ฟูจวินของข้าน่ารักเท่าโลก! [จบ]

ตอนที่ 3 : 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,829
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 579 ครั้ง
    23 มี.ค. 63

 

2

 

 

อันเนื่องจากตื่นสายคุณสามีจึงออกไปทำไร่แต่เช้า กระนั้นเขาก็ทำอาหารเช้าไว้ให้ข้าเรียบร้อย ช่างเป็นสามีที่แสนดีเหลือเกินเจินเจินของข้า ระหว่างนั่งลิ้มรสอาหารเช้าหลังนำอุ่นใหม่ก็นึกถึงเรื่องวิธีพัฒนาหมู่บ้านต่อ บางทีเธอก็แอบคิดนะว่านี่อยู่ในเกมฮOร์เวส Oนหรือว่ามายOทม์แอดOอร์เทียหรือเปล่า เพราะมันค่อนข้างคล้ายซะเหลือเกิน

อย่างแรกที่ทราบจากแม่บ้านเมื่อวานคือทุกคนในหมู่บ้านต่างมีสวนเป็นของตัวเอง สวนเล็กๆที่ไม่ได้ใช้ทำอะไรเลย เพราะจะไปลงแรงกับไร่ส่วนรวมเสียมากกว่า เวลานำผักไปขายเมื่อได้เงินก็นำมาแบ่งเท่าๆกันไม่มีแบ่งว่าคนนี้ขายน้อยนะคนนี้ไม่ได้ช่วยนะ นั่นเป็นจุดที่เธอค่อนข้างชื่นชมตรงที่ไม่มีชาวบ้านไหนขี้เกียจหรือเอารัดเอาเปรียบ ถ้าจะไม่มาช่วยก็คือมีเหตุผลเดียวก็คือป่วย

ต่อมาเรื่องสุขภัณฑ์นี่ยิ่งจำเป็น จะให้เช็ดตัวอย่างเดียวไม่ได้! เดี๋ยวส่วนล่างก็เน่ากันพอดี!! อา เธอลองทำสบู่ดูดีกว่า น่าจะไหว เรื่องอาบน้ำนี่ทำเป็นที่อาบน้ำรวม ห้องน้ำก็ห้องน้ำรวมเลยดีไหม? หรือว่าแยกดี?

สองสิ่งนี้ขอจัดไว้เป็นความจำเป็นต่อหมู่บ้านอย่างแรก

จริงอยู่ว่าไม่ได้รังเกียจชีวิตแบบนี้ แต่ก็เป็นห่วงสุขภาพทุกคน ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปบางทีอาจมีโรคระบาด เวลาหน้าหนาวมาเยือนอาจมีปัญหา จากการนิยายหลายๆเรื่อง หมู่บ้านเล็กเช่นนี้เป็นเป้าหมายการโจมตีของพวกโจรป่าบ่อยนัก บางคนก็หมดหนทางหากมีลูกหลานป่วยหนัก จะเข้าเมืองก็ไม่มีเงินอีก

ไม่สิ อย่างแรกที่ต้องทำคือซื้อใจชาวบ้านให้พวกเขาเชื่อเสียก่อน

ครั้นทานมื้อเช้าเสร็จสิ้นเลี่ยงหลิงเปิดกระเป๋าพกสามมิติหมายจะหยิบอุปกรณ์ กลับเห็นประกายบางอย่างในความมืดนั่น พอหยิบออกมาเป็นอันชะงัก

“เชรดเข้—!!!”

มือถือ ONNO รุ่น MIND X5 [1]เจ้าค่า—!!! รุ่นใหม่ด้วย!!! มือถือในโลกจีนโบราณเนี่ยนะ!!!?

หวืดดดด....!! เจ้ามือถือที่ไม่ควรจะสั่นเพราะอยู่ในโลกจีนกำลังภายในย้อนยุคกลับสั่นขึ้นซะจนเธอเกือบทำมือถือร่วง ไม่ใช่สั่นเพราะข้อความเข้าแต่อย่างใด มันสั่นเพราะมีคนโทรมา!

เลี่ยงหลิงลังเลนัก จะรับดีหรือไม่รับดี

....

สุดท้ายนิ้วเรียวก็ปัดเลื่อนเป็นกดรับสาย เธอยกมือถือแนบหู

“ส สวัสดีค่ะ...”

‘ข้าขอกล่าวชมเรื่องที่แต่งเล่าให้ฟูจวินเจ้าฟังเมื่อวานนี้ ช่างทำให้ข้าดูดีขึ้นเสียจริงเลยนะสาวน้อย’

....

หา??

‘ไม่ต้องทำหน้าเหวอขนาดนั้นหรอกน่า เอางี้ เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ข้าคือเซียนผู้ซึ่งส่งเจ้ามาโลกนี้ ส่วนสาเหตุที่ส่งมาก็ตามที่เจ้าเข้าใจ เรื่องพัฒนาหมู่บ้านแห่งนี้อย่างไรเล่า!’

“.....เดี๋ยวนะ... เอาจริงดิ!!?” แต่งเรื่องเพื่อให้สามีที่รักเชื่อ ไปๆมาๆดันกลายเป็นเรื่องจริงเฉย!!

‘จริงแท้และแน่นอน ก่อนอื่นขออธิบายก่อน โลกที่เจ้าอยู่นี่เป็นหนึ่งในล้านโลกต่างมิติที่ถูกสร้างแยกขึ้นมา หลายคนอาจคิดว่าโลกต่างมิติไม่มีจริง แท้จริงมันมี แต่มันจะเลือกพวกเจ้าไปหรือไม่ก็อีกเรื่อง บางโลกอาจจะเป็นเหมือนในนิยาย บางโลกอาจเป็นโลกคล้ายคลึงกับโลกเดิมเจ้าแต่อาจมีวิทยาการก้าวล้ำกว่า หรือบางโลกอาจเหมือนเจ้าย้อนมาอยู่ในอดีต แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่ แค่มันคล้ายกันเท่านั้น ซึ่งโลกที่เจ้าอยู่นี่ข้าเป็นผู้สร้างขึ้น ดังนั้นมันไม่ส่งผลกระทบอะไรกับประวัติศาสตร์แน่นอนเพราะมันไม่เกี่ยวกับโลกที่เจ้าจากมา’

โอ้มายก็อด...

“สรุปคือข้าจะทำอะไรก็ไม่ส่งผลอะไรทั้งสิ้น?”

‘แน่นอน! ส่วนพวกอุปกรณ์ในกระเป๋าพกนั่นก็เป็นแบบดัดแปลงให้เข้ากับยุคสมัยทั้งสิ้น ยกเว้นมือถือที่เจ้าใช้อยู่นั่นแหละ และถึงผู้อื่นได้ไปก็ใช้ไม่เป็นอยู่ดี ส่วนสาเหตุที่ใช้มือถือ มันจะได้ติดต่อข้าได้ง่ายๆไง เอาไปใช้อ้างได้อย่างเวลาพูดอยู่คนเดียวก็บอกไปว่าคุยกับท่านอาจารย์อยู่ ไรงี้’

“เอางั้นเลยนะคะ”

‘เอางั้นแหละ! เอาล่ะ เข้าเรื่องอีกรอบ ข้าต้องการให้พัฒนาหมู่บ้านนี้ เพราะหมู่บ้านนี้ในภายภาคหน้าจะเป็นสถานที่สำคัญ บุรุษจากหมู่บ้านนี้จะมีทั้งได้เป็นแม่ทัพใหญ่ของแคว้น กลายเป็นอ๋อง ขุนนาง เซียน หรือประมุขพรรค พวกเขาจะมีบทบาทสำคัญต่อโลกใบนี้’

“ว้าว... นี่มัน ค่อนข้างช็อก ช็อกมากๆเจ้าค่ะ จะว่ายังไงดีล่ะ คือ ไม่คาดคิดว่าจะสำคัญขนาดนั้น”

‘มันคือเรื่องราวในอนาคต ตอนนั้นเจ้าคงไม่อยู่แล้ว หรือบางทีอาจอยู่ก็แล้วแต่ดวงชะตาว่าจะเกิดขึ้นในตอนเจ้าอยู่หรือไม่’

“แต่ถ้าเกิดในช่วงข้าอยู่ก็ดีเหมือนกันนะคะ” เดินมานั่งบนเตียง “มันน่าจะเป็นอะไรที่น่าสนุกน่าดูเลย ฮิๆๆ”

‘ก็นะ น่าสนุกไม่น้อยเลย เอาเป็นว่าพยายามเข้าละกัน!’

“ค่าๆ สั่งใหญ่เลยนะเจ้าคะ ถ้ามีแค่นี้ข้าวางละนะเจ้าค—” ‘เดี๋ยวๆๆๆๆ ลืมบอกอีกเรื่อง!! ถ้าเกิดเจ้าไปบอกว่าเป็นศิษย์เซียนทันทีมันต้องไม่มีคนเชื่อ เพราะงั้นข้าเลยให้พรเจ้าไปหนึ่งข้อ’

“พร? พรอะไรคะ?”

‘ในเมื่อเจ้ามียาหยาดน้ำนภาแบบอันลิมิตกับตัว จะมอบให้ทานคนละลูกก็เดี๋ยวเกิดปัญหา เพราะงั้นเวลาเจ้าจะมอบให้ใครขอให้หลับตานึกในใจว่า ‘เริ่มตรวจสอบ’ ด้วยล่ะ’

“ถ้าท่องแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ?”

‘ก็หลังท่องเมื่อลืมตา ดวงตาเจ้าจะกลายเป็นสีเงิน สิ่งที่เจ้ากล่าวออกมาทั้งหมดจะเป็นการตรวจสอบร่างกายผู้รักษา พอตรวจเสร็จก็จะหลับตาเอง ตื่นมาอีกทีตาก็เหมือนเดิม คล้ายร่างทรงเชิญเทพเซียนลงไปประทับไรงี้ไงล่ะ! ยอดเยี่ยมเลยใช่ไหมล่ะ!!’

“ถ้าท่านว่ายอดเยี่ยมก็เยี่ยมเจ้าค่ะ”

ก็ดีนะ จะได้ไม่ต้องสรรหาคำโกหกไรด้วย คิดเสียว่าอัญเชิญท่านเทพเซียนผู้เป็นอาจารย์มาช่วยก็เป็นพอ

‘ที่ข้าจะบอกมีเพียงเท่านี้ ความหวังของหมู่บ้านนี้อยู่ที่เจ้าแล้ว!’

ตรู๊ดดดด... ตัดสายทันทีหลังพูดจบ ข้าเก็บมือถือใส่กระเป๋าพกสามมิติทันทีเพื่อกันไม่ให้คนอื่นเห็น ความจริงตั้งใจจะถามว่าขอทำรูปปั้นอีกฝ่ายได้มั้ย แต่ไม่ทันจะได้ถามก็วางไปเสียแล้ว ไว้คราวหน้าค่อยถามก็ได้ พอมานั่งคิดวิธีจะให้ผู้คนเชื่อก็ต้องหาผู้ที่หลายคนให้ความนับถือที่สุด...

ใช่ ต้องไปหาท่านตาหัวหน้าหมู่บ้านผู้กล่าวว่าเป็นอดีตฮ่องเต้แคว้นฉี!

เอาตามตรงก็ไม่เชื่อหรอกนะว่าเป็นจริง แต่อะไรๆก็เกิดขึ้นได้เพราะงั้นบอกไปว่าเชื่อก่อนดีกว่า ยังไงฉันก็ต้องทำตัวนอบน้อมให้สมเป็นคุณหนูด้วยนี่นะ ไว้อยู่ๆไปค่อยแสดงด้านอื่นออกไป ตัดสินใจได้เช่นนั้น เลี่ยงหลิงผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เป็นชุดตัวเก่งคล้ายเมื่อวานนี้ ห้อยถุงพกไว้ข้างกายออกจากบ้านหลังเล็กมุ่งหน้าไปบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน

“อ้าว เสี่ยวหลิง ตื่นแล้วหรือ”

“เจ้าค่ะท่านป้ากวาง” คลี่ยิ้มบางเบาให้ป้ากวาง “น่าอายจริงที่ตื่นสายเช่นนี้”

“หุหุหุ ไม่เป็นอันใดหรอก นอนเต็มอิ่มเช่นนี้ย่อมเป็นเรื่องดี หวังว่าอาเจินคงไม่ทำให้หนูลำบากสินะ”

“ไม่เจ้าค่ะ ไม่ลำบากอันใด”

ไม่เข้าใจว่าป้าเขาพูดแบบนั้นหมายความว่าอะไร แต่ถ้าถามเรื่องบนเตียงของสามีภรรยา บอกเลยว่าเจินเจินยังไม่เคยแตะต้องหนูเลยค่ะป้า! แต่งงานเสร็จคืนเข้าหออีกฝ่ายเลือกนอนพื้นด้วยซ้ำ ช่างเป็นสุภาพบุรุษอะไรเช่นนี้หนอเจินเจินของข้า~ อื๋อ?

“ท่านป้ากวางสีหน้ามิค่อยดีเลยนะเจ้าคะ ไม่สบายหรือเจ้าคะ?”

“อ่า ป้าไม่เป็นอันใดหรอก แต่เสี่ยวซานลูกชายป้า....เขาป่วยน่ะ ป้าเลยนั่งเฝ้าดูแลเขาทั้งคืน ไข้ก็ยังมิหายเสียที หากเป็นเช่นนี้คงต้องพาเข้าเมืองไปหาท่านหมอสักวัน...” นางถอนหายใจด้วยความลำบากใจ ค่ารักษานั้นแพงชาวบ้านยากจนเช่นนางมิสามารถหาเงินได้ สามีเองก็ขึ้นเขาไปหาของป่ามาขาย นางทำได้เพียงหวังว่าเงินจะมากพอและพิษไข้ของบุตรชายจะมิป่วยหนักไปมากกว่านี้

เลี่ยงหลิงเห็นเช่นนั้น นางขยับเข้าไปกอบกุมมือข้างหนึ่งของป้ากวาง “มิต้องกังวลไปนะเจ้าคะท่านป้า ให้เสี่ยวหลิงได้ช่วยท่านเถิดเจ้าค่ะ”

เอ่ยด้วยแววตาและใบหน้าที่ดูอ่อนโยนจนหญิงสาวมีหวัง

“เจ้า...เจ้ารู้วิชาแพทย์หรือ”

“เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์ของข้าจะเป็นผู้รักษาเขาให้เอง”

“ถ้าเช่นนั้นรีบไปตามอาจารย์เจ้ามาได้หรือไม่เสี่ยวหลิง!” ท่านป้ากวางกุมมือของนางเสียแน่นจนแอบนิ่วหน้าเล็กน้อย

