[END] Deep kiss :: HUNHAN

ตอนที่ 23 : EPILOGUE [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,597
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 318 ครั้ง
    9 เม.ย. 61




EPILOGUE

 

 

::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

 

 

       

          เวลานัดคือสามโมงสี่สิบโดยประมาณ

 

          ลู่หานมองนาฬิกาบนผนัง ก่อนจะกดเซฟงานและปิดคอมพิวเตอร์เร็วกว่าปกติ - วันนี้เขาขอออกก่อนเวลา เพราะมีธุระสำคัญที่ต้องไปทำต่อจากนี้

 

          “กลับแล้วเหรอ โชคดีนะเสี่ยวลู่”

 

          “เดินทางดีๆ อย่าเหม่อลอยล่ะ”

 

          “ไปคนเดียวเหรอ ให้พี่ไปส่งไหมคนสวย”

 

          และอีกมากมายของคำบอกลาที่มีให้กันไปตลอดทาง โดยมากแล้วเจ้าลูกกวางจะค้อมตัวให้อย่างสุภาพ กล่าวขอบคุณและยิ้มหวานให้

 

          หลังเรียนจบเขาได้งานทำที่บริษัทเล็กๆ แห่งหนึ่ง ทำหน้าที่แปลเอกสาร และข้อความทุกอย่างระหว่างภาษาจีนกับเกาหลี

 

          — คะแนนของลู่หานเป็นที่น่าพอใจ แต่ก็ไม่ได้สูงลิบ และอาชีพนักการตลาดก็ไม่เหมาะกับเขาเหมือนอย่างเพื่อนคนอื่นๆ

 

          ถึงเงินเดือนจะพอเหลือเก็บนิดหน่อย แต่ก็มีข้าวกลางวันให้กิน กับสวัสดิการเรื่องค่ารักษาพยาบาล และพี่ๆ ทุกคนก็ใจดีเอ็นดูเขา

 

          หลายปีที่เติบโตขึ้น หนึ่งในหลายๆ สิ่งที่ไม่ได้เปลี่ยนไปมาก ก็คือความเป็นแค่คนธรรมดา ที่รักในความธรรมดาเรียบง่ายของตัวเอง

 

          ก้าวออกมายืนรอตรงด้านหน้าอาคาร กลีบดอกเชอร์รี่บางเบาปลิวผ่านไปในอากาศ

 

          อีกครั้งที่มันเบ่งบาน กับการเดินทางใน 5 เซนติเมตรในฤดูใบไม้ผลิที่หวนกลับมา

 

          ยืนมือออกไปรับ และเสียงเรียกดังขึ้นจากที่ไม่ไกล

 

          พยอนแบคฮยอนกับมินิคาร์ที่ได้รับมาเป็นของขวัญวันรับปริญญา เพื่อนยิ้มแย้มจนตาหยี พลางกวักมือให้เป็นสัญญา

 

          “โทษที รอนานไหม”

 

          ถูกถามและเจ้าลูกกวางส่ายหน้าไปมา “ไม่เป็นไรๆ เราเพิ่งออกมาเมื่อกี้เอง”

 

          “อา...ดีจัง นึกว่าจะมาช้าจนเจ้าเสี่ยวลู่เผลอวิ่งตามผีเสื้อไปซะแล้ว” บอกแล้วก็หัวเราะดังๆ ก่อนจะหันกลับไปสนใจถนนหนทางข้างหน้าต่อ

 

          คนฟังทำหน้าหงิกนิดหน่อย ไม่ว่าเมื่อไหร่เขาก็ยังเป็นเจ้ากวางเอ๋อเสมอในสายตาของเพื่อน – พวกเขายังคงเช่าหอพักอยู่ด้วยกัน คอยดูแลช่วยเหลือกันเหมือนเมื่อก่อน

 

          ถึงจะดูเหมือนแบคฮยอนทำหน้าที่นี้มากกว่าอยู่นิดหนึ่งก็เถอะนะ

 

          ย่นจมูก แต่เดี๋ยวเดียวก็อารมณ์ดี เมื่อคนที่รู้ใจยื่นห่อขนมของโปรดมาให้

 

          “แล้วคยองซูกับคนอื่นๆ ล่ะ”

 

          “เห็นว่าติดพรีเซ้นท์โปรเจค แต่คุณจงอินไปรอแล้วล่ะ ส่วนเจ้าชายน่ะอยู่ที่งานแล้ว”

 

          บอกจบก็หยิกแก้มเขาแรงๆ โทษฐานพูดทั้งที่ยังมีของกินอยู่ในปาก และถึงจะเป็นแบบนั้น แก้มยุ้ยๆ ก็ยังพองออกตามการยิ้ม ทุกครั้งที่นึกถึงความสำเร็จของคนรอบตัว – ดีจังน้า...ว่าที่ปัญญาชนระดับปริญญาโทปากแข็งกับคุณแฟน แล้วก็นักโฆษณาที่น่าจับตาของยุค

 

          บอกกับตัวเอง ก่อนจะขยับเข้าไปซุกหน้าลงกับแขนเพื่อนข้างๆ

 

          “แอบเช็ดปากหรือจะอ้อนเอาอะไร” ถูกดุ มือที่ละจากพวงมาลัยนั้นเอื้อมมาเขกหัวกันนิดๆ และเปลี่ยนเป็นลูบปลอบเหมือนเคย

 

          “ไม่อ้อน...แค่คิดว่าถ้าแบคฮยอนคบกับชานยอลไปอีกคน เราต้องเหงาแน่เลย”

 

          เสียงใสอู้อี้ และคนฟังหัวเราะออกมาเบาๆ “งั้นก็มาคบกับฉันแทนเลยไหมล่ะ”

 

          ไม่มีคำตอบ นอกจากการแกล้งพ่นหายลมหายใจร้อนๆ ลงไปบนแขนของอีกฝ่ายซ้ำๆ พอถูกผลักหัว ก็ทำตัวเป็นลูกกวางเกรี้ยวกราดงับแขนนุ่มนิ่มของเพื่อนคืนไป

 

          “เจ้ากวางบ๊อง” แยกเขี้ยวใส่กัน เป็นลูกหมาที่น่ารัก และทำให้ลู่หานหัวเราะได้เสมอ

 

          ครู่หนึ่งที่แบคฮยอนละสายตากลับมามองกัน ความใจดีและความอ่อนโยนที่มีให้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยสักวัน

 

          "ไม่ต้องคิดมากน่า...ทุกอย่างมีเวลาของตัวเอง แค่ตอนนี้ฉันอยากใช้มันดูแลนายอีกหน่อยก็เท่านั้น"

 

          “แต่เราโตแล้วนะ”

 

          “ช่าย...แล้วก็ยังชอบเหม่อลอยเดินชนโน่นนี่ ได้แผลกลับมาบ้านทุกวันด้วย”

 

          จิ้มจึกเข้าที่กลางหน้าผาก เหมือนได้ยินเสียงว่าเด็กโง่ๆ ดังซ้ำๆ ไปมา

 

          อันที่จริงก็ไม่อ่อนโยนเท่าไหร่ แต่ความรู้สึกที่รับมาอบอุ่นที่สุดเสมอ

 

          เลิกซุกซนแล้วก็นั่งกินขนมไปเงียบๆ ปล่อยให้รถคันจิ๋วสมตัวเจ้าของแล่นพาเขาไปข้างหน้า ฝ่าการจราจรที่คับคั่งไปให้ถึงที่หมาย

 

          งานเลี้ยงรุ่นที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกหลังจากพวกเขาเรียนจบและแยกย้ายกันไปทำตามเส้นทางที่ตั้งใจ

 

          อาคารสูงหลายสิบชั้นใกล้เข้ามา สถานที่รวมทั้งความฝันและความหวังในวัยเด็กของพวกเอาไว้ กับห้องประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัยซึ่งถูกเลือกให้พาพวกเขาย้อนเวลากลับไป

 

          ท้องฟ้าเวลาห้าโมงครึ่งนิดๆ ยังไม่มืดลงเท่าไหร่ ดวงอาทิตย์ยังคงทำหน้าที่ เปิดทางให้กลางวันในฤดูใบไม้ยาวนานขึ้นอีกนิด พวกเขาก้าวลงจากรถและร่างสูงในชุดเสื้อเชิ้ตลำลองเดินออกมายืนรอรับ

 

          “วู้ว...เจ้าชาย” พยอนแบคฮยอนโบกไม้โบกมือ และวิ่งเข้าไปแท็กมือกับอีกฝ่ายอย่างที่ชอบเป็นประจำ

 

          — ธีมงานเป็นสไตล์แคชชวลสบายๆ แต่ไม่ว่าในลุคไหน ปาร์คชานยอลก็ดูดีหยุดสายตาโลกไว้ได้เสมอ และแน่นอน...ว่ามันเข้ากับเพื่อนของเขาได้เป็นอย่างดี

 

          ไม่ต้องบอกลู่หานก็รู้ สองคนนั้นมักแอบใช้ไอเท็มเล็กๆ คู่กันบ่อยๆ จะแหวน นาฬิกา หรือกำไลข้อมือ ใดๆ ก็แล้วแต่ หนีไม่พ้นสายตาเจ้าลูกกวางหรอก

 

          ยิ้มแฉ่งตอนชายหนุ่มหันกลับมาหา ทักทายง่ายๆ นอกนั้นเขาคือผู้ฟังที่ดีเสมอ

 

          “แขกเริ่มมาเยอะแล้วนี่”

 

          “อา...กว่าจะลากมาได้แต่ละคน...” อดีตประธานรุ่นถอนหายใจนิดๆ แต่ทุกคนรู้ว่าเขาจะทำหน้าที่ได้ดีเสมอไม่มีบกพร่อง

 

          “งั้นเดี๋ยวเราช่วยอีกแรงโอเคไหม” ยังคงเป็นเพื่อนที่ตื่นเต้น ดวงตาน่ารักเบิกโตๆ ขณะกวาดมอง มีหลายคนที่รู้จัก และอีกมากมายที่คุ้นเคย – นักกิจกรรมของมหาวิทยาลัย พอจับคู่กันก็สัมผัสถึงพลังงานที่ล้นเหลือ


          “เสี่ยวลู่ไปเดินเล่นก่อนก็ได้ ทางนี้ฉันดูแลให้เอง”

 

          “ครับ ตามสบายเลย”

 

          อา...เอางั้นเหรอ คนตัวเล็กไม่แน่ใจ แต่เหมือนอีกสองไม่อยู่รอฟังคำตอบ เหมือนมีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ยังต้องจัดการแต่เขาไม่เข้าใจเท่าไหร่ และคนคลุกคลีเติบโตมากับเอเจนซี่อย่างพวกนั้นคุ้นเคยดี

 

          พอไม่มีอะไรจะทำ ลู่หานก็ได้แต่เดินเตาะแตะไปเรื่อยไป เพราะจะว่าไป...ก็คิดถึงจริงๆ นั่นล่ะบรรยากาศแบบนี้

 

          สองขาพาเดินไปเรื่อยเปื่อย คณะของเขาไม่ได้อยู่ไกลจากที่นี่นัก โต๊ะม้าหินหลายสิบตัวที่เคยใช้ลอกการบ้าน นั่งกินข้าว หรือแม้แต่เล่นสนุกกับเพื่อนๆ ยังคงตั้งอยู่ที่เดิม นักศึกษาบางตาจนแทบไม่เห็น ผ่านไปสามปีกว่าแล้ว...ไวไม่น่าเชื่อเลยว่าพวกเขาเติบโตขึ้นมาขนาดนี้ ดวงตากวางเหม่อมองไร้จุดหมาย และหยุดลงที่อาคารเรียนของคณะบริหารฯ ภาคอินเตอร์

 

          อีกหนึ่งสถานที่กับเรื่องราวมากมายที่ไม่เคยลืมได้เลยสักครั้ง...

 

          — เจอกับแบคฮยอนครั้งแรกที่นี่ ได้เป็นเพื่อนกับคยองซูครั้งแรกก็ที่หน้าตึกนี้ ชานยอลสารภาพความรู้สึกครั้งแรกกับเขาก็ยังคงเป็นที่นี่ แม้แต่ความหวังของตัวเอง...ก็เริ่มต้นที่นี่

 

          สิ่งปลูกสร้างธรรมดาๆ...ที่ใครบางคนถูกทาบทามให้เข้ามาเรียนที่นี่

 

          ยิ้มนิดๆ ตอนเดินเข้าไปสำรวจส่วนต่างๆ ภายใน โถงรับรองด้านหน้ายังคงสะอาดสะอ้านและดูดี ราวจับบันไดสีเงินก็ยังวาววับ ด้านหลังที่ปูลาดด้วยพื้นหินขัดเข้าไป คือล็อคเกอร์ประจำตัวของทุกคนในภาค ภาพความทรงจำสีจางๆ ปรากฏขึ้น และซ้อนทับร้อยเรียงเป็นเรื่องราว – ชื่อที่เขียนไว้ถูกเปลี่ยนไปแล้ว แต่ลุ่หานยังจำได้ขึ้นใจ แถวที่สี่ลำดับที่สิบสอง ครั้งหนึ่งมันเคยถูกเขียนไว้ด้วยลายมือหวัดๆ จากเจ้าของ

 

        โอเซฮุน...

 

          ความคิดหยุดชะงักลงไปครู่หนึ่ง ท่ามกลางสายลมบางเบาที่พัดผ่านมาเฉื่อยฉิว ไม่เบาและไม่แรงเกินไป แต่ก็ยังเรียกให้ตุ๊กตาที่ห้อยไว้กับโทรศัพท์ในมือแกว่งไกว

 

        เจ้ากวางเอ๋อ...

 

          ที่ตอนนี้ทั้งสกปรกและมอมแมมเป็นสีเทาขมุกขมัว

 

          ไม่สดใส เหมือนกับความทรงจำที่ค่อยจืดจางไปตามกาลเวลา


          ห้าปีแล้วสินะ...

 

          นิ้วเรียวยกขึ้นสัมผัสมันแผ่วเบา และปลายหูบางครั้งก็ยังได้ยินเสียงของความใจบางๆ แว่วเข้ามา – วันนั้นลู่หานร้องไห้จนคิดว่าคงไม่มีน้ำตาเหลืออีกแล้ว

 

          ไม่เคยมีการติดต่อ ไม่มีจดหมายหรือข้อความ และเขาเคยเสียใจกับความว่างเปล่านี้ แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นก็รู้ว่าตัวเองต้องเดินหน้าต่อ เพราะเขาสัญญาไว้แล้ว ว่าจะไม่ทำให้คนรอบข้างเสียใจอีก

 

          วันไหนที่หัวใจไม่ไหวหรือร่างกายเหนื่อยล้าเกินไป ลู่หานจะเดินออกมาด้วยตัวเอง

 

          ไม่เป็นไร..ตอนนี้เขายังไหว และก้อนเนื้องี่เง่าในอกก็ยังยืนยันว่าจะสู้ต่อไปด้วยกันอีกสักพัก แหงนหน้าขึ้นมองเบื้องบน ละอองสีชมพูยังคงปลิวว่อน เหมือนทุกครั้งหลังจากฤดูหนาวจบลง

 

          ทุก 5 เซนติเมตรของการเดินทาง ถ้าเขาก้าวต่อไปทุกวัน จะไปถึงได้ไหมนะ

 

          ถ้าออกเดินทุกวัน...จากโซลถึงอังกฤษก็คงไม่ไกลเกินไปใช่ไหม

 

          ได้แต่ตั้งคำถาม กับความเหงาเล็กๆ ที่ไม่ได้ทำให้ท้อใจจนเกินไป

 

          ซึมซับช่วงเวลาแห่งความเงียบสงบตรงนั้นอีกพักใหญ่ ท้องฟ้ามืดลงทีละนิด ดวงตะวันค่อยๆ ลดแสงลง ให้แสงไปในงานได้ทำหน้าที่ ก่อนที่คนตัวเล็กจะกลับไปรวมตัวกับเพื่อนๆ

 

          พอไม่ได้เจอกันมานาน เสียงคุยอย่างออกอรรถรสก็ดังกระหึ่มกลบเสียงดนตรี อาหารภายในงานเป็นที่ชอบใจ เพราะปริ๊นส์ชาร์มมิ่งออกไอเดียให้เหมาทุกร้านในโรงอาหารทุกคณะมาตั้งไว้ เพื่อรำลึกถึงความหลังกันไปยาวๆ

 

          ทุกคนมีแต่รอยยิ้มและความยินดีบนใบหน้า เรื่องขุ่นเคืองหรือความขัดแย้งในอดีตถูกลบเลือนไป ไม่ว่ากับใครก็อยากจะเข้าไปหาและทักทาย แม้แต่ฮวังจื่อเทาที่เคยบาดหมาง ห้าปีที่ผ่านมา...ลู่หานลืมมันไปหมดแล้ว

 

          “ไง” ชายหนุ่มทักเขาเป็นคนแรกหลังเข้ามาในงาน

 

          “ไง...ว่าที่ท่านประธาน” มองคนที่จัดเต็มด้วยสูทเต็มยศแล้วก็หัวเราะเบาๆ ถูกขมวดคิ้วใส่ ก่อนที่อีกฝ่ายจะกระชากเนคไทน่ารำคาญออกไป “อย่ายอมแพ้นะ คุณต้องเป็นผู้บริหารที่ดีได้แน่ๆ”

 

          “ขอบใจ ลู่หาน” ดวงตาที่มองกลับมาอ่อนลง เหลือเพียงเค้าแววความจริงใจและปรารถนาดี “นายเองก็เหมือนกัน อดทนอีกนิดนะ เดี๋ยวคนเอาแต่ใจตัวเองแบบนั้นก็กลับมา ถึงเวลานั้นถ้าอยากให้ช่วยเอาคืนก็บอกล่ะ”

 

          อือ...นั่นสินะ มองตาแล้วก็หัวเราะกัน ก่อนที่อีกฝ่ายจะแยกออกไปรวมกลุ่มกับเพื่อนสนิท ที่พอเจอหน้าเหล้าเบียร์ก็ถูกยกเข้ามาร่วมวงด้วย

 

          คิมจงอินที่ทักทายกันไปแล้วถูกเรียกให้ตามไปสมทบ โดยมีคยองซูคอยบ่อนเรื่องสุขภาพอยู่ไม่ห่าง แบคฮยอนกำลังง่วนอยู่กับการแบ่งเบาภาระของชานยอล ได้ยินเสียงหัวเราะตบมือ กับมองเห็นบรรดาลูกๆ ของเพื่อนวิ่งเล่นในงาน

 

          คิดถึงจังเลยนะ...ความรู้สึกแบบนี้

 

          คิดถึง...ถ้าได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้งก็ดี

 

          แต่ลู่หานรู้...แม้แต่เวทมนต์ของนางฟ้าแม่ทูนหัวก็สร้างปาฏิหาริย์แบบนั้นไม่ได้

 

          ไฟในงานค่อยๆ หรี่ลง สวนทางกับเสียงโห่ร้อง เมื่อไฟฟอลโล่วกับลังจับไปที่ใครคนหนึ่ง ซึ่งก้าวขึ้นมาบนเวทีด้วยรอยยิ้มมั่นใจ – มีเสียงตบมือเมื่อเจ้าชายยกไมโครโฟนในมือขึ้นเตรียมพร้อม

 

          “กว่าจะหาวันที่ทุกคนว่างตรงกันได้ รู้ไหมว่าผมเหนื่อยขนาดไหน” เสียงหัวเราะดังขึ้นทันทีเมื่อประโยคแรกจากประธานรุ่นจบลง ชานยอลยังคงเป็นผู้นำ ที่ทำให้บรรยากาศดำเนินไปได้ด้วยดีเสมอ “ขอบคุณนะครับที่สละเวลามาแลกเปลี่ยนความสุขร่วมกัน ถึงจะมีบางคนที่มาไม่ได้ แต่เราก็จะไม่ยอมแพ้ ถ่ายรูปแล้วติดแท็กไปถล่ม SNS ของเขากัน ตกลงไหม”

 

          กลายเป็นความฮึกเฮิมที่ทุกคนพร้อมใจกันยกโทรศัพท์ในมือขึ้นมา กดถ่ายภาพและระรัวอัพโหลดกันตามคำยุ กลายเป็นความขบขันที่พากันบ้าจี้ทำตามๆ กันไปอีก

 

          แม้แต่โซเชียลของลู่หานที่มักเงียบเหงา ตอนนี้ก็ยังสั่นเตือนไม่หยุด

 

          “เอาล่ะๆ ก่อนที่จะเสียสติกันไปมากกว่านี้ ผมมีเรื่องน่ายินดีจะบอกต่อด้วย” คำบอกนั้นคืนความสงบกลับมาชั่วครู่ ดวงตาวาววับของคนบนเวทีกวาดมองไปทั่ว มีประกายซุกซนแอบซ่อน และ...มันหยุดลงที่เขา

 

          “มีเพื่อนคนหนึ่งที่ตั้งใจมาร่วมงานวันนี้มากกว่าใครๆ แต่ถ้าถามว่ามันพิเศษกว่าพวกเราตรงไหน ผมคงต้องตอบว่าไม่ เพียงแต่หมอนั่นหายหน้าไปนาน เลยกลัวว่าทุกคนจะลืมไป ก็เลยอยากให้เปิดตัวบนเวทีนี้นิดหน่อย ถือเป็น...การรำลึกความหลังก็แล้วกัน” ยิ้มนิดๆ ก่อนจะหันไปทางคนที่ถูกเอ่ยอ้าง ทั่วทั้งงานเงียบกริบ ปรากฏเพียงเสียงเดียวคือจังหวะการก้าวเดินที่เชื่องช้างและเยือกเย็น

 

          จากตรงนี้ที่มองเห็นคือโครงร่างสูงใหญ่ หลังตรงและท่วงท่าสง่าภูมิฐาน เพื่อนคนนั้นเดินออกมาช้าๆ ก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าไฟสปอร์ตไลท์ ท่ามกลางความนิ่งงันไม่ไหวติง

 

          ทุกสายตาจับจ้อง อึดใจเดียวที่เหมือนกาลเวลาสะดุดชะงัก เดี๋ยวเดียวเสียงฮือฮาก็ดังขึ้นอื้ออึง

 

          “...โอเซฮุน...”

 

          ใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้น ทั้งตกใจและประหลาดใจ ต่างจากเจ้าตัวที่ยังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่บนริมฝีปากได้รูป

 

          “หายหัวไปไหนมาวะ จะไปเรียนต่อไม่ร่ำลาเพื่อนสักคำ”

 

          หนึ่งในคนจากคณะภาคอินเตอร์ตะโกนถามขึ้น และคนฟังหลุดหัวเราะออกมา

 

          “กลับมาทำไมไม่บอกจะได้ไปรับด้วยกัน ทำตัวเป็นนินจาเหรอมึง” ถูกต่อว่า และ...

 

          “ไอ้จงอินไง ไอ้นี่ต้องรู้แต่ไม่ยอมบอก เอาเหล้าคืนมาเลย ไม่ต้องให้มันดื่ม”

 

          “กูไม่รู้ มันก็ไม่บอกกูเหมือนพวกมึงนั่นล่ะ” กลายเป็นความโกลาหลย่อมๆ ของพวกผู้ชาย ต่างจากบรรดาสาวที่ดี๊ด๊ายินดี

 

          ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจช้าๆ ไม่ได้ระอา ถ้าจะสามารถลึกเข้าไปในดวงตาได้ เขาโหยหาความวุ่นวายที่เป็นเอกลักษณ์แบบนี้เช่นกัน ปาร์คชานยอลยื่นไมค์มาให้ ก่อนที่เสียงทุ้มลึกจะดังขึ้นตามมา

 

          “ไม่ต้องไปโทษจงอินมัน กูไม่ได้บอกใครทั้งนั้น” คำบอกนี้ทำให้ทุกอย่างยุติลง “และที่ไม่บอก เพราะกูอยากให้ใครบางคนแปลกใจ”

 

          ต่างมองหน้ากันไปมา นอกจะไม่คิดว่าคนตรงหน้าจะมีแฟนแล้ว โอเซฮุนเป็นคนกระด้างที่นึกภาพความโรแมนติกไม่ออก

 

          “ใครวะ?” ถูกถามและ...

 

          “คนสำคัญ ลูกกวางขี้แยแถวๆ นี้ล่ะ” พูดจบก็ส่งของในมือคืนให้ ก่อนจะกระโดดลงมาจากเวทีพร้อมตรงมาทางนี้

 

          ทุกการก้าวเดินมั่นคง แววตาที่มองมาหนักแน่นไม่วอกแวกลังเล ใกล้เข้ามา...และหยุดลงตรงหน้าของลู่หาน

 

          นัยน์ตาคู่ใสระริกไหวและเบิกกว้าง ใบหน้าหล่อจัด จมูกโงเป็นสั่น บ่ากว้างผึ่งผาย ร่างกายสูงใหญ่แข็งแรง กับ...กลิ่นอเบอร์ ครอมบี้ที่มักมอมเมาให้เขาหลงใหล

 

          เป็น...โอเซฮุนจริงๆ ใช่ไหม...

 

          ร้องถามในใจ และแสงไฟที่สาดส่องมาทำให้มองไม่ชัดจนต้องหยีตา

 

          จากตรงนี้...ชายหนุ่มยังคงสว่างไสว และอยู่ไกลเกินเอื้อมเหลือเกิน

 

          เม้มริมฝีปาก ในขณะที่อีกคนเอ่ยช้าๆ ออกมา “กลับมาแล้วนะ ลู่หาน”

 

          ชื่อที่ถูกเรียกขานทำให้ลมหายใจสะดุด หัวใจสั่นไหวและในหัวหมุนคว้าง ยิ่งมองเห็นภาพของตัวเองสะท้อนบนดวงตาคู่นั้น ภายในสับสนตีรวน

 

          รอบกายเงียบลงอีกครั้ง และทุกสายตาจับจ้อง

 

          ต้องพูดอะไรกลับไปถึงจะดี ต้องทำ...หน้ายังไงถึงจะเหมาะสม ได้แต่ตั้งคำถาม และคนตรงหน้ายื่นมืออกมาหาช้าๆ ไม่ละสายตา ทว่า...ก่อนจะได้รับรู้สัมผัสอบอุ่นที่รอคอยร่างเล็กก็ก้าวถอยหลัง

 

          “...ลู่หาน...” พึมพำและพยายามเอื้อมออกมาหา แต่ว่า...

 

          เขาถอยหลังอีกก้าว ถอยออกห่างด้วยร่างกายที่ขยับไปเอง พอมองเห็นเค้าแววตกใจของอีกฝ่าย เจ้าลูกกวางก็ชะงัก กัดริมฝีปากแล้วก็หันหลังวิ่งหนีไปทันที!

 

          “ลู่หาน!!” ได้ยินเสียงร้องเรียก แต่เขาไม่ได้หันกลับไป

 

          ร่างกายมันกำลังบอกให้วิ่ง วิ่งจนสุดแรงเกิด วิ่งหนีไปจากตรงนั้น!

 

          หอบหายใจ ในอกเข้าบีบรัดจากการขาดออกซิเจนจนเจ็บไปหมด แต่สองขากลับไม่ยอมหยุดวิ่ง เหนื่อยแต่มันไม่ยอมหยุด กำลังจะขาดใจแต่สมองของเขาไม่สั่งการ หอบหายใจหนักๆ และรับรู้ถึงการตามมาของอีกฝ่าย

 

          เขาไม่ใช่คนแข็งแรง เป็นลู่หานตัวเล็กผอมที่เกือบขาดสารอาหาร และไม่มีทางเร็วไปกว่าเซฮุนที่สมบูรณ์พร้อมกว่าทุกอย่าง

 

          ใกล้จนคว้าตัวกลับไปได้ จวนเจียนจะได้สัมผัส เจ้าลูกกวางก็ร้องตะโกนออกมาสุดเสียง

 

          “อย่าเข้ามาใกล้นะ!!” แม้แต่หัวใจก็หยุดชะงัก สวนทางกับกลีบดอกเชอร์รี่ที่ปลิวว่อน

 

          “...อย่าเข้ามา...ใกล้ไปมากกว่านี้เลยนะ...”

 

          พึมพำไปพร้อมกับหอบหายใจ ก่อนจะยกมือขึ้นกอดตัวเองเอาไว้ ร่างกายของเขาสั่นเทา และรู้สึกหนาวไปถึงข้างใน

 

          — ดีใจที่ได้เจอกัน ดีใจที่กลับมา แต่ว่า...ความรู้สึกทั้งหมดมันกำลังแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัว

 

          กลัวความเจ็บปวดที่ถูกหยิบยื่นยัดเยียดโดยไม่เต็มใจ กลัวการลาจากหรือถูกทิ้งไปอย่างไม่ใยดี กลัวการรอคอยอย่างทรมานกับน้ำตาที่ไม่รู้จะเหือดแห้งไปวันไหน

 

          กลัวความอบอุ่นของอ้อมกอด ที่สุดท้ายแล้วก็จะผลักเขาลงสู่ก้นบึ้งแห่งความสิ้นหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

          ไม่อยากกินแอปเปิ้ลเคลือบยาพิษอีกแล้ว กลัวแล้ว พอแล้ว...

 

          “ลู่หาน...”

 

          “...ไม่ฟัง...” ยกมือขึ้นปิดหูเอาไว้ งอตัวพร้อมส่ายหน้าไปมา “เราไม่อยากฟัง...กลับมาทำไม ถ้ารักไม่ได้อย่ากลับมา ถ้าอยู่ด้วยกันไม่ได้อย่ากลับมาหา เราเสียใจพอแล้ว ...ไม่อยาก...ฟังอะไรอีกแล้ว...”

 

          ไม่ตวาดเกรี้ยวกราด แค่เพียงเค้นเสียงอย่างยากลำบาก ก่อนจะกัดริมฝีปากแรงๆ จนเกือบเลือดไหล

 

          คิดถึง...ทั้งที่คิดถึงมากๆ อยากเจอมากกว่าใคร แต่พอเอาเขาจริงก็กลับไม่กล้าเข้าไปหา

 

          ถ้าถูกทิ้งไปอีกครั้ง...อีกแค่ครั้งเดียว เขาอาจจะ...หายใจต่อไปไม่ไหวอีกแล้วก็ได้

 

          ห่อไหล่แล้วไม่ยอมหันหน้ากลับไป ภาพในหัวกระจัดกระจายเหมือนดอกไว้ที่ร่วงหล่น

 

          เซฮุนไม่ได้เซ้าซี้ ไม่บังคับ และยังคงยืนอยู่แบบนั้น พักใหญ่ที่ชายหนุ่มเงียบไป คล้ายถอดใจ แต่ว่า...

 

          “นานแล้วที่ไม่ได้กลับมา พวกเรา...คุยกันครั้งแรกที่นี่สินะ”

 

          เสียงทุ้มลึกนุ่มนวลดังขึ้น และมันทำให้คนฟังชะงัก ร่างกายเครียดเกร็งค่อยๆ ผ่อนคลาย ในตอนที่หันกลับไปมองรอบกายช้าๆ – ลานกว้างที่โอบล้อมไปด้วยสีชมพูแห่งนี้เคยสว่างไสว อบอวลไปด้วยความสดใส เสียงหัวเราะ และรอยยิ้มของการเริ่มต้นใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้

 

          ลู่หานมองไปรอบๆ สายลมกำลังนับพาให้ยอดไม้พลิ้วไหว และย้อนภาพในอดีตให้หวนคืนกลับมา

 

          โอเซฮุน...นักเรียนดีเด่นในชุดนักศึกษาที่ผูกเนคไทไว้อย่างถูกระเบียบ กับคนธรรมดาที่ไม่เคยมั่นใจในตัวเองอย่างเขา

 

          “จำได้ว่าฉันทักนายก่อน แล้วนายจำได้ไหมว่าตัวเองทำหน้ายังไงใส่ตอนฉันพูดด้วย” ถูกถาม และแน่นอน...ว่าเจ้าลูกกวางได้แต่ส่ายหัว “ทำตาเหลือก แล้วก็หันหน้ากันไปเลย”

 

          ทวนให้ฟัง อา...เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป เม้มริมฝีปาก และอีกฝ่ายยังคงพูดต่อไป

 

          “ทุกครั้งที่เจอก็เอาแต่หลบหน้า ถ้าถามว่าความประทับใจแรกของฉันกับคนที่ชื่อลู่หานเป็นยังไง ก็คงรู้สึกประหลาดแล้วก็ตลก พอได้ทำกิจกรรมคู่กันฉันก็เลยถามนายจำได้หรือเปล่า”

 

          ‘โทษทีนะ...แต่ฉันมีกลิ่นตัวเหรอ?

 

          คำถามแรกดังขึ้นแทนการแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ และลู่หานจำได้ว่าตกใจกับรีบส่ายหัวไปมาเร็วๆ แค่ไหน

 

          ‘...ปะ...เปล่าครับ...

 

          เสียงของเขายังคงดังก้องอยู่ในหัว แล้วหลังจากนั้นก็ชายหนุ่มก็ถอนหายใจ แล้วก็ยิ้มดีใจกลับมาให้

 

          ตอนนั้นเหมือนโลกหยุดหมุน แล้วก็รู้สึกอุ่นวาบในหัวใจเป็นครั้งแรก

 

          หัวใจเต้นเร็วๆ จนกลัวว่าจะดังเกินไป วินาทีนั้น...เขาก็รู้ตัวแล้วว่าตัวเองชอบโอเซฮุนมากขึ้นขนาดไหน และคงไม่น่าจะตัดใจได้อีกแล้ว

 

          “ท่าทางของนายทำให้ฉันโคตรไม่มั่นใจ ไม่งั้นก็คงไม่ถามอะไรบ้าๆ แบบนี้หรอก”

 

          คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน และคนตัวเพิ่งเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่าย แต่ถึงอย่างนั้น เซฮุนก็ยังคงใจดีกับเขา อ่อนโยน และคอยให้กำลังใจกันเสมอ

 

          ‘ชนะแล้วนะ

 

          ครั้งแรกของการทำกิจกรรมคู่ที่พวกเขาได้ที่หนึ่งด้วยกัน เป็นความดีใจที่ลืมตัวยิ้มแฉ่งออกมาจนเหมือนแก้มยุ้ยๆ จะแตก

 

          ‘อา...ยิ้มแล้วหน้าตาเป็นแบบนี้เองสินะ ถูกทัก และรู้สึกตัวรีบหันหนีทันที แต่คนตัวสูงกว่ากลับก้มตามลงมา จ้องหน้าใกล้ๆ แล้วก็วางมือลงมาบนหัว

 

          ‘ยิ้มบ่อยๆ ล่ะ น่ารักดี

 

          ความชอบที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากตอนนั้น จนถึงตอนนี้ก็ยังรับรู้ได้ ดูเหมือนว่าพอได้กลับมายืนตรงนี้อีกครั้ง ความทรงจำต่างๆ ที่พยายามกดลงไปก็ถูกรื้อค้นวนกลับมา

 

          ริมฝีปากได้รูปยังคงมีรอยยิ้ม แต่ภาพของเซฮุนที่เห็นตรงหน้าเปลี่ยนไป มีบางอย่างที่แตกต่าง และ...

 

          “ขอโทษนะ...ที่อ่านความหมายในดวงตาวันนั้นไม่ออก”

 

          “อือ...ไม่เป็นไรหรอก เพราะตอนนั้น...คุณยังมีคุณยอนฮวาอยู่”

 

          “อา...ขอโทษที่หลังจากเรื่องคืนนั้น ฉันก็ทำตัวแย่ๆ ใส่นายตลอดมา”

 

          “เราทำตัวเอง คุณไม่ผิดหรอก...จริงๆ นะ” ตอบกลับแผ่วเบา แล้วก็เลือกจะไม่สบตา

 

          “ขอโทษที่ใจร้าย แล้วก็ดีแต่พูดจาร้ายๆ จนทำให้ต้องเสียใจ”

 

          “คุณเคยบอกไปแล้วช่างมันเถอะ”

 

          “งั้น...ขอโทษที่หายหัวไปโดยไม่ได้บอกลา”

 

          “คุณเขียนไว้ในจดหมายแล้ว และเรารับรู้แล้ว” ยังคงตอบกลับได้ในทุกๆ คำบอก เป็นเจ้ากวางดื้อดึงที่คงไม่ยอมยกโทษให้ง่ายๆ ครู่หนึ่งที่นิ่งไปชายหนุ่มก็ถอนหายใจออกมา

 

          “หมดคำจะง้อแล้วจริงๆ นะ”

 

          “งั้นคุณก็กลับไปเถอะ” เสียงท้ายประโยคสั่นนิดๆ แต่กลับไม่มีเค้าแววยอมแพ้

 

          “โลกของพวกเราแตกต่างกันเกินไป อย่าพยายามอีกเลย”

 

          เพราะให้พยายามยังไง...ถ้าไม่ใช่แล้ว สุดท้ายก็คงมีแต่ความเสียใจอยู่ดี

 

          หันมองทางอื่น แต่แทนที่อีกฝ่ายจะหันหลังกลับ ร่างสูงกลับหัวเราะและก้าวเข้ามาหยุดยืนตรงหน้า

 

          “ลู่หานที่ฉันรู้จัก เป็นพวกหัวชนฝา ดันทุรังไม่ยอมแพ้ แม้ว่าจะถูกมองว่าโง่แค่ไหนก็ตาม” ทุกถ้อยคำสะท้อนก้องอยู่ข้างใน ดังขึ้นซ้ำไปซ้ำมาจนเผลอกัดริมฝีปาก ลู่หานรู้ถึงความหมายลึกๆ ที่แฝงฝังมา

 

          “ถ้าไม่อยากให้ง้อ งั้นก็จะไม่ง้อ...แต่จะทำอย่างอื่นแทนก็แล้วกัน” แล้วดวงตาคมดูก็เป็นประกายวาววับไม่น่าไว้ใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังอบอุ่นและอ่อนโยนไม่มีเปลี่ยน

 

          หรือถ้าจะมีอะไรแตกต่าง ก็คงต้องว่า...บรรยากาศรอบตัวของคนๆ นี้เปลี่ยนไปแล้ว

 

          ไม่มีความเศร้าหรือความเจ็บปวดที่พยายามปกปิดอีกต่อไป มีความผ่อนคลาย ที่กลับมาเป็นโอเซฮุนสายลมแห่งความสบายใจ และความสุขของลู่หานคนเดิม

 

          “ขอบคุณที่ให้โอกาส”

 

          “...และมันหมดลงไปแล้ว...” เสียงใสสั่นมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นคนฟังก็ยังคงยิ้ม

 

          “ขอบคุณที่รอมาตลอด”

 

          “...ไม่รอ...เรา...จะไม่รอแล้ว...” นัยน์ตากวางวาววับ ยิ่งได้มองใบหน้าหล่อจัดใกล้ๆ ความรู้สึกทั้งหมดก็ยิ่งบิดเบี้ยว

 

          “ขอบคุณ...ที่รักฉัน ลู่หาน” ไม่มีคำตอบนอกจากการจ้องตากลับไป “พูดสิ...ถ้าเกลียดกันแล้วแค่พูดออกมา ฉันไปเอง”

 

          ชายหนุ่มย้ำ ดวงตาคู่ตรงหน้านี้...ครั้งหนึ่งมันไม่เคยมีภาพของเขา ลู่หานคืออากาศธาตุ ไร้ตัวตนและน่ารังเกียจสำหรับคนๆ นี้เสมอ แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งเหมือนกัน ที่เซฮุนใจดีแบ่งพื้นที่ให้จากความความดันทุรังโง่ๆ ของตัวเอง –  ขยับตัวไม่ได้ อึดอัดจนอยากร้องไห้ แต่ว่า...มันก็นานมาตั้งห้าปีแล้ว

 

          นานมา...จนเกือบลืมไป และในวันนี้...เม้มริมฝีปากเมื่อรู้สึกถึงขอบตาที่ร้อนผ่าว

 

          วันนี้...สิ่งที่เห็นมันมีแค่ภาพเขา เพียงคนเดียวที่มองไม่เห็นคนอื่น

 

          อยากพูดออกไปเหมือนกัน ไม่อยากรักคนใจร้ายแบบนี้อีกแล้ว ทว่า...

 

          คนบ้า...สุดท้ายน้ำตาก็กลิ้งหล่อนลงมา ไหลออกมาเยอะแยะให้เท่ากับความเสียใจเยอะแยะที่แบกรับเอาไว้

 

          เซฮุนไม่ได้ขอโทษให้มากมายไปกว่านี้ ไม่ได้ขอบคุณให้วุ่นวายจำเจอีกต่อไป แค่ยืนอยู่ตรงหน้า พร้อมใช้นิ้วโป้งเกลี่ยซับน้ำตาให้กัน

 

          สัมผัสที่ห่างหายค่อยๆ ซึมซาบลงสู่หัวใจ ความอบอุ่นที่โหยหา ความคิดถึงที่เอ่อล้น ร่างกายของลู่หานไม่ได้หวาดกลัวหรือต่อต้านใดๆ อีก

 

          มือที่ไม่เคยเอื้อมถึง อ้อมกอดที่ไม่เคยเป็นของเขา หรือแม้แต่หัวใจที่เคยได้เข้าใกล้ ตอนนี้...เวลานี้...ทั้งหมดอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว และในความเงียบงันระหว่างกัน ลู่หานได้ยินเสียงของจังหวะตึกตักดังขึ้นแผ่วเบา

 

          เหมือนเป็นแค่ความฝัน ภาพลวงตาที่อันแตกสลายลงได้ทุกเมื่อ แต่สัมผัสแผ่วเบาที่คลอเคลียก็ช่วยยืนยัน

 

          ดวงตาสองคู่มองสบประสาน มองให้นานที่สุด ดื่มด่ำความรู้สึกทั้งหมดให้ล้ำลึกที่สุด ให้สมกับที่รอคอยมานานแสนนาน

 

          เซฮุนประคองแก้มของเขาไว้ พร้อมกับริมฝีปากที่ขยับเอ่ยถ้อยคำบางอย่างออกมา

 

          สายลมพัดผ่านมาวูบใหญ่ ยอดไม้โยกไหว หอบเอาทุกอย่างให้ปลิวว่อนลอยคว้างหลงเหลือเพียงความเงียบงัน

 

          แต่ในความว่างเปล่าของกาลเวลาที่หยุดลง ลู่หานกลับได้ยินทุกอย่างชัดเจน

 

          กังวานในความรู้สึกและเต็มตื้นในหัวใจ

 

          คำสัญญาระหว่างกันที่ไม่เคยลืมเลือน

 

          พร้อมกับริมฝีปากอุ่นร้อนที่ทาบทับลงมา แผ่วเบาและนุ่มนวล

 

          นัยน์ตากวางสั่นไหวรุนแรง น้ำตาที่เคยคิดว่าคงไม่มีเหลือในหัวใจแห้งผากดวงนี้เอ่อล้นออกมาอีกครั้ง

 

          “ฉันไม่ใช่ใช่คนดีพร้อม และอาจเผลอทำเรื่องผิดพลาดต่อไปอีกมากมาย แต่ว่า...” เสียงทุ้มลึกกระซิบผ่านริมฝีปาก พร้อมประคองใบหน้าที่มอมแมมไปด้วยน้ำตา “...ขอโทษ...ที่ไม่ว่ายังไงฉันก็เป็นคนที่สมบูรณ์แบบไม่ได้ ถึงจะเป็นอย่างนั้น ฉันก็ยังอยากอยู่ตรงนี้...อยากอยู่ด้วยกันตรงนี้”

 

          ยิ่งรับฟังน้ำตาก็ยิ่งไหล เซฮุนแนบหน้าผากลงมา ใกล้ชิดจนรับรู้ถึงลมหายใจของกันและกัน

 

          “จะไม่ไปไหนอีกแล้ว...ให้โอกาสฉันอีกครั้งได้ไหม ลู่หาน” คำอ้อนวอนสุดท้ายดังขึ้น คำขอร้อง...ที่ไม่เคยคิดว่าคนตรงหน้าจะพูดมันออกมา

 

          ต้องพูดอะไรออกไป ต้องตอบอะไรกลับไปถึงเทียบทับกับความรู้สึกที่ได้รับมา

 

          แบคฮยอนมักบอกว่าเขาใจดีเกินไป และคงจะต้องแก่ตายอย่างโดดเดี่ยวถ้ายังฝืนรอคนๆ นี้ต่อไป คยองซูมักดุว่าเขาโง่ ที่ยอมเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แบกรับความรู้สึกในความสัมพันธ์มากกว่าอีกฝ่าย จงอินเองก็ชอบยุให้เขามองหาคนอื่น หาคนที่ดีกว่าแทนการนั่งรออยู่กับความหวังไปวันๆ หรือแม้แต่ชานยอล...ก็ยังพูดบ่อยๆ ให้เขาแก้เผ็ดเอาคืน

 

          ทุกคนหวังรักเขาและหวังดีเสมอ และนั่นก็เป็นมุมมองความรักในหลากหลายรูปแบบที่เกิดขึ้น และลู่หานยอมรับมันเข้ามาในหัวใจ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น...ไม่ว่าในความเป็นจริงแล้วมันจะเป็นยังไง หรือหน้าตาแบบไหน คุ้มค่าหรือว่าเสียเปรียบ มากกว่าหรือว่าน้อยกว่า ชนะหรือว่าพ่ายแพ้ รูปแบบความรักของเขาก็คงมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

 

          ความรัก...ที่มีชื่อว่าโอเซฮุน

 

          และมันคงไม่มันมีวันเปลี่ยนแปลงไปได้อีกแล้ว

 

          ยกมือขึ้นประคองใบหน้าอีกฝ่าย สิบเอ็ดปีที่เขารอมาตลอด...อยู่ใกล้แค่นี้เองเหรอ

 

          “...วันนี้...พูดขอโทษเยอะเกินไปแล้วนะ เซฮุนนา...”

 

          ไม่เป็นไรหรอก...ถึงจะถูกตำหนิว่าโง่ก็ไม่เป็นไร อาจจะไม่มีใครอวยพรก็ได้ แต่เขาไม่จำเป็นต้องเป็นลู่หานที่เข้มแข็งหรือพยายามจะฉลาดตลอดเวลาอีกแล้ว เพราะมีเซฮุนอยู่ตรงหน้าแล้วนี่นา

 

          ยิ้มหวานทั้งน้ำตา แล้วก็ถูกรวบตัวเข้าไปกอดเอาไว้แน่นๆ ให้หายคิดถึง

 

          ซึมซับความอบอุ่นทั้งหลายเอาไว้ ก่อนที่เสาไฟข้างทางที่ล้อมรอบจะส่องสว่าง พร้อมด้วยเสียงปรบมือยินดีของเพื่อนๆ ที่ดังลั่น!

 

          แบคฮยอนและชานยอลผิวปากทำตัวเป็นแกนนำส่งเสียง คิมจงอินหัวเราะอย่างโล่งใจ และโดคยองซูชูสารานุกรมในมือไปมา ได้ยินเสียงตะโกนอวยพรดังตามมาไม่ขาดสาย

 

          ขอให้มีความสุข...ขอให้มีความสุข...

 

          อือ...ลู่หานจะมีความสุข พวกเขาจะมีความสุข...จากนี้ไป

 

          ไม่นานบรรยากาศความวุ่นวายเอ็ดอึงค่อยๆ จางหายไป เมื่อคนอื่นๆ ทยอยกลับไปในงาน แวบหนึ่งที่ได้สบสายตากับเพื่อนๆ นั้น...ขอบคุณนะแบคฮยอน คยองซู ชานยอล จงอิน ขอบคุณมากจริงๆ

 

          ฝากฝังความรู้สึกตามไปกับสายลม ก่อนจะหันกลับมา และเห็นว่าอีกฝ่ายมองเขาอยู่ก่อนแล้ว

 

          ทำตาปริบๆ แล้วก็ถูกอีกฝ่ายใช้แขนเสื้อเช็ดหน้าให้แบบลวกๆ “กวางเอ๋อขี้แย”

 

          “...ก็คุณชอบทำเราร้องไห้...” ดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมกอด พลางสูดน้ำมูกด้วยจมูกแดงๆ “กลับเข้าไปในงานกันเถอะ”

 

          เอ่ยชวน แต่นอกจากจะไม่ขยับแล้ว วงแขนแข็งแกร่งนี้ก็ไม่ยอมคลายออกด้วย

 

          “เพิ่งได้อยู่กันสงบ ต่อเวลาอีกนิดไม่ได้หรือไง” ร่างสูงขมวดคิ้ว แต่ลู่หานไม่ตามใจ

 

          “ยังไม่ได้บอกสักหน่อยว่าจะยกโทษให้” เถียงกลับ แต่แทนที่จะโกรธ เซฮุนกลับหัวเราะแล้วก้มหน้าลงมาใกล้ๆ

 

          “เรื่องนั้นเอาไว้ทีหลัง ตอนนี้ฉันมีเรื่องที่อยากทำมากกว่านั้น” คำบอกนี้ทำให้หัวใจสั่นไหว ไม่กล้าสบสายตาเจ้าเล่ห์ที่กำลังมามองมา และอ้อยอิ่งอยู่ที่ริมฝีปากของเขา

 

          แล้วมือข้างหนึ่งก็ผละออกจากรอบเอว ล้วงหยิบบางอย่างออกมา บางอย่าง...ที่เคลื่อนที่อยู่ในสายลม

 

          “...กวางเอ๋อ...” พึมพำ และสภาพแบบที่เห็นนั้นมอมแมมไม่ต่างจากของเขาเลย

 

          “อืม...เก็บเอาไว้มาตลอด เก็บไว้ตรงนี้” แล้วมือของลู่หานก็ถูกดึงขึ้นมาแตะที่อกข้างซ้าย ตรงกระเป๋าเสื้อที่ข้างหลังคือหัวใจซึ่งทำให้อุ่นวาบไปทั้งความรู้สึก

 

          ไม่มีดอกไม้หรือคำพูดหวานๆ ไม่โรแมนติก และบางครั้งก็กระด้างไม่อ่อนโยน แต่ทั้งหมดนี้กลับเป็นโอเซฮุนที่เขารักมากที่สุด

 

          มือเล็กหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาบ้าง และชายหนุ่มหัวเราะออกมาทันทีที่เห็น

 

          “ขอบคุณ” แผ่วเบาและนุ่มนวล

 

          มือสองข้างค่อยๆ เคลื่อนเข้าหา สอดประสานเติมเต็ม พร้อมตุ๊กตาสองตัวได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง

 

          เซฮุนโอบกระชับร่างกายเล็กๆ นี้ไว้ ดึงรั้งเข้าหาให้แนบชิด แล้วระหว่างกันก็ไม่เหลือช่องว่างใดๆ ให้อากาศแทรกผ่าน เมื่อริมฝีปากของทั้งคู่ทาบทับ

 

          จูบแสนวิเศษและรอคอยมานานแสนนาน

 

          จูบ...ที่ไม่เพียงแค่สัมผัส แต่ยังล้ำลึกและซ่านไปทั่วโพรงปาก

 

          ลู่หานขยุ้มเสื้อของชายหนุ่มเอาไว้ ร่างกายรู้สึกเบาหวิวจนเหมือนจะลอยได้ โพรงปากที่ถูกหวาดต้อนฉกชิมร้อนไปหมดจนเหมือนจะละลาย ในหัวหมุนคว้าง เป็นสีขาวโพลนและมีแต่ชื่อของโอเซฮุนซ้ำๆ

 

          หวามไหวกว่าที่เคยรู้สึก ล้ำลึกกว่าที่เคยได้สัมผัส จูบของเซฮุนหอมหวานและรู้สึกดีกว่าอะไรทั้งหมดในโลก

 

          ยกแขนขึ้นคล้องคออีกฝ่าย และร่างสูงกอดกระชับเพื่อประคองเขาไว้ ลมหายใจที่ติดขัดถูกมองข้าม เมื่อสัมผัสเท่าไหร่ก็สามารถหยุดยั้งความปรารถนาไปได้

 

          ทุกอย่างรอบกายถูกลบหาย เหลือเพียงกันและกันในโลกที่ใครๆ ก็ไม่อาจก้าวล้ำ

 

          ครู่หนึ่งที่ยอมขยับออกห่างเพื่อให้คนตัวเล็กได้พัก เซฮุนกดจูบลงที่หน้าผาก เปลือกตา ปลายจมูกเชิดรั้นนั้นเบาๆ ใช้ร่างกายของตัวเองสื่อสารความรู้สึกทุกอย่างที่มี

 

          นัยน์ตากวางหวานฉ่ำช้อนขึ้นมองสบ และเพียงเดี๋ยวเดียวพวกเขาก็เคลื่อนเข้าหากันอีกครั้ง...และอีกครั้ง...

 

 

          เคยมีคนบอกไว้...จุมพิตแห่งรักแท้อาจมีเพียงในเทพนิยาย

 

          ในโลกสวยงามที่มีปราสาทกับแสงไฟประดับประดาสว่างไสว และกาลเวลาแห่งความสุขไม่มีวันหมดไป

 

          เทพนิยาย...ที่อาจสงวนเอาไว้สำหรับเจ้าชายและเจ้าหญิง

 

          แต่บางครั้งในโลกของความเป็นจริง...ก็มีแค่พ่อมดใจร้ายกับเด็กผู้ชายธรรมดา แค่กวางโง่กับหม่าป่าเอาแต่ใจ เป็นจุดเล็กๆ บนโลกที่กว้างใหญ่ใบนี้ – รถม้าฟักทองไม่ได้สำคัญไปกว่าการจับแล้วเดินไปพร้อมกัน และงานเลี้ยงเต้นรำก็ไม่มีที่ว่างให้กับพวกเขา แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น...สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้มีความหมายอะไรอีก

 

          ไม่มีความหมาย...ไม่จำเป็นอีกแล้วยามอยู่ต่อหน้ากันและกัน

 

          แอปเปิ้ลเคลือบยาพิษที่ทำร่วงหล่นไว้ ได้แปรเปลี่ยนเป็นต้นไม้ใหญ่ที่คอยให้ร่มเงา และไม่ได้น่ากลัวอีกต่อไป

 

          เมล็ดพันธ์แห่งน้ำตาในวันนั้นกำลังผลิใบ และเบ่งบานเป็นดอกไม้แห่งความสุขอีกครั้งแล้วในฤดูใบไม้ผลิแห่งนี้

 

          ใต้ต้นเชอร์รี่สีชมพูสูงใหญ่ กับการเดินทางในทุกๆ 5 เซนติเมตรที่ล่องลอยไปในสายลม ทุกอย่างเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

 

          เริ่มต้น...ด้วยสัมผัสแสนวิเศษที่งดงามยิ่งกว่าสิ่งใด

 

          จูบที่เป็นมากกว่าจุมพิตแห่งรักแท้ในเทพนิยาย

 

          จูบไร้ชื่อเรียกระหว่างเซฮุนและลู่หาน

 

 

          จูบ...ที่ยาวนานกว่าความเป็นนิรันดร์...






********************* NEVER ENDING *********************



จบลงอย่างสวยงามแล้วนะคะสำหรับฟิคเรื่องนี้
T_____________________T
ดีใจมากมายจริงๆ
ค่ะ

ตอนนี้กำลังเปิดจองรวมเล่มอยู่
ใครสนใจเชิญได้เลยนะคะ

>>คลิ๊ก<<



เกือบห้าเดือนที่อยู่ด้วยกันมา
มีอะไรอยากจะพูดมากมายเต็มไปหมด
อยากพูดคุยทำความรู้จักกับรี้ดให้มากกว่านี้


ห้ามจูบเป็นฟิคที่แต่งยากมากเลยค่ะ
ยากกว่าหิมะแดงหลายเท่าเลย
เพราะเป็นแนวดราม่า
แล้วก็อาจจะขัดใจคนอ่านได้ตลอดเวลา


ไม่ได้คิดถึงเรื่องใช้ความดีชนะใจคุณพระเอกเท่าไหร่
เราแค่อยากลองแต่งเรื่องของคนอ่อนแอซักคน
คือคิดว่าอ่อนแอแต่กลับมากล้าที่จะเชื่อมั่นในความหวัง
ความฝันที่อาจจะเป็นไปไม่ได้ของตัวเอง
อาจจะนามธรรมหน่อยๆ แล้วก็เอาเทพนิยายมาผสมด้วย
เลยเขียนยากมากจริงๆ ค่ะ


คาแร็คเตอร์ตัวหลักอย่างลู่หานไม่สู้คน
ในขณะที่พระเอกก็เย็นชาจนเหมือนไร้หัวใจ
การออกแบบให้ตัวละครลักษณะแบบนี้มาเจอกัน
ถือเป็นอีกความท้าทายหนึ่งของเรามากๆ เลยค่ะ


และอีกอย่างหนึ่งที่ได้เรียนรู้
ก็คือความรักในมุมมองที่หลากหลายจากรี้ด
มีทั้งทีมคุณแม่พร้อมโอ๋ คุณแม่นักสู้
ที่พี่พระเอก ทีมเจ้าชาย
แล้วก็อีกมากมายที่ทำให้ทุกตัวละครเติบโตไปพร้อมกัน


ขอบคุณมากๆ เลยนะคะ
ขอบคุณที่อยู่อยู่ด้วยกันมาตลอด
ขอบคุณที่ไม่เคยทิ้งกันไปไหน
แม้ว่าจะมีตอนที่บีบคั้นและทำให้เสียมากมายแค่ไหน


ขอบคุณที่คอยส่งกำลังใจมาให้เราเสมอ
ขอบคุณที่ทำให้ฟิคเรื่องนี้ติด Top 100 ทุกครั้งที่อัพ
ขอบคุณทุกท่านที่ให้โอกาฟิคเรื่องนี้
และ...ขอบคุณที่รักกันนะคะ


ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนและคอยช่วยเหลือต่างๆ
น้องแมว พิผึ้ง ตะจี๋ น้องเอิง คุณต้า
และกำลังใจดีๆ จากรี้ดเดอร์มากมาย

เราพูดเสมอว่าเราไม่ใช่ไรต์เตอร์ที่เก่งที่สุด
มีเรื่องที่ต้องเรียนรู้อีกมากมาย
แต่สัญญานะคะว่าจะโตขึ้นกว่านี้ เก่งขึ้นให้มากกว่านี้
และเขียนฟิคฮุนฮานดีๆ ออกมาให้อ่านอีกนะคะ


เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา...
ตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายแล้ว
ขอฟังความรู้สึกของทุกคนผ่านคอมเมนต์และแท็กอีกครั้งนะคะ


ขอบคุณสำหรับความรักที่มีให้กันเสมอมานะคะ

ขอปิดเรื่องนี้อย่างเป็นทาง
แล้วพบกันใหมนะคะ ^^.




Hashtag
#ฟิคห้ามจูบ

 



 

 

 

T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 318 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,559 ความคิดเห็น

  1. #3559 NattaBee (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2564 / 05:29
    เฟ้บไว้นานเป็นปีแล้วแต่ไม่ยอมอ่านสักที อยู่ดี ๆ ไม่กี่วันก่อนก็อยากอ่านฟิคบรรยายของฮุนฮาน เลือกในคลังเฟ้บอยู่นานว่าจะอ่านเรื่องไหนดี ฟีลลิ่งตอนกำลังเลือกคืออยากอ่านฟิคดราม่าที่จำนวนตอนไม่เยอะมากไป ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรื่องนี้จะดราม่าหนัก สารภาพตามตรงว่าอ่านจากคำโปรยก็ไม่คิดว่าจะมีดราม่าเยอะเท่าไหร่ แต่สุดท้ายก็เลือกฟิคห้ามจูบ ซึ่งเราคิดว่าตัวเองคิดถูกมาก ๆ ที่เลือกอ่านฟิคเรื่องนี้ อ่านรวดเดียวจบ ตลอดช่วงสิบตอนแรกหน่วงจิตหน่วงใจมาก ได้แต่คิดว่าเมื่อไหร่เซฮุนจะใจดีกับลู่หานบ้าง คือเราเพิ่งมาอ่านปี 64 ที่สังคมได้รับการเอดูเขตเรื่องความรุนแรงทางเพศอะไรประมาณนี้ ทำให้เราคิดว่าการที่น้องไม่ได้สมยอมอย่างเต็มใจน่าจะไม่ค่อยโอเค แต่เราเข้าใจภายใต้ความเป็นนิยายนะคะ ไม่ได้มีเจตนาจะติหรือเอดูเขตย้อนหลังใด ๆ เลย เราแค่อธิบายความคิดเห็นจากคนที่เพิ่งมาอ่านฟิคเรื่องนี้ในปี 64 ที่กระแสสังคมค่อนข้างจริงจังในเรื่องนี้กัน เข้าสู่ช่วงสิบห้าอีพีก็พยายามบอกตัวเองให้อดทนอ่าน ผ่านไปกับลู่หานให้ได้ เราหงุดหงิดและด่าคุณพระเอกในใจไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง แม้กระทั่งตอนท้าย ๆ ที่เซฮุนเริ่มรักลู่หานแล้วเลือกจากไปแบบไม่ให้โอกาสบอกลา คิดเองอะไรเองทุกอย่าง เราว่าใจร้ายมาก ๆ จนวินาทีสุดท้ายก็ยังเป็นคนใจร้ายที่ทำให้ลู่หานเสียใจอีกแล้ว พาร์ทช่วงสนามบินเจ็บปวดและอินไปกับลู่หานมาก ๆ แต่ก็แอบคิดไว้ว่าน้องก็คงยืนยันจะรักต่อไป ไหน ๆ ก็มากันขนาดนี้แล้วก็เลยคิดว่าให้เสียใจให้ถึงที่สุด แล้วจะจบแบบไหนคือเราทีมน้องเสมอ ชอบมากเลยค่ะฟิคดราม่าหนัก ๆ แล้วจบแฮปปี้ แต่งเก่งมาก มันแบบหน่วงสะใจดี ขอบคุณที่แต่งฟิคฮุนฮานสนุก ๆ แบบนี้นะคะะ
    #3,559
    0
  2. #3558 jialisez (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 / 16:33
    กลับมาอ่านแล้ง ทำไมยังรู้สึกโกรธพระเอก โกรธมากๆเลยด้วย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะลูกเรารักเขาไปแล้ว ได้แต่ยินดี แต่คนเป็นแม่โกรธมากกก!!!
    #3,558
    0
  3. #3557 nrp_ (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2563 / 23:59
    ชอบไรท์ที่สุดเลย
    #3,557
    0
  4. #3546 มามามา (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 14 เมษายน 2563 / 14:39

