ฟูจวินของข้าน่ารักเท่าโลก! [จบ]

ตอนที่ 11 : 10

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,933
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 651 ครั้ง
    26 เม.ย. 63

 

10

 

 

พยุงร่างกุ้ยฟูเหรินมาวางบนม้านั่งหน้าบ้านของท่านลุงกับท่านป้ากวางที่ใกล้กับลานกลางหมู่บ้าน กุ้ยเหม่ยเหลียนเหลือบมองร่างของอสูรประหลาดหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวกลางหมู่บ้านด้วยความหวาดหวั่น แม่ทัพใหญ่กับกุนซือและทหารกลุ่มหนึ่งเป็นอันชะงักเมื่อเห็นร่างของอสูร กุนซือหงเบิกตากว้าง รีบสั่งให้พวกทหารเข้าไปตรวจสอบ มิคิดว่าพวกชาวบ้านกล่าวมาคือความจริง

“เป็นเช่นไร”

“เรียนท่านแม่ทัพ...มัน สิ้นแล้วขอรับ...”

แม่ทัพเฉียนกับกุนซือหงมองหน้ากัน อสูรที่แม้แต่นักล่าระดับสี่ยังมิอาจสู้ได้กลับถูกพวกชาวบ้านจัดการ คาดว่าระดับของมันคงเป็นห้าแทนกระมัง

“ไปหยิบของวิเศษตรวจวัดระดับของมันมาเสีย”

“ขอรับท่านแม่ทัพ!”

นายทหารขานรับวิ่งกลับไปยังเกวียน กุ้ยฟูเหรินแม้โดนทำร้ายจนเจ็บช้ำทว่านางยังคงจับจ้องการทำงานของฟูจวินตน มิอยากละสายตาจากภาพตรงหน้า นางอยากจดจำ... จดจำภาพของท่านแม่ทัพที่นางหลงรักให้ได้มากที่สุด...

ก่อนกลับไปจวนเพื่อพบความเจ็บช้ำอีกครา...

“อึก!!” ความเจ็บแปลบจากข้อเท้าแล่นริ้วขึ้นมาจนต้องก้มมองสหายที่ช่วยดูแลข้อเท้าให้ จนเห็นบ่าวรับใช้คนสนิทตาเบิกกว้างเหมือนตื่นตกใจบางอย่าง กุ้ยเหม่ยเหลียนนึกฉงนเหตุใดซูซูจึงทำใบหน้าเช่นนั้น

นางมองใบหน้าของเลี่ยงหลิงดีๆ ร่างกายราวกับถูกแช่แข็ง...

ไย... ไยดวงตาของเลี่ยงหลิงถึงกลายเป็นสีเงิน...

ข้อเท้าบวมช้ำจากการตกที่สูง ไม่สิ... ไม่ใช่แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวสินะ... ก่อนหน้ามาที่นี่เจ้าเคยล้มมาก่อน ใช่หรือไม่....

“จ เจ้าค่ะ...”

กระทั่งน้ำเสียงของเสี่ยวหลิงเปลี่ยนไป มันดูน่ายำเกรงขึ้น...

ราวกับ ราวกับว่าเบื้องหน้าของนางมิใช่สหายผ่านจดหมาย หากแต่เป็นเซียนผู้สูงส่งจุติลงมา...

เซียน....

อ่า...ใช่ ใช่แล้ว นางนึกออกแล้ว สหายของนางเคยเล่าผ่านจดหมายว่าหลังออกจากจวนแต่งงานกับสามี ได้กราบไหว้เซียนผู้หนึ่งเป็นอาจารย์ นี่คงความสามารถที่สหายนางได้รับมาจากเทพเซียนเป็นแน่แท้

....เกิดการช้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากเป็นเช่นนี้สักวันขาของเจ้าคงเดินมิได้เข้าสักวัน... ช่างสงสารเสียจริงลูกหลานของสหายข้า....

กุ้ยเหม่ยเหลียนไม่เข้าใจความหมาย มือเรียวหยิบตลับยาสีเงินวางใส่มือบ่าวรับใช้ซูซู

“ข้อเท้ากับรอยช้ำบนร่างแต้มและนวดเบาๆ สองวันหาย เริ่มทำเสีย

“ข ขอบพระคุณเจ้าค่ะ!” บ่าวรับใช้ซูซูโขกศีรษะ รีบนวดข้อเท้าให้คุณหนูของนางโดยไม่อิดออด

“ท่านเยว่ซินเจ้าคะ อสูรตนนั้น...”

เธอขานรับเหยียนลี่เบาๆ ผละจากกุ้ยเหม่ยเหลียนตรงไปยังร่างของอสูรกลางลานหมู่บ้าน ชาวบ้านทุกคนต่างเห็นดวงตาของเลี่ยงหลิงเป็นสีเงิน ทำการคุกเข่า สร้างความตกใจให้แก่เหล่าทหาร แม่ทัพเฉียนและกุนซือหงที่กำลังตรวจสอบร่างอสูรสัมผัสได้ถึงปราณมหาศาลจากเบื้องหลัง พวกเขาเป็นผู้มีพลังปราณจึงมีปฏิกิริยามากกว่าผู้ใด สองหนุ่มหลังเหงื่อเย็นเต็มแผ่นหลัง...

อันตราย...

คนที่อยู่หลังพวกเขาตอนนี้... อันตราย

กุนซือหงไม่แม้แต่จะกล้าหันหลังไปมอง เขาเป็นกุนซือ มีวรยุทธ์พอป้องกันตัวได้ ปราณจัดอยู่ในระดับต่ำหาได้เก่งกาจนัก เฉียนเพ่ยจวินเหงื่อแตกพลั่ก ทว่ากัดปากเสียจดได้เลือด ตั้งสติให้มั่นหันกลับไปมองผู้ยืนอยู่เบื้องหลังตน!!!

ตาเรียวคมประสานกับดวงตาสีเงินนั่น...

ร่างกายแข็งค้างมิอาจขยับเขยื้อนได้ดั่งใจนึก...

เลี่ยงหลิงมองอีกฝ่ายแล้วนึกขันในใจนัก เธอลองปล่อยปราณดูเพราะครั้งหนึ่งจำได้ว่าประสาทสัมผัสของพวกผู้มีพลังปราณจะเฉียบคมนัก ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องจริง ชาวบ้านทุกคนมิใช่ผู้มีพลังปราณจึงไม่ได้รับรู้ถึงแรงกดดันนี้ ส่วนเจินเจินไม่ได้ผลกระทบเท่าใดนัก

ก็นะ! สามีข้าแข็งแกร่งม๊ากมากกกกเลยนี่นา!!!

ถอย...

เพียงคำเดียวสองนายทหารผู้เกรียงไกรแห่งแคว้นฉีหลบโดยไม่ต้องเอ่ยซ้ำสอง เฉียนเพ่ยจวินมองตามเลี่ยงหลิงที่เดินมาแตะร่างของอสูร...

นางไปฝึกปราณมาตั้งแต่เมื่อใด...

ไม่สิ แม้นางจะฝึกฝน ทว่านางมิใช่ผู้มีปราณตั้งแต่แรก แล้วเหตุใด...

แพะซากศพ ระดับเจ็ด

เสียงไม่ดังไม่เบาจนเกินไปเรียกเสียงฮือฮาจากชาวบ้าน เหล่าทหารต่างตื่นตระหนกกับอสูรระดับเจ็ดเบื้องหน้า ชาวบ้านดีใจที่พวกเขาปลอดภัยจากอสูรระดับเจ็ด กล่าวสรรเสริญขอบคุณท่านเทพเซียนเยว่ซิน ขอบคุณฮุ่ยเจินกับเหล่านักล่าที่ออกไปจัดการมันในวันนี้ยิ่งนัก

“ระดับเจ็ด...” แม่ทัพเฉียนนิ่งงัน ระดับพลังของเขาอยู่ระดับกลางสามารถฆ่าอสูรได้เพียงระดับห้า

หากเขาต้องสู้กับมันคงไม่แคล้ว....

“ใช่ ระดับเจ็ด” หลับตาลงก่อนลืมตามองสหายตนเอง สีตาเลี่ยงหลิงกลับมาเป็นเช่นเดิม “ขอบคุณสวรรค์ด้วยเล่าที่ยังทำให้คนโง่เช่นเจ้ารอดชีวิตน่ะ”

“เจ้า!!!”

คำก็โง่ สองคำก็โง่ นางแค้นอะไรเขานักหนา!!!

“ข้าบอกแล้วว่าถ้านึกคำด่าไม่ออกก็ไม่ต้องพูดเจ้า มันน่ารำคาญ...” ส่ายหน้าไปมาเซ็งๆ

“ยะ หยางฟูเหริน...”

“เจ้าคะกุนซือหง...” มองอีกฝ่ายที่ยกพัดขึ้นปิดครึ่งหน้าล่าง น้ำเสียงสั่นเครือเช่นนั้นคงหวาดกลัวกับปราณเมื่อครู่กระมัง

อยากแกล้งเจ้าเต่าโง่นี่ แต่ดันไปกระทบกุนซือหงเสียอย่างนั้น ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะเจ้าคะ

“ท่าน...ท่านทราบได้เช่นไร... ว่าระดับของมัน.. ค คือเจ็ด... อีกทั้ง...ดวงตานั่น...”

“มิต้องกังวลเจ้าค่ะกุนซือหง เมื่อครู่นั้นมิใช่ข้า”

“หากมิใช่เจ้าแล้วจะเป็นใคร”

เธอหันไปมองสหายวัยเยาว์ แย้มยิ้มบางเบา “อาจารย์ของข้า ท่านเยว่ซินเจ้าค่ะ

ทิ้งความน่าสงสัยไว้เป็นระเบิด นางวิ่งไปหาฮุ่ยเจิน กระโดดกอดอีกฝ่ายกล่าวชมสามี เรียกเสียงหัวเราะจากเหล่าชาวบ้าน เฉียนเพ่ยจวินเรียกนายทหารคนหนึ่งแจ้งข่าวนี้ให้แก่โอรสสวรรค์รวมถึงเรื่องของหมู่บ้านซือจี๋กับหยางเลี่ยงหลิง

ขอรับสั่งในการอยู่หมู่บ้านนี้เพื่อสืบหาความจริงบางอย่าง...

 

ยามเหม่าของวันต่อมาเหล่าทหารกล้าเดินทางกลับไปยังแคว้นพร้อมร่างของอสูรร้ายระดับเจ็ด เหลือเพียงแม่ทัพใหญ่ กุนซือหง กุ้ยฟูเหริน และนายทหารอีกห้านายอยู่หมู่บ้านแห่งนี้เพื่อตรวจสอบตามคำสั่งของโอรสสวรรค์ ช่างหลงฮ่องเต้แห่งแคว้นฉี เนื่องด้วยเลี่ยงหลิงมิได้คิดต้อนรับท่านแม่ทัพใหญ่ ไม่มีบ้านไหนมีเรือนรับรองให้ นางจึงให้อีกฝ่ายตั้งกระโจมพักด้านนอก ส่วนกุ้ยฟูเหรินกับบ่าวรับใช้ซูซูให้มาพักกับนางที่เรือนรับรอง

สำหรับแม่ทัพเฉียนเรื่องที่พักไม่มีปัญหา จะมีปัญหาก็คือคำด่ากับคำประชดประชันของเลี่ยงหลิงที่ไม่เคยพบเคยได้ยิน

ตั้งแต่เมื่อวานเฉียนเพ่ยจวินเจอเรื่องน่าตกใจมาหลายเรื่อง

วันนี้เขาเจอเยอะไม่ต่างกัน

แม่ทัพหนุ่มรู้ดีเลี่ยงหลิงหลงรักไท่จื่อมาตั้งแต่เยาว์วัย เขาจำได้ดี เลี่ยงหลิงมาปรึกษาเขาเรื่องนี้บ่อยเหลือเกินว่าบุรุษนั้นชื่นชอบสิ่งใด ควรมอบสิ่งใดถึงทำให้ไท่จื่อพอใจ ครั้นทราบว่าพึงพอใจสตรีเช่นใด นางจะเลียนแบบทำตามเช่นนั้น หายใจเข้าออกมีเพียงไท่จื่อช่างหลงซิ่นเล่อ...

ทว่ายามนี้หรือ...

“เจินเจิน นี่ข้าวกล่องมื้อกลางวันจ้ะ ข้าวปั้นตามที่เฉวียนเกอขอ”

“เสี่ยวหลิง นางฟ้าของพี่!”

“หยุดเสีย” คว้าคอเสื้อของอาเฉวียนก่อนจะพุ่งไปกอดเธอ หมู่บ้านมีแขกมาเช่นนี้พวกเขาควรระวังทุกขณะ โดยเฉพาะกุนซือหงที่เสี่ยวหลิงบอกเขา ใบหน้างดงามนั่นมิอาจปิดบังแววตาแสนอยากรู้อยากเห็นได้เลยสักนิด

ฮุ่ยเจินรับมาถือ “หลิงหลิง อาหนิง พ่อไปก่อนหนา”

“โชคดี โชคดี ขอรับ”

เรียกเสียงหัวเราะจากสองสามีภรรยา เอ็นดูบุตรชายตัวน้อยที่พยายามพูดอวยพรเขาเสียเหลือเกิน ชายหนุ่มก้มลงหอมแก้มยุ้ยของบุตรชาย ตามด้วยภรรยา เลี่ยงหลิงเองก็หอมแก้มเขาตอบเช่นกัน เหยียนหนานกับอาเฉวียนเห็นจนบ่อยทำได้เพียงคาดหวังว่าเมื่อใดพวกเขาจะมีภรรยาเหมือนฮุ่ยเจินบ้างนะ

เฉียนเพ่ยจวินหน้านิ่วคิ้วขมวด ไหนบอกรักไท่จื่อนักหนา เหตุใดถึงลืมง่ายนัก ไม่พอ มีบุตรชายด้วยกันแล้วหนึ่งคน การโดนขับไล่ออกจากเมืองหลวงทำให้นางเสียสติไปแล้วหรือ!!

กุ้ยฟูเหรินนั่งอยู่ที่ม้านั่งในสวนเล็กมองภาพตรงหน้าแล้วนึกอิจฉานัก นางเองก็หวัง หวังให้ฟูจวินของตนแสนดีเหมือนฮุ่ยเจิน เหมือนสามีของสหายยิ่ง

นางทำได้เพียงหวัง ทำได้เพียงนึกฝัน...

นางรู้ดีความอ่อนโยน ความเอาใจใส่ที่ฟูจวินของนางทำ เขามอบให้แค่คู่หมั้นแสนรักอย่างคุณหนูกู้...

แค่คุณหนูกู้เพียงผู้เดียว...