เรี่ยวแรงของชาวบ้านช่างเยอะกว่าที่คาดไว้เสียจริง

“ได้โปรด ได้โปรดช่วยลูกข้าด้วยเถอะนะเสี่ยวหลิง”

“ท่านป้ากวางมิต้องกังวลเจ้าค่ะ... เชื่อในตัวข้านะเจ้าคะ”

ย้ำคำก่อนดึงมือกลับ สองเท้ามุ่งหน้าไปยังบ้านของท่านป้ากวางที่นำข้าวสารไปมอบให้เมื่อวาน ป้ากวางรีบเช็ดน้ำตาวิ่งตามนางไปยังบ้านหลังเล็ก พบผู้เป็นสามีของป้ากวางหน้าบ้าน เลี่ยงหลิงจึงโค้งให้เล็กน้อยและเดินเข้าไปภายใน สองสามีภรรยารีบตามเข้ามา ตัวสามีไม่เข้าใจมากนัก ตัวป้ากวางเองก็สับสน ไหนว่าจะให้อาจารย์ของนางมาช่วยมิใช่หรือ เหตุใดถึงมาดูเองเล่า หรือนางต้องดูอาการบุตรชายก่อนเพื่อนำไปบอกผู้เป็นอาจารย์หรือ?

เลี่ยงหลิงมองเสี่ยวซาน เด็กชายตัวน้อยวัยห้าหนาวบนเตียงเก่า เธอยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น นึกถึงคำของท่านเทพเซียนผู้นั้น เธอหันไปมองสองสามีภรรยา

“ถ้าเช่นนั้น จะทำการเรียกท่านอาจารย์แล้วนะเจ้าคะ”

เธอหลับตาลงกล่าว ‘เริ่มตรวจสอบ’ ในใจ...

“เสี่ยวหลิง...?” ป้ากวางมิเข้าใจว่านางทำอันใด กล่าวว่าเรียกท่านอาจารย์ แล้วเหตุใดถึงยืนนิ่งเช่นนั้น หรือนางมิได้คิดจะช่วยจริง เพียงแค่กล่าวให้นางโล่งใ—

ไม่ทันได้คิดอื่นใด เมื่อเด็กสาวเบื้องหน้าลืมตาขึ้นมา ดวงตาสีนิลคู่งามของนางแปรเปลี่ยนเป็นสีเงินดุจดั่งแสงจันทร์ยามราตรีสร้างความตกใจให้สองสามีภรรยานัก เลี่ยงหลิงเห็นท่าทางของพวกเขานึกขันในใจเล็กน้อย ทว่าจำต้องแสร้งทำใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึกเพื่อให้ดูน่านับถือ เธอหันกลับมามองเด็กชายอีกครั้ง

“ตอบข้ามาตามความจริง เด็กผู้นี้...น้ำหนักลดลงจนน่าใจหาย... ผมร่วง... ผิวพรรณซีด... อีกทั้งยังมีอาการอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ มีปัญหาด้านการหายใจ อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องการขับถ่ายใช่หรือไม่....”

อา น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั่นช่างไม่เหมือนนางเสียเลย ช่างดูน่าหวั่นเกรงจนสองสามีภรรยาผงะไปไม่น้อย

“ปะ เป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ...”

“อืม... เด็กคนนี้มิได้ทานอาหารที่เหมาะสมกับร่างกาย... หากปล่อยไว้เช่นนี้อาจส่งผลต่อร่างกายในภายภาคหน้า...” นางกล่าวพลางหยิบขวดยาหยาดน้ำนภาออกมาจากกระเป๋าใบเล็ก เทยาใส่มือตนหนึ่งเม็ด ก่อนยื่นให้ป้ากวาง “แบ่งครึ่งละลายน้ำให้ทานยามนี้ครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งในยามเช้า เมื่อนั้นบุตรชายเจ้าจะหายจากโรคนี้... อีกทั้งควรได้ทานอาหารอย่างเหมาะสม มิว่าจะผัก เนื้อ หรือผลไม้ ข้าวเองก็เป็นสิ่งสำคัญ มิเช่นนั้นจะป่วยเป็นโรคนี้อีก เข้าใจหรือไม่...”

“เจ้าค่ะ!!” นางคุกเข่ากราบพื้นต่อหน้านาง “ขอบคุณ ขอบคุณมากเจ้าค่ะ!! ฮึก ขอบคุณมาก”

สามีของนางเองก็ไม่ต่างกัน คุกเข่ากราบขอบคุณนางไม่ขาดปาก“ฮึก ขอบคุณขอรับ ขอบคุณท่านมาก!!!! เสี่ยวซานรอดได้เพราะท่าน!!”

“อืม... ถ้าอย่างไร...ข้า...ขอ... ฝากศิษย์ของเราด้วย....” สิ้นคำนางหลับตาลง ยืนนิ่งเช่นนั้น เมื่อลืมตาอีกครั้งสีตากลับมาเช่นเดิม “อือ... อ.. เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะท่านป้ากวาง ท่านอาจารย์ตรวจร่างกายเสี่ยวซานเป็นเช่นไรบ้าง... อ เอ๊ะ! ไยท่านลุงท่านป้าคุกเข่าเช่นนั้นเล่าเจ้าคะ! ลุกขึ้นเถิดเจ้าค่ะ!!”

