[END] Deep kiss :: HUNHAN

ตอนที่ 22 : CHAPTER 20 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,720
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 338 ครั้ง
    8 เม.ย. 61




CHAPTER 20

 

 

::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

 

 

        ถ้าพูดถึงการวางแผนและกลยุทธ์การตลาด...

 

          ให้นึกถึง Marketing mix ไม่ 4Ps ก็ 8Ps

 

          แต่หลักๆ ของกลยุทธ์มักขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์ ราคา การจัดจำหน่าย และการส่งเสริมการขายในรูปแบบต่างๆ

 

          เจ้าลูกกวางทบทวนความรู้ทุกอย่าง ซ้ำไปซ้ำมา นับนิ้ว มองเพดาน ขมวดคิ้วเกาหัว แล้วก็ก้มหน้างุดอยู่กับแผ่นกระดาษช็อตโน้ตยับยู่ยี่ของตัวเอง

 

          ช่วงเวลาของการสอบก็เป็นแบบนี้ ยุ่งยากและซับซ้อน ที่คนหัวช้าแบบลู่หานต้องพยายามมากขึ้นๆ – นิสัยแปลกๆ อย่างหนึ่งคือเขาท่องหนังสือในใจไม่ค่อยได้ เหมือนเป็นความเคยชินที่ต้องพึมพำออกมาเพื่อให้สมองของตัวเองจดจำ แค่เบาๆ ก็ยังดี และกลายเป็นการบ่นงึมงำที่เหมือนบทสวดอะไรสักอย่างมาตลอดทั้งอาทิตย์

 

          คนตัวเล็กใช้แบบนี้เสมอ และคนอื่นที่ไม่ใช้แบคฮยอนหรือคยองซูคงไม่ชิน ถ้าไม่รำคาญจนลุกหนี ก็คงหันกลับมาต่อว่า

 

          ถ้าเป็นเมื่อก่อนโอเซฮุนก็คงเป็นแบบนั้น และเขาคงโดนตะเพิดจนต้องรีบกลิ้งลงจากรถ

 

          แต่ไม่ใช่ในวันนี้...ที่ชายหนุ่มแค่เพียงนั่งนิ่ง มองผ่านกระจกออกไปภายนอกอยากไม่ใส่ใจ แล้วปล่อยให้เขาเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด

 

          “กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ ต้องดูต้นทุน ความแตกต่าง กับความหลากหลาย ส่วนกลยุทธ์ด้านราคา มักจะสัมพันธ์กับคุณภาพสินค้า...อืม...แล้วก็ๆ...”

 

          “ต่ำกับต่ำเพื่อการแข่งขัน ต่ำกับสูงเพื่อเจาะตลาด กลางกับสูงในช่วงเริ่มต้น แล้วก็สูงกับสูงสำหรับลูกค้าพรีเมี่ยม”

 

          เสียงทุ้มลึกดังแทรกขึ้นมา ผ่ากลางสมาธิอันน้อยนิด และร่างเล็กสะดุ้งตกใจ ใบหน้าหวานหันกลับไปมองคนข้างๆ ที่นั่งเท้าคางพิงประตูรถ พร้อมจ้องกับมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย

 

          “พวกช่องทางตอบแบบกว้างๆ แล้วยกตัวอย่างที่ใกล้เคียงสักข้อสองข้อก็ได้ ส่วนพวกกิจกรรมส่งเสริมการขายก็ใช้ IMC ไป แค่นี้ก็ครอบคลุมแล้วไม่ใช่หรือไง”

 

          สรุปให้เสร็จสรรพ และคนฟังต้องรีบก้มลงมองกระดาษในมือ ด้วยดวงตากวางใสๆ ที่เบิกโตขึ้น – โฮ่...อัจฉริยะที่แท้

 

          เผลอทำสายตาตื่นเต้นโดยไม่รู้ตัว และอีกฝ่ายยกมือดีดปึ้กเข้าที่กลางหน้าผากทันที

 

          “ไม่ต้องมาทำหน้าแบบนั้น ฉันฟังนายท่องมาสามวันติดแล้ว ถ้าจำประโยคเดิมๆ ไม่ได้ก็ควรเลิกเรียนไปซะ”

 

          ฟังแล้วต้องย่นจมูกใส่ เขารู้ถึงความสามารถของหัวสมองตัวเองดี และก็เป็นอีกครั้งที่เลือกจะหันหนี ไม่โต้เถียงแค่ลูบรอยแดงใต้ผมหน้าม้าเบาๆ ก่อนที่ของในมือจะถูกดึงไป

 

          เซฮุนไล่สายตา กวาดอ่านผ่านแล้วก็ส่งคืนกลับมาให้ คิดว่าจะเลิกสนใจ แต่ว่า...

 

          “ท่องแต่กลยุทธ์ไปก็ไม่มีประโยชน์ อาจารย์ชอบออกข้อสอบตุ๊กตา ไม่ก็กำหนดสถานการณ์ให้ จำได้แต่วิเคราะห์ STP ไม่ได้ก็จบ”

 

          จี้ใจดำ ซ้ำยังจ้องกลับมาเน้นๆ ที่ให้รู้สึกกดดันจนต้องห่อไหล่ และ...โอเซฮุนก็ยังคงเป็นโอเซฮุนวันยันค่ำ

 

          “เมื่อกี้ที่เห็นไม่มี Niche market แล้วกลุ่ม Illiterate consumer ก็หายไปด้วย”

 

          “ก็ๆ...ถ้าคิดจากเปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่งการตลาด สองกลุ่มนี้มีแค่นิดเดียวเองไม่ใช่เหรอ” – อันนี้ลู่หานรู้ ลู่หานเรียนมา ตอบกลับไป แต่ว่า...

 

          “ได้อ่านข่าวบ้างไหม หรือคิดว่าแค่ในหนังสือเรียนจะทำให้รู้ทุกอย่างในจักรวาล” ตั้งท่าจะว่ากันอีกรอบ ดวงตาสีเข้มวาววับ เต็มไปด้วยคำพูดมากมาย อย่างน้อย...ก็มีอย่างหนึ่งที่เขาคิดว่าตัวเองมองออก – เจ้ากวางโง่!

 

          โดนดุผ่านความเงียบ จากที่ไม่ค่อยมั่นใจอยู่แล้วกำลังใจยิ่งลดฮวบ ชายหนุ่มถอนหายใจก่อนจะก้มกดโทรศัพท์ของตัวเอง ทำอะไรสักอย่างที่เพียงเดี๋ยวเดียว มันก็ส่งผลมาถึงของลู่หานบ้าง – มีการสั่นเตือนข้อความเข้า กับที่อยู่เว็บไซต์สองสามอันที่พอกดเข้าไปดูก็มีแต่ตัวอักษรกับเส้นกราฟเยอะแยะ

 

          “อย่ามองข้ามเป้าหมายกลุ่ม Illiterate consumer ผู้บริโภคกลุ่มนี้ตัดสินใจซื้อง่าย การเปรียบเทียบน้อย เพราะไม่สนใจคำขายในภาษาที่ตัวเองอ่านไม่ออก เลยใช้สัญชาตญาณและอาศัยการบอกต่อเป็นหลัก ถ้านายเข้าใจแล้วนำเสนอได้ดี ก็ได้ A เห็นๆ”

 

          เซฮุนอธิบาย อีกแง่มุมที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยและเผลอมองข้ามไป อีกหลายปัจจัยที่คิดไม่ถึงและอยู่ห่างไกลจากเซฟโซนของตัวเอง เจ้าลูกกวางจำได้ดี ตอนที่ทางบ้านรู้ว่าเขาสอบติดคณะนี้ หม่าม้าทั้งดีใจและกังวล เพราะนักการตลาดที่ดีต้องกล้าเรียนรู้ที่จะลองเสี่ยง ซึ่งถือเป็นคนละขั้วกับลู่หานโดยสิ้นเชิง

 

          ดวงตาคู่ใสสะท้อนภาพร่างสูงตรงหน้า คนที่มักมองมุมต่างอย่างสร้างสรรค์และชาญฉลาด ท่ามกลางแสงแดดสีขาว ในชุดนักศึกษาเรียบง่าย เซฮุนดูดีจนละสายตาไม่ได้เสมอ ทุกคำพูด ทุกจังหวะการกระทำ ทั้งหมดสอนให้ลู่หานกล้าที่จะคิดต่อไปอีกสักนิดเสมอ

 

          แอบอมยิ้มนิดๆ ตอนได้เห็นคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่าง

จริงจัง ดูหนักแน่นในทุกๆ การสื่อสาร

 

          “แล้วก็อย่าลืม Niche market” เสียงทุ้มลึกย้ำชัด “ถ้านายยอมซื้อเจ้ากวางเน่าทันทีที่มันออกคอลเลคชั่นใหม่แบบไม่คิดอะไรทั้งนั้น มากกว่าพวกมิกกี้เม้าส์ที่แขวนอยู่บนชั้น ก็ไม่ควรดูถูกพลังของส่วนแบ่งการตลาดนี้”

 

          คุณแบมบี้...ขมวดคิ้วตอนกอดเป้ใบโปรดเอาไว้ แต่ถึงจะเป็นคำเรียกที่ไม่เข้าหูคนตัวเล็กกว่าก็เข้าใจในความหมายที่จะสื่อ และเขาไม่มีคำโต้เถียงใดๆ จะไปแย้งคำพูดของอีกฝ่าย

 

          เซฮุนจดช็อตโน้ตให้เขาอีกสองสามแผ่น ระหว่างที่ลู่หานกำลังก้มหน้าก้มตาอ่านเนื้อหาเพื่อทำความเข้าใจ ผังความคิดของเขาถูกจัดระเบียบและเรียบเรียงใหม่ ก่อนที่ชายหนุ่มจะปล่อยให้เขาได้มีเวลาจัดการย่อยมันลงสมอง

 

          นั่งฟังเงียบๆ พร้อมมองออกไปภายนอกคล้ายไม่ใส่ใจิแต่ลู่หานรู้...อีกฝ่ายคอยฟังเสียงบ่นงึมงำของเขาอยู่ และจะช่วยแก้ไขเสมอเมื่อความจำของเขาเกิดสับสน

 

          ถึงจะชอบดุว่า แต่ในบางครั้งเหนื่อยจนอยากถอดใจ ปลายนิ้วอุ่นๆ ก็จะเคาะลงมาที่ปลายจมูกแผ่วเบา

 

          ทดแทนคำพูด และเติมเต็มกำลังใจทั้งหมด

 

          หนึ่งความฝันที่ไม่เคยคิดว่าจะเป็นจริง กับความปรารถนาที่พยายามจะลืมไป ปาฏิหาริย์ที่เรียบง่ายทั้งหมดนั้น มีชื่อเรียกว่าโอเซฮุนจริงๆ

 

          เวลารอบตัวเดินช้ากว่าความเป็นจริงได้อีกเพียงครู่เดียว ทุกอย่างก็ต้องยุติลงเมื่อพวกเขาเปิดประตูกลับออกมาภายนอก

 

          เดินไปด้วยกัน ท่ามกลางละอองสีชมพูของดอกเชอร์รี่ที่โปรยปราย ฤดูใบไม้ผลิใกล้จะหมดลงจริงๆ แล้วสินะ ลู่หานหยีตามองดวงอาทิตย์ยามเช้าที่ยังทอแสงอ่อนๆ แทรกตามเงาไม้ลงมา – พอเข้าหน้าร้อนแล้วเขาอาจจะต้องเตรียมผ้าเย็นไม่ก็กระติกน้ำ พัดลมอันเล็กๆ ไว้เผื่ออีกคนด้วยสินะ

 

          หันมองคนที่เดินอยู่ข้างกัน คงเป็นไอศกรีมช็อกโกแลต กับบับเบิ้ลทีรสช็อกโกแลตที่อีกฝ่ายชอบ และคนตัวเล็กไม่เคยลืมไป

 

          คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย พอได้อยู่ด้วยกันภาพความวุ่นวