ฟูจวินของข้าน่ารักเท่าโลก! [จบ]

ตอนที่ 4 : 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,336
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 561 ครั้ง
    26 มี.ค. 63

 

3

 

 

ท่านตาหลวนซานแวะมาหาเธอที่บ้านอีกครั้งในตอนเช้าหลังทานอาหารเช้าเรียบร้อยเพื่อตรวจร่างกาย เมื่อดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นสีเงินเห็นร่างกายท่านตาแล้วทำให้รู้สึกสงสัยนัก เหตุใดชายชราผู้นี้ถึงมีพิษอยู่ในร่างมากมายเช่นนี้ มากกว่าผู้อื่นในหมู่บ้านเสียอีก ยิ่งใช้ดวงตาจ้องมองกระแสเลือดสีแดงบางจุดกลายเป็นม่วงคล้ำในร่าง กระแสเลือดบางจุดเคยเป็นสีทองแต่มันดูหมองลง มองลึกลงไปในร่าง เธอเริ่มเห็นภาพบางสิ่ง

เธอนึกถึงสิ่งที่ได้ยินมาจากป้ากวางเรื่องของท่านตาหลวนซานที่เคยกล่าวว่าเป็นอดีตฮ่องเต้...

“รอดมาได้ถึงเพียงนี้ ถือว่าสมเป็นโอรสสวรรค์...”

คำพูดของนางในยามนั้นเรียกเสียงหัวเราะเบาๆจากตาเฒ่าตรงหน้าได้เป็นอย่างดี ต่างจากฮุ่ยเจินที่ทำหน้าฉงน ว่าท่านตาของเขาเกี่ยวอันใดกับโอรสสวรรค์กัน?

หลังจัดการมอบยาให้เรียบร้อยเธอจึงถือโอกาสคุยเรื่องพัฒนาหมู่บ้านต่อ เริ่มจากซ่อมแซมบ้านเรือน เสริมความแข็งแรงไม่ให้พังง่ายๆ ซ่อมแซมหลังคาให้ไม่ต้องกังวลว่าจะพังหรือลำบากในหน้าฝนกับหน้าหนาว ความแข็งแรงก็อย่างที่เห็นจากการที่เจินเจินของเธอหัวโน

อีกเรื่องนอกจากที่พักอาศัยคือเรื่องระบบน้ำ ด้วยความเป็นคุณหนูเก่าจึงอยากได้ห้องอาบน้ำ อีกใจคือบ้านที่ไม่มีที่อาบน้ำน่ะมันรับไม่ได้อย่างมาก! นอกจากที่อาบน้ำก็คือเรื่องสุขภัณฑ์ ทุกบ้านไม่มีห้องน้ำ ถ้าจะส้วมคือในป่า ถึงจะกลบแล้วก็ไม่ไหว!

ตอนแรกก็คิดเหตุผลเป็นร้อยเป็นพันมาหวังให้อีกฝ่ายเชื่อทว่าสิ่งที่ท่านตาหลวนซานกล่าวคือ

“ทำอะไรก็ทำเลยหลานสะใภ้ อย่างไรเสียอาเจินก็เป็นว่าที่หัวหน้าหมู่บ้านต่อจากข้า และข้าก็เชื่อใจเจ้า”

ตาเฒ่าอนุญาตให้เธอทำทุกอย่าง ไม่พอยังเรียกผู้สร้างบ้านเรือนให้พวกเขาอย่างท่านลุงเหยียนมารับฟังเธออธิบาย เลี่ยงหลิงทำใจโดนซักไซ้ทว่าอดีตช่างกลับยิ้มรับตาเป็นประกายยอมทำตามที่เธอขออย่างว่าง่ายจนเธอแปลกใจ

“อาจารย์ของเจ้าทำให้ข้ากลับมาทำงานช่างได้อีกครา ข้าย่อมต้องเชื่อสิ่งที่ศิษย์ของท่านเซียนกล่าว ดังนั้นมิต้องกังวลไปฟูเหรินน้อย ทุกคำขอของท่านข้าเชื่อว่ามิใช่เพียงข้า ทุกคนในหมู่บ้านเองก็เช่นกัน”

คำพูดของท่านลุงเหยียนทำให้เลี่ยงหลิงหวนนึกถึงเมื่อวันก่อน ตัวเธอได้ทำรักษาอาการป่วยของเขาเกี่ยวกับดวงตาและแขนไป สำหรับผู้เป็นช่างสองสิ่งนั้นเป็นสิ่งสำคัญในการทำงาน นั่นคงเป็นสาเหตุสำคัญทำให้ต้องเลือกเป็นชาวนาในเมื่อเข้าไม่สามารถเป็นช่างได้อีก ยามนี้เขาสามารถกลับมาทำงานที่ตนรักได้ย่อมเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจยิ่งกว่าสิ่งใด