แสดงท่าทางเหมือนมิทราบว่าอาจารย์ของนางทำอันใดไปบ้างทั้งยังแสดงอาการตกใจเมื่อเห็นทั้งสองคุกเข่ากับพื้น นางขอกล่าวว่าคะแนนการแสดงเต็มร้อยให้ล้าน!!

แม้ชาติก่อนแสดงกากมาก แต่กับโลกนี้นางขอบอกว่ามั่นใจมากว่ามันได้!!

“เสี่ยวหลิง เสี่ยวหลิง ฮึก... ขอบคุณ ขอบคุณเจ้ามาก... ขอบคุณอาจารย์เจ้าเหลือเกิน เสี่ยวซานรอดแล้ว...”

“มิเป็นอันใดเจ้าค่ะท่านป้ากวาง... แค่ทราบว่าข้าสามารถช่วยท่านได้บ้างย่อมเป็นเรื่องดีเจ้าค่ะ อ๊ะ นั่นยานี่เจ้าคะ รีบนำไปให้เสี่ยวซานทานเถิดเจ้าค่ะ”

ท่านป้ากวางพยักหน้ารีบวิ่งไปหาน้ำมาละลายให้บุตรชายตนดื่ม ขณะเลี่ยงหลิงมองตามท่านลุงกได้เข้ามาขอบคุณนางอีกครั้ง

“ลุงขอขอบคุณเจ้า ขอบคุณมาก เสี่ยวซานเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของลุง ลุงมิรู้จะตอบแทนเจ้าได้อย่างไร...”

บิงโก นี่ล่ะที่ต้องการ!

“มิเป็นอันใดเจ้าค่ะท่านลุง ทว่า หากท่านลุงต้องการตอบแทน ขอเพียงแค่ช่วยทำให้ความต้องการท่านอาจารย์ของข้าเป็นจริงได้หรือไม่เจ้าคะ”

“ย่อมได้ ไม่ว่าจะสิ่งใดลุงจะหามาตอบแทนอาจารย์ของเจ้า!”

“ขอเพียงแค่... ให้ท่านลุงบอกกล่าวคนในหมู่บ้านเรื่องอาจารย์ของข้าเจ้าค่ะ เดิมทีท่านอาจารย์ของข้านั้นเป็นเซียนทำให้มิสามารถเผยกายต่อหน้าพวกท่านได้ ข้าจึงเป็นร่างกายให้ท่านหยิบยืมเพื่อช่วยเหลือผู้คน อีกทั้งท่านอาจารย์มีความปรารถนาที่จะช่วยเหลือผู้คนในหมู่บ้านนี้ อืม...ข้านั้นมิทราบว่าท่านอาจารย์พูดอันใดบ้างยามยืมร่างกายของข้า ดังนั้นเสี่ยวหลิงจึงขอร้องท่านลุงให้ช่วยเป็นหนึ่งเสียงในการฟื้นฟูหมู่บ้านก็พอแล้วเจ้าค่ะ”

“อ่า...ย่อมได้ แต่เพียงเท่านี้เองหรือเสี่ยวหลิง สิ่งที่เจ้าทำให้มันสมควรได้การตอบแทนมากกว่านี้...”

“เพียงเท่านี้ก็พอเจ้าค่ะ” ยิ้มบางเบา “แต่หากท่านลุงเห็นว่ามันไม่คุ้มค่า ขอท่านลุงแค่แบ่งสมุนไพรแปลกๆหรือสมุนไพรทั่วไปให้ข้าเป็นบางคราหรือพาข้าขึ้นไปหาสมุนไพรเป็นบางครั้งบางคราก็เพียงพอเจ้าค่ะ”

“เอาแค่นั้นจริงๆหรือ...”

“เจ้าค่ะ แค่นี้ก็มากพอแล้วเจ้าค่ะ”

“หึหึหึ....ฮ่าๆๆๆๆ ย่อมได้! เจ้าช่างเป็นเด็กที่ดีเหลือเกินเสี่ยวหลิง! นับจากวันนี้ข้าจะนำสมุนไพรแปลกๆมาแบ่งให้เจ้าทุกวัน!!! ส่วนเรื่องที่เจ้าขอให้ข้าพาไปหาสมุนไพรหากเจ้าอยากก็มาเรียกข้าได้เสมอ!!”

“ขอบพระคุณยิ่งนักเจ้าค่ะท่านลุง”

เพราะคำบอกเล่าของท่านลุงทำให้เย็นวันนั้นหลังเจินเจินกลับมาพร้อมพวกชาวบ้านที่เจ็บไข้ได้ป่วยกัน ผลตอบรับมันช่างน่าภูมิใจ แม้ว่าความภูมิใจจะมาพร้อมความเหนื่อยในการปั้นหน้า ฉันแสร้งอัญเชิญท่านอาจารย์ยาวนาน ตรวจให้เสร็จมอบยาให้เรียบร้อยก็ปาไปยามห้าย[2]

หลังผู้ป่วยรายสุดท้ายออกไปเจินเจินรีบเดินไปปิดประตู สีตาเลี่ยงหลิงกลับคืนเป็นดังเดิมก็ทำการเลื้อยลงนอนไปกับโต๊ะอย่างหมดจริต ปั้นหน้าว่ายากแล้ว พูดยาวโดยไม่ได้หยุดพักยิ่งแล้วใหญ่

เหนื่อยดีแท้—!

....

อื๋อ?

รู้สึกถึงอะไรบางอย่างกดนวดบนไหล่ เมื่อดันตัวหันไปมองพบฮุ่ยเจินยิ้มบางเบา มือกดนวดบ่นไหล่เล็กของภรรยาจนเริ่มผ่อนคลายลง

“หลิงหลิงเมื่อยตรงไหนอีกหรือไม่?”

รู้สึกดีใจที่อีกฝ่ายเข้ามานวดให้ เดิมทีการปรนนิบัติเช่นนี้ควรเป็นหน้าที่ภรรยามิใช่สามี การที่ผู้เป็นสามียอมถึงเพียงนี้สร้างความหลงใหลให้เลี่ยงหลิงหนักกว่าเดิมนัก จากอาการหนักแล้วยิ่งหนักกว่าเดิม!!

ฮื่ออออ น่ารักอ่า—!!

“แค่เจินเจินนวดให้เช่นนี้ ข้ารู้สึกมีแรงกว่าเดิมนักเจ้าค่ะ”

คำตอบนั้นเรียกให้ใบหน้าผู้เป็นสามีเห่อแดงอีกครั้ง แซววันละนิดหยอดวันละหน่อยจิตแจ่มใสจริงๆหนา!

“ข้า...”

หืม?

“ข้าเอง... แค่เห็นหลิงหลิงยิ้มให้... ข้าก็มีแรงเช่นกัน....”

....

คือ...

คือเราแต่งกันแล้วใช่ป่ะ... ข้าขอจับกินเลยได้มั้ย??

ใบหน้าของสองสามีภรรยามือใหม่ต่างแดงซ่านทั้งคู่ กระนั้นมือของฮุ่ยเจินก็บีบนวดไหล่ให้เธอหวังให้คลายเมื่อย ยามได้ยินจากชาวบ้านว่านางพูดคนเดียวก็นึกเป็นห่วงนัก จนคิดได้ว่านางอาจพูดคุยกับท่านเซียนผู้เป็นอาจารย์จึงบอกเล่าเรื่องนี้ให้ชาวบ้านคนอื่น แม้คราแรกพวกเขามิมีผู้ใดเชื่อ กระทั่งท่านลุงผู้เป็นสามีของป้ากวางมาบอกว่าบุตรชายตนหายป่วยเมื่อนั้นพวกเขาจึงเชื่อ

ตอนออกจากเมืองหลวง มิว่าผู้ใดต่างก็กล่าวว่าเขาโชคร้ายที่ได้แต่งกับสตรีร้ายกาจและโง่งมเช่นนาง

เขาขอกล่าวว่ามิเป็นความจริง...

การได้แต่งงานกับนางถือเป็นโชคดีของเขาเหลือเกิน...

นางคืออดีตไท่จื่อเฟยผู้เพียบพร้อม ทั้งยังเป็นบุตรีของอัครเสนาบดีหยางแห่งแคว้นฉี ต่างกับเขาผู้มิมีจะกินไม่มีเงินทองไม่มีอันใดมอบให้นางได้นอกจากความยากลำบาก ดังนั้นขอแค่ให้เขาได้ช่วยแบ่งเบาความเหนื่อยล้าของภรรยาหลังจากนี้ หรือควานหาสิ่งที่ภรรยาต้องการ

แม้เพียงเล็กน้อย...

ก็ขอให้เขาทำเพื่อนาง...

“หลิงหลิง...”

“จ เจ้าคะ...” นางหันไปมองผู้เป็นสามี

ฮุ่ยเจินอึกอักเล็กน้อย “ขะ...เอ่อ... ข้า.......”

สองสายตาสอดประสาน เสียงหัวใจเต้นระรัว ใบหน้าของทั้งสองขยับเข้าหากันราวกับต้องมนตร์...

“อาเจินเอ๊ย อยู่หรือไม่—“

เฮือก!!! ต่างฝ่ายต่างสะดุ้งตกใจ เลี่ยงหลิงยังคงนั่งอยู่ที่เดิมแต่ ฮุ่ยเจินดันถอยหนีไปกระแทกกำแพงเสียแรงได้ยินเสียงโป๊ก!!เสียดังเล่นทำเอาเธอหน้าซีดกว่าเดิม!! หัวฟูจวินเธอจะไม่แตกใช่หรือไม่!!!

“เจินเจิ๊นนนน!!! หัว หัวเป็นอย่างไรบ้าง! ไม่มีแผลใช่หรือไม่!! ไม่แตกไม่มีเลือดไหลใช่หรือไม่!!?”

