[Fic Magi]Truth of Destiny {NL}

ตอนที่ 48 : 37: ผู้ถูกปฏิเสธ [ภาคอัลมาทรัน - 1]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 367
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    26 มี.ค. 58

Theme by {" SQWEEZ " THEME ( V.2 )}
 

 

นับตั้งแต่แผ่นดินก่อกำเนิดและผืนน้ำตามมาไม่นานสิ่งมีชีวิตต่างๆก็ถือกำเนิดขึ้น นอกจากมนุษย์แล้วก็ได้ก่อกำเนิดเหล่าสายพันธุ์ที่แตกต่างกัน และแต่ละเผ่าพันธุ์ต่างดำรงชีวิตอยู่อย่างสงบสุข สร้างวัฒนธรรม สร้างชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองขึ้นมาไม่ต่างอะไรกับมนุษย์ในยุคปัจจุบันเลยสักนิด แม้จะมีการทะเลาะเบาะแว้งกันแต่ก็จบลงด้วยดี

และแล้ว....พวกต่างสายพันธุ์ได้มาพบกันในที่สุด

พวกเขาได้เริ่มฆ่าฟันกันเพื่อกลายเป็นผู้แข็งแกร่งใครที่อ่อนแอต้องกำจัดทิ้งเพื่อไม่ให้ขวางทาง ซึ่งนั่นพวกเขากำลังหมายถึงพวกมนุษย์ที่แสนอ่อนแอที่ทำได้เพียงแค่หลบหนีพวกสายพันธุ์อื่นไม่ให้จับตนไปกิน และไม่สามารถที่จะหลบซ่อนบนพื้นดิน ต้องหลบซ่อนอยู่ใต้ดิน ทว่าในตอนนั้นที่ซ่อนใต้ดินของมนุษย์ยังไม่ลึกมากพอที่จะซ่อนได้หมดทุกคน บางส่วนก็หลบซ่อนอยู่ในถ้ำด้วยความหวาดกลัวว่าสักวันจะโดนจับไปกิน

จนกระทั่งวันนั้น....

“แว้!!!!!!!!!

เสียงเด็กทารกแรกเกิดร้องดังก้องไปทั่วใต้ดินซึ่งเป็นที่หลบภัยของเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ในตอนนี้เหลือรอดอยู่ราว 1,000 คน หญิงสาวผู้เป็นมารดารับบุตรของตนมาจากมือคนทำคลอดด้วยความสุขที่มากล้นออกมา เธอไม่นึกเสียใจเลยที่ตนยอมอดทนอุ้มท้องมาตลอด 10 เดือน

“เจ้าได้ลูกชาย ดีใจด้วย”

คนทำคลอดและคนอื่นๆพากันยิ้มแสดงความยินดี แม้ว่าในความยินดีเหล่านั้นเต็มไปด้วยความสงสาร ถ้าหากว่าพวกต่างเผ่าพันธุ์มาเจอและจับตัวลูกของเธอและสามีไป คงมีหวังได้วิ่งออกจากที่กำบังเพื่อไปสู้ และสุดท้ายก็จะโดนจับตัวไปโดยไม่มีวันได้กลับมา...

“ทำได้ดีมากอิลม่า...” ชายหนุ่มข้างกายคลี่ยิ้มทั้งน้ำตาด้วยความปลาบปลื้ม ที่ภรรยาตนให้กำเนิดบุตรชายที่แข็งแรงและมีร่างกายที่สมบูรณ์

“ขอบคุณค่ะ...” เธอยิ้มบางให้สามี คนทำคลอดและคนอื่นๆด้วยความเหนื่อยอ่อน หญิงสาวลูบหัวลูกชายอันเป็นที่รักอย่างอ่อนโยน “ลูกรักของแม่เกิดในตอนกลางคืน... และมีผมสีดำเหมือนแม่และพ่อแบบนี้......... คิดออกล่ะ ลูกแม่ชื่อว่า....”

ครืนนนนนนน!!!!!

ไม่ทันจะได้ตั้งชื่อบุตรของตนเองเสียงอึกทึกครึกโครมก็ดังขึ้น เป็นสัญญาณบ่งบอกอันตรายที่กำลังมาเยือนพวกตน เพดานถ้ำใต้ดินกลายเป็นโพรงขนาดใหญ่สร้างความตกใจครั้งใหญ่ให้แก่ทุกคน ภาษาประหลาดที่ดังก้องไปทั่วใต้ดินจากเบื้องบน

“เหวอ!!!!!!! พวกมันมาแล้ว!!!!