ท่านลุงเหยียนเมื่อได้ฟังสิ่งที่เธออธิบายพร้อมมีภาพร่างออกแบบไว้เป็นที่เรียบร้อยจึงไปรวบรวมชายฉกรรจ์ทั้งหลายให้มาช่วยตน รวมถึงเหยียนหนานผู้เป็นบุตรชายของท่านลุงเหยียนมาช่วยซ่อมแซมบ้านเรือนทุกหลัง ปูนผสมคอนกรีตเสริมความแข็งแรง ของวิเศษที่เธอมอบให้มีปริมาณพอดีต่อบ้านหนึ่งหลังจึงไม่น่าเป็นกังวลเท่าใดนัก ของวิเศษชิ้นนี้จะเลือนหายไปเมื่อซ่อมแซมบ้านเรือนเสร็จสิ้น จากที่นางอ่านมาในคู่มือการใช้หากคิดจะซ่อมแซมรอยร้าวเพียงทำแบบยุคสมัยนี้ทำเมื่อก่อนก็เพียงพอแล้ว ถือว่าดี

ต่อมาเรื่องเกษตรกรรม เลี่ยงหลิงยังไม่เลือกมอบปุ๋ยวิเศษให้แต่ขอเสนอวิธีการเพาะปลูกจากอีกโลกสำหรับเกษตรกรรม ปุ๋ยสดจากใบไม้ และอีกต่างๆนานาให้ชาวบ้านฟัง ทุกคนก็ยินดีทำตามที่เธออธิบายอย่างว่าง่าย

ขอยอมรับตามตรง คนอย่างเธอไม่ได้ฉลาดขนาดจำว่าวิธีสร้างห้องน้ำ หาตาน้ำเพื่อสร้างบ่อน้ำ หรือเรื่องเกษตรได้แม่นยำหรอกนะ

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ต้องขอบคุณมือถือ ONNO !!!

ถ้าไม่มีมือถือนี่ฉันทำไม่ได้แน่ ขอบพระคุณท่านเทพเซียน 10G นะเจ้าคะที่ทำให้ฉันดูฉลาดขึ้น! ทั้งที่ความจริงดิฉันนั้นไม่ได้ฉลาดอะไรเลย

อ่ะ จริงด้วย

“เจินเจิน วันนี้เข้าป่าไปล่าสัตว์กัน”

“อ เอ๋... หลิงหลิงด้วยหรือ?”

“อื้อ!” ยิ้มตอบกลับ “อยากไปหาสมุนไพรแปลกๆด้วย เจินเจินเองก็จะได้มั่นใจด้วยว่าความสามารถกลับมาแล้ว”

“ถ้าหลิงหลิงต้องการ ข้าก็ไม่ขัด...”

ฮุ่ยเจินยิ้มบาง ก่อนเดินไปเตรียมตัวสำหรับการออกล่าที่ไม่ได้ทำมานานหลายปี เลี่ยงหลิงไม่รู้จะเตรียมอะไรนอกจากตะกร้าสานสำหรับนำไปใส่ผักป่า ท่านตาหลวนซานนั่งจิบชาพลางหัวเราะเบาๆ

“หากสองคนนั้นยังอยู่คงภูมิใจมากเป็นแน่”

“เจ้าคะ?”

“บิดากับมารดาอาเจินอย่างไรเล่า โดยเฉพาะบิดา หากเขาได้เห็นว่าบุตรที่ตนสอนสั่งตั้งแต่เยาว์วัยสามารถกลับมาสู้ได้อีกคราคงทำให้หน้านิ่งดั่งก้อนหินนั่นสั่นสะเทือนเป็นแน่”

หมายความว่าพ่อของเจินเจินหน้านิ่ง? งั้นที่อีกฝ่ายดูน่ารักแบบนี้คงได้ฝั่งแม่มาสินะ เลี่ยงหลิงคิดเช่นนั้น

“น่าเศร้าที่ทั้งสองจากไปไวนะเจ้าคะ...” ไม่เช่นนั้นนางคงได้ยกน้ำชา ได้ทราบว่าทั้งสองเป็นคนเช่นไร “บิดามารดาอาเจินเป็นคนเช่นไรหรือเจ้าคะท่านตา?”

“...นั่นสินะ มารดาของอาเจินช่างคล้ายกับผู้เป็นยายนัก ผู้เป็นยายช่างอ่อนหวาน น่าปกป้อง พร้อมด้วยหลักสี่คุณธรรม เดิมทีสามเชื่อฟังนางเคยเชื่อ ทว่ามันกลับทำร้ายนาง นางจึงได้ทอดทิ้งมันไป...” สีหน้าเศร้ามองลงอย่างเห็นได้ชัดจนเลี่ยงหลิงเริ่มเอะใจบางอย่าง “นางเลือกทิ้งอดีตฟูจวินที่ทำให้เสียบุตรในครรภ์ไป นางขอหย่าและออกจากแคว้น ฟูจวินของนางยามนั้นก็ยังมิได้สนใจตามนางกลับมาเพราะหลงมัวเมาในอำนาจ ต่อมานางได้ตบแต่งกับบุรุษผู้รักนางจริงมิสนใจว่าเคยถูกหย่าขาดหรือแท้งบุตรมาก่อน บุตรสาวของนางก็คือมารดาของอาเจิน ส่วนตัวข้าเพิ่งมาอยู่ที่นี่หลังยายของอาเจินสิ้นใจ...”