รีบวิ่งกุลีกุจอลุกไปดูคุณสามีที่นั่งกุมหัวด้านหลัง พอตรวจเช็กว่าหัวไม่แตกไม่ได้เลือดนอกจากโนเล็กน้อยก็ถอนหายใจโล่งอกพอควร เป็นวงวารคุณสามีเหลือเกิน เอาจริงวงวารตัวเองเหมือนกัน ใจหายสุดเลยเมื่อกี้ แง!!

“โฮ่ๆๆ ดูเหมือนข้าจะมาขวางช่วงเวลาของสามีภรรยาเสียแล้ว ขอโทษด้วยเน้อ”

“ม มิใช่เช่นนั้นหรอกเจ้าค่ะ...”

ก็มีแอบเขินเล็กน้อยเลยหัวเราะแห้งๆแก้เก้อให้ผู้เข้ามาในบ้านโดยมิได้ขออนุญาตคือท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ท่านตาหลวนซานผู้ที่ตอนแรกเลี่ยงหลิงตั้งใจแวะไปหาทว่ากลับพบท่านป้ากวางเสียก่อน

“หรือว่าท่านตาหลวนซานมาตรวจอาการป่วยหรือเจ้าคะ?”

“โอ้ ใช่ๆ ข้าจะมาตรวจโรค และก็ให้เจ้าช่วยตรวจอาเจินด้วย”

....

เอ๊ะ?

“จ เจินเจินป่วยหรือเจ้าคะ!?”

“ไม่ๆ ข้ามิได้เจ็บไข้ได้ป่วยอันใด หลิงหลิงมิต้องกังว—” “ศีรษะของอาเจินกระแทกกับหินแถวนั้นอย่างแรงในวันที่สูญเสียบิดามารดา เพราะความแรงจนทำให้หัวแตกส่งผลถึงดวงตาทำให้เขามิอาจออกล่าสัตว์เยี่ยงในอดีตได้”

“.....กี่..”

“หืม?” ตาเฒ่าหลวนซานเอนศีรษะเล็กน้อยหวังได้ยินที่เธอกล่าว

“กี่...ปีแล้ว...”

“โอ้ น่าจะตอนอาเจินสิบหนาวก็ราวไ หกเจ็ดปีแล้—“

ไม่ทันที่ท่านตาหลวนซานจะกล่าวจบดี เธอไม่จำเป็นใช้ดวงตาสีเงินนั่นตรวจร่างกายฟูจวินเธอแต่อย่างใด เลี่ยงหลิงจัดการเทยาใส่มือแล้วยัดใส่ปากสามีตัวเองถึงสามเม็ด!!!

และเพื่อป้องกันไม่ให้สามีตัวเองเลยยังคงปิดปากอีกฝ่ายไว้ก่อนจนกว่าจะกลืนยาทั้งหมดที่เธอป้อน!!!

“กลืนเลยนะเจินเจิน! ไม่ยอมให้เป็นอะไรหรอก กลืนไปเลยนะ ห้ามความจำเสื่อม!!! ห้ามเลย!!! ห้ามเด็ดขาด!!!”

ฮุ่ยเจินตกใจเล็กน้อย แต่เมื่อรู้สึกได้ว่ามือของภรรยานั้นสั่นเครือก็เลือกที่จะกลืนอย่างไม่อิดออด เดิมทีเขาไม่คิดจะบอกเรื่องอาการที่เป็นอยู่เพราะเห็นว่ามันไม่ได้ส่งผลอันใดต่อชีวิตประจำวัน ทว่ายามเห็นใบหน้าเลี่ยงหลิงราวกับจะร้องไห้นั่นทำให้รู้สึกผิดมิใช่น้อย อีกทั้งยังอุ่นใจเหลือเกินเมื่อทราบว่านางเป็นห่วงเขา เมื่อเลี่ยงหลิงเห็นฮุ่ยเจินกลืนเม็ดยาเรียบร้อยนางถึงดึงมือออกแล้วพุ่งเข้าไปกอดจนใบหน้าของผู้เป็นสามีแดงระเรื่อ ท่านหัวหน้าหมู่บ้านหัวเราะชอบใจ ปิดประตูออกจากบ้านไปอย่างแผ่วเบาเพื่อไม่ให้รบกวนทั้งคู่

“ป่วยแล้วต้องบอกเข้าใจหรือไม่เจินเจิน บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าห้ามปิดบังกัน ถึง ถึงมันแค่หัวกระแทกแต่ถ้าไม่รักษาดีๆมันอาจส่งผลต่อเจ้าได้ในภายภาคหน้า เข้าใจหรือไม่เจินเจิน”

“ข้า ข้าเข้าใจแล้ว ข้าขอโทษนะหลิงหลิง”

ลูบหัวปลอบสตรีในอ้อมกอด เลี่ยงหลิงค่อนข้างอ่อนไหวเรื่องนี้อันเนื่องจากชาติก่อนนางไม่ค่อยสนใจอาการป่วยตนเองเท่าใด ครั้งหนึ่งสมัยเรียนนางปวดแขน เจ็บแขนมาก คิดว่าคงใช้แขนมากเกินไป ทว่าไปตรวจกลับพบว่าเป็นฝีแล้วต้องทรมานน้ำตาคลอตอนผ่าและตอนล้างแผล นอกจากตัวเอง ผู้เป็นป้าของเธอก็ไม่ต่างกัน กล่าวว่าแค่เจ็บอกและคิดว่าไม่เป็นอันใด กินยาไม่นานเดี๋ยวก็หาย ทว่าอาการนั่นยังคงอยู่นับหลายเดือนหลายปี

สุดท้ายก็จากเธอไป...

