[AU FIC KHR] Sins days feeling แม่มด...บาป...ความรู้สึก

ตอนที่ 5 : The 1st feel :: Destiny?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 121
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    25 ต.ค. 54

Sins Days Feeling แม่มด...บาป...ความรู้สึก

ตอนที่ 1 การพบกันของโชคชะตา?

 

 

            สนามบินในอิตาลี เวนิส โซนผู้โดยสารขาเข้า เที่ยวบินจากประเทศญี่ปุ่นยังคงมีผู้คนจำนวนหลั่งไหลเข้ามา หนึ่งในนั้นคือชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทไม่มีเน็กไท ผมสีดำสั้น ดวงตาคมกริบสีดำสนิทดูดุ แต่แววตาขี้เล่นทำให้หน้าของเขาดูซอร์ฟลงจากรอยแผลเป็นที่คางนั่น ขายาวเดินลากกระเป๋าเร็วๆไปยังประตูที่สามเพื่อไปยังจุดนัดพบ

 

            “เฮ้ ทาเคชิ” เสียงนุ่มของชายหนุ่มร่างโปร่งดังขึ้น ผมสีเทาซอยเข้ากับดวงตาสีเขียวคมกริบ ริมฝีปากบางคาบบุหรี่พร้อมคิ้วที่ขมวดมุ่นอยู่ตลอดเวลา ช่างเป็นคนที่ให้อารมณ์น่ากลัวเสียจริง

 

            “ไง ฮายาโตะ” ชายหนุ่มร่างสูงทักกลับ ริมฝีปากบางยิ้มดีใจเมื่อเห็นหน้าเพื่อนรักที่มาอิตาลีล่วงหน้าสามวัน เขาลากกระเป๋าตามไปที่รถตู้สีดำคันโต “ตกลงที่รีบอร์นตามตัวพวกเรามาที่อิตาลีเพื่ออะไร”

 

            โกคุเดระ ฮายาโตะทิ้งบุหรี่ลงพื้นแล้วเหยียบเพื่อดับมัน “ไม่รู้ แต่คุณรีบอร์นบอกว่ามีเรื่องด่วนที่จะต้องคุยกัน...เห็นว่ามีปัญหาที่ เวเนเซีย นี่แหละ ”

 

            “เวนิส?” ยามาโมโตะ ทาเคชิถามอย่างประหลาดใจ คิ้วบางเลิกสูง เขาขึ้นรถไปนั่งเบาะข้างคนขับ ส่วนคนขับก็...ฮายาโตะไง

 

            “อา...นั่นแหละ ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องใช้คำเก่าขนาดนั้น” ฮายาโตะตอบด้วยเสียงเรียบๆ คิ้วของเขายังคงขมวดมุ่นหมือนเดิม

 

            “แล้วนี่เรากำลังจะไปไหนกัน?”

 

            “ฐานทัพที่เวเนซีย”

           

            ยามาโมโตะ ทาเคชิ และโกคุเดระ ฮายาโตะ ต่างทำงานอยู่ในองค์กรวองโกเล่ องค์กรที่คอยจัดการดูแลความเรียบร้อยในอิตาลี ว่ากันง่ายๆก็ยังไม่ทิ้งความเป็นมาเฟียซักเท่าไหร่หรอก เพียงแต่เป็นแฟมิลี่ที่ใหญ่ขึ้น ซาวาดะ สึนะโยชิผู้เป็นบอสเลยเรียกให้สวยหรูว่าองค์กร โดยที่อาจารย์(?)รีบอร์นก็ไม่ได้ว่าอะไร

           

            “เอ๊ะ?” เสียงปริศนาดังขึ้นจากหลังรถ ทาเคชิหันขวับไปมองเพื่อจะตรวจดูความแน่ใจว่าเสียงปริศนาเป็นเสียงจาก คนจริงๆ “อ้าว ยามาโมโตะคุง”

           

            เสียงเรียกจากผู้เป็น บอสของพวกเขา ซาวาดะ สึนะโยชิที่งัวเงียเพิ่งตื่นจากนิทรา ใบหน้าคมคายหล่อติดสวย ผมสีน้ำตาลอ่อนยังคงชี้ฟูเหมือนวันวาน ทาเคชิยิ้มทักทายอย่างดีใจ

           

            “โย่ว สึนะ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”

           

            “อื้ม” บอสวองโกเล่ยิ้มทักทาย

           

            “เพิ่งจะสี่วันเองไอ้บ้า” ฮายาโตะแหวใส่ ทำให้ทั้งสองคนหัวเราะออกมา

 

 

            รถตู้สีดำเลี้ยวเข้าที่จอดรถประจำของมัน ชายหนุ่มสามคนก้าวลงมาจากรถโดยมีคนมายกกระเป๋าของทาเคชิไปเรียบร้อยแล้ว

           

            พวกเขาสามคนเดินเข้าไปยังตึกสูงสี่ชั้น...โดยมีป้ายข้างหน้าว่า โรงเรียนกวดวิชาเวเนเซียปักอยู่อย่างไม่จริงจัง ทั้งภายนอกและภายในก็ไม่ได้ดูสดใสอะไร หรือชักชวนให้เข้ามาเรียนเลยแม้แต่น้อย สึนะโยชิเดินนำทั้งสองคนไปยังห้องหนึ่ง ประตูสีขาวเรียบๆมีป้ายเล็กๆเขียนว่า ‘Staff Only’ เมื่อเปิดเข้ามไปก็เจอทางที่ให้เดินไปอีก และจะเจอกับบันได...

           

            สึนะโยชิเดินลงบันไดไป พร้อมกับอีกสองผู้พิทักษ์ที่เป็นมือซ้ายและขวา เสียงฝีเท้าที่กระทบกับบันไดหินตอกแตกเข้ามาแทรกกับเสียงสนทนาที่เงียบระหว่างพวกเขาสามคนเข้ามาแทรกอย่างเป็นธรรมชาติ แม้ว่าจะอยากกล่าวอะไรออกมา แต่กลับกล่าวอะไรออกมาไม่ได้ในตอนนี้

 

            เมื่อลิฟต์เปิด...แน่นอน เจ้าตึกโรงเรียนกวดวิชาตรงนี้มันก็เป็นแค่เรื่องแหกตา ดูก็รู้ เบื้องล่างของตึกนี้คือฐานทัพของวองโกเล่ที่ได้อิริเอะ โชอิจิมาช่วยออกแบบให้โดยเฉพาะ แม้มันจะไม่ได้ถอดเป็นบล็อกได้เหมือนฐานทัพของมิลฟีโอเล่(เพราะสึนะไม่อยากให้มันถอดได้) แต่ก็เป็นฐานทัพที่ซับซ้อน(สำหรับศัตรู)และสะดวกสบาย(สำหรับเจ้าของฐาน)ไปในทางเดียวกัน

 

            “เป็นฐานทัพที่กว้างจังเลยนะ...” ชายหนุ่มผมดำรำพึงออกมาเบาๆ สึนะโยชิหัวเราะร่าจนเหมือนออกจะภูมิใจนิดๆ

           

            “ก็แน่ล่ะ รุ่นที่สิบลงมือออกแบบเองเชียวนะเฟ้ย” ฮายาโตะยังคงความเป็น มือขวาที่ดีของรุ่นที่สิบเสมอระหว่างที่ทั้งสามกำลังเดินตามชายหนุ่มผมน้ำตาลไป

           

            “ไม่หรอก...อิริเอะคุงก็ช่วยอยู่เยอะ” สึนะโยชิตอบสบายๆ “ดีแล้วล่ะที่ไม่ได้เป็นศัตรูกัน”

 

            ตลอดเวลาที่ผ่านมาหลังจากสึนะโยชิตัดสินใจสืบทอดวองโกเล่ เขาแสดงศักยภาพที่ดีในตัวออกมา บริหารวองโกเล่ ขยายแฟมิลี่ แม้จะดูยุ่งเหยิง ความลังเล ความอ่อนโยนที่สึนะโยชิมีจะลดลงหายไปบ้าง แต่สำหรับ เพื่อนๆของเขาแล้ว เขาไม่เคยที่จะละเลยความสำคัญตรงนี้แม้แต่เพียงน้อย