 

วันแรกแม่ทัพใหญ่เฉียน กุนซือหงกับเหล่าทหารทำเพียงสำรวจรอบหมู่บ้าน เข้าทักทายหัวหน้าหมู่บ้านซือจี๋ผู้เฒ่าหลวนซานเกี่ยวกับเรื่องอสูร ผู้อาวุโสอนุญาตให้พวกเขาทำตัวได้ตามสบาย เพียงแต่หากพวกก่อปัญหาขึ้นมาจนชาวบ้านเดือดร้อน ขอให้ออกจากหมู่บ้านไปเสีย

“หมู่บ้านซือจี๋เกิดขึ้นได้เพราะเสี่ยวหลิง เพราะท่านเซียนเยว่ซินผู้เป็นอาจารย์ของนาง หากพวกเจ้าก่อปัญหากับหมู่บ้านแห่งนี้ขึ้นมา นั่นหมายถึงเจ้ามีปัญหาท่านเยว่ซิน อย่าลืมเสียเล่า...”

จากปราณที่พวกเขาสัมผัสได้จากเมื่อวานทำให้ลอบกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก...

“ผู้อาวุโสมิต้องกังวล ข้าจะระมัดระวังมิสร้างความเดือดร้อนให้ขอรับ”

 

สามวันหลังจากนั้นแม่ทัพใหญ่เฉียนกับกุนซือหงได้ทราบว่าหมู่บ้านซือจี๋แห่งนี้แม้เป็นหมู่บ้านเล็กๆในป่า กลับมีความอุดมสมบูรณ์นัก พืชผลการเกษตรไม่มีขาดแคลนอาหาร บ้านพวกเขาแข็งแรงทนทาน วัวให้น้ำนมเยอะกว่าหมู่บ้านอื่นที่พวกเขาไปเดินตรวจ ไข่ของไก่ฟองใหญ่กว่าที่เคยเห็นมา ห้องน้ำแปลกประหลาดทว่าเห็นแล้วน่าสนใจ ทั้งยังมีบ่อน้ำพุร้อนภายในหมู่บ้านแบบแยกถึงสามบ่อด้วยกัน ตัวศาลเจ้าที่หมายสร้างขึ้นบูชาท่านเทพเซียนเยว่ซินกำลังอยู่ในช่วงก่อสร้างจึงยังมิอาจเห็นว่าท่านเซียนผู้นี้มีลักษณะเช่นใด

แม่ทัพหนุ่มเดินตรวจหมู่บ้านไปเงียบๆให้กุนซือของตนจดบันทึกก่อนสั่งให้กลับไปที่กระโจมของทหาร เฉียนเพ่ยจวินเดินไปเรื่อยจนมาหยุดหน้าแปลงนาส่วนกลางของหมู่บ้าน รวงข้าวสีเหลืองทองอร่ามงดงามยิ่งกว่าท้องทุ่งนาใดๆที่เขาเคยเห็นมา...

หมู่บ้านนี้...

หมู่บ้านนี้มัน....

ยอดเยี่ยมไปเลยใช่หรือไม่

แม่ทัพเฉียนหันไปมอง เลี่ยงหลิงยกยิ้มบางให้ นางฝากบุตรชายให้เสี่ยวเหลียนสอนพิณจึงค่อยออกมาหาเขา ก้าวเดินมาอยู่ข้างสหายวัยเยาว์

“ก่อนหน้าข้าจะมา ที่นี่แห้งแล้ง ปลูกข้าวแทบไม่ขึ้น สีของข้าวไม่ได้มีสีสันสวยงามเช่นนี้ด้วยซ้ำ”

“เจ้าทำงั้นหรือ...”

“ด้วยความรู้ที่ได้รับมอบจากท่านอาจารย์ทั้งสิ้น” ขำเสียงเบา “ไท่จื่อเป็นเช่นไรบ้าง...”

แม่ทัพหนุ่มเหลือบมองสตรีข้างกาย ไม่เห็นเค้าลางความหม่นหมองแม้แต่น้อย “ไท่จื่อมีความสุขดี”

“หึ... ดีแล้ว ปล่อยให้เขามีความสุขกับน้องเลวเช่นนั้นต่อไปเถิด”

“คำก็เลว สองคำก็โง่งม เจ้าคิดว่าเจ้าฉลาดนักหรือหยางเลี่ยงหลิง”

“ย่อมเป็นเช่นนั้น ข้าตาสว่างนับตั้งแต่ออกจากเมืองหลวงแล้ว... ว่าข้าตอนนั้นมันช่างโง่งมที่ไว้ใจนางกับคู่หมั้นของเจ้านัก”

“เจ้า....”

เขากัดฟันกรอดพยายามข่มโทสะลง ถึงปากบอกว่าไม่อยากยอมรับว่านางเป็นสหายวัยเยาว์ของตนกับไท่จื่อ ทว่าอย่างไรก็เป็นสตรีนางหนึ่ง...

อาจวิน...

จู่ๆนางก็เอ่ยชื่อบุรุษข้างกายออกมาโดยไม่มีคำด่า สายตาของนางยังคังจับจ้องไปยังท้องทุ่งนาเบื้องหน้าอย่างสงบ

“เจ้ารู้จักข้ามานานเท่าใด...”

เหตุใดนางถึงเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมากัน...

“ตั้งแต่เจ้าห้าหนาว...”

“อืม... ราวสิบสอง... เจ้าคิดว่านิสัยของข้าที่เจ้ารู้จักนั้นเป็นเช่นไร”

“.....สงบ อ่อนหวาน เชื่อฟังไท่จื่อ ตามติดไท่จื่ออย่างกับ...สุนัข”

“ฮะๆ คงเป็นเช่นนั้น”

สุนัขบ้านแกสิยะไอ้เต่าโง่นี่!!!!

“ใช่... ข้าเชื่อฟัง เพียงแค่เอ่ยว่าไท่จื่อชอบสิ่งใดข้าล้วนทำตาม... เจ้าว่าก่อนที่ข้าจะรู้จักกับคู่หมั้นเจ้า ตัวข้าแต่งกายเช่นไร”

“....เหมือนสตรีทั่วไป ดูสง่างามเหมาะสมตำแหน่งไท่จื่อเฟย”

“ใช่ เหมือนสตรีทั่วไป หลังรู้จักกับหลี่เสี้ยว การแต่งตัวของข้าถึงเปลี่ยน... เพราะเชื่อคำพูดของน้องสาวถึงได้เปลี่ยน ทั้งที่ข้ามิปรารถนาจะแต่งกายเช่นนั้น” ถอนหายใจ “จนกลายเป็นตัวตลกให้ใครต่อใครหัวเราะ มักเอ่ยวาจาเปรียบเทียบข้ากับน้องสาว... น้องสาวที่นำอาภรณ์ของข้าไปสวมใส่แทนเพราะกล่าวว่าที่ข้าสวมอยู่ช่างดูเหมาะกับไท่จื่อยิ่ง และข้าเชื่อนาง...เจ้าว่าข้าโง่หรือไม่?”

“.....”

“ข้ารู้ เจ้าไม่เชื่อ แต่ข้าก็อยากเล่าให้เจ้าฟัง ข้ามันโง่ โง่ที่ไว้ใจพวกนาง ข้าถึงได้ต้องมาอยู่ที่นี่ ทว่า การมาอยู่ที่นี่ทำให้ข้าเจอกับบุรุษที่รักข้าจากใจจริง ให้เกียรติข้า ไม่สนว่าข้านั้นมีข่าวลือเสียหายแค่ไหน... ข้าช่างโชคดีมากจริงๆ”

“....ถ้าเจ้ารู้สึกเช่นนั้น ข้าก็ยินดีด้วย...”