“ช่าง...เป็นเรื่องที่น่าเศร้านักเจ้าค่ะ”

“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น... หากอดีตฟูจวินยอมทำตามสัญญา ยอมรักเพียงนางคง ตัดใจละทิ้งฐานะสูงส่งเฉกเช่นบุรุษผู้นั้น ก็คงมิเกิดเรื่องเช่นนี้...” เขาถอนหายใจ “มารดาฮุ่ยเจินนั้นคล้ายผู้เป็นยาย ในขณะที่บิดานั้นต่างออกไป เขาเป็นบุรุษยิ้มยาก ทว่ายามใดอยู่กับภรรยาและอาเจินเขาจะยิ้มออกมาอย่างง่ายดาย หน้าที่หลักในการออกล่าแต่ก่อนเป็นฝีมือของเขา เชี่ยวชาญกระบี่ ธนูและดนตรี สมแล้วเป็นอดีตแม...แค่ก ทหาร”

แม? แมอะไรคะ? แต่จากการที่เปลี่ยนจากแมเป็นทหารนี่นึกออกเพียงอย่างเดียว คำว่า ‘แม่ทัพ’ บิดาของอาเจินเคยเป็นแม่ทัพ!? แต่เอ๊ะ แม่ทัพถนัดด้านดนตรีด้วยหรือ? หรือที่ถนัดเพราะเล่นดนตรีแก้เบื่อ?

นึกอยากถามแต่ใจสั่งให้ยั้งไว้ก่อน

“น่าเศร้าที่ไม่พบร่างของบิดาอาเจินเพราะโดนอสูรโจมตีตกลงแม่น้ำที่ยามนั้นเป็นหน้าฝนทำให้น้ำเชี่ยวกราก น่าเศร้าเสียจริง...”

ยังไม่พบร่าง...

เลี่ยงหลิงคิดถึงความเป็นไปได้ หนึ่งคือยังรอด สองคือร่างติดอยู่ในน้ำทำให้หาไม่พบคงไม่ใช่เรื่องแปลกใจอันใด ถ้าหากเป็นอย่างที่หนึ่ง...เหตุใดจึงไม่กลับมากัน...?

“หลิงหลิง พร้อมหรือไม่”

เธอหันไปมองคุณสามีแต่งกายเช่นเดิมทว่าเพิ่มเติมคือธนูไม้และกระบี่ที่ดูงดงามนัก เจินเจินเคยกล่าวไว้ว่าเป็นของดูต่างหน้าของบิดาชิ้นแรก ส่วนอีกชิ้นคือขลุ่ยหยกมันแพะแกะสลักลวดลายเมฆา

ของราคาแพงฉูฉี่แบบนี้ไม่ว่าจะดูอย่างไรบิดาของสามีเธอไม่ใช่ชาวบ้านตาดำๆแน่นอนเจ้าค่ะ!!! เลี่ยงหลิงขอฟันธงไว้เลย!!!

“อื้อ พร้อมแล้วเจ้าค่ะ ถ้าเช่นนั้นขอตัวก่อนนะเจ้าคะท่านตา”

“โฮ่ๆๆ ขอให้ปลอดภัยกลับมาเล่า”

ตลอดทางเดินชาวบ้านต่างโบกมือทักทายพวกเขา อวยพรให้ล่าสัตว์ตัวใหญ่ๆได้ เธอทำได้แค่โบกมือตอบกลับไปด้วยรอยยิ้ม หนทางเข้าป่าตอนแรกค่อนข้างลำบากเล็กน้อยเพราะต้องขึ้นเข่า แม้ชุดจะดูเหมาะกับการเดินทางด้วยความเป็นคุณหนูในห้องหอรวมกับเธอที่ไม่ค่อยออกจากบ้านหรือขึ้นเข่ามาก่อนทำให้ลำบากไม่น้อย

กระนั้นการขึ้นเขาครั้งนี้กลับมีความสุขนัก สุขใจเหลือเกิน

ฮุ่ยเจินคอยนำหน้าเธอตลอดเวลา เมื่อเจอทางชันจะยื่นมือไปให้จับ คอยพยุง คอยจัดร่างกายให้เธอ หากที่ผมมีใบไม้จะคอยช่วยปัดให้พลางยิ้มอ่อนโยนจนเธอต้องยิ้มตาม ยามรู้สึกร้อนจนเหงื่อโชกฟูจวินคนดีจะรีบเข้ามาเช็ดเหงื่อให้ เธอก็จะเช็ดให้เขาคืนเช่นกัน อา ความรู้สึกนี้ช่างดีเหลือเกิน ประหนึ่งเธอเป็นเจ้าหญิงเดินชมนกชมไม้กับองครักษ์รูปงาม...

เพ้อไปหน่อยแต่โดยรวมคือ...ช่างมีความสุขยิ่งนัก

“หลิงหลิงชอบอิงเถา(เชอร์รี)หรือไม่?”

“ก็ชอบนะเจ้าคะ ทำไมหรือ?”

ฮุ่ยเจินยิ้มก่อนเดินไปที่พุ่มไม้แถวนั้นก่อนกลับมาพร้อมกองเชอร์รีป่าในมือ ลูกโตสีแดงสวยสดน่าทาน เรียกได้ว่าโคตรตื่นเต้นเพราะเชอร์รีที่เธอเคยทานชาติก่อนลูกเล็กมาก เล็กกว่าที่ฮุ่ยเจินนำมาให้เสียอีก!

“ลูกใหญ่มาก! ยอดเลยเจินเจิน”

“เช่นนั้นหลิงหลิงอยากได้เยอะหรือไม่ ข้าจะรีบไปเก็บให้”

อ่า เหตุใดข้าถึงเห็นหูกับหางสุนัขจากสามีข้าเนี่ย แต่ก็นะ น่ารัก~

“เก็บด้วยกันดีกว่านะเจ้าคะ”

สองสามีภรรยาเก็บผลอิงเถาใส่ตะกร้าเล็กที่นางถือมา ตลอดเส้นทางพบเจอสมุนไพรที่เลี่ยงหลิงคุ้นหน้าคุ้นตาจากโลกเดิมในขณะที่ฮุ่ยเจินนึกสงสัยนัก ด้วยความเขาไม่ค่อยรู้เรื่องพวกพืชผักเท่าใดนัก กระนั้นก็ฟังสิ่งที่ภรรยาพร่ำบอกเรื่องสรรพคุณของผักที่เก็บมา

ในตะกร้าใหญ่มีทั้งล่าเจียว(พริก) เซิ่งหลัวเล่อ(กะเพรา) เซียงยู่(ตะไคร้) หนันเจียง(ข่า) หลัวเล่อ(โหระพา) เซียงไช่(ผักชี) กระทั่งพวกเห็ดอย่างเฉ่ากู(เห็ดฟาง) กับ จินเจิงกู(เห็ดเข็มทอง) ก็เก็บมา เรียกได้ว่าเลี่ยงหลิงยิ้มแก้มปริเลยก็ว่าได้ ที่หาได้ง่ายแบบนี้เพราะเจินเจินแท้ๆที่ชี้แนะพวกผักป่าที่เขาเคยเจอแต่ไม่รู้ว่ามันคือผักอันใด ไม่พอพวกเขายังเจอต้นข่อยอีก! โชคดีแท้ๆ โชคดีมากเหลือเกิน~

แบบนี้ที่เธอตั้งใจจะใช้สวนขนาดเล็กของบ้านปลูกผักสวนครัวคงเป็นจริงในเร็ววันเป็นแน่!

“ว้าว~ เจินเจินสุดยอด~”

เธอเอ่ยชมสามีที่กระโดดขึ้นไปบนต้นผิงกั๋ว(แอปเปิล)เพื่อเก็บผลใส่ตะกร้าขนาดปานกลาง เรียกได้ว่าเพิ่มค่าแต้มความหลงใหลเพิ่มอีกหนึ่งจุดกับทักษะความว่องไวหรือนี่คือวิชาตัวเบาที่เธอเคยอ่านในนิยายจีนกำลังภายในใช่หรือไม่!? แต่ถึงไม่ใช่แค่อีกฝ่ายคือฮุ่ยเจินเธอก็พร้อมอวย! เมื่ออีกฝ่ายเก็บเสร็จก็ทำการกระโดดลงมาโดยผลแอปเปิลไม่มีการหล่นจากตะกร้า

“ไม่ถึงเพียงนั้น ข้าว่าหลิงหลิงเก่งกว่าข้าเสียอีก บางสิ่งข้ายังมิทราบด้วยซ้ำว่ามันคือสิ่งใด” คุณสามีเอ่ยชมพร้อมยิ้มหวานให้เธอ เขาชมจากใจจริง

“ไม่หรอกเจินเจิน...” ก้มหน้ามองตะกร้าเล็กในมือ “ยามอยู่จวนข้ามิได้เรียนรู้เรื่องพวกนี้เลยแม้แต่น้อยเพราะมันไม่จำเป็นต้องใส่ใจ ที่ข้ารู้จักมากมายถึงเพียงนี้ต้องขอบคุณท่านอาจารย์ที่สอนข้า”

อาจารย์ที่เลี่ยงหลิงกล่าวถึงคือป้าคนกลางกับป้าคนโตที่คอยพร่ำบอกว่าทานนี่เข้าไปจะได้สรรพคุณเช่นนี้แทบทุกวันจนหลอนถึงขั้นท่องจำได้ ตอนป้าไม่อยู่แล้ว...เธอก็นั่งท่องแก้เหงาไปตอนทำอาหาร

และขอขอบคุณพระคุณท่านเซียนที่ส่งมือถือ ONNO มาให้ ทำให้เธอทราบว่าสิ่งไหนทานได้หรือไม่ได้ด้วยการหยิบมาสแกนภาพ (ในช่วงสามีมองไปทางอื่น)

ขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ!

