[นิทานสองภาษา] Sila the Magpie Robin นกกางเขนชื่อศิลา

ตอนที่ 2 : เปลวแดดกับน้ำตาลไหม้ Plaewdad and Namtanmai

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 18
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    5 พ.ย. 59


บทที่ ๒ เปลวแดดกับน้ำตาลไหม้

Chapter 2 Plaewdad and Namtanmai

            อย่างไรก็ดี ดูเหมือนจะมีบางคนอยู่เหมือนกันที่ไม่ชอบเจ้ากระรอกเปลวแดด

            Nevertheless, it seemed that there was someone who disliked Plaewdad the squirrel.

            สวนที่ครอบครัวนกกางเขนและเปลวแดดอาศัยอยู่เป็นสวนหลังบ้านคุณพิชิต ในสวนนี้มีต้นฝ้ายคำ ต้นมะม่วง ต้นมะละกอ ต้นมะเฟือง และพุ่มเข็มแดงรอบสนามหญ้าสีเขียวขจี คุณพิชิตรักสวนนี้มาก เขาออกมารดน้ำต้นไม้ด้วยตัวเองทุกเช้า พร้อมกับผิวปากเป็นเพลงคลอกับแม่วณี

            The garden where the magpie robins and Plaewdad lived was Pichit’s backyard. In this garden, there were a yellow cotton tree, a mango tree, a papaya tree, a star fruit tree, and red ixora bushes growing around the green lawn. Pichit loved this garden very much. He watered it himself every morning, while whistling a song accompanied by Mama Wanee’s twitter.

            คุณพิชิตจะอารมณ์เสียทุกครั้งเมื่อเห็นผลไม้ที่มีรอยฟันกระรอกแทะ เขาอยากกินผลไม้บ้าง แต่เปลวแดดก็ชิงกินเป็นอาหารเสียเกือบหมด เปลวแดดจมูกไวมากฟุดฟิด ฟุดฟิด ทันทีที่ผลไม้ลูกไหนสุก เปลวแดดจะได้กลิ่นและกินเป็นมื้อถัดไป

             Pichit turned grumpy every time he saw a fruit bitten by squirrels. He wanted to eat some fruits as well, but Plaewdad got to almost all of them first. The sharp-nosed squirrel would sniff and sniff. As soon as a fruit grew perfectly ripe, Plaewdad would smell it and have it for his next meal.

            โกโก้ หมาแก่พันธุ์ลาบราดอร์สีทองของคุณพิชิตที่มักนอนอยู่ในโรงรถหน้าบ้าน ก็พาลเกลียดเปลวแดดมาก ๆ ไปด้วย เพราะเขาไม่ชอบเห็นคุณพิชิตอารมณ์เสีย โกโก้อยากเห็นคุณพิชิตมีความสุข เวลาคุณพิชิตมีความสุขจะออกมาเล่นกับโกโก้ โดยปาลูกบอลไปโกโก้ไปคาบกลับมา และโกโก้ก็จะมีความสุขด้วย หางสีทองของเขาจะกระดิกไปมา ซ้ายที ขวาที

            Coco, Pichit’s old golden Labrador who usually rested in the garage in front of the house, came to hate Plaewdad guts as he did not like to see  Pichit in a foul mood. He liked to see  Pichit happy, for when Pichit was happy he played fetch with Coco, and then Coco would be happy, too. His golden tail would wag left and right.

            วันหนึ่ง เปลวแดดพาคู่รักของเขา น้ำตาลไหม้ กระรอกสีน้ำตาลแดงตาโตใสแจ๋วมาเที่ยวที่บ้านคุณพิชิต น้ำตาลไหม้อาศัยอยู่หมู่บ้านข้าง ๆ ที่เป็นหมู่บ้านจัดสรรติดกับหมู่บ้านคุณพิชิต เธอเป็นกระรอกที่ซุกซนและปราดเปรียวแข็งแรง สามารถกระโดดข้ามต้นไม้ที่อยู่ไกลกันได้ เปลวแดดประทับใจและชอบเธออย่างยิ่ง เขาพาเธอมารู้จักลูกนกกางเขนทั้งห้า

            One day, Plaewdad brought his lover, Namtanmai, a reddish brown squirrel with big bright glassy eyes to  Pichit’s backyard. Namtanmai lived in the development housing next to theirs. She is a curious and agile squirrel. She could jump from one tree to another easily even though they stand quite far from each other. Plaewdad was impressed and smitten by her. He introduced her to the five little magpie robins.

            “พวกเขาน่ารักน่าเอ็นดูกันเหลือเกิน!” น้ำตาลไหม้อุทานเมื่อเธอมาเยี่ยมรังนกกางเขน แม่วณีภูมิใจและมีความสุขเมื่อได้ยินคำชมนั้น เธอจึงร้องเพลงออกมา น้ำตาลไหม้ได้ยินแล้วจึงกล่าวต่อว่า “และเสียงแม่นกก็ช่างไพเราะ! แสดงว่าเจ้าตัวเล็กห้าตัวนี้จะต้องโตขึ้นมามีเสียงที่ไพเราะเหมือนกันแน่ ๆ”

            “How adorable they are!” Namtanmai exclaimed when she visited the magpie robins’ nest. Mama Wanee felt proud and contented hearing the compliment, so she began to sing aloud. Namtanmai savored the song and said, “And how sweet the mother bird’s voice is! No doubt these little five hatchlings would grow up to be sweet singers like her.’”

            “ศิลาน้อยเสียงเพราะที่สุดในตอนนี้แหละ” เปลวแดดกระซิบบอก เขาโปรดปรานศิลามากกว่าตัวอื่น ๆ ในรัง เพราะเห็นว่าศิลาเป็นเด็กดีไม่แกล้งใครและฝึกร้องเพลงอย่างแข็งขัน “จริงสิ น้ำตาลไหม้ของฉัน มาทางนี้ดีกว่า ฉันจะพาเธอไปดูอะไรที่พิเศษสุด”

            “Little Sila has the sweetest voice right now,” Plaewdad whispered to her. Sila was his favorite since the baby bird always behaved himself. He never bullied the others, but was diligently focused on singing practice. “Oh, right, my Namtanmai, come this way. I’ll show you something special.”

            เปลวแดดพาน้ำตาลไหม้ไปที่ต้นมะละกอ คุณพิชิตอยากกินมะละกอ จึงนำกระดาษหนังสือพิมพ์เก่ามาห่อผลมะละกอไว้ เพื่อที่กระรอกจะได้มองไม่เห็นและไม่ได้กลิ่น แต่อย่างไรก็ดี เปลวแดดเป็นกระรอกที่ฉลาด เขามาแหวกห่อหนังสือพิมพ์และมุดเข้าไปดมอยู่บ่อย ๆ ว่าเมื่อไรมันจะสุกเต็มที่ และวันที่เนื้อมะละกอสุกแดงปลั่งก็คือวันนี้นี่เอง

            Plaewdad led Namtanmai to the papaya tree.  Pichit wanted to eat papayas; hence, he wrapped old newspapers around some of the fruits in order that squirrels would not see nor smell them. Still, Plaewdad was a squirrel. He had been dropping by to unwrap the papayas and smell them, speculating when they would be fully ripe. Of course, the day these papaya were deep red was today.

            น้ำตาลไหม้แกะห่อหนังสือเปิดออกราวกับกำลังเปิดของขวัญ “โอ้โห!”เธอร้องอย่างดีใจ กลิ่นหอมหวานฟุ้งกระจายจนน้ำลายสอ มันคือลูกที่ใหญ่ที่สุดและเปลวแดดละไว้ให้สุกจัดเสียหลายวัน “พิเศษจริงๆด้วย ขอบใจนะเปลวแดด” น้ำตาลไหม้บอกคู่รักอย่างซาบซึ้ง จากนั้นจึงลงมือกัดกินอย่างเอร็ดอร่อย ง่ำ ง่ำ ง่ำ เนื้อมะละกอสีแดงสดฉ่ำหายลงท้องเธออย่างรวดเร็ว

Namtanmai unfolded the wrappings in the manner of opening a gift box. “Wow!” The squirrel cried out in wonder. The sweet delicious scent busted out and diffused in the air, tantalizing. It was the biggest papaya which had been left to ripen by Plaewdad for so many days. “This is special indeed. Thanks, Plaewdad.” Namtanmai gratefully told her lover, and then she begandevouring it. Yum, yum, yum! The red ripe papaya was going down her stomach without delay.

            กระรอกทั้งสองหัวเราะคุยกันอยู่บนต้นมะละกอเสียงดัง โดยไม่รู้เลยว่า โกโก้กำลังซุ่มอยู่ใกล้ๆ เจ้าหมาลาบราดอร์ผู้ซื่อสัตย์โกรธหัวขโมยทั้งสองมากที่มาลอบกินผลไม้ของคุณพิชิต เขาปราดเข้าหาใต้ต้นมะละกอและเห่ากรรโชกดังลั่น

            The two squirrels talked and laughed out loud on the papaya tree. They didn’t notice Coco was lurking nearby. The loyal Labrador was furious at the two fruit thieves who dared to eat what was Pichit’s. He dashed to the papaya tree and barked,

            “โฮ่ง! โฮ่ง! ลงมาเดี๋ยวนี้ วันนี้ฉันจะจับกินให้หมด!

            “Woof! Woof! Get down here! Today I’ll eat you two for sure!”

            กระรอกทั้งสองสะดุ้งสุดตัว เผ่นหนีไปคนละทิศคนละทาง เปลวแดดกระโจนไปเกาะกิ่งฝ้ายคำได้ และหนีไปจนถึงที่สูงปลอดภัย แต่น้ำตาลไหม้โชคร้าย เธอกระโดดไปยังต้นมะเฟือง ด้วยความที่นี่ไม่ใช่สวนที่เธออาศัยอยู่ เธอจึงไม่รู้ว่าต้นมะเฟืองต้นนี้กิ่งเปราะ

Both squirrels flinched and fled away in different directions. Pleawdad jumped onto the yellow cotton branch and crawled up to a safe place. But Namtanmai unluckily jumped to the star fruit tree. Since this was not her home, she did not know that this star fruit tree’s branches were easily broken.

            เป๊าะ! กิ่งมะเฟืองหักทันทีที่น้ำตาลไหม้กระโดดไปเกาะ ร่างกระรอกสีน้ำตาลแดงร่วงลงไปในพุ่มเข็ม โกโก้ปราดเข้าไปหมายจะกัด แต่พุ่มเข็มหนามาก เจ้าหมาแก่มุดไล่หาเจ้ากระรอกไม่เจอ เขาได้แต่เห่าและขู่อย่างต่อเนื่อง

            Snap! The branch broke as soon as Namtanmai had jumped on it. The reddish brown squirrel fell into the ixora bush. Coco went straight to bite her;however, the bush was so thick that the old dog could not find her. He could only bark and growl continuously.

            “แย่แล้ว ทำยังไงดี ฉันจะทำยังไงดีล่ะ!” เปลวแดดวิ่งวุ่นตกใจอยู่บนต้นฝ้ายคำ ส่งผลให้กิ่งไม้สั่นไหวจนดอกไม้ร่วง ทันใดนั้น เขาก็เหลือบไปเห็นลูกบอลเด้งดึ๋งสีน้ำเงินที่คุณพิชิตใช้โยนเล่นกับโกโก้ ใช่แล้ว โกโก้รักบอลลูกนี้ยิ่งกว่าอะไร เห็นเมื่อไรเป็นต้องวิ่งตามไปคาบมา

            “Oh, no! What should I do?” frightened, Pleawdad ran to and fro with fright on the yellow cotton tree so the branch shook and the flowers fell down. Suddenly, he saw the blue ball which Pichit and Coco used to play fetch. Of course, Coco loved the ball more than anything. Whenever he saw it bouncing, he would go get it into his mouth.

            เปลวแดดรวบรวมความกล้า กระโดดลงจากต้นฝ้ายคำลงไปที่พื้นทางเดินรอบสวนและหยิบลูกบอล สำหรับเจ้ากระรอกแล้วลูกบอลหนักมากทีเดียว ขนาดเกือบจะเท่าตัวของเขาเองก็ว่าได้ เปลวแดดออกแรงขว้างลูกบอลออกไปในสนามหญ้า

            Pleawdad braved a jump off the yellow cotton branch down to the garden path and fetched the ball. This ball was quite heavy for the squirrel since it was almost the same size as him. Pleawdad tried hard to throw the ball into the lawn.

โกโก้กระดิกหูทันที เสียงลูกบอลกระเด้งดัง ดึ๋ง ดึ๋ง ดึ๋ง น่าสนุกจัง! เขาจะคาบมันไปให้คุณพิชิต คุณพิชิตต้องดีใจลูบหัวเขาแน่ โกโก้คิดแล้ววิ่งไปตามเก็บลูกบอล ลืมกระรอกทั้งสองตัวไปสิ้น

            Coco abruptly twitched his ears. Bounce, bounce, bounce! Sounds like fun! He thought while chasing the ball that he would take it to Pichit. Pichit would happily pat his head for sure. Now, Coco forgot all about the two squirrels.

            เปลวแดดกำลังจะวิ่งเข้าไปในพุ่มเข็ม แต่น้ำตาลไหม้โผล่ออกมาก่อน เธอตัวมอมแมม พวงหางมีกิ่งใบเข็มติดเต็มไปหมดตอนที่ร่วงลงมา กระรอกสีน้ำตาลแดงร้องไห้ ก่อนจะกระโดดขึ้นกำแพงและวิ่งกลับบ้านหายลับตาไป

            Pleawdad was going to run into the ixora bush but Namtanmai came out of the bush first first. She was dirty,with ixora leaves sticking all over her furry tail as the result of the fall. The reddish brown squirrel was crying before leaping up the wall and running back home.

            เปลวแดดกลับขึ้นมาบนต้นฝ้ายคำอย่างเศร้าซึม “ศิลา น้ำตาลไหม้โกรธฉันเสียแล้ว บ้านเธอไม่มีหมา เธอคงจะกลัวมาก... คงไม่มาที่นี่อีกแล้ว ฉันจะขอโทษเธอยังไงดีนะ”

Pleawdad climbed up the yellow cotton tree sadly, “Sila, Namtanmai was angry with me. There’s no dog at her house. She must be frightened and will never come here again. How can I apologize to her?”

            “พี่ไม่เห็นต้องขอโทษเธอเลย ไม่ใช่ความผิดพี่สักหน่อย แต่เป็นความผิดเจ้าโกโก้นั่น พี่อย่าโทษตัวเองนักสิ” ศิลาพยายามปลอบโยน เขาอยู่บนที่สูง มองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เปลวแดดส่ายหน้า

            “You have no need to apologize, brother. It is not your fault, but Coco’s. Do not blame yourself too much,” Sila tried to console him. The young bird saw everything from up high. Yet, Plaewdad shook his head.

            “ผิดแล้ว ศิลา เพราะฉันพาน้ำตาลไหม้มาที่นี่เอง” เจ้ากระรอกกล่าว “ผู้ที่ฉันรักนั้น ฉันไม่ควรจะพาไปเสี่ยงในที่อันตรายฉันไม่ควรทำให้เธอร้องไห้เวลาอยู่ด้วยกัน นี่คือความผิดของฉัน”

“You’re wrong, Sila. It’s because I took Namtanmai here that she was in danger,” the squirrel said. “I shouldn’t have taken my beloved to any risky place. I shouldn’t have made her cry when we were together. This is my fault.”

            “งั้นพี่ก็เอาดอกฝ้ายคำนี่ไปขอโทษเธอสิ เธอจะได้ใช้มันปูโพรงและหนุนนอน ตกต้นไม้ลงไปอย่างนั้น ตัวเธอคงเจ็บระบม ได้อะไรนุ่ม ๆ รองนอนต้องดีแน่ ๆ

            “Then take these yellow cotton flowers to apologize her, so she can pin them to the nest as a lining and sleep on those soft petals. She must be painful falling from such height. It’ll be good for her to have something soft to lie on.