“ขอบคุณ”

เลี่ยงหลิงทราบ เฉียนเพ่ยจวินเดิมทีไม่ใช่บุรุษเลวร้ายหรือปากเสียใส่สตรี หากไม่นึกรังเกียจจากใจจริง

“เจ้าจำวันที่ยี่สิบห้า เดือนจิ่ว(กันยายน) ตอนเจ้าสิบสองหนาวกำลังไปออกรบครั้งแรกได้หรือไม่”

“ย่อมจำได้”

เขายกยิ้มบางเบาด้วยความสุขเพราะวันนั้นคือวันที่เขาได้หลงรักกู้หลี่เสี้ยว หลงรักในความอ่อนหวานของนาง...

“เจ้าได้รับผ้าเช็ดหน้าของหลี่เสี้ยวมาใช่หรือไม่...”

“เป็นเช่นนั้น”

นางถอนหายใจ “ผ้าเช็ดหน้านั่นมิใช่ของกู้หลี่เสี้ยว มันเป็นของเสี่ยวเหลียน เจ้าโดนนางหลอก

“!!!! เจ้า!!! เจ้ากล้าดีเช่นไรถึงพูดจาโป้ปดต่อหน้าข้า!!!!”

กล่าวหาผู้ใดเขามิว่า แต่กล่าวหานางอันเป็นที่รัก เขาไม่มีวันยกโทษให้!!

....

ตวาดเสียงดังลั่นท้องทุ่ง ชายหนุ่มหมายหันไปต่อว่านาง ทว่าสายตาที่เลี่ยงหลิงจ้องเขาทำให้โทสะนั้นเริ่มมอดลง

แววตาของนางที่เต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่าง...

ความรู้สึก....ผิด...

ใช่ นางรู้สึกผิด... เลี่ยงหลิงคนเก่าช่างผิดต่อกุ้ยเหม่ยเหลียนยิ่ง...

“ข้าไม่ได้โกหก... สองวันก่อนหน้าสงครามจะเริ่ม ข้ากับบิดาไปจวนสกุลกุ้ยเห็นนางปักผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น เสนาบดีกุ้ยกล่าวว่านางปักผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นตลอดเจ็ดวันหวังให้เจ้าได้รับทันก่อนออกศึก ข้าได้เข้าไปสนทนากับนางระหว่างรอบิดาคุยเรื่องงานกับท่านเสนาบดีกุ้ย ช่วยนางดูผ้าปักผืนนั้นและได้ทราบบางสิ่งเกี่ยวกับผ้าปักของสกุลกุ้ยเข้า...

อาจวิน ข้ามิได้พูดเพื่อช่วยเสี่ยวเหลียนเพราะเห็นว่านางเป็นสหายคนใหม่ เจ้าจะกล่าวหาว่าข้าคิดใส่ร้ายหลี่เสี้ยวก็เชิญข้ามิว่าอันใด ทว่าสิ่งที่ข้าพูดล้วนเป็นความจริง หากเจ้าจำวันนั้นได้ย่อมจำได้ว่าตัวข้าอยู่กับไท่จื่อตลอดเวลามิได้มาหาเจ้า ตลอดที่ผ่านมาเจ้าเองก็ไม่เคยให้ข้าเห็นผ้าเช็ดหน้า

หากผ้าเช็ดหน้าของเจ้าเป็นรูปพยัคฆ์คำรามอยู่มุมซ้ายของผ้า ความหมายของมันแสดงถึงความองอาจ ตัวพยัคฆ์เหยียบย่ำใบไม้สีเขียวเบื้องหลังมีดอกบัวสีฟ้าดอกน้อยแอบซ่อนอยู่...” นางสูดลมหายใจ “นั่นคือเสี่ยวเหลียนเป็นผู้ปัก...”

แม่ทัพหนุ่มนิ่งงัน หยิบผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นขึ้นมามอง ใช่ มันเป็นลวดลายดั่งที่เลี่ยงหลิงกล่าวไม่มีผิดเพี้ยน กระทั่งดอกบัวดอกน้อย...

“เจ้าเคยถามหลี่เสี้ยวเกี่ยวกับเรื่องดอกบัวบนผ้าปักหรือไม่”

หยางฟูเหรินหยิบขวดน้ำจากในกระเป๋าพกขึ้นมาดื่ม พูดเยอะเสียจนคอแห้งไปหมด เลี่ยงหลิงคนเดิมไม่เคยเอ่ยเรื่องนี้กับผู้ใดเพราะเชื่อหลี่เสี้ยว เพราะเชื่อใจสหายรักว่าเป็นคนดีนำผ้าเช็ดหน้าไปมอบให้แทนกุ้ยเหม่ยเหลียนมิได้แอบอ้างดั่งที่นางคิด ยิ่งคิดนางยิ่งรู้สึกสงสารเสี่ยวเหลียนยิ่ง ดังนั้นเธอจึงต้องบอกให้เขาฟังเสีย เขาจะได้ฉลาดเสียที

จะเชื่อหรือไม่ก็อีกเรื่องล่ะนะ

“ว่าเช่นไรอาจวิน นางกล่าวอันใดหรือไม่?”

....

“นางกล่าวว่าอย่างแต่งแต้มดอกไม้ลงไปหากแต่มิทราบว่าดอกไม้ไหนเหมาะสมกับข้า จึงเลือกดอกบัวเพื่ออวยพร...” สายตายังคงจับจ้องผ้าผืนนั้น...

อืม แถได้เก่งดีนะ ถุย!!

“สกุลกุ้ย... สืบเชื้อสายตามาจากเซียนดอกบัว ผ้าทอของสกุลกุ้ยทุกชิ้น หากเป็นผู้หลงรักมันย่อมเข้าใจว่าเมื่อใดเห็นดอกบัวดอกน้อยซ่อนอยู่ตามผ้าปักนั่นคือของสกุลกุ้ย ดอกบัวสีฟ้าดอกน้อยอันมีความหมายแทนชัยชนะที่จิตและปัญญาอยู่เหนือกิเลสใดๆ...

เหตุใดเสี่ยวเหลียนถึงไม่นำมามอบให้เจ้าหากแต่เป็นกู้หลี่เสี้ยว นั่นเป็นเพราะว่าทักษะการปักผ้าของสกุลกุ้ย หากเป็นสายเลือดสกุลกุ้ยปักผ้าด้วยความรัก ด้วยความหวัง ด้วยแรงอธิษฐานอันมากล้นเมื่อใด ปราณที่หลับใหลในร่างจะถูกส่งต่อผ่านนิ้วเรียวไปยังเข็มและเส้นไหม เป็นเหตุให้เสี่ยวเหลียนป่วยหลังปักผ้าเสร็จทุกคราอันเนื่องจากปราณของนางถูกดูดออกจากร่าง

แม้ปราณบนผ้าเช็ดหน้าผืนนี้จะเบา ทว่ามันกลับเต็มไปด้วยแรงอธิษฐานหวังให้เจ้าปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง... ปราณแห่งการปกป้อง...

ข้าเอ่ยถึงเพียงนี้เจ้าควรฉลาดได้แล้วอาจวิน อย่าให้ข้าด่าเจ้าว่าโง่งมถึงขั้นบัดซบอีก ยามนี้เจ้ามีเวลาในการอยู่หมู่บ้าน จงสังเกตเสี่ยวเหลียนดูว่าเป็นอย่างที่เจ้าได้ยินจากหลี่เสี้ยวหรือไม่ ข้าวของของเจ้าที่ได้รับมาจากหลี่เสี้ยวก็กลับไปดูเสียว่ามีดอกบัวอยู่บนผ้าปักหรือไม่....”

ยกน้ำดื่มอีกอึกใหญ่

 “ฮ่า...เพราะยิ่งเจ้าทำตัวเช่นนี้ เสี่ยวเหลียนมีแต่จะเศร้า ที่เจ้าใช้ของๆนาง ทว่าปฏิบัติกับนางเยี่ยงสตรีชั้นต่ำ นี่คือคำเตือนอาจวิน... รีบใช้สมองของเจ้าที่ใช้ยามรบมาใช้กับเรื่องของความรักเสีย เจ้าก็รู้ว่าสตรีมากเล่ห์เป็นเช่นไร หากช้าไปกว่านี้ ระวังนางจะจากไปตลอดกาล... นี่คือคำเตือนจากสหายที่เจ้าไม่ต้องการเช่นข้า เพราะหากเลือกระหว่างเจ้ากับไท่จื่อ ข้าสนิทกับเจ้ามากกว่า”

กล่าวจบนางเดินจากไปปล่อยให้แม่ทัพใหญ่ยืนใช้ความคิดอยู่เช่นนั้น ตกดึกคืนนั้นเอง แม่ทัพเฉียนควบอาชาศึกของตนกลับไปยังจวนแม่ทัพใหญ่ในเมืองหลวง เลี่ยงหลิงได้ยินมาจากท่านลุงกวางในเช้าวันต่อมา กังวลว่าจะเป็นภัยอันใดต่อหมู่บ้านหรือไม่

เลี่ยงหลิงยิ้มบางกล่าวปลอบประโลม

“มิต้องกังวลไปเจ้าค่ะท่านลุงกวาง อาจวินเพียงแค่พยายามจัดการชีวิตคู่ของเขากับภรรยาให้ฉลาดขึ้นเพียงแค่นั้นเจ้าค่ะ”

“หากเสี่ยวหลิงกล่าวเช่นนั้น พวกลุงก็วางใจ...”

ชาวบ้านละความสนใจ หันกลับไปทำหน้าที่ของตน

กุนซือหงมั่นใจได้ว่าเลี่ยงหลิงเป็นคนสำคัญของหมู่บ้านนี้ กล่าวสิ่งใดพวกเขาล้วนเชื่อนาง ทั้งยังเป็นผู้วางระบบต่างๆในหมู่บ้าน คิดค้นห้องน้ำรูปร่างแปลก คิดเจ้ากล่องแช่เย็นนั่น แร่ต่างๆที่นางมีช่างหาได้ยากนักในยุทธภพ

ไม่พอ... ยังครอบครองหมาป่าอสูรระดับเก้า

เพียงคิดว่าเขาตั้งตนเป็นศัตรูกับนางเมื่อใด...

....

อา ตนคงไม่มีชีวิตรอดกลับเมืองหลวงเป็นแน่แท้...

ระหว่างกุนซือหงครุ่นคิดอยู่นั้น ตัวกุ้ยเหม่ยเหลียนโดนเหยียนลี่ขอร้องให้สอนการปักผ้า นางเองก็ยินดีสอนให้โดยไม่นึกรังเกียจหรือหวงวิชาแต่อย่างใด อาจูเห็นเช่นนั้นจึงร่วมเรียน สาวๆในหมู่บ้านเองก็เข้ามารุมร้อมเรียกนางว่าอาจารย์หญิงเสียยกใหญ่

แม่ทัพเฉียนกลับมาจากเมืองหลวงในเช้าวันต่อมา เลี่ยงหลิงสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไป เขาดูสงบลงกว่าตอนมาครั้งแรก บางทีอาจมีเรื่องเกิดขึ้นที่เมืองหลวงจึงให้เถียนเถียนแอบไปสืบมา เจ้าหมาป่าอสูรตัวน้อยวิ่งออกจากจวนทันทีเมื่อได้รับคำสั่ง

“อืม... หรือว่าจะฉลาดขึ้นแล้วจริงๆ”

“อันใดหรือหลิงหลิง?”

“แค่เรื่องของเจ้าลูกเต่าน่ะเจินเจิน” ยิ้มหวานขยับไปซบอีกฝ่าย “ข้าทำดีแล้วใช่หรือไม่...”

“อืม หลิงหลิงทำดีแล้ว” ยกมือลูบหัวปลอบโยนภรรยาของตน

เฟิงหนิงยกมือลูบหัวมารดา “ทำดี ทำดี”

เรียกเสียงหัวเราะจากบิดามารดา อา ความน่ารักของบุตรชายนี่ชวนให้รู้สึกโล่งใจเสียจริง!

อาจวิน กลับมาคราวนี้ควรคิดได้สักทีนะ!!!

 

นับจากวันที่แม่ทัพเฉียนกลับเมืองหลวงและกลับมาหมู่บ้านอีกครั้งก็ผ่านมาได้ราวหนึ่งอาทิตย์ก่อนเดินทางกลับเมืองหลวงไปพร้อมกุ้ยฟูเหริน ทว่าการเดินทางกลับคราวนี้เฉียนเพ่ยจวินกลับอุ้มฟูเหรินรองตนขึ้นม้าด้วย สร้างความตกใจให้กุ้ยเหม่ยเหลียนยิ่ง กุนซือหงผู้รับรู้ทุกสิ่งยกยิ้มดีใจกับการเปลี่ยนแปลงนี้ยิ่ง

ตลอดเวลาที่อีกฝ่ายอยู่หมู่บ้านเลี่ยงหลิงจะคอยสังเกตทุกการกระทำของเฉียนเพ่ยจวิน ทั้งยังคอยให้คำแนะนำเขาบ่อย บ่อยเสียจนทำให้ฟูจวินหน้ามุ่ยน้อยใจขั้นหนัก หนักเสียจนเธอต้องอ้อนเขาเสียยกใหญ่ ทำอาหารเอาใจ ปรนนิบัติพัดวีเอาอกเอาใจ...

แน่นอน รวมถึงบนเตียงด้วย...

เรื่องไรข้าจะพลาดหาเรื่องจับกินสามีล่ะ! อุวะฮ่าๆๆๆๆ

ที่สำคัญยิ่งกว่า สามีของข้าน้อยใจแล้วมันช่างน่ารักเสียเหลือเกิน จะไม่ให้ลากขึ้นเตียงได้ยังไงเล่า! ไม่ได้น้ำลายไหลเลยนะจริงๆ!!

เป็นเหตุให้วันนี้อาหนิงน้อยต้องไปค้างจวนของท่านตาหลวนซาน ตาเฒ่าหลงเหลนมีหรือจะไม่ต้อนรับ ก่อนอาหนิงไปกับท่านตายังหันมามองมารดาด้วยสายตาแวววาวราวกับอ้อนขอบางอย่างถึงจากไป

เอิ่ม... ลูกรัก อย่าบอกนะว่าหวังได้น้องเพิ่มน่ะ ลูกเพิ่งหนึ่งหนาวมีความคิดเช่นนี้แล้วหรือนี่...