ฮุ่ยเจินช่วยแบกตะกร้าผักกับผลไม้ให้ผู้เป็นภรรยาเดินนำตรวจสอบเส้นทางจนมาถึงริมแม่น้ำ แม่น้ำแห่งนี้ครั้งสุดท้ายที่มาเยือนคือวันแห่งการลาจากของเขากับบิดามารดาทำให้ใบหน้าแสดงความเศร้าหมองออกมา เลี่ยงหลิงเห็นเช่นนั้นจึงเดินเข้าไปกุมมือเขาไว้พร้อมยิ้มบาง

“อย่าทำหน้าเศร้าสิ มิเช่นนั้นหากมารดาของเจินเจินเห็นเข้าจะเศร้านะ”

เขาไม่เข้าใจว่าที่ภรรยากล่าวหมายถึงอันใด ตามความเข้าใจคงหมายถึงวิญญาณของมารดาคงอยู่ไม่เป็นสุขหากเขายังเศร้ากระมัง เขาจึงยิ้มออกมา

“อื้ม ดียิ่ง รอยยิ้มน่ะเหมาะสมกับเจินเจินที่สุดแล้ว~”

“หลิงหลิงก็เช่นกัน”

“ฮิๆๆ”

ต่างฝ่ายต่างยิ้มให้กัน พวกเขานั่งพักข้าวปั้นผสมเกลือกับเนื้อตากแห้งเหนียวๆที่ฮุ่ยเจินซื้อมาจากเหมืองหลวงก่อนกลับหมู่บ้านมาเป็นมื้อเที่ยง นั่งทานอยู่ริมแม่น้ำ ทว่าไม่ทันไรชายหนุ่มกลับนิ่งเงียบไป และหันไปมองยังทิศหนึ่ง

“มีอันใดหรือเจินเจิน?”

“หลิงหลิง รีบไปหลบหลังหินเร็วเข้า...”

ถึงไม่ค่อยเข้าใจแต่เธอก็รีบไปหลบตามอีกฝ่ายสั่งอย่างไม่อิดออด ฮุ่ยเจินหยิบลูกธนูออกมาสองดอกตั้งคันธนูเล็งไปยังทิศนั้น ดวงตาของเขามองเห็นสิ่งที่กำลังมุ่งตรงมายังที่เขากับเลี่ยงหลิงอยู่ ความรู้สึกยามนี้ช่างเหมือนเมื่อครั้งอดีตในการออกล่าฟังตามคำสั่งสอนของบิดา ดวงตาของเขาจับจ้องสิ่งนั้นอย่างไม่วางตา มือปล่อยลูกธนูสองดอกแรกก่อนหยิบดอกถัดไปมาตั้งท่ายิงไปในระยะเวลาไล่เลี่ยกันพร้อมกับเสียงหวีดร้องดังถึงสามครั้งติดจนเลี่ยงหลิงสะดุ้งตกใจ

“นะ นั่นเสียงอันใดกัน...!?”

คำตอบปรากฏขึ้นเบื้องหน้าสองสามีภรรยา ร่างของเจ้าหมู่ป่าขนาดใหญ่เทียบเท่าเกวียนถูกลูกธนูปักเข้าดวงตาสองข้างและกลางหน้าผากของมัน มันเดินซวนเซมาทางพวกตนหอบหายใจกระฟัดกระเฟียด ฮุ่ยเจินยังคงยืนอยู่ที่เดิมทว่าคราวนี้เปลี่ยนอาวุธจากธนูเป็นกระบี่ของบิดา คำสอนสั่งในอดีตจากผู้เป็นบิดา สิ่งนี้คือหมูป่า ‘อสูร’ ระดับสามจากเก้าเขาจำได้ขึ้นใจ แต่เดิมเขาเคยวาดฝันจะได้ร่วมล่ากับผู้เป็นบิดา แม้ว่ายามนี้ฝันนั้นจะมิเป็นจริง สิ่งที่เขาควรทำคือล่ามันและปกป้องเลี่ยงหลิงจากเหตุการณ์นี้

ชั่วขณะที่เจ้าหมูป่าอสูรพุ่งโจมตีใส่ แสงตวัดวาดผ่านร่างของมันจากกระบี่เล่มงามในมือ เลี่ยงหลิงที่จ้องมองทุกการกระทำยืนนิ่ง ดวงตาเบิกกว้างกับภาพเบื้องหน้า ผู้เป็นสามียืนสงบนิ่งขณะที่ร่างของเจ้าอสูรล้มลง เขาหันไปยิ้มให้เธอที่ยืนมองเขาอยู่เป็นเชิงว่าเรื่องจบแล้ว

สองดวงตาสอดประสานกันไม่มีผู้ใดเอ่ยออกมา...

...

อา...โดนเต็มๆเลยเจ้าค่ะ....

โดนปักธงเข้ากลางหัวใจเต็มๆเลย...

พระเจ้าขา!! นี่สามีหนูค่ะ นี่สามีหนูเองค่ะ!!! เจินเจินของหนูเองค่ะ!!! เจินเจินของหนูนอกจากน่ารัก ยังเก่งมากอีกค่ะ!!!! ทั้งสุภาพบุรุษ ทั้งเก่งกาจเลยค่ะ!!! ฮือออ หนูหลงสามีหนักมากเลยค่ะตอนนี้!!!! กรี๊ซซซซซซซซ!!!!!

เลี่ยงหลิงกรีดร้องในใจใบหน้าเริ่มแดงซ่านยิ้มกว้างวิ่งไปหาฟูจวินของตนพร้อมกระโดดกอดจนเขาตกใจมิใช่น้อย แรกเริ่มแอบคิดว่าเลี่ยงหลิงคงหวาดกลัวเขาเป็นแน่ แต่การกระโดดกอดเช่นนี้คงเป็นหลักฐานอย่างดีว่านางไม่ได้รังเกียจ

“เจินเจินของข้าแข็งแกร่งที่สุด! องอาจไม่แพ้เจ้าแม่ทัพเฉียนคนโง่งมนั่นเลย! ไม่สิ เจินเจินแข็งแกร่งกว่าอีก!”

