            “ไม่เป็นไรจ้ะ ยังไงก็ขอบคุณนะ” ศิลาตอบ ถอนหายใจอย่างเศร้าๆ “คุณหนู ชื่ออะไรหรือ พอจะรู้จักแม่ของฉันไหม”

            “It’s all right. Thank you, anyway,Sila responded, sighing gloomily. “Miss Mouse, what’s your name? Do you happen to know my mother?”

            “ฉันชื่อนวลแป้ง แม่ของเธอคือใคร ศิลา”

            “My name’s Nuanpang. Who’s your mother, Sila?”

            “แม่ฉันชื่อวณี รังของเราอยู่บนต้นฝ้ายคำ นวลแป้ง เธอไปบอกแม่ฉันได้ไหมว่าฉันอยู่ที่นี่”

            “Her name is Wanee. Our nest is on the yellow cotton tree. Could you, Nuanpang, go to tell my mother that I am here?”

            “ได้เลย ได้เลย”

            “Certainly, certainly.”

            นวลแป้งวิ่งจากไป ไม่นานศิลาก็ได้ยินเสียงกระพือปีก แม่วณีมาเกาะที่บนกระถาง

            Nuanpang then left. Soon, Sila heard the flapping sound of Mama Wanee’s wings. She flew to perch upon the pot.

            “ศิลา! ศิลา!”แม่วณีหย่อนไส้เดือน ๓ ตัวลงมาผ่านรูก้นกระถาง “โถ ลูกรัก ไม่ต้องกังวลนะ แม่จะช่วยลูกออกมา”

            “Sila! Sila!” Mama Wanee put 3 earthworms for Silathrough the hole at the bottom of the pot. “Oh, my poor child, don’t worry. I will get you out of there.”

แต่กระถางต้นไม้ก็ยังหนักเกินแรงแม่วณีอยู่ดี แม่วณีจึงปลอบว่า

However, the flower pot was also too heavy for Mama Wanee, so she soothed him:

“แม่รู้แล้ว! เอาอย่างนี้ลูก เดี๋ยวไม่นานก็จะเช้า คุณเนตร ภรรยาของคุณพิชิตจะออกมากวาดทางเดินรอบสวน แล้วหลังจากนั้น คุณพิชิตก็จะออกมารดน้ำต้นไม้ ดังนั้น เวลาพวกเขาเดินผ่านมา ถ้าลูกร้องดังสุดเสียง ใครสักคนจะต้องได้ยินและมายกกระถางออกดูแน่ ๆ”

“I have an idea! Look, dear, soon it will be morning.  Nate,  Pichit’s wife, will come out the house to sweep the garden path. After that,  Pichit will also come out to water the trees. You see, when they are passing by, if you scream your lungs out, one of them will definitely hear you and lift the pot up for sure.”

            ศิลาเห็นด้วยว่านั่นเป็นความคิดที่ไม่เลว เขาจึงรอและรอ จนกระทั่งพระอาทิตย์ขึ้น และแสงแดดอ่อน ๆ ปลุกดอกไม้ในสวนให้ผลิบาน ศิลาก็ได้ยินเสียงคุณเนตรเปิดประตูบ้านและหยิบไม้กวาด โกโก้วิ่งเหยาะ ๆ จากโรงรถ มาเห่าอรุณสวัสดิ์คุณเนตร คุณเนตรเป็นผู้หญิงร่างท้วมใจดี เธอชอบปลูกต้นไม้เหมือนคุณพิชิต โกโก้รักเธอมาก ๆ เหมือนกัน

            Sila agreed that it was a good idea, so he waited and waited. When the sun rose and the mild sunlight woke up the flowers in the garden to bloom, Sila heard Nate open the door and take out the broom. Coco jogged from the garage and barked to greet her.  Nate was a kind plump woman. She liked growing trees like Pichit. Coco also loved her very much.

            พอคุณเนตรมากวาดเศษใบไม้ใกล้ ๆ อ่างบัว ศิลาก็เริ่มร้องสุดเสียงให้เธอช่วย

When Nate came to sweep the leaves near the lotus bowl, Sila shouted loudly for help.

            “เอ๊ะ เสียงอะไรกันนะ” คุณเนตรหันมองรอบ ๆ ตัว โกโก้รู้จึงรี่เข้ามาเห่าใส่กระถางกล้วยไม้ที่คว่ำครอบศิลาไว้ “มีตัวอะไรอยู่ในนั้นหรือ โกโก้”

“Hmm? What is that noise?”  Nate looked around. Coco dashed to bark at the flower pot which covered Sila. “Coco, is something in there?”

            คุณเนตรยกกระถางออก ตกใจใหญ่เมื่อเห็นนกกางเขนน้อยศิลานอนบาดเจ็บ ตายแล้ว! มาจากไหนกันนี่ เลือกออกด้วย น่าสงสารจริงๆ” เธอรีบช้อนอุ้มศิลาขึ้นมาบนฝ่ามือและดุโกโก้ให้เงียบ “มาเถอะลูกนกน้อย ไม่ต้องกลัวนะ ฉันจะทำแผลให้”

 Nate was startled when she found the little magpie robin lying in there, injured. “Oh dear! Where do you come from? Oh, you’re bleeding, poor little bird!” She carried Sila in her hands and scolded Coco to be quiet. “Come on, little bird, don’t be afraid. I’ll treat your wound.”

            คุณเนตรพาศิลาเข้าบ้าน ใช้สำลีชุบน้ำหมาด ๆ เช็ดตัวเช็ดแผลและพันผ้าให้ ศิลาเจ็บมาก ร้องดิ้นไม่หยุด จนคุณเนตรต้องหาผ้ามาพันห่อตัวกับขาศิลาไว้ก่อนแล้วค่อยทำแผลจนเสร็จ เธอหาน้ำและข้าวสุกมาให้กิน แต่ศิลาไม่แตะต้องแม้แต่น้อย ข้าวไม่ใช่อาหารของเขา

She took Sila into the house and use wet cotton to clean Sila’s body and the wound then she bandaged it. Sila felt very painful. He cried and wriggled so much all the time that Nate had to wrap his body and legs up with a piece of cloth before she treated his wound properly. She brought water and some rice for him, but Sila did not touch it. Rice was not his food.

            “แบบนี้แย่แน่ ๆ เลย นี่มันลูกนกอะไรก็ไม่รู้ มันกินอะไรเป็นอาหารกันเล่า” คุณเนตรกังวลใจ ศิลายังเล็ก ไม่มีขนนกสีดำและขาวเต็มตัวเหมือนอย่างนกกางเขนที่โตแล้ว เขามีแต่ขนอ่อนปุกปุยสีเทา คุณเนตรมองเท่าไรก็ดูไม่ออกว่าเป็นนกกางเขน “สงสัยต้องพามันไปหาคุณหมอดีที่สุด”

            “This is bad. What kind of bird is this little one? What does he feed on?” She was worried. Sila was still a hatchling; he has no black and white feathers like the fully-grown magpie robin. He had only grey fluffy fir so Khun Nate did not recognize him as a magpie robin. “I guess it’s best to bring him to the veterinarian.”

            คุณเนตรลูบหัวศิลาอย่างอ่อนโยน แล้วอุ้มศิลาใส่ตระกร้าที่บุด้วยผ้าหนานุ่ม คุณเนตรกลัวศิลาจะหนาวเลยห่มผ้าให้อีกชั้นหนึ่ง ก่อนจะรีบบอกลาคุณพิชิตและพาศิลาไปหาสัตวแพทย์

            Nate gently caressed Sila’s head and carried him into a basket lined with a soft thick cloth. She was afraid that Sila would feel cold, so she put another piece of cloth on him before taking him to see the vet.

            ศิลาเจ็บแผลและเพลีย เขาผล็อยหลับไปในตระกร้า

            Sila’s wound ached and he was tired. He fell asleep in the basket.



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น