คืนนั้นหลังจับกิ— แฮ่มมม เสร็จสิ้นภารกิจบนเตียงในการสร้างน้องชายหรือน้องสาวให้อาหนิง ฮุ่ยเจินอุ้มเลี่ยงหลิงไปแช่น้ำ

ยอมรับ... หมดแรงจริงเจ้าค่ะ แรงของสามีข้าเพิ่มมากขึ้นจริง

หลังอาบน้ำหวีผมเตรียมเข้านอนพลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้จึงหยิบกระจกทรงกลมออกมาจากกระเป๋าสามมิติเสียก่อน กระจกนี่สามารถแอบมองผู้คนได้ นางรู้ แต่จะให้นำออกมาใช้บ่อยคงไม่ดีเท่าใด

“ทำอันใดหรือหลิงหลิง?” เขาขยับขึ้นมานั่งบนเตียงข้างภรรยา

“ข้าอยากรู้ว่าลูกเต่านั่นจะคืนดีนางยังไงน่ะเจินเจิน” เอนหัวพิงไหล่สามี ได้รับการลูบหัวเบาๆจากฮุ่ยเจิน

สองสามีภรรยาจ้องมองเจ้ากระจกฉายภาพของแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นฉีเดินทางกลับถึงเมืองหลวงยามซวี[1] ชายหนุ่มไม่สนใจสายตาผู้ใดควบม้ากลับยังจวนแม่ทัพใหญ่ สร้างความตกใจให้แก่นายท่านเฉียนกับเฉียนฟูเหรินผู้เป็นบิดามารดายิ่ง เฉียนเพ่ยจวินพอลงจากม้าครานี้เขาไม่ได้เมินเฉยนาง ชายหนุ่มอุ้มร่างของฟูเหรินรองลงมาจากม้า ยิ่งสร้างความตกใจให้แก่ทุกชีวิตในจวนแม่ทัพใหญ่ยิ่ง

‘ท่านพ่อท่านแม่ คืนนี้ลูกขอเวลาในการพูดคุยกับฟูเหรินของตนเองก่อน เจอกันมื้อเช้าขอรับ’

ชายหนุ่มไม่เอ่ยเรียกกุ้ยฟูเหรินว่าฟูเหรินรอง ไม่พูดจาโหดร้ายใส่ เล่นเอาเหม่ยเหลียนตั้งตัวไม่ทัน คิดอันใดไม่ออก

ทำเอาเลี่ยงหลิงที่แอบดูอยู่นึกเอ็นดูนางเสียเหลือเกิน

พ่อตาแม่ยายมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พวกเขาต่างเริ่มยิ้มกว้าง ความหวังที่ตั้งไว้ว่าจะมีหลานตัวน้อยๆให้พวกเขาได้อุ้มอาจเป็นจริงขึ้นมาแล้วก็เป็นไปได้!

ภาพต่อมาท่านแม่ทัพใหญ่พานางมาฝั่งเรือนนอนของเขา เรือนนอนที่เขาสั่งมิให้นางมาเหยียบย่ำเลยสักครั้งตั้งแต่แต่งงานมา ชายหนุ่มวางนางลงบนพื้น เดินไปหยิบกล่องบางอย่างออกมา

หวาดกลัวนักว่าจะเป็นใบหย่า...

‘ท่าน...ท่านแม่ทัพ... มิทราบว่า...ทะ....ที่พาผู้น้อยมาที่นี่....’

นางอธิษฐาน... เว้าวอน... ขอร้องอย่าให้เป็นสิ่งนั้น...

นางรู้ว่าสมรสพระราชทานมิอาจหย่าขาดได้ ทว่าหัวใจดวงน้อยกลับสั่นกลัว... กลัวเหลือเกิน....

นางไม่อยากถูกเกลียดไปมากกว่านี้แล้ว....

‘สองสิ่งนี้’ เฉียนเพ่ยจวินวางผ้าปักสองผืนลงบนโต๊ะ ‘สิ่งไหนเป็นของสกุลกุ้ย...’

กุ้ยเหม่ยเหลียนทำหน้าฉงน เหตุใดเขาถามนางเช่นนั้น กระนั้นก็มิอาจขัดคำสั่งสามี นางมองผ้าปักสองผืนบนโต๊ะเพียงไม่นาน ‘ย่อมเป็นผืนแรกเจ้าค่ะ’

‘เหตุใด...จึงเป็นผืนแรก’

‘ผ้าปักของสกุลกุ้ยจะแตกต่างจากผ้าปักทั่วไปเจ้าค่ะ ผ้าปักสกุลกุ้ยจะเน้นความเป็นธรรมชาติ ตัวไหมพวกเราจะย้อมด้วยสีธรรมชาติ และทุกผืนนั้นจะมีกลิ่นหอมของเหลียนฮวาเป็นเอกลักษณ์ โดยกลิ่นหอมนั้นจะติดมาพร้อมกับเส้นไหมขณะย้อม ในขณะที่ผืนที่สองนั้นมีกลิ่นหอมของเหลียนฮวาบางเบา ทว่ากลิ่นหอมนั้นไม่ได้มาจากเส้นไหมเจ้าค่ะ’

นางตอบเสียงฉะฉานด้วยความภาคภูมิใจในฝีปักของสกุลกุ้ย แม้โรงทอผ้าของสกุลนางจะจะไม่รุ่งเรืองเทียบเท่าในอดีตจนบิดาต้องข้องเกี่ยวกับราชสำนัก ทว่าทักษะการปักผ้าของสกุลกุ้ยนั้นไม่เป็นสองรองใคร

แม่ทัพเฉียนนิ่งเงียบไม่ตอบอันใดนางทว่าสีหน้าของเขาดูย่ำแย่

‘ท่านแม่ทัพ....’

‘แล้วชิ้นนี้เล่า....’

เขาหยิบถุงหอมข้างกายขึ้นมาวาง นางจำได้ดี เพราะมันคือถุงหอมที่นางปักให้บุรุษตรงหน้าจนล้มป่วยอีกชิ้นหนึ่ง...

‘นั่น...ย่อมเป็นของสกุลกุ้ยเจ้าค่ะ...’

‘ข้าได้รับมาวันใด...’

‘ข้าทำเสร็จในวันที่สอง ทว่าล้มป่วยจึงฝากคุณหนูกู้ไปมอบให้ท่านจึงเป็นวันที่สาม เดือนซื่อ(เมษายน)เจ้าค่ะ’

‘ชิ้นถัดไป...’

‘ชิ้นนี้ข้าทำเสร็จในวันที่ห้า ทว่าล้มป่วยจึงฝากคุณหนูกู้ไปมอบให้ท่านจึงเป็น...’

‘ชิ้นถัดไป...’

‘ชิ้นนี้...’

‘ชิ้นถัดไป...’

.

.

.

ชายหนุ่มไล่ถามถึงข้าวของในกล่องนั้นจนชิ้นสุดท้าย ผ้าเช็ดหน้าที่เขาพกมาตลอดนับตั้งแต่สงครามครั้งก่อนนางยังกล่าวได้ถูกต้อง เปลี่ยนคำถามไปถามอย่างอื่นราวกับกำลังไต่สวนความผิดจากนางไม่มีผิดเพี้ยน ทว่ายิ่งได้รู้ใบหน้าของเขายิ่งบิดเบี้ยวหม่นหมอง สายตาเต็มไปด้วยความผิดหวัง ทุกสิ่งที่เขาทุกสิ่งที่นางพบเจอช่างแตกต่างกันยิ่ง

แว่วเสียงของเลี่ยงหลิงลอยมาในความทรงจำ...

‘หึ...หึหึหึ...หึหึหึหึ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!!!!!’

แม่ทัพใหญ่เฉียนระเบิดหัวเราะเสียงดังลั่นจวนเสียจนนางตกใจ บ่าวรับใช้ที่เฝ้าภายนอกเองก็มิต่างกัน เสียงหัวเราะของแม่ทัพใหญ่ทำให้พวกเขาตื่นตระหนกตกใจ ตัดสินใจไปเรียกนายท่านเฉียนกับเฉียนฟูเหริน

‘ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ นี่สินะ นี่สินะที่นางด่าว่าข้าโง่งม นี่สินะสาเหตุ!!! ฮ่าๆๆๆๆๆ ใช่ ข้ามันโง่!!! โง่จริงๆ โง่บัดซบ บัดซบที่สุด บัดซบ!!!! ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ!!!’