แม่ทัพเฉียนที่เลี่ยงหลิงกล่าวคือ ‘เฉียนเพ่ยจวิน’ สหายวัยเยาว์อีกคนนอกจากไท่จื่อ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่แคว้นฉีมีคู่หมั้นคืออดีตสหายรักแสนเลวทรามอย่าง ‘กู้หลี่เสี้ยว’ นึกแล้วช่างน่าชังนัก เธอเรียกเขาโง่งมก็เพราะโง่งมของจริง ของที่เขาได้รับจากกู้หลี่เสี้ยวนั่นแท้จริงมาจากคุณหนูกุ้ยต่างหากเล่า! ตัวคุณหนูกุ้ยเองกลับมิทราบว่าโดนหลอก ตัวเลี่ยงหลิงเองก็นึกสงสัย แต่เพราะยามนั้นเชื่อใจอดีตสหายรักมากเกินไปถึงได้ไม่ได้ช่วยอะไรคุณหนูกุ้ยแม้แต่น้อย

โง่งม บุรุษโง่งม!!

คุณหนูกุ้ยช่างน่าสงสาร!!

“ข ข้ามิได้ทำให้หลิงหลิงกลัวใช่หรือไม่?”

“กลัว? กลัวทำไมหรือ?” เธอทำหน้าฉงน “เจินเจินแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ข้ารู้สึกภูมิใจมากด้วยซ้ำ มาเถอะ มาแล่เนื้อกัน มื้อเย็นนี้ข้าจะแสดงฝีมือที่ร่ำเรียนจากท่านอาจารย์ให้เจ้าลิ้มรสนะเจ้าคะ!”

คำพูดของฟูเหรินตนทำให้เขายิ้มหวาน “อื้อ!”

สองสามีภรรยาช่วยกันแล่เนื้อแล่หนังถึงสองชั่วยาม[1] หากเป็นทุกทีจำต้องไปเรียกชาวบ้านมาช่วย ฮุ่ยเจินเล่าว่าบิดาของเขาสอนว่าเนื้อของหมูป่าอสูรไม่มีผู้ใดกล้ากิน เพราะเมื่อใดเผชิญหน้ากับมันหลายคนมักตัดหัวของมันหวังให้ตายในดาบเดียว ซึ่งนั่นทำให้เลือดผสมกับเนื้อจนรสชาติเลวร้ายไม่น่าจดจำ ดังนั้นหากจะล่าจำต้องโจมตีจุดอ่อนของมันให้ตายทันที เนื้อที่ได้จะมีรสชาติอร่อยล้ำมิแพ้เนื้อราคาแพง มันจึงกลายเป็นของโปรดของท่านพ่อตากับเหล่าพี่น้องของเขา

“ท่านพ่อเล่าว่าที่ทราบเรื่องนี้เพราะยามนั้นกองทัพไร้เสบียงอาหารจึงจำต้องออกล่าอสูรมากักตุนเป็นเสบียงจึงทำให้ทราบเรื่องนี้ เห็นบอกว่าท่านมิได้บอกพวกทหารว่าเป็นเนื้อหมูป่าอสูร หากบอกคงได้แตกตื่นเป็นแน่”

พอนึกตามแล้วก็ไม่สมควรบอกจริงๆนั่นแหละเจ้าค่ะ...

หลังลงจากเขาเธอทำการแวะแจกจ่ายเนื้อของหมูป่าอสูรให้ชาวบ้านคนอื่น ชาวบ้านหลายคนต่างยิ้มมีความสุขนักกับการได้ทานเนื้อหมูป่าอสูรเฉกเช่นในอดีตอีกครั้ง ราวกับว่าบิดาของฮุ่ยเจินได้กลับมาอีกครั้ง

เมื่อทั้งสองแบ่งเสร็จจึงกลับบ้านของตนเองเพื่อพักผ่อน

ในวันนี้สองสามีภรรยามือใหม่ยังคงทำอาหารร่วมกันเหมือนเช่นเคย ต่างเล็กน้อยตรงฮุ่ยเจินเพียงช่วยหยิบเครื่องปรุงให้ส่วนเลี่ยงหลิงเป็นผู้ทำ เนื้อหมูป่าอสูรแบ่งส่วนแยกออกมาจากกระเป๋าพกสามมิติวางลงบนเขียง ตัวเธอเดิมทีไม่ใช่คนเก่งด้านทำครัวมากนัก ค่อนข้างชอบกินมากกว่าทำด้วยซ้ำ

หากไม่ใช่เพราะอยู่กับพี่ชายที่ไม่ได้เรื่องเธอคงไม่จับตะหลิวทำอาหารแน่ เนื่องด้วยรำคาญตอนพี่ชายบ่นโวยวายซะเหลือเกิน ผู้ชายคนนั้นชอบทำตัวเก่งกาจสูงส่งราวกับเป็นพระเจ้านักทำไมทำอาหารไม่ได้เล่า ชอบพูดอวดนักนี่เรื่องอาหารน่ะ! ทานได้แต่อาหารชั้นสูงแพงๆนักก็หาเงินหาอาหารทานเอาเองเถอะ! เหอะ! เธอไม่ขอยุ่งด้วยหรอก!!

ดังนั้นเวลาทำอาหารทานเสร็จก็กลับเข้าห้องตัวเองทันที

มื้อนี้เธอเลือกทำเป็นเป็นกะเพราหมูป่า เมนูที่น่าจะทำได้ถนัดมือสุดแล้ว พวกซอสไม่มีเลยจำต้องทำเป็นขอยืมท่านอาจารย์มาทำก่อน เมื่อผ่านวันนี้ไปจะลองทำซอสขึ้นมาเอง และด้วยความไม่ทราบว่าสามีทานเผ็ดได้มากแค่ไหนเลยลดพริกลงเล็กน้อย

แค่เล็กน้อยเท่านั้นจริงๆเพราะเธอชอบทานเผ็ดมาก

เดิมทีสูตรประจำบ้านเดิมคือน้ำปลาพริกผสมมะนาว ยุคนี้ยังไม่มีน้ำปลาจึงใช้มะนาวกับพริกแทนก่อน

ฮุ่ยเจินไม่เคยเห็นอาหารหน้าตาเช่นนี้มาก่อน ทำตามที่ภรรยาตนสอน ตักมะนาวพริกราดข้าวกะเพราหมูป่า ตักเข้าปากหนึ่ง เมื่อได้ลองลิ้มรสยากจะยั้งการแสดงสีหน้าออกมา เลี่ยงหลิงแอบขำเล็กน้อย แสดงออกชัดเจนว่าตกใจถึงเพียงนั้นแถมยังตักเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆชวนให้เอ็นดูนั่นทำให้รู้ว่าคงถูกปากเขาเป็นแน่แท้ เธอตักข้าวราดกะเพราหมูป่าอสูรเข้าปากดูหนึ่งคำ เรียกได้ว่าอร่อยล้ำเพราะเนื้อของหมูป่าอสูร ไว้พรุ่งนี้ลองทำแจกให้ชาวบ้านดู เผื่อว่าจะให้พวกเขาช่วยเธอทำซอสสำหรับปรุงอาหารใหม่ๆได้

เมื่อทานมื้อค่ำเสร็จผู้เป็นสามีอาสาล้างจาน เธอนำกิ่งต้นข่อยออกมาทำแปรงสีฟัน กล่าวตามตรงเธอหวาดกลัวนักตอนตัดแต่งทำให้มันบาน กลัวบาดโดนนิ้ว สุดท้ายเจินเจินก็มาทำให้แทน

หลังอาบน้ำแปรงฟันเสร็จก็ทำการเข้านอน

ความจริงเรื่องต้นข่อยที่รู้ต้องขอบคุณละครบุพเพที่ทำให้รู้จักไม่งั้นคงได้ต้องหยิบยืมของในกระเป๋าสามมิติ

อ่า... นึกแล้วชักอยากกินมะม่วง ไม่สิ หมูกระทะด้วย...

ถ้ายุคนี้ทำหมูกระทะได้คงสนุกไม่น้อย

ฝ่ายฟูจวินเหลือบมองภรรยาตัวเองข้างกายทำหน้าเครียดสลับหัวเราะไปมาแล้วนึกสงสัยนักว่าเป็นอันใด เขาขยับตัวนอนเอนกายเข้าหาเธอ “หลิงหลิงคิดอันใดอยู่หรือ...?”

“ข้าแค่คิดว่าหากทำหมูกระทะขึ้นมาจะเป็นเช่นไรน่ะเจ้าค่ะ ฮิๆๆ”

“หมูกระทะ??”

เลี่ยงหลิงชะงัก เธอเผลอตอบไปโดยไม่ทันคิดเสียแล้ว

“หมูกระทะเป็นอาหารชนิดหนึ่งเจ้าค่ะเจินเจิน ข้าเคยเห็นท่านอาจารย์ทาน ช่างดูน่าสนใจยิ่ง ถือว่าเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับทานเป็นกลุ่มใหญ่และทานร่วมกันในครอบครัวนัก”

เขาพยักหน้ารับรู้ นิ่งเงียบไปสักพัก “หลิงหลิง...”

“เจ้าคะ?”

“....ขอบคุณนะ”

“ขอบคุณอันใดหรือเจินเจิน?” เธอไม่เข้าใจเท่าใด

“ขอบคุณ...ที่ทำให้ข้ากลับมาออกล่าได้อีกครั้ง.... ข้า...ข้ามิคิดว่าจะได้จับธนูหรืออาวุธของท่านพ่ออีกครั้ง ดวงตาที่เคยทำให้ข้าปวดหัวยามจ้องมองบางสิ่งยาวนาน ยามนี้กลับรู้สึก...โล่งสบาย... ข้า...ไม่รู้สึกถึงความเจ็บอันใดอีกแล้ว... ข้า.. ขอบคุณ... จริงๆ...ฮึก”

อ่า สามีของเธอร้องไห้อีกแล้ว น่ารักยิ่ง...

เลี่ยงหลิงปาดน้ำตาอีกฝ่ายออก ขยับเข้าไปจุมพิตกลางหน้าผากฟูจวินตนบางเบา ก่อนผละออกมาคลี่ยิ้มหวานให้เขา

“พวกเราเป็นสามีภรรยากัน ยามมีสุขร่วมเสพ ยามมีทุกข์ร่วมต้าน เมื่อข้าทราบว่าฟูจวินข้าบาดเจ็บมีหรือข้าจะยอมปล่อยผ่านไป...”

เขาพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ ขยับเข้าไปจุมพิตหน้าผากมนของสตรีเบื้องหน้าตน “ขอบคุณ...ที่เลือกอยู่ข้างกายข้า...”

“...ไม่หรอกเจินเจิน....” เธอยิ้ม ขยับเข้าไปสวมกอดอีกฝ่ายไว้ด้วยใบหน้าแดงระเรื่อจากการกระทำเมื่อครู่ “ข้าสิที่ต้องขอบคุณ... ที่ไม่คิดทอดทิ้งข้า”

ข้าขอขอบคุณแทนเลี่ยงหลิงคนเดิมที่มิอาจกล่าวคำขอบคุณเจ้าได้อีก...

สองสามีภรรยาสวมกอดกันเนิ่นนานราวกับปลอบประโลมเรื่องราวในอดีตที่ตนพบเจอ คนหนึ่งสูญเสียบิดามารดาและความสามารถในการล่า คนหนึ่งโดนน้องสาวสหายรักและบ่าวที่ตนรักเหมือนคนในครอบครัวหักหลัง แม้เริ่มต้นไม่ดีเท่าใด ทว่านับจากนี้พวกเขาจะคอยเยียวยาบาดแผลกันและกันในฐานะสามีภรรยา...

ทั้งสองผละจากกันเล็กน้อย เงยหน้าสบตากัน...

จนใบหน้าโน้มเข้าหากันมอบจุมพิตแรกให้แก่กัน...

ฮุ่ยเจินมิเคยเข้าหอโคมแดง ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้ ทำให้ค่อนข้างเงอะงะมิใช่น้อย เขาย้อนนึกถึงวัยเยาว์ยามเห็นบิดาจุมพิตมารดา นึกภาพและเริ่มเลียนแบบทำให้ไม่นานจุมพิตแสนอ่อนหวานนั่นเริ่มดูดดื่มขึ้น สำหรับเลี่ยงหลิงที่ไร้ประสบการณ์ทั้งชาติก่อนและปัจจุบัน แค่จุมพิตแรกก็ทำให้นางเคลิ้มกับรสจูบนั่นเมื่ออีกฝ่ายเริ่มดูดดื่มขึ้นหัวสมองนางเริ่มขาวโพลนคิดอันใดไม่ออกอีก...

ไม่นาน...ฮุ่ยเจินถอนริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง เลี่ยงหลิงมิรู้ว่าอีกฝ่ายขึ้นคร่อมตนตั้งแต่เมื่อใด หัวใจเต้นรุนแรงแทบหลุดออกจากอก ใบหน้าแดงก่ำด้วยความขวยเขิน

“หลิงหลิง คือ...ข้า....”

“อื้อ...”

เธอเข้าใจว่าเขาต้องการเอ่ยอันใดจึงพยักหน้ารับรู้...

 

ดูเหมือน...ฟูจวินน้อยน่าเอ็นดูของเธอได้แปรสภาพเป็นหมาป่าเสียแล้ว...

 

 

 

 

◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌

เลี่ยงหลิงโดนหมาป่าน้อย(?)เขมือบแล้วค่า~

เขมือบด้วยความเต็มใจด้วยล่ะมั้งนั่น 555555555555



[1] 1 ชั่วยาม = 2 ชั่วโมง / 2 ชั่วยาม = 4 ชั่วโมง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 561 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

518 ความคิดเห็น

  1. #465 Sureepond9585 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2563 / 18:14

    อบอุ่นละมุนยิ่ง
    #465
    0
  2. #359 pong1976 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 20:49

    ออ๋อยเขินหนักมาก

    #359
    0
  3. #164 pkst (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2563 / 03:31
    พี่ชายเป็นพ่อเจินเจินรึป่าว
    #164
    0
  4. #153 65h56 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 03:01
    ละมุนเหมือนเดิม หาแนวนี้นานมากขอบคุณที่แต่งให้อ่านนะคะ🥺🥺

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 6 พฤษภาคม 2563 / 03:04
    #153
    0
  5. #105 -krvpod-6009 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 / 13:05
    สงสัยพี่ชายชาติก่อนตั้งแต่แรกแล้ว ว่าเคยเป็นยอดยุทธกลับชาติมาเกิดรึเปล่า
    #105
    0
  6. #7 kanoknat81 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 มีนาคม 2563 / 05:51
    อ่านรวดเดียว สนุกมาก เสียดายเพิ่ง 4 ตอน ไม่น่าเลย
    #7
    0
  7. #6 ONE-s (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 20:47
    อาเจินนนนนนนนนนนน มีหูแล้ว มีหหางด้วย แถมเขี้ยวมาอีก น้องค้าบโตแล้ว
    #6
    0
  8. #5 mindtam (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 19:45

    จะได้กันเเร้ววค่าาา555
    #5
    0