            “จริงด้วย ขอบคุณนะศิลาน้อย ฉันจะทำอย่างนั้น” เปลวแดดม้วนหางของเขาอย่างใจลอย “รู้ไหม ทีแรกฉันวางแผนจะพาน้ำตาลไหม้มาอยู่ด้วยกันที่นี่ แต่เหตุการณ์เมื่อครู่ทำให้ฉันตัดสินใจได้แล้ว ฉันจะย้ายไปอยู่กับเธอในสวนบ้านที่ไม่มีหมา เพื่อเธอ และเพื่อลูก ๆ ที่จะเกิดมาของเราด้วย”

“Right. Thank you, my little Sila. I’ll do so.” Pleawdad rolled up his tail absent-mindedly. “You know? Firstly I plan to bring Namtanmai to stay here together, but, because of this incident, now I made up my mind. I’ll live with her in some other garden where there is no dog, for the sake of her and our coming babies.

            “พี่จะย้ายไปหรือ” ศิลาถาม เขาไม่อยากให้เปลวแดดจากไป

            “So you are moving?” asked Sila. He did not want Pleawdad to go away.

            “คงเร็วๆนี้แหละ ถ้าน้ำตาลไหม้ไม่ได้เกลียดฉันแล้วน่ะนะ” เปลวแดดตอบ ขณะเลือกเด็ดดอกฝ้ายคำดอกงาม ๆ เพื่อจะไปขอโทษน้ำตาลไหม้ ศิลาเริ่มรู้สึกโกรธและเศร้า

“I guess soon, if Namtanmai doesn’t hate me,” Pleawdad answered while selecting some nice yellow cotton flowers to apologize Namtanmai. Sila became upset and sad.

            “แล้วฉันล่ะ พี่เปลวแดด ฉันจะคุยจะเล่นกับใครถ้าพี่หายไป พี่ก็รู้ว่าพี่ ๆ ทั้งสี่ของฉันไม่เคยชอบฉันเลย”

“What about me, Pleawdad? Whom will I talk to and play with when you’re away? You know that my four brothers never like me.”

            เปลวแดดหยุดมือ หันมามองศิลา“เธอเป็นนกกางเขนที่ฉลาด ศิลา และเธอก็เติบโตขึ้นทุกวัน” กระรอกสีน้ำตาลอ่อนยิ้มอบอุ่น “พี่ ๆ ของเธอตัวใหญ่และชอบแกล้งเธอก็จริง แต่เธออดทนเข้มแข็ง และวันหนึ่งทุกคนก็จะเห็นเช่นนั้น อีกไม่ถึงสัปดาห์ เธอก็จะหัดบินแล้ว ถึงตอนนั้นเธอมาเยี่ยมฉันกับน้ำตาลไหม้ได้สบาย หรือต่อให้เธอไม่มา ฉันก็อยู่ในใจเธอ เหมือนที่เธออยู่ในใจฉัน ไม่สำคัญหรอกว่าฉันจะย้ายไปไหน”

            Pleawdad paused and turned to Sila “You’re a clever magpie robin, Sila, and you grow up every day.” The light brown squirrel smiled warmly. “Your brothers are big and they always bully you, however; you have a patient and strong heart. One day everyone will see that. In a few days, it will be the time you learn how to fly. Then, you can easily come to visit me and Namtanmai. Even if you won’t come, I will still be on your mind, just like you’re on mine. It doesn’t matter where I’ll move to.”

            ศิลาเข้าใจแต่ก็ยังเศร้ามาก ไม่ให้เศร้าไม่ได้หรอก

            Sila understood, but he’s still very sad. It’s impossible not to be.

สองวันต่อมา เปลวแดดย้ายออกจากสวนบ้านคุณพิชิต ทุกสิ่งเงียบเหงากว่าที่เป็นมา

Two days later, Pleawdad moved out of Pichit’s garden. Everything was quieter and lonelier than ever.


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น