‘ท่าน... ท่านแม่ทัพ...’

‘ข้าคิดว่าข้าฉลาด ข้าคิดว่าข้าเก่งกาจ แท้ที่จริงแล้วข้าไม่ได้ฉลาดเลยสักนิด!!! นี่หรือแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นฉี!!! นี่หรือ!!! ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!!! แค่เล่ห์เหลี่ยมสตรียังตามมิทันเช่นนี้!!! ข้ากล้าดีอย่างไรไปต่อว่าผู้อื่น!!! ข้ากล้าไปต่อว่างอาหลิงได้เช่นไร!!! ข้ากล้าดีเช่นไร!!!!!!!!!

แม่ทัพหนุ่มกวาดข้าวของบนโต๊ะ ทุบขว้างทำลายราวกับความรู้สึกที่เก็บกักมานานระเบิดออกมา กุ้ยเหม่ยเหลียนไม่เข้าใจว่าฟูจวินของนางเป็นอันใด กระทั่งเหลือบเห็นน้ำสีใสไหลอาบใบหน้าชายหนุ่ม หัวใจนางแทบหยุดเต้นเสียตอนนั้น นางละทิ้งความกลัววิ่งเข้าไปกอดเฉียนเพ่ยจวินจากข้างหลังเสียแน่น

‘ท่านแม่ทัพได้โปรดใจเย็นลงด้วยเถิดเจ้าค่ะ! ยะ อย่าร้องไห้เลยนะเจ้าคะ! ข้าขอโทษ ข้าขอโทษเจ้าค่ะ ข้าจะไม่ตอบอันใดไปมากกว่านี้แล้ว ยกโทษให้ข้าเถิดนะเจ้าคะ!!’

นางไม่รู้ว่าเหตุใดบุรุษตรงหน้าร่ำไห้ออกมา ทว่าปากของนางกลับเลือกกล่าวขอโทษเหมือนเช่นเคย คำพูดของนางยิ่งทำให้เฉียนเพ่ยจวินหัวเราะหนักขึ้น หนักขึ้น...จนเริ่มเบาลง...

ภายในห้องกว้างยามนี้เงียบสงบได้ยินเพียงเสียงหอบหายใจของแม่ทัพหนุ่มเสียงสะอื้นของร่างบอบบาง มือหนาดึงแขนของกุ้ยเหม่ยเหลียนออกจากตัว พลิกให้นางหันมาหาเขาและโอบกอดนางเอาไว้เสียแน่นจนร่างบางรับรู้ได้ถึงอาการสั่นเทาของสามี...

เสียงหัวเราะเริ่มแผ่วเบา...

แทนที่ด้วยเสียงร้องไห้ของผู้เป็นแม่ทัพใหญ่...

‘ข้า...ขอโทษ....ขอโทษ ข้าขอโทษ ข้าขอโทษ...’

พร้อมคำขอโทษที่พรั่งพรูออกจากปากไม่หยุด...

เขามันโง่...

โง่งมดั่งที่เลี่ยงหลิงกล่าวไว้ไม่มีผิด...

‘ไม่เจ้าค่ะ ท่านแม่ทัพไม่ผิดอันใด ไม่ผิดอันใดเลยนะเจ้าคะ...’

‘ไม่... ข้าผิด.. ข้าผิดหมดทุกสิ่ง ผิดหมดที่เชื่อใจคุณหนูกู้โดยมิได้ไตร่ตรองอันใดแม้แต่น้อย... ข้าเชื่อนาง... เชื่อนางจนตามืดบอด หลงเข้าใจว่าของทุกสิ่งที่นางมอบให้เป็น นางเป็นผู้ทำเอง... ทั้งที่มัน... มันเป็นสิ่งที่เจ้าทำทั้งสิ้น.... ข้าขอโทษ.. ข้าขอโทษ....’

‘ท่าน... ท่านกล่าวอันใด... ข้า ข้ามิเข้าใจ....’

เหตุใดจึงเปลี่ยนจากเสี้ยวเอ๋อร์เป็นคุณหนูกู้...

ชายหนุ่มผละออกมา ใบหน้าของเขายังคงมีน้ำตาไหลไม่ขาดสาย เขาปรายตามองกองผ้าปักบนพื้นที่เขากวาดลงจากโต๊ะด้วยแววตาเจ็บปวด...

‘เจ้าบอกว่าทุกคราที่ปักผ้าเหล่านี้เสร็จ... คุณหนูกู้จะนำมันมามอบแทนเจ้าที่ล้มป่วย มอบให้ถึงมือพร้อมกล่าวว่าเจ้าเป็นผู้มอบให้ ใช่หรือไม่...’

‘เจ้าค่ะ...’

เขายกยิ้มราวกับกำลังเยาะเย้ย... ซึ่งมิรู้ว่ารอยยิ้มนั้นมอบให้เขาหรือมอบให้นางกันแน่ ‘ทุกครั้งที่นางมอบให้ข้า... นางไม่เคยเอ่ยว่าเจ้าปักเอง... ไม่เคยเอ่ยอันใดเลยแม้แต่น้อย...’

กุ้ยเหม่ยเหลียนหน้าซีดเผือด ผู้รับอย่างแม่ทัพใหญ่กล่าวถึงเพียงนี้นางจะคิดไม่ได้จริงๆหรือ...

‘นาง... นางโกหกข้างั้นหรือ....’

หรือนี่คือสิ่งที่เลี่ยงหลิงเคยเตือนหน้าเอาไว้ในจดหมายฉบับแรกๆว่าด้วยเรื่องคุณหนูกู้ นางนึกว่าเลี่ยงหลิงกล่าวต่อว่าด่าทอสาปแช่งกู้หลี่เสี้ยวเป็นสตรีจอมหลอกลวงนั่นเกิดจากโทสะที่สหายของนางทอดทิ้งไม่คิดช่วยเหลือสหายเช่นนาง

มิคิด... ว่าจะเป็นจริง....

‘ข้าก็ช่างโง่งมดั่งที่อาหลิงกล่าว...’

เขาแค่นยิ้มหัวเราะสมเพชตนเองยิ่ง ยามอยู่หมู่บ้านซือจี๋ เขาแอบเฝ้ามองทุกการกระทำของกุ้ยเหม่ยเหลียนโดยที่มิผู้ใดรู้ด้วยของวิเศษที่เลี่ยงหลิงให้ยืมชั่วคราว

ทำร้ายเด็กหรือ? เขาเห็นนางเข้ากันกับเด็กได้เป็นอย่างดี

หยิ่งหรือ? นางไม่เคยรังเกียจที่จะแต่งกายเยี่ยงชาวบ้าน ไม่รังเกียจที่จะเข้าไปช่วยเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่

นางทุบตีบ่าวรับใช้? ดูแล้วออกจะสนิทกับบ่าวตัวเองมากเสียด้วยซ้ำ...

คล้อยหลังทานมื้อเย็น นางกลับมาเรือนพักผ่อน เขามักเห็นนางนั่งปักผ้าอยู่บนตั่ง มันช่างคล้ายผ้าปักที่เขาได้รับมาจากคู่หมั้นเสียเหลือเกิน...

คล้ายจนน่ากลัว...

‘แม่ทัพใหญ่เช่นข้ากลับพ่ายแพ้เล่ห์เหลี่ยมของสตรี... หลอกทำร้าย... ทำร้ายจิตใจเจ้ามาตลอด....’ ชายหนุ่มเข้าไปกอดกุ้ยเหม่ยเหลียนอีกครั้ง ‘ข้าขอโทษ....ข้าขอโทษ...’

‘ฮึก...’

เลี่ยงหลิงมองภาพหนึ่งชายหนึ่งหญิงยืนกอดร้องไห้ ก่อนทำการเก็บกระจกใส่กระเป๋าสามมิติ

“หลิงหลิงมิดูต่อหรือ?”

“มันใช้ปราณไม่น้อย หากใช้มากกว่านี้คงแย่ แค่นี้เถอะ”

ฮุ่ยเจินพยักหน้ารับ นอนโอบกอดภรรยาลูบหัวปลอบกล่าวชมนางที่ทำได้ดีมากแล้ว เลี่ยงหลิงคลี่ยิ้มกว้าง ขยับซุกฟูจวินของตน มีบุตรแล้วเธอก็ยังชอบกอดชอบซุกสามีเช่นนี้เพราะกลิ่นหอมของฟูจวินคนดีมันช่วยผ่อนคลายเสียเหลือเกิน ไม่นานพวกเขาก็เข้าสู่นิทราไป

เอาล่ะ...

เวรกรรมตามทันสตรีจอมโป้ปดแอบอ้างเช่นเจ้าแล้วหลี่เสี้ยว...

 

 

 

 

◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌

ท่านแม่ทัพไม่โง่วแล้ววววว 55555



[1] ช่วงเวลา 19:00 – 20:59 นาฬิกา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 651 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

518 ความคิดเห็น

  1. #497 yukai (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2563 / 20:09

    ขอบคุณ
    #497
    0
  2. #417 charlotta2 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2563 / 01:28
    แม่ทัพกับน้อยกุ้ยก็โง่พอกัน น่าจะอยู่ด้วยกันได้
    #417
    0
  3. #362 ลมรัก (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 23:11

    อ่าาดีนะที่แม่ัพไม่แต่งคุณหนูกู้เป็นฟูเหรินเอกแล้วค่อยมารับรู้ความจริง ไม่เหมือนไทจื่อได้แต่งไจืีอเฟเรียบร้อย

    #362
    0
  4. #311 nee (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 22:19

    เห็นแก่น้ำตาท่านแม่ทัพ เรายกโทษให้ก็ได้ (มโนตัวเองเป็นน้องกุ้ย)

    #311
    0
  5. #69 _victory_88 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 22:03
    ชอบอ่าาาาาา. เม้นรวบเลยแล้วกัน. คือเรายิ้มไม่หุบจนกรามค้างอ่ะ555. อบอุ่นมากกกกกก. แต่พอท่านแม่ทีพโผล่มานี่เริ่มมองแรง. จริมๆ. ละแบบอันที่จิงอยากให้นางได้แบบไถ่โทษกับกุ้ยกุ้ยเยอะๆอ่ะ. อยากตะโกนอัดหูด้วยคำว่าโง่จนหูอื้อไปเรยยยย. ตอนนี้เหลือไท่จื่อ. เอาจิง. คือถ้าผู้ปกครองมองมารยาญไม่ออกนี้ในอนาคตคงเปน ผนงรจตกม ค่ะ!!! ตอนนี้ต้องประโยคนี้. ถ้าไม่หายโง่นี้ขอยาดย้ายเมืองย้ายแคว้นได้ด้วยยิ่งดี. แต่หายโง่เร็วๆนะ. อยากเห้นความหน้าแตก!!!!!!!!
    #69
    0
  6. #68 thapanee8817 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 08:12
    เออหายโง่สักที
    #68
    0
  7. #67 wilainat27 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 20:54
    เลื่อนเป็นเมียเอกเลยเคอะอย่างรอ555
    #67
    0
  8. #66 Dream (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 18:54

    ท่านแม่ทัพหายโง่แล้ววว จุดพลุฉลองให้น้องเหลียนค่าา

    #66
    0
  9. #65 Noong_kul (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 13:37
    ท่านแมาทัพดีใจด้วยที่หายโง่บัดซบ เหลือไทจื่อ ที่โง่
    #65
    0
  10. #64 swan28 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 12:54

    ทำไมสนุกอย่างนี้....ทุกอย่างกำลังดีเลย
    #64
    0
  11. #60 กิ้ก (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 17:02

    งื้อออออดีใจที่หายโง่....แด่ท่านแม่ทัพผู้เคยโง่บัดซบ!!!

    ปล.อยากให้มาบ่อยๆอ่าาาาอาทิตย์ละครั้งก้อยังดีเพราะมันค้างงงงมากกกกกลับมาอีกทีเหมือนต่ออารมณ์ไม่ติดค่ะต้องเริ่มอ่านจากตอนเก่าอีกถึงจะได้ฟิล

    #60
    0
  12. #59 AnoMaMa (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 16:33
    ดีใจกับท่านแม่ทัพด้วยยยยย
    #59
    0
  13. #58 คุณเธอ คือชื่อ... (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 15:11
    เหลือไท่จื่อ จะช่วยมั้ยนะ
    #58
    0
  14. #57 SOOORA (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 14:26
    หายโง่สักที ดีใจด้วย
    #57
    0
  15. #56 balloon60626 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 12:22
    มาต่อด่วนนนน
    #56
    0
  16. #55 Sweetmp Shoping (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 01:30
    สนุกมากจ้าาาา
    #55
    0
  17. #54 snow_crystal (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 เมษายน 2563 / 22:33

    พบคนหายโง่ 1 อัตรา

    #54
    0
  18. #53 สิบลี้ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 เมษายน 2563 / 21:09

    นิยายสนุกมากๆๆ ติดตามน้าาา

    #53
    0
  19. #52 mine09031010 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 เมษายน 2563 / 20:46

    อยากอ่านต่อแล้วว่าจะทำยังไงต่อ รีบมาต่อนะไรท์
    #52
    0
  20. #51 Nisa Nisa (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 เมษายน 2563 / 20:16
    รอแม่ทัพถอนหมั่นเลย
    #51
    0
  21. #50 nittaya1990 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 เมษายน 2563 / 19:45
    เหลือไท่จื่อที่ยังโง่งม55555
    #50
    0
  22. #48 amirah apple (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 เมษายน 2563 / 17:52
    ดีแล้ว เลือกบอกสหายก่อน ส่วนอดีตคู่หมั้นปล่อยมันโง่ต่อไปแหละดีแล้ว
    #48
    0
  23. #47 ซุปเปอร์ไวท์แบร์ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 เมษายน 2563 / 17:48

    ไปถอนหมั้นให้เรียบร้อย แล้วให้เกียรติเมียตัวเองได้แล้ว ไม่งั้นนางเอกเราจะยึดไปนะท่านแม่ทัพ

    #47
    0
  24. #46 ##@@ZINdear@@## (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 เมษายน 2563 / 17:39

    ว้าาาา แย่จัง หลังจากนี้ก็จะไม่มีคำว่าเจ้าเต่าโง่บัดซบแล้วอะดิ55555555 ดีใจด้วยนะน้องเหลียนในที่สุดก็สำเร็จ เย้~•~~~•~~~•

    #46
    1
    • #46-1 ztkyzgdly(จากตอนที่ 11)
      26 เมษายน 2563 / 19:38
      ไม่เป็นไรๆต่อไปก็รัชทายาทบัดซบเเทน555+
      #46-1
  25. #45 Ccmew (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 เมษายน 2563 / 17:28

    ขออีกตอนได้มั้ยคะไรท์อินมาก


    #45
    0