[นิทานสองภาษา] Sila the Magpie Robin นกกางเขนชื่อศิลา

ตอนที่ 1 : ลูกนกกางเขนทั้งห้า The Five Little Magpie Robins

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 48
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    5 พ.ย. 59



นกกางเขนชื่อศิลา

Sila the Magpie Robin

บทที่ ๑ ลูกนกกางเขนทั้งห้า

Chapter 1 The Five Little Magpie Robins

            บนต้นฝ้ายคำดอกสีเหลืองพราวของบ้านคุณพิชิต มีรังนกกางเขนรังหนึ่งสานจากกิ่งไม้แห้งในรังมีลูกนกกางเขนทั้งหมด ๕ ตัว ลูกนกทุกตัวเสียงดังมาก ทันทีที่เช้าตรู่ พวกเขาก็ตื่นขึ้นมา อ้าปากร้อง “หิวจัง หิวจัง!

            On the yellow cotton tree with prosperous golden blossoms in Pichit’s garden, there was a magpie robin nestweaved from dry twigs. Inside the nest, there were 5 little magpie robins. All these baby birds were so loud; they woke up at dawn, chirping, “I’m hungry, so hungry!”

            แม่วณี แม่นกกางเขนตัวใหญ่ เป็นแม่ที่เอาใจใส่โภชนาการ เธอต้องการให้ลูก ๆ กินอาหารที่มีประโยชน์ ได้สารอาหารครบถ้วนทุกวัน

            Mama Wanee, the huge mother magpie robin, cared so much about nutrition. She wanted her babies to eat healthy food in order to get all the essential nutrients every day.

            “ตายแล้ว” แม่นกกังวลอยู่บ่อยๆ “วันนี้ลูก ๆ ของฉันกินลูกอ๊อดบ่อยไปหรือเปล่านะ... ไม่ได้การ ไม่ได้การ ลูกต้องกินหนอนไหมบ้าง”

            “Oh, dear,” the mother bird often worried, “I wonder if my children have eaten too many tadpoles today… No, no, this won’t do. The kids need to eat some silkworms.”

            แม่วณีรีบบินออกไปหาต้นหม่อนทันทีใบหม่อนเป็นอาหารโปรดของหนอนไหม ลูกนกกางเขนทั้งห้าตัวเมื่ออยู่ด้วยกันลำพัง ก็เริ่มแกล้งเตะถีบกันไปมา

            Mama Wanee flew swiftly to the mulberry tree. Mulberry leaves are silkworms’ favorite food. Left on their own, the five little magpie robins started to bully one another, kicking and shoving around.

            ลูกนกตัวที่เล็กที่สุด ชื่อว่า ศิลา

            The littlest of the five was Sila.

พี่ ๆ ทั้งสี่ของศิลาแรงเยอะและเกเร ชอบเบียดกัน เพื่อยึดพื้นที่ในรังให้ตัวเองสบายอยู่ตัวเดียว พวกเขา ไม่ชอบศิลาเลย ศิลาก็ไม่ชอบพวกพี่ ๆ เหมือนกัน เขาจึงหันมาสนใจเพื่อน ๆ นอกรังแทน

Sila’s four elder brothers were strong delinquents. Each jostled with one another, try to obtain as much room in the nest as possible to be the most comfortable.Not in the least bit were they fond of Sila, and neither were Sila fond of them. Thereby, Sila turned his interest to friends outside the nest.

ต้นฝ้ายคำมีใครต่อใครแวะเวียนมาอยู่เสมอ รังนกกางเขนอยู่บนกิ่งไม้ที่เต็มไปด้วยดอกสีเหลืองสดสวย ทุกเช้าจึงมีผึ้งบินมาตอมดอกไม้หาน้ำหวาน ผึ้งเหล่านี้เข้มงวด พวกเขามาจากวังผึ้งอันเกรียงไกร ซึ่งมีพระราชินีปกครอง ผึ้งทุกตัวทำงานเพื่อพระราชินีของพวกเขาอย่างทุ่มเท

Many creatures always passed by and visited the yellow cotton tree. The magpie robins’ nest was on a branch which was full of beautiful bright yellow flowers; therefore, every morning the bees came crowding up to find sweet nectar from them. These bees were stern. There were from the mighty Bee Palace ruled by a queen. Every bee was dedicated to work for the queen.

“อรุณสวัสดิ์ ศิลา” พวกผึ้งจะเข้ามาทักทายสั้นๆ อย่างนี้ แล้วก็รีบหันกลับไปทำงาน ศิลาเคยเห็นพี่ชายของเขาตัวหนึ่งแกล้งแหย่ให้ผึ้งทำงานไม่ได้ เลยโดนต่อยจนตาบวมเจ่อไปหลายวัน พวกผึ้งแสนขยันไม่ยอมให้ใครมาขัดการทำงานทั้งสิ้น

“Mornin’, Sila,” The busy bees would drop by to say a short hello like this before rushing back to work. Sila had once witnessed his brother teased a bee so that the little guy could not work, and the brother got stung in the eye in return. That eye was terribly swollen for days. These diligent bees never let anyone interfere with their work. 

            นอกจากพวกผึ้งที่ดุดันและขยันขันแข็งจากวังผึ้ง ใต้ต้นฝ้ายคำก็มีอาณาจักรมดที่เจริญรุ่งเรืองไม่แพ้กัน นาน ๆ ที จะมีมดไต่ขึ้นมาถึงกิ่งที่รังนกกางเขนอยู่ แต่พวกลูกนกก็จะรีบช่วยกันเป่ามันออกไป เช่นเดียวกับแม่วณีที่จะเอาใบไม้กลิ่นฉุนมาถูกิ่งไม้กันมด เพราะถ้ามดยกกองทัพมารุมกัดลูกนกละก็แย่แน่

            Apart from the fierce and hard-working bees from the Bee Palace, there is also an equally prosperous country of Ant Kingdom under the yellow cotton tree. Once in a while, the ants would climb up the tree until they reached the branch where the magpie robins’ nest was located. The little magpie robins would quickly blow them away, as well as Mama Wanee who would scour the branch with some pungent leaves to prevent ants from coming, because these ant troops could potentially harm the baby birds. 

            เพื่อนที่ศิลารักที่สุดบนต้นฝ้ายคำ คือ กระรอกสีน้ำตาลอ่อนชื่อ เปลวแดด

Sila’s best friend on the yellow cotton tree was a light brown squirrel named Plaewdad.

            “กินอะไรกันหรือยัง เด็กๆ” เปลวแดดกระโดดไต่กิ่งไม้แวะมาถามด้วยเสียงร่าเริงทุกเช้าหลังเขากินผลไม้อิ่ม เปลวแดดว่องไวมาก ตอนแรกศิลาจะได้ยินเสียงเขาพูดอยู่ข้างหลัง แต่พอพูดจบ ตัวกระรอกก็กระโดดย้ายมาข้างหน้าแล้ว เขาลูบท้องและเริ่มต้นนั่งทำความสะอาดหนวด “อิ่ม อิ๊ม อิ่ม... มื้อเช้าของฉันดีมากวันนี้ มะม่วงสุกสีเหลืองหวานอร่อย เนื้อสีเดียวกับดอกฝ้ายคำนี่ไม่มีผิดเลยล่ะ!

            “Have you eaten yet, kids?” Plaewdad jumped to the branch to greet the baby birds in his merry tone every morning after he had eaten enough fruits for breakfast. Plaewdad was agile. At first Sila heard his voice from behind, but as the sentence finished, the squirrel was found in front of the birds. He rubbed his tummy and started to clean his whiskers, “I’m so, so full… My breakfast was exquisite today: a sweet ripe yellow mango. Its color is the same as these yellow cotton flowers!”

            “หิวจัง หิวจัง!” ศิลาร้องตอบ พี่ ๆ ทุกตัวก็พากันประสานเสียง “หิวจัง หิวจัง!

            “I’m hungry, so hungry!” Sila said. His brothers also chimed, “Hungry, so hungry!”

            “โอ๋... ไม่ร้องนะ มา เดี๋ยวฉันช่วยหาอะไรให้กิน รอหน่อยนะ” เปลวแดดบอก ก่อนจะกระโจนแผล็วลงไปจากใต้ต้นฝ้ายคำ

            “Hush, hush… Don’t cry, okay? I will get something for you. Just wait a second,” Plaewdad told them before he jumped off the yellow cotton tree.

            เปลวแดดรู้จักกับพ่อนกกางเขน พ่อเตโช ตั้งแต่ตอนมาทำรังที่ต้นฝ้ายคำบ้านนี้ใหม่ๆ แต่แล้ว พ่อเตโชก็เคราะห์ร้าย ถูกเด็กชายในหมู่บ้านยิงด้วยหนังสติ๊กเข้าอย่างจังตรงอก ทิ้งให้เหลือเพียงแม่วณีและไข่ทั้ง ๕ ฟองซึ่งตอนนั้นยังไม่ฟัก เปลวแดดจึงแวะมาเยี่ยมและเอาอาหารมาให้แม่วณีเสมอ ในช่วงที่แม่วณีต้องนั่งกกไข่ตลอดเวลาออกไปหาอาหารไม่ได้ หรือแม้แต่หลังจากลูกนกฟักแล้วเช่นตอนนี้ เปลวแดดก็ทำหน้าที่เป็นเสมือนพ่อทูนหัว

            Plaewdad had known the late magpie robin father, Papa Tesho, when he and Mama Wanee had started building their nest on this yellow cotton tree. Papa Teshohad been unfortunate; he had been shot in the chest by some boys in the neighborhood. Left behind, Mama Wanee and the five eggs had been taken care of by Plaewdad. The squirrel had brought food to Mama Wanee when she had had to brood the eggs all the time. Even after the baby birds hatched out, until now, Plaewdad still acted as their godfather.