    โกรธให้นานๆหน่อย อย่าใจอ่อนสิ

    #3,546
    0
  5. #3545 maglorix. (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 / 01:42
    หนักหน่วงมากกกกกกกกกกกกกไม่คิดว่าจะมีเรื่องหนักหน่วงกดหัวใจได้มากกว่านี้แล้ว อ่านทุกตอนล้องไห้เหมียนหมาทุกตอนแต่ยังอ่านต่อ ใจไม่ไหวแต่อ่านต่อเพื่อรอซึมซับความอบอุ่นพี่เซฮุน น้องลู่หานก็ตัวเร้กนิดเดียวคนเก่งของหม่ามี๊//หอมหัวสิบที ถ้าเป็นแม่ของน้องลู่จะจับลูกเขยมาสั่งสอนซะให้เข็ด แล้วก็ชอบตรงที่น้องลู่ยอมแต่ในอาการยอมมักมีเหตุผลเสมอ ทำให้เข้าใจคำว่ารักแบบจริงๆ รักจากใจ นานแค่ไหนทรมานแค่ไหนก็ยืนอยู่ข้างๆ ไม่ได้เป็นอะไรก็ยืนอยู่ข้างๆเสมอ ชอบมากๆ ส่วนเซฮุนก็ชอบ คอยเห็นความพัฒนาจากช่วงวัยรุ่น,แจ็งกระด่าง,ไม่ฟังใคร พอเจอเหตุการณ์รอบข้างก็เรียนรู้ที่จะปรับตัวโดยมีน้องลู่อยู่ข้างๆ ไม่ได้สื่อสารกันผ่านคำพูด แต่แค่มองตาก็รู้ใจกัน ต่างคนต่างเข้าใจกัน มันยิ่งทำให้ดูอบอุ่น เรื่องพี่คริสที่เซฮุนคิดได้มันทำให้อุ่นใจมาก อุ่นใจจนแบบเราร้องไห้กับเนื้อเรื่องตรงนั้นที่ควรดีใจว่าปมตรงนี้คอมพลีท แต่มันกลับทำให้รู้สึกอบอุ่น รับรู้ถึงมิตรภาพของพี่น้องจริงๆไม่หวือหวาแต่เข้าใจกัน แล้วก็ชอบตรงที่แบคฮยอนกับชานยอลเหมือนเป็นคู่เย็นที่คอยดับร้อนเซฮุนกับลู่หานตลอด ส่วนคู่จงอินกับคยองซูคือคู่ที่คอยเตือน ทุกอย่างมันสมบูรณ์มากๆ ยอมรับเลยว่าเรื่องนี้ดีมากจริงๆ สื่อได้ชัดเจนว่าบุคลิกของแต่ละคนเป็นยังไง ใครคู่ใคร ไม่ได้บอกแบบแน่ชัดภายใน 1-2 ตอน แต่บอกไปเรื่อยๆค่อยๆผ่านไปเรื่อยๆ ภาษาที่ใช้คือดือสื่อออกมาได้ชัดเจนว่าปริมาณความเสียใจมากน้อยแค่ไหน ปริมาณความสุขมันมากน้อยแค่ไหน สุดท้ายนี้ ขอบคุณไรท์ที่ผลิตนิยายดีๆมาให้อ่านนะคะ จะติดตามและคอยเป็นกำลังใจให้เสมอ ขอบคุณค่ะ //พับไมค์
    #3,545
    0
  6. #3544 yassie (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 31 มกราคม 2563 / 01:44
    มาเจอเรื่องนี้ช้าไป เลยอ่านรวดเดียวขอเม้นยาวๆตอนนี้นะคะ เป็นเรื่องที่หน่วงสุดมาก เราร้องไห้จนท้อ ความรู้สึกของตัวละครต่างๆถ่ายทอดออกมาได้ดีจริงๆค่ะ ลู่รักเซแบบว่ารักเหลือเกิน เจ็บแต่ก็รัก ทรมานแต่ก็รอ ความรักของลู่คือรักแบบที่เรากลัวที่สุดเลย สุดท้ายแม้จะลงเอยด้วยดีก็ตาม เราแอบคิดนะว่าด้วยความอึมครึมของบรรยากาศในเรื่อง จะจบด้วยbad end ลู่ไม่ยกโทษให้ก็ไม่แย่อะ มันก็เรียลไปอีกแบบ ขอบคุณสำหรับเรื่องดีๆสนุกๆนะคะ คุณเก่งมากจริงๆ
    #3,544
    0
  7. #3543 Is Bee (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2562 / 15:16
    เข้ามาออกวนไปซ้ำๆๆ อยากอ่านแนวดราม่าอีก..
    #3,543
    0
  8. #3539 Amita_Morpo (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 / 15:07
    ร้องไห้หนักมากคิดอยู่ซ้ำๆว่าทำไมนะทำไมถึงชอบทำให้ลู่เสียใจอยู่ซ้ำๆอยู่นั้นแหละแต่สุดท้ายรักก็คือรักเกลียดคุณพ่อพระเอกไม่ลงเลย///ขอบคุณไรท์มากๆนะค่ะ
    #3,539
    0
  9. #3529 Tangkwa Maneewan (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 / 11:48
    ไรท์เขียนดีมากเลย ขอบคุณนะคะ
    #3,529
    0
  10. #3515 ppt_poppy (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2561 / 10:46
    ดีใจที่เสี่ยวลู่ได้มีความสุขแต่ก็ยังไม่พอใจกับการตัดสินใจของเซฮุน แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ชอบที่จบแฮปปี้ ถึงจะไม่เข้าใจการกระทำของตัวละครหลายๆอย่างแต่สิ่งที่เราชอบที่สุดอย่างหนึ่งคือไรท์เขียนสะท้อนสังคมที่ชอบบูลลี่คนอื่นออกมาได้ดีมากเลยค่ะ ภาษาที่ไรท์ใช้ก็สวยมากอ่านไม่สะดุดเลยขอบคุณที่แต่งเรื่องดีๆแบบนี้มาให้อ่านนะคะ ถ้าเป็นไปได้ขอสเปเชียลให้เ
    จ้ากวางเอาคืนหมาป่าทีนะคะ
    #3,515
    0
  11. #3495 EClairWong (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2561 / 17:04
    เกลียดพระเอกทำไงได้บ้างง ใจร้ายเกินไปล้าวววว ใครจะอยากเสียใจเฝ้ารอซ้ำซากกก เสียใจอีดแค่ครั้งเดียวคงตรอมใจชอกช้ำตายลั
    #3,495
    0
  12. #3494 EClairWong (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2561 / 17:02
    ชอบจงอินที่สุด
    #3,494
    0
  13. #3491 prsh (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2561 / 15:56
    ที่สุดเจ้ากวางก็มีความสุขนะ เจ้ากวางต้องมีความสุขยิ่งๆขึ้นไป ดูแลดีๆล่ะเซฮุน
    #3,491
    0
  14. #3469 Annonymus (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 / 22:32
    ดีใจกะกวางเอ๋อนะ ในมี่สุดก็ได้มีความสุขเสียทีต่อจากนี้ รอมาตั้ง 11 ปี ต่อนี้ไปก็แก้แค้นโอเซให้คุ้มสมกับที่รอเลยนะ เอาให้ทางนู้นสำนึกไปเลย 555
    #3,469
    0
  15. #3431 Papidchaya Prommee (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2561 / 21:13
    อ่านจบก็ยังหน่วงค่ะ ไรท์แต่งเก่งจริงๆ ยอมล้าวว🙏🏻
    #3,431
    0
  16. #3429 Maylovechanbaek (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2561 / 23:28
    จบแล้ว​ ขอบคุณ​สำหรับ​ฟิคดีๆนะคะ​ เป็นเรื่องที่หน่วงมากจริงๆ กว่าจะมีความสุขกันได้ก็ตอนจบเลย ฮือ​ แต่ยังไงก็มีึวามสุขกันแล้วน้า​ สนุกมาก​เลย​ สงสารลู่ทั้งเรื่อง55555
    #3,429
    0
  17. #3417 Nam121043 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 29 เมษายน 2561 / 10:53
    แล้วตกลงจูบแรกของลู่หานเป็นของใครอ่ะไรท์55555
    #3,417
    0
  18. #3416 _ooxxm (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 26 เมษายน 2561 / 19:15
    จบเเฮปปี้แต่ยังหน่วง ห้าปีที่ไม่เจอกัน แค่ตอนเซฮุนขึ้นเครื่องไปอังกฤษก็ทรมานแล้ว หน่วงใจแต่ดีใจที่จบแบบแฮปปี้ ขอบคุณนะคะไรท์ ขอบคุณมากๆๆ
    #3,416
    0
  19. #3415 GBright˙ω˙ (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 26 เมษายน 2561 / 11:52
    มันไม่ง่ายเลยจริงๆที่จะผ่านมาได้แต่ก็ดีแล้วล่ะจะได้มีความสุขสักทีนะเสี่ยวลู่ขอบคุณไรท์ที่แต่งฟิคดีๆมาให้อ่านกันนะคะ
    #3,415
    0
  20. #3394 JongjitSriyan (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 22 เมษายน 2561 / 17:28
    กว่าจะผ่านมันมาได้ ไม่ง่ายเลย กับระยะเวลาที่ยาวนาน เป็นความรักที่ทุกข์ แต่ก็มีความสุขในตัวของมัน ความรักที่สวยงาม บริสุทธิ์ งดงามในแบบของคนๆหนึ่งที่รักคนๆหนึ่งมากเหลือเกิน ถึงเวลาเริ่มต้นความรักที่แท้จริงแล้ว จะมีสักกี่คนนะที่ทนได้ขนาดนี้ ขอบคุณนะไรท์ 😊
    #3,394
    0
  21. #3388 Fermmy Pawa (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 22 เมษายน 2561 / 00:12
    มันหน่วงๆอะ ไรท์ทำให้เราเข้าถึงอารมณ์ของตัวลู่กับเซ รู้สึกถึงความคิดถึงและโหยหาซึ่งกันและกัน เป็นตอนจบที่ละมุนมากร้องเลยยย
    #3,388
    0
  22. #3381 fredfefe (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 19 เมษายน 2561 / 13:06
    ลู่หานนี่ใจดี๊ใจดีนะ ละมุนกันละเกิน
    #3,381
    0
  23. #3380 hunnnielu947 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 18 เมษายน 2561 / 12:58
    หน่วงใจยันตอนสุดท้ายจริงๆค่ะ ฮือออ น้ำตาไหลซึมเลย กว่าจะได้แฮปปี้เอนดิ้งนะ สงสารเจ้ากวางไปไม่รู้กี่รอบ ภาษาไรท์สวยมากเลย ชอบมาก ขอบคุณนะคะ สำหรับฟิคสนุกๆอีกเรื่อง
    #3,380
    0
  24. #3379 bhydhh_12qx (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 18 เมษายน 2561 / 09:40
    ชอบฟิคเรื่องนี้มากๆๆๆอ่านละหน่วงใจมากเว่อขอบคุณไรท์นะงับที่เขียนเรื่องนี้ให้เราอ่านอย่างมีความสุขเราจะรอติดตามเรื่องต่อไปของไรท์นะงับบบบบบ
    #3,379
    0
  25. #3378 IamMAY947 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 18 เมษายน 2561 / 03:51
    เป็นลู่หานในเรื่องนี้เหนื่อยจริงๆสินะ จบแฮปปี้ดี๊ดี เจ้าหญิงจะได้มีความสุขสงบกับเขาบ้างงง กอดดด ประทับใจจจ เจ้าชายสัญญาแล้วนะ
    #3,378
    0