 

            พวกเขาทั้งสามเดินเข้ามาในห้องที่ต้องการ ห้องประชุมสำหรับคนสำคัญๆในวองโกเล่เท่านั้นที่จะได้รับเกียรติให้เข้ามา ลักษณะห้องเป็นสีเหลี่ยมจัตุรัสที่มีโต๊ะประชุมยาวขวางไว้กลางห้อง เมื่องเข้ามาแล้วมองตรงไปจะเห็นกระดานที่เป็นกระจกใสตั้งอยู่....เป็นกระดานจอพลาสม่าที่ทำหน้าที่คล้ายทีวีและคอมพิวเตอร์ไปพร้อมๆกัน เมื่อพวกเขาเข้าไป ก็มีคนรออยู่แล้ว...

 

            คนแรกคือ รีบอร์นคนที่เขาตัดสินใจให้นั่งท่างด้านซ้ายของสึนะโยชิในการประชุมเสมอ เพราะเขาคืออีกคนที่สึนะไว้วางใจมากที่สุด หมวกทรงสูงราวผู้ดีอังกฤษตกมาปิดตาเรียวคมสีดำที่ปิดสนิท ผมสีดำตัดสั้นติดหัว มีม้วนผมยาวออกมาบริเวณใบหู รูปร่างสูงที่คุ้นเคยมักอยู่ในชุดสูทนั่งกอดอกพิงพนักเก้าอี้...เห็นได้ชัดเลยว่าหลับ

 

            คนที่สองคือ หนุ่มผมหยักศกสีดำ ใบหน้าฟุบลงกับโต๊ะทั้งอย่างนั้น เขาทั้งสองที่ตกอยู่ข้างตัวมีร่องรอยบางอย่างที่บอกได้ว่าต้องไปกวนรีบอร์นตอนหลับจนได้เรื่องมาแน่ๆ เขาคนนั้นไม่แปลกเลยที่จะเป็น แรมโบ้

 

            “กลับมาแล้วเหรอคะ คุณซาวาดะ” เสียงแผ่วเบาดังขึ้นจากข้างหลังทำเอาทั้งสามคนสะดุ้งตกใจไม่ยาก เสียงจากริมฝีปากบางเบาสีเชอร์รี่ ดวงตากลมโตสีฟ้าใสช้อนสบตาขึ้นมองสึนะทั้งที่ความสูงของเธอเองก็แค่เตี้ยกว่าสึนะเพียงเล็กน้อย เรือนผมสีบลอนด์ทองยาวประบ่าที่ถูกรวบเป็นหางม้าสั้นๆแกว่งไกวไปมาจากการที่เธอเพิ่งหยุดเดินมา สึนะโยชิหัวเราะแห้งๆ แล้วตอบรับในลำคอ

 

            “เชิญนั่งก่อนก็ได้ค่ะ คุณซาซางาวะกำลังเดินมา ส่วนคุณโรคุโดกำลังไปตามคุณฮิบาริค่ะ” หญิงสาวผมบลอนด์เอ่ยเสียงเรียบ ใบหน้าหวานปนคมคายไม่แสดงอารมณ์ใดๆราวเธอกำลังพูดประโยคที่ยาวที่สุดในชีวิต

 

            “อะไรนะ คุณมุคุโร่น่ะนะ” สึนะโยชิขมวดคิ้ว “แน่ใจเหรอทาร์เดสจัง?”

 

            “ตามคำสั่งคุณรีบอร์นค่ะ...” ทาร์เดส เอล ชิเอโล่ ตอบเสียงเรียบ เธอเดินไปยังมุมเคาท์เตอร์เล็กๆที่มีกระติกน้ำร้อน และขวดแก้ววางเรียงรายอยู่พร้อมกับที่สามหนุ่มที่เหลือต่างนั่งที่ประจำของตนเองเมื่อกดน้ำร้อนใส่กา กลิ่นหอมอ่อนๆของชาซีลอนก็ลอยแตะจมูกของผู้ที่อยู่ในห้อง

 

            “นั่นใครน่ะ?” ทาเคชิกระซิบถามฮายาโตะที่นั่งอยู่ข้างๆ

 

            “ทาร์เดส เอล ชิเอโล่ สมาชิกระดับสูงอีกคนของวองโกเล่ น้องสาวต่างแม่ของบาจิล” ฮายาโตะกระซิบตอบ “ส่วนมากประจำการอยู่ที่เวเนเซีย จะไม่เจอเลยก็ไม่แปลกหรอก”

 

            “อืม...” เขาตอบรับในลำคอ แล้วผงกหัวเป็นเชิงขอบคุณเมื่อทาร์เดสวางแก้วชาตรงหน้า...แก้วชายังเป็นสไตล์ญี่ปุ่นจ้าเลย

 

            “จะปลุกคุณรีบอร์นเลยหรือเปล่าคะ” หญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวในห้องปริปากถามสึนะโยชิ ซึ่งเขาส่ายหน้า “ปลุกตอนคนมาครบจะดีกว่านะ” ทาร์เดสจึงพยักหน้า

 

 

            หญิงสาวกำลังคิดว่าเธอช่างโชคร้ายที่เปิดประตูดาดฟ้ามาในเวลานี้...

 

            ทำไมเธอไม่บอกปัดกับเจ้าของร้านก่อนนะว่าเธอกำลังนวดแป้งจนมือเลอะ ทำไมถึงไม่ปฏิเสธไปซะ แล้วบอกว่าเธอจะเอาผ้ามาตากให้ทีหลังนะ...เอาเข้าจริง ไม่ว่าเหตุผลไหนก็ไม่สามารถบอกปัดได้เพราะเธอเป็นคนที่ขออาศัยนี่นา...แถมถ้ายังไม่รีบตากผ้าปูที่นอน แดดแรงๆของช่วงบ่ายก็จะหายไปด้วย

 

            หญิงสาวยังไม่กล้าขยับตัวไปไหนทั้งนั้น...ตอนนี้แดดแรงกำลังบอกให้เธอรีบนำผ้าไปตาก แต่ที่ไม่ขยับตัวเพราะ...

 

            ชายหนุ่มรูปร่างโปร่งผมดำคนนี้...

 

            เขาเป็นใครกันนะ? ทำไมถึงขึ้นมาบนดาดฟ้านี่ได้? ทั้งๆที่หากเป็นลูกค้าก็ไม่สามารถจะขึ้นมาที่นี่ได้ ด้านล่างของร้านเจ้าของร้านก็เฝ้าอยู่ตลอดแท้ๆ

 

            และเหมือนว่าเขาจะรู้ตัวนานแล้ว...ใบหน้าคมคายหันมาเหลือบมองเธอ...

 

            ดวงตาสีรัตติกาลทั้งสองประสานกัน สายลมที่พัดอย่างอ่อนหวานแรงขึ้นจนทำให้เรือนผมสีน้ำตาลส้มปลิวไสวไม่ยาก ชายหนุ่มกลอกตาไปรอบด้าน เห็นได้ชัดว่าหญิงสาวต้องการจะ ตากผ้าสีขาวสะอาดในตะกร้านี้ เขาหันไปในทิศทางที่เขาหันหลังให้แก่เธอ แล้วกระโดดลงจากดาดฟ้าชั้นสี่

 

            หญิงสาวเผลอเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เธอรวบกระโปรงของเธอขึ้นให้ไม่เกะกะ แล้ววิ่งไปดูที่ที่ เขาเคยยืนก่อนหน้านี้

 

            เมื่อมองลงไปยังตรอกเล็กๆ ก็ไม่มีวี่แววของสิ่งมีชีวิตแม้แต่อมีบา...

 

 

            ในตรอกเล็กๆระหว่างตึกทั้งสองที่คาดว่าน่าจะเป็นบ้านเรือนของประชากรในเวเนเซีย มีร่างอันเลือนรางปรากฏขึ้น ก่อนจะกลายเป็นร่างของมนุษย์ในที่สุด ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มไม่น่าวางใจ ดวงตาสองสีเรียวคมแสดงแววตาแห่งความหลอกหลวง เรือนผมสีน้ำเงินเข้มปลิวตามท่วงท่าที่เขาขยับ

 

            สายหมอกตัดสินใจเดินเท้าแทนที่จะเคลื่อนไหวด้วยสายหมอก โรคุโด มุคุโร่รู้อยู่แล้วว่าคนที่เขาต้องไปตามอยู่ที่ใด แต่จำกัดเวลาที่อัลโกบาเลโน่จุกนมสีเหลืองบอกเขาก็ยังอีกตั้งนานกว่าจะถึงเส้นตาย เขาจึงเลือกที่จะเดินเท้า เผื่อว่าจะเจออะไรสนุกๆระหว่างทาง

 

            และเขาก็คิดว่าเขาอาจจะเจอ...

 

            เรือนผมสีเงินอมชมพูยาวเหยียดถึงกลางหลังที่สะดุดตาเขาตั้งแต่แรกพบ เมื่อพิศดูดีๆแล้วเธอเป็นหญิงสาวที่สูงคนหนึ่ง อกเป็นอก เอวเป็นเอว ผิวขาวเนียน เธอกำลังนั่งอยู่บนม้านั่งสีน้ำตาล...และสิ่งที่เขาสะดุดตามากที่สุด

 

            หน้ากากแฟนซีสีแดงมีขนนกย้อมสีหลากสีประดับอยู่ข้างๆ

 

            จริงอยู่ที่เวเนเซียนี่ หน้ากากแฟนซีล้วนหาได้ทั่วไปด้วยเหตุที่ว่าคนพื้นเมืองสมัยก่อนนั้นว่างมาก คงต้องอธิบายก่อนว่าเวเนเซียเป็นเมืองที่เป็นเอกเทศ คนสมัยก่อนจึงมักนำหน้ากากมาสวมเพื่อทำอะไรแปลกๆแผลงๆพิเรนท์ๆโดยที่ไม่มีใครรู้เพื่อคลายความเบื่อหน่าย หน้ากากสวยๆจึงหาได้ทั่วไป กระนั้นก็เถอะ หน้ากากมักจะใส่กันแค่ในคาร์นิวัลเท่านั้น

 

            ก็น่าสนใจจริงๆนั่นแหละ...

 

            “สวัสดีครับ” โรคุโด มุคุโร่เริ่มต้นสนทนาด้วยการเข้าไปอย่างเงียบเชียบ และทักทายด้วยเสียงนุ่มนวลที่บอกได้ว่า ไม่มีความจริงใจในน้ำเสียงแม้แต่น้อยเขาค่อยๆกระเถิบเข้าไปนั่งข้างหญิงสาวบนม้านั่งสีน้ำตาล

 

            และก็เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อที่หญิงสาวไม่สะดุ้ง ไม่แม้แต่จะหันมามองด้วยซ้ำไปราวรู้ว่าเขาจะมา...ริมฝีปากบางสีสดกระตุกยิ้มบางเบา

 

            “คุณเองก็น่าจะมีงานที่ต้องทำนะคะ...ไม่ใช่ว่าการมานั่งข้างดิฉันแล้วคุยเล่นจะทำให้งานของคุณสำเร็จไปด้วยดีนะคะ?” เธอสวนกลับคำพูด ที่ไม่มีความจริงใจแม้แต่น้อยของชายหนุ่มที่ทำเอาเขายิ้มค้างกับความนิ่งอันน่าเหลือเชื่อของเจ้าหล่อน

 

            ความเงียบถูกปล่อยไว้สักพัก...

 

            “คึหึหึ นั่นสินะครับ...แล้วไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงใส่หน้ากากอยู่ตรงนี้เป็นใครกันครับ?” ริมฝีปากบางของมุคุโร่เหยีดยิ้มออกมาแบบที่ ไม่มีความจริงใจเช่นเดียวกับคำพูด

 

            “บางทีคุณอาจไม่ต้องใส่ใจนะคะ ว่าดิฉันเป็นใคร เพราะดิฉันเองก็ไม่ได้อยากใส่ใจหรอกค่ะว่าคุณจะเป็นใครมาจากไหนก็ตาม แต่เวลานี้ดิฉันต้องการจะอยู่คนเดียว และคุณอาจกำลังละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของดิฉันอยู่” เธอร่ายยาวโดยไม่มองหน้าของชายหนุ่มเช่นเดิม “เพราะฉะนั้นไปทำงานของคุณเสียเถอะค่ะ”

 

            มุคุโร่เลิกคิ้ว สีหน้าที่พกพาด้วยความมั่นใจของเขาสลายไปชั่วครู่หนึ่ง เขาไม่คิดว่าหญิงสาวผู้นี้จะสามารถกล่าวถึงคำสั่งที่อัลโกบาเลโน่มอบให้ได้แม่นขนาดนี้ หรือจะเป็นความบังเอิญ...ต้องเป็นความบังเอิญที่บังเอิญมากเลยล่ะ มุคุโร่ปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม เขาเหยียดยิ้มราวอยากลองหยั่งเชิงกับเธอ

 

            “ก่อนที่ผมจะได้ทำภารกิจหาคน...” เขาลุกขึ้นประจันหน้าเธอ เขาเห็นนัยน์ตาสีโกเมนวาววับครู่หนึ่ง...เป็นแววตาที่ทระนงมากทีเดียว เขาค่อยๆสลายเป็นร่างหมอกต่อหน้าเธอ “คุรบอกผมก่อนได้ไหมล่ะครับ...ว่าคุณคือใคร?”

 

            หญิงสาวที่ดูไม่ตกใจกับการสลายร่างของ สายหมอกเท่าใดนัก เธอเหยียดยิ้มคล้ายมุคุโร่...ตอบด้วยน้ำเสียงท้าทายอย่างสนุกสนานที่ทำให้มุคุโร่ขมวดคิ้วได้ก่อนสลายไปในที่สุด...

 

            เซร่า เดอะ รีปเปอร์...

 

 

            ร่างเพรียวยังคงนั่งอยู่ตรงนั้นสักพัก เธอเงยหน้ามองขึ้นฟ้า หน้ากากแฟนซีสีแดงสดถูกปลดออก ดวงตาคมโตสีโกเมนประกายบางอย่าง ริมฝีปากเม้มแน่น เธอกำสร้อยคริสตัลสีเงินไว้แน่นราวกับมันจะหายไปเมื่อใดก็ได้

 

            เธอลุกขึ้นด้วยนึกตัดสินใจบางอย่าง หน้ากากถูกสวมเข้าไปเช่นเดิม เธอเดินออกมาจากบริเวณตรงนั้น สีหน้าของเธอครุ่นคิดอะไรบางอย่าง..บางอย่างที่สำคัญกับเธอเอามากๆ...

 

            ลาเนลลี...

 

 

ตัดฉับ! อย่างโหดร้าย(หรือเปล่า?) โฮกกก เจอกันไม่ครบทุกคู่ ติมเครียดมากเลยค่ะ กะจะให้เจอกันให้หมด กลัวมันยาวเกิน...เลยได้แค่สามคู่ แถมท่านฮิยังไม่ได้เปิดชื่อเต็มเลย โฮรกกกก ตอนหน้านังติมจะเปิดให้ครบทุกคนให้จงได้ค่ะ แถมเวลาอัพยังยาวนานมากกก

รู้สึกตอนนี้มุคุโร่เป็นอะไรที่เด่นมากและหาความ จริงใจไม่ได้เลย ใครหลอนคำนี้ติมเองก็ขอโทษนะคะ เพราะติมก็หลอนค่ะ!(/โดนตบ)

ส่วนคุณยมทูตก็อดทนเล็กน้อยนะคะ ออกยากหน่อย แต่รับรองถล่มกันระเบิดกระจุยกระจายแน่ค่ะ...