            ที่จริงแล้ว การหาอาหารให้ลูกนกกางเขนเป็นงานที่เปลวแดดไม่ชอบเท่าไร เพราะเปลวแดดกินแต่ผลไม้ ดังนั้นเวลาจะต้องไล่จับตัวอะไรสักอย่างที่ดิ้นดุ๊กดิ๊กให้ลูกนกกิน เปลวแดดจึงลำบากใจมาก เขาเคยพยายามสอนให้ลูกนกเป็นมังสวิรัติอย่างตน แต่อนิจจา ร่างกายนกกางเขนกินได้เฉพาะสัตว์และแมลงเท่านั้น

            Actually, finding food for the little magpie robins was not a pleasing job for Plaewdad. Plaewdad ate fruits; thus, when he had to catch some wiggling living things to feed the birds, he felt quite troubled. He had once tried to convert the baby birds to be vegetarians like him, but, alas, magpie robins could only feed on small amphibians and insects.

            “ฮึ่ม ใจแข็งไว้ เพื่อสุขภาพของเด็ก ๆ” เปลวแดดปลุกปลอบขวัญตัวเอง ขณะใช้ใบไม้ช้อนปลิงขึ้นมาจากขอบกระเบื้อง เขาเกลียดกลัวปลิงขึ้นสมองทีเดียว แต่ความเมตตาต่อลูกนกนั้นมากกว่า “อะไรอีกดีนะ... อ๊ะ นั่นไงด้วง นั่นไงกิ้งกือ”

            “Okay, take it easy, for the sake of the kids,” Plaewdad soothed himself, while using a leaf to pick up leeches from the edge of a quarry tile. He was awfully afraid of leeches, but his affection for the baby birds still won, “Now what else… Ah, there’s a beetle, and a millipede, too.”

            ศิลาชะโงกหน้าจากรังลงมา มองดูเปลวแดดวิ่งไล่จับด้วงรอบกระถางต้นไม้ ขณะที่วิ่งนั้น เจ้ากระรอกหารู้ไม่ว่า บรรดาปลิงที่เพิ่งช้อนมาได้กำลังจะคลานหนีออกจากจานใบไม้เสียแล้ว

            Sila leaned out from the nest, seeing Plaewdad chasing after a beetle around a flowerpot. The squirrel was not aware that the leeches he had just picked up were crawling away from the leaf plate while he was running after the beetle.

            “หิวจัง หิวจัง เปลวแดด หยุดเถอะไม่ต้องหาเยอะหรอก พวกเราหิวจนแสบท้องแล้ว มีอะไรก็เอามาก่อน”

            “Hungry, so hungry. Plaewdad, stop! You don’t have to find much food at once. We’re starving here. Just bring whatever you’vefound.”

            เปลวแดดชะงัก หูตั้งได้สติเขาเงยหน้ามองศิลา แล้วรีบตรงไปเก็บจานใบไม้ช้อนปลิงกลับมา ก่อนจะไต่ขึ้นมาตามกิ่งฝ้ายคำ เขานั่งลงบนขอบรังนกกางเขนอย่างภูมิใจ ใช้กิ่งไม้ป้อนปลิงสีดำอวบอ้วนเข้าปากลูกนกทีละตัว อ้ำ อ้ำ อ้ำ อ้ำ อ้ำ

            Plaewdad stopped short. His ears pointed up when he realized the situation. He met Sila’s eyes and then got the leaf plate with the leeches back in his hands, before climbing up to the yellow cotton branch. He sat on the side of the nest, proud, and used a stick to feed the baby birds with fat black leeches. Yum, yum, yum, yum, yum!

            ลูกนกกางเขนทั้งห้ากรูเข้าไปซุกไซ้ขอบคุณเจ้ากระรอก ศิลาเบียดพี่ ๆ เข้าไปไม่ไหว จึงได้แค่กอดพวงหางฟูยาวนุ่มนิ่มของเปลวแดดที่สะบัดโอบรอบรัง ทุกคนรักเปลวแดด และเปลวแดดก็รักทุกคน

            The five little magpie robins cuddled the squirrel to say thanks. Little Sila couldn’t push through his brothers, so he just hugged Plaewdad’s long fluffy tail which was encircling the nest.All the baby birds loved Plaewdad, and Plaewdad loved them all.


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น