เหล่ามนุษย์ต่างพากันหนีตายเมื่อได้ยินเสียงของพวกต่างสายพันธุ์ ผู้ชายช่วยขนของหนี ไม่ก็อุ้มคนชราหนี บ้างก็หยิบอาวุธเพื่อเตรียมต่อสู้ ผู้หญิงพากันอุ้มเด็กหนี

มือข้างหนึ่งสามีของหล่อนกำอาวุธแน่น ก่อนจะหันไปพยุงภรรยาตัวเองให้ลุกขึ้น “เร็วอิลม่า!เราต้องหนีแล้ว!!

“มะ...ไม่ไหวหรอกค่ะ! ข้าลุกไม่ได้! พาลูกของเราหนีไปเถอะค่ะ!!

“ไม่! ข้าไม่มีวันทิ้งเจ้าไว้คนเดียว!!

ตูมมมมมมมมม!!!!!

เพดานหินเหนือคู่สามีภรรยาและลูกชายแรกเกิดพังทลายลง มือขนาดใหญ่ของยักษ์สีดำที่มีตาทั้งสี่ ทั้งสองคนกอดกันกลมเมื่อรู้ว่าตนกับลูกจะไม่รอดร้องไห้อ้อนวอนขอร้องให้พระเจ้าคุ้มครองพวกตนทั้งที่เป็นไปไม่ได้ มือของมันเริ่มคืบคลานเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ชั่ววินาทีนั้นเอง...ดวงตาของเด็กทารกได้ลืมขึ้นมา มือสีดำของพวกต่างสายพันธุ์ชะงักไปในทันที

พวกมันหันไปพูดคุยกันก่อนจะเคลื่อนมือกลับไปจากสองสามีภรรยาและรีบถอยออกห่างจากเผ่าพันธุ์มนุษย์และจากไป ทั้งสองต่างมองภาพนั้นด้วยความประหลาดใจก่อนจะก้มลงมองลูกชายของตนเองที่ลืมตาขึ้นมองโลก

ดวงตาสีแดงราวกับโลหิตที่ไหลนองอยู่บนพื้นจนดูน่ากลัวและน่าขยะแขยงไปในคราวเดียวกัน

มันช่างเป็นสายตาที่แสนเย็นชาราวกับ...ปีศาจร้าย

หลังจากพวกยักษ์สีดำถอยห่างออกไป พวกชาวบ้านที่รอดชีวิตต่างพากันออกมาจากที่ซ่อนตัว พวกเขาเดินตรงมาหาสองสามีภรรยาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ในแววตานั้นทอประกายความหวังแม้เพียงจะน้อยนิด พวกมนุษย์ผู้รอดชีวิตต่างวิ่งเข้ามาหาคู่สามีภรรยาเพื่อถวายความสรรเสริญแก่เด็กทารกผู้ช่วยพวกตนให้รอดพ้นจากการล่า ในยามนี้ทารกน้อยที่เปรียบเสมือนเทพเจ้ามาโปรดพวกตน หากเป็นเช่นนี้ต่อไปไม่แน่ว่าพวกตนอาจจะรอดจากการสูญพันธุ์ก็เป็นได้

นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเด็กทารกน้อยได้ถูกปรนนิบัติเป็นอย่างดีราวกับเป็นพระเจ้าก็ไม่ปาน มารดาได้มอบชื่อแก่ลูกตนว่า อิล เด็กชายเติบโตขึ้นท่ามกลางความปิติยินดีของเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่คิดว่าตนรอดจากการสูญพันธุ์เพราะเมื่อใดที่เขาอยู่ข้างๆก็ไม่มีใครบาดเจ็บหรือโดนจับไปกินอีก ไม่ว่าจะทำอะไรก็มีคนทำให้ตลอดจนมันน่าอึดอัดและน่ารำคาญ ทั้งชีวิตของอิลมีแค่โดนพ่อของตนอุ้มไปไหนมาไหนด้วยเท่านั้นเมื่อพวกมนุษย์จะออกไปข้างนอกเพราะจะไม่มีเผ่าพันธุ์อื่นมาทำร้ายตน ถ้าใครที่ไม่พาอิลไปก็จะโดนจับไปจนตอนนี้มนุษย์เหลือรอดอยู่ประมาณ 500 กว่าคน สำหรับอิลที่ต้องไปไหนมาไหนและโดนตามใจทุกอย่างมันช่างเป็นวันเวลาที่น่าเบื่อสิ้นดี แต่ในความน่าเบื่อนั้นยังมีความหวัง และความหวังนั้นไม่ใช่สิ่งอื่นนอกจาก อิลม่า แม่ที่แสนดีของเขา

แต่ความสุขก็จบลงภายในเวลาไม่นาน...

“อิล? ลูกทำอะไรน่ะ?” ผู้เป็นแม่เดินมาหาลูกชายของตนที่นั่งอยู่คนเดียวตรงมุมถ้ำใต้ดิน

“?? ท่านแม่?” อิลหันกลับมามองแม่ตัวเองและยิ้มให้ เขาไม่เคยยิ้มให้ใครนอกจากพ่อและแม่ของตนเองเท่านั้น

“ว่าไง ทำอะไรอยู่เหรอลูกรัก” อิลม่ายิ้มอ่อนโยนให้ลูกของตน

อิลยิ้มน้อยๆยื่นสิ่งที่ตนทำอยู่เมื่อครู่ให้มารดาดู ซึ่งมันทำให้อิลม่าถึงกับตาโ เมื่อมันคือตุ๊กตาที่ทำจากดินเหนียวเป็นรูปของพวกต่างสายพันธุ์ที่ตนไม่เคยเห็น ใจนึกแค่ว่ามันเป็นแค่ตุ๊กตาธรรมดาจึงคิดจะชมลูกชายตนเองที่ปั้นได้เก่ง ทว่า...มันขยับได้

“กรี๊ดดดดดดดดดดดดด!!!!

เพี๊ยะ!! มือเรียวปัดตุ๊กตาตัวนั้นกระเด็นไปอีกทาง เด็กชายมองตามทิศทางที่มันปลิวไปก่อนที่จะพูดเบาๆ

“....เติบโตเร็วจัง จะสร้างเผ่าพันธุ์เพิ่มอีกไหมนะ...” ประโยคนั่นทำเอาแม่ของตนถึงกับเงียบไปเสียสนิท

เหตุการณ์นั้นทำให้หลายคนเริ่มไม่ไว้ใจอิลเพราะเมื่อใดที่เขาปั้นตุ๊กตาดินเหนียว พวกสิ่งมีชีวิตต่างสายพันธุ์ที่รูปร่างคล้ายกับตุ๊กตาที่ปั้นมักจะปรากฏออกมาให้เห็นบ่อยครั้งนัก บ้างก็ยังพยายามเชื่อว่าอีกฝ่ายคือบุตรที่พระเจ้าทรงประทานมาให้พวกตน แต่บางคนก็เริ่มที่จะไม่เชื่อและถอยห่างจากอิล

ถึงอย่างนั้นเด็กชายก็ไม่สนใจว่าคนพวกนั้นคิดยังไงกับตัวเอง เขายังคงนั่งปั้นตุ๊กตาดินเหนียวต่างสายพันธุ์ที่มีชีวิตของเขาต่อไป

วันถัดมาผู้คนเริ่มออกห่างเพิ่มขึ้นอีกกลุ่ม

วันถัดมาก็เช่น...

วันถัดมา...

ถัดมา...

และก็ถัดมา...

จนในที่สุดเด็กชายก็โดนทุกคนปฏิเสธและต้องอยู่ตัวคนเดียว แม้แต่พ่อแม่ที่รักตนก็เริ่มถอยห่าง ไม่มีใครรักและเทิดทูนบูชาเด็กชายอีกแล้ว พวกเขาปล่อยให้อิลนั่งอยู่เพียงเดียวดาย ถ้าเป็นคนอื่นเขาไม่สนใจเลยซักนิด แต่กับพ่อและแม่ของตนด้วยแล้วมันทำให้เขาช็อกไม่น้อย แต่อิลก็ไม่สามารถที่จะหยุดปั้นตุ๊กตาดินเหนียวพวกนั้นได้... และวันนี้ก็เช่นเคย อิลขึ้นมาเหนือใต้ดินเพียงลำพังเพื่อมานั่งปั้นพวกนั้นด้วยใบหน้านิ่งเฉย  