ส่วนใครที่ไม่ได้ให้คำตอบที่เคลียร์เกี่ยวกับตัวละครที่ติมเสมอไป ติมจะขออนุญาตมัดมือชกแล้วนะคะ! และมุมคาแรคเตอร์ก็ยังไม่ได้ทำภาพอีก Orz ขออภัยสักล้านรอบนะคะ ต่อจากนี้ติมจะอัพให้บ่อยขึ้นแล้วค่ะ!

ปล.ในส่วนที่ลงครั้งแรกอย่าแปลกใจนะคะว่าทำไมไม่เหมือนกัน ติมตัดสินใจรีไรท์เลยค่ะ เพราะถ้าแวะฐานทัพหลักที่โรมก่อนมันจะได้ยาวกว่านี้ XD และต่อไปนี้ นังติมจะขอกระแดะเรียก 'เวนิส' ว่า 'เวเนเซีย' นะคะ มันเพราะกว่าง่ะ ไม่ว่ากันเนอะ XD

101 ความคิดเห็น

  1. #101 gemello (@ryokoakok) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2554 / 23:09

    สึนะน่ารัก

    #101
    0
  2. วันที่ 8 พฤศจิกายน 2554 / 21:29
    สนุกมากค่า >< !!
    #98
    0
  3. #97 blackrose-bam (@lovevaria) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2554 / 12:33
    สนุกสุดยอดดดดดด
    #97
    0
  4. #96 _Tsukima_ (@Tsukima) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2554 / 18:56
    แวบมาอ่าน
    สึนะน่ารักจริงๆ ด้วย~
    เหมือนพี่จะลืมๆ ไปบ้างแล้วแฮะว่าใครเป็นใคร แต่ก็นับว่าเป็นการเจอกันที่ดูเรียบง่ายแต่ก็ขลังดีนะ
    ที่จริงแล้วจะให้เจอกันทุกคู่ ยาวๆ น่ะก็ได้นะ (พี่ชอบ) แต่เอาเถอะ ปัดไปตอนหน้าบ้างก็ได้จ้ะ ชื่อตัวละครจะได้ไม่ลายตา
    รออัพต่อนะเออ ~
    PS. ตอนนี้พี่กำลังเขียนโปรเจ็กต์นิยายแนวเกมออนไลน์อยู่เรื่องนึง ถ้าสนใจคุยได้นะเออ ~


    #96
    0
  5. #95 D-NighT>[[Dream]] (@popkunghup) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2554 / 18:08
    55+ ทำท่านมุอึ้งไปเลยแหะ เธอช่างสุดยอดจริงๆ (-..-)
    #95
    0
  6. #94 ~[E]TERNAL~ (@prisontales) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2554 / 07:06

    โอ้วว อย่างทีเขียนไว้เลยฮะท่านติม ลองอ่านดูแล้วมุคุโร่นั้น หาความจริงใจไม่ได้เลยวุ้ยย

    อืม....นั่นสินะ แต่ก็สนุกดีฮะจะรอคอยตอนต่อไปนะครับ

    #94
    0
  7. #93 D-NighT>[[Dream]] (@popkunghup) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2554 / 20:54
    อ๊ากกกก มาแล้วหลังจากมาแอบส่อง แวบไปแวบมา มาซะนาน ><" ตอนแรกก็ไม่จิ้นไรเลย

    มาจิ้นตรงสึนะน้อยผู้น่ารัก >W<
    #93
    0
  8. วันที่ 7 ตุลาคม 2554 / 15:08
    อ่านแล้วนึกภาพ*-*...โกคุไปรับยามะที่สนามบิน (เปลี่ยนจาก 8059 เป็น 5980 แล้วกัน*q*<<-โดนตบกลิ้ง=^=)

    อ่านตอนแรกรู้สึกคุ้นๆ พอโกคุเรียกชื่อปุ๊บ นั่นไงมันต้องยามาโมโตะ ทาเคชิ ชัวร์!

    ฮายาโตะตอบด้วยเสียงเรียบๆ คิ้วของเขายังคงขมวดมุ่นหมือนเดิม ตรงนี้ตกสระเอ ไปนะ>> เหมือน

    แล้วก็สู้ๆ เข้านะค่ะพี่ไอติม รออ่านอยู่~

    #92
    0