 เธอจำไม่ได้ว่าป้าคนรองเสียไปด้วยโรคอะไร เพราะช่วงที่ป้าป่วยเป็นช่วงที่เธออยู่มหาลัยและกำลังทำธีสิสอยู่ ป้าคนกลางบอกว่าป้าคนรองที่ป่วยอาการดีขึ้นแล้วเธอจึงไม่ได้เอะใจอะไร ปากก็กล่าวเจือยแจ้วเล่าให้ป้าคนกลางที่พักกับเธอว่าจะนำธีสิสที่ทำและใบปริญญาไปให้ดูตามที่เคยสัญญาเอาไว้

จนรู้ความจริงหลังส่งธีสิสเสร็จสิ้นว่าป้าคนนั้นได้จากไปแล้ว...

ไม่มีใครบอกเธอเพราะกลัวกังวลเรื่องนี้จนไม่จบ...

เธอเข้าใจ...

แต่...ก็ยังทำใจไม่ได้... เธอไม่ได้ไปหาป้ารองเป็นครั้งสุดท้าย ไม่ได้เข้าร่วมงานศพของป้ารอง ไม่ได้ไปส่งอีกฝ่าย...

ไม่ได้ทำอะไรเลย...

เพราะเหตุการณ์นั้นทำให้เธอค่อนข้างอ่อนไหวกับเรื่องนี้ ใครในบ้านป่วยก็ต้องรีบหายาให้ไม่ก็พาไปหาหมอเพราะกลัวสูญเสียไปอีก แต่พยายามแค่ไหนสุดท้ายป้าคนอื่นก็มักบอกว่า ‘กินยาเดี๋ยวก็หายแล้ว’ แล้วก็ปล่อยให้อาการลากยาว พอเธอรู้จะลากไปหาหมอก็ไม่ไป สุดท้ายแล้วอย่างไร พวกท่านก็จากไปทิ้งให้เธออยู่กับพี่ชายที่ตนไม่คิดจะนับเป็นพี่

ที่หากไม่ติดว่าแม่ขอไว้ยังไงก็ไม่อยากให้อยู่ด้วย...

รู้ว่ารักน้องแต่แล้วอย่างไร... ได้โปรดช่วยเหลือกันบ้างไม่ใช่หาเรื่อง...

“อย่าทิ้งข้าไปไหนเลยนะเจินเจิน... อยู่กับข้า อยู่ข้างกายข้า อยู่จนแก่เฒ่าไปด้วยกันเถิด...ฮึก...เวลาป่วย ห้าม ห้ามปิดบังเด็ดขาดนะ... ฮึก... เวลาบาดเจ็บอะไรห้ามปิดบัง ฮึก... ข้าไม่อยาก ไม่อยากเสียอะไรไปอีกแล้ว...”

ไม่อยากอีกแล้ว...

ไม่อยากสูญเสียใครไปอีกแล้ว...

ฮุ่ยเจินยังคงลูบหัวปลอบประโลมเธออย่างแผ่วเบาทำให้ช่างรู้สึกอบอุ่นเหลือเกิน...

“มิต้องกังวลหลิงหลิง... ข้าสัญญา... ข้าจะไม่มีวันทิ้งเจ้าไปไหน จะอยู่ข้างกายเจ้า หากจะไป เราก็จะไปด้วยกัน ดีหรือไม่...”

“อื้อ... ดี... ดียิ่ง...”

อย่างที่เธอเคยว่าไว้...

สามีของเธอช่างแสนดีและรักเธอเหลือเกิน...

ขอบคุณท่านอาจารย์ที่ทำให้ฉันได้มาเจอกับเขามากนะเจ้าคะ...



[1] กล่าวถึงมือถือ OPPO รุ่น FIND X2 ค่ะ (ฮา)

[2] ช่วงเวลา 21:00 – 22:59 นาฬิกา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 579 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

518 ความคิดเห็น

  1. #464 Sureepond9585 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2563 / 17:30

    น่ารักจริงๆ
    #464
    0
  2. #61 Dream (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 11:45

    เจินเจินนนน น่ารักกก เป็นสามีภรรยาที่โคตรน่ารักกก

    #61
    0
  3. #4 wwwiisaaa (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 มีนาคม 2563 / 21:53

    อิจฉาที่มีมีฟูจวินแบบนี้ น่ารักมากๆๆๆๆๆๆๆ
    #4
    0