ในตอนนี้เด็กน้อยเติบใหญ่ขึ้นมากแล้ว อิลมีผมสีดำยาวประบ่า ผมหน้ายาวจนเกือบปิดดวงตาสีแดงเหมือนเลือด ผมด้านข้างส่วนหนึ่งรอยลูกปัดสีขาวสองเม็ด ผมด้านในเป็นลูกปัดสามเม็ด สวมชุดสีดำจากผ้าเก่าๆ

“ท่านอิลปั้นตุ๊กตาเก่งจังนะคะ” เด็กสาวคนหนึ่งวิ่งมาหาอิล จ้องตุ๊กตาดินเหนียวในมือของอีกฝ่าย

อิลหันไปมองเด็กผู้หญิงผมสีดำผมสั้นสีดำมอมแมม “เก่ง...จริงเหรอ?”

“ค่ะ!” เธอนั่งลงข้างๆ “ข้าวาดรูปไม่เป็นแถมยังปั้นตุ๊กตาไม่เป็นอีก ท่านอิลน่ะเก่งหมดทุกอย่างเลยนะคะ ข้าอยากเก่งแบบท่านจัง”

เธอพูดด้วยรอยยิ้มตามประสาเด็กน้อย และคำพูดของเด็กสาวข้างกายนั้นช่วยเยียวยาหัวใจที่บอบช้ำของอิล ถึงมันจะช่วยได้เพียงเล็กน้อยก็ตามทีแต่ก็ยังดีกว่าไม่มี เด็กชายนิ่งเงียบและก้มลงมองตุ๊กตาดินเหนียวในมือ เขาไม่รู้ว่าทำไมตนต้องมานั่งปั้นของพวกนี้แถมทุกตัวที่ปั้นต้องมีชีวิต เท่าที่จำความได้เขาเริ่มปั้นตอนที่ตัวเองยังโดนทุกคนเทิดทูนบูชาทำทุกอย่างที่เขาต้องการแทนตัวเองจนน่าเบื่อ อยากคุยกับคนวัยเดียวกันก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาพูดคุยด้วยเพราะตัวเองอยู่สูงเกิน เพราะงั้น...ตนเองเลยปั้นตุ๊กตาพวกนี้ขึ้นเพื่อที่จะได้สร้างเพื่อนมาคุยด้วย แต่กลับกัน พวกมันกลับหวาดกลัวและเทิดทูนตัวเขาแทนที่จะได้เป็นเพื่อนกัน จึงเริ่มปั้นตุ๊กตาเพิ่มขึ้นอีกเพื่อหาตัวที่สมบูรณ์มาเติมเต็มความต้องการ

จนตอนนี้เขาปั้นมาได้ 71 ตัวแล้ว...ก็ไม่มีตัวไหนสมบูรณ์เลย

ในมือของอิลตอนนี้คือตัวที่ 72 หากปั้นไม่สำเร็จอีกเขาก็จะเลิกปั้นพวกมันและหันไปทำอย่างอื่นแทน

เมื่อนึกถึงตรงนี้อิลนิ่งไป ใช่...หากเขาไม่ปั้นตุ๊กตาพวกนี้ต่อแล้วเขาจะไปทำอะไร?

“.....เจ้าน่ะชอบวาดรูปสินะ...” เอ่ยขณะปั้นตุ๊กตาดินเหนียวเป็นรูปร่างเหมือนคน ใช้นิ้วเกลี่ยส่วนใบหน้า หลังจากเพิ่มดินเหนียวที่ปั้นเป็นหางงูเข้าไปช่วงล่าง

“ค่ะ! ชอบที่สุดเลยค่ะ!!” ตอบด้วยน้ำเสียงร่าเริง

อิลหยุดมือและหันไปมองอีกฝ่าย “จะสอนให้...ละกัน”

นั่นคือการพบกันครั้งแรกของอิลและเด็กสาวตัวน้อย เธอเป็นเพื่อนคนแรกของอิล เวลาไหนที่ตนขึ้นมาข้างบนเธอจะตามตนขึ้นมาเพื่อความปลอดภัย อิลสอนเธอวาดรูปต่างๆในเวลาสั้นๆเธอก็สามารถวาดได้อย่างสวยงาม เหมือนกับว่าเธอมีพรสวรรค์ในดานนี้อยู่แล้ว แต่เรื่องการปั้นนี่ใช้เวลานานไม่น้อย ทั้งคู่สนิทสนมกลมเกลียวกันมากขึ้น ในขณะที่พวกผู้ใหญ่กลับรู้สึกไม่ดีจนต้องแยกทั้งคู่ออกจากกัน... พ่อและแม่ของเด็กผู้หญิงพาไปหลบอยู่ที่โพรงใต้ดินโพรงอื่นที่เริ่มสร้างขึ้น ในขณะที่อิลโดนพ่อกับแม่ของตัวเองจับมัดไว้ไม่ให้หนีไปไหนที่มุมถ้ำ ไม่มีอิสระ ไม่มีความรักให้

อิลมองมารดาตน “ท่านแม่...ข้าหิว”

เขาพูดเพียงแค่นั้นผู้เป็นมารดาก็หันมามอง แต่เธอไม่เข้ามาใกล้ เธอเพียงแค่โยนอาหารให้เขาเท่านั้น บางครั้งก็กระแทกหัว แถมไม่ช่วยแก้มัดให้จนต้องคลานลงไปกินอาหารกับพื้น ตอนนั้นอิลรู้ได้ในทันทีว่าตนโดนมารดาที่เป็นแสงสว่างของตัวเองทอดทิ้งอย่างสมบูรณ์

 

อา...พระเจ้า เหตุใดข้าถึงเกิดมาแปลกแยกเช่นนี้... ข้าเพียงแค่ปรารถนาที่จะมีสิ่งที่เด็กคนอื่นมี ข้าอยากมีเพื่อน อยากมีความไว้วางใจจากมารดาอีกครั้งเหมือนในอดีต และอยากมีอิสระที่จะทำทุกสิ่ง แต่เพราะเหตุใด....มันถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้... ได้โปรดบอกข้าที...ทำไมกัน... ทำไม....

 

อิลได้แค่อ้อนวอนถามในใจด้วยความเศร้าไม่อาจเอ่ยออกมาได้...

นับจากวันนั้นอิลถูกปล่อยปละละเลย บ้างก็ไม่ได้กินอาหารหรือน้ำ อ้อนวอนขออาหารแต่ก็ได้มาเพียงน้อยนิดเท่านั้นจนร่างกายขยับไม่ได้ แต่เป็นที่น่าแปลกคือมนุษย์เราหากขาดน้ำถึงสามวันคือต้องตาย

แต่....อิลขาดน้ำถึงหนึ่งอาทิตย์ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะตายแต่อย่างใด อย่างมากแค่ขยับไม่ได้เท่านั้น

และแล้ววันชี้ชะตาของมนุษย์ก็ได้มาถึง

พวกต่างสายพันธุ์สีดำขนาดใหญ่สี่ตา มีปากที่ท้องตามตัวมีเห็ดงอกขึ้นมากลับมาอีกครั้งและพบว่าพวกมนุษย์แอบซ่อนอยู่ใต้ดินก็ได้หยิบพลองจุ่มน้ำเหนียวๆสีประหลาดแทงทะลุพื้นดินจนผู้คนแตกตื่น น้ำที่ปลายพลองนั่นกวาดเอาพวกเด็กและผู้ใหญ่ขึ้นไป ซึ่งอิลก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย...

เจ้าตัวประหลาดนั่นเหลือบไปเห็นอิลเข้าจึงหยิบอิลออกมาและวางลงบนภูเขาแถวนั้นและหันไปสนใจพวกมนุษย์คนอื่นต่อ อีกทั้งอิลในยามนี้ไม่มีแรงที่จะต่อต้านพวกต่างสายพันธุ์จึงทำได้แค่อยู่นิ่งๆก่อนจะสลบไป...โดยไม่รู้ว่าชายหนุ่มและหญิงสาวจับอาวุธขึ้นไปยังผืนดินเพื่อต่อสู้ แย่งลูกของตนเองกลับมา แต่ก็ไร้ผลเพราะถูกพวกมันกำจัดจนตาย มนุษย์บางคนที่เห็นอิลที่รอดชีวิตเพราะถูกพวกต่างสายพันธุ์ช่วยไว้ถึงกับจ้องมองด้วยความอาฆาตแค้นแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากอ้อนวอนขอร้องพระเจ้าว่าเหตุใดถึงทอดทิ้งตนและช่วยคนบาปหนาอย่างอิลที่ไม่เคยช่วยอะไรตนเองอีกทั้งยังสร้างพวกต่างสายพันธุ์เพิ่มขึ้นอีก...

จนกระทั่งมวลสีขาวผู้ที่โดนขนานนามว่า อิลลา ได้ออกมาจากท้องฟ้าและช่วยเหลือมนุษย์ เส้นมวลสีขาวลูบหัวพวกเขาอย่างอ่อนโยนก่อนจะกล่าวว่าตนคือใครและจุดมุ่งหมายที่ลงมายังโลกคืออะไร และอิลลาได้มอบพลังเวทย์มนตร์แก่พวกมนุษย์...

พวกเขาต่างพากันซาบซึ้งใจและได้ตั้งมั่นว่าจะสร้าง อัลม่าทรัน(ยูโทเปีย) ให้แก่พระเจ้าของพวกเขา

นับจากวันนั้นพวกมนุษย์ต่างพากันใช้เวทย์มนตร์รวบรวมภูมิปัญญาและยุติสงครามระหว่างพวกต่างสายพันธุ์ พยายามไม่ให้พวกเขาต่อสู้กันเอง สร้างหมู่บ้านสำหรับพวกตนขึ้นด้วยพลังแห่งเวทย์มนตร์

สำหรับอิลหลังจากการต่อสู้ครั้งนั้นเขาถูกทอดทิ้งไว้ยังเบื้องหลังของทุกคนที่ก้าวต่อไปข้างหน้า ถึงจะได้อยู่ในหมู่บ้านของมนุษย์แต่ก็ไม่มีใครให้อยู่บ้าน และถูกมองว่าเป็นคนบาปหนาช่วยแค่ตนเองไม่ช่วยคนอื่นในการต่อสู้ครั้งนั้น แม้แต่บิดามารดาก็ทอดทิ้งไม่แม้แต่จะหันมามอง ทั้งคู่ต่างสนใจลูกของตนเองที่พึ่งเกิดใหม่ และเพื่อนคนแรกของเขาก็ไม่คิดที่จะคุยกับเขาแม้จะเห็นหน้ากันตอนอยู่ในหมู่บ้าน ไม่เพียงแค่นั้น... เขายังโดนกล่าวหาว่าเป็นผู้ทรยศพระเจ้า เป็นผู้ชักนำพวกต่างสายพันธุ์มาโจมตีพวกตน

สุดท้ายเขาก็ออกจากหมู่บ้านไปและโดนเปลี่ยนชื่อเป็น อีบลิส หรือก็คือ ผู้เป็นปรปักษ์ต่อพระเจ้า...

 


           

ไม่เม้นไม่แต่งต่อเน้อ ถ้าอยากอ่านตอนต่อไป 6 เม้น up!!!

          [แต่ไม่ขอบอกว่าจะอัพตอนไหน (หนีไปทำงาน)]

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

346 ความคิดเห็น

  1. #253 โยนะ ฮิเมะ (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 18 เมษายน 2558 / 20:14
    อิลน่าสงสาร
    #253
    0
  2. #192 my lovely >//< (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2557 / 21:45
    อิล TT สงสารจับใจ
    #192
    0
  3. #191 Shadow♔Blood (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2557 / 13:33
    ค้างครับ!! โปรดมาต่อ!!
    #191
    0
  4. #190 Ririzaa (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2557 / 11:00
    กรี้ด-- มาแล้วๆน่าสงสารอิลอะT^Tถ้าให้เดาดินเหนียวที่ปั้นเนี่ยใช่จินทั้ง 72 ตัวรึเปล่า

     อัพเร็วๆน้าา
    #190
    0
  5. #189 Gabrielle Hocollanee (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2557 / 09:46
    โหดร้าย น่าสงสาร ;w; แค่ปั้นดินเหนียวเองนะ!!! ทำไมพ่อแม่ทำกันแบบนี้ !! (ปรางเองนะ)

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 23 พฤศจิกายน 2557 / 09:47
    #189
    0
  6. #188 +◆Liz◆+ (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2557 / 02:17
    หะ..โหตร้ายที่สุด!!! พ่อแม่กับเพื่อนสนิทโหตร้ายเกินไปแล้วอ่า T^T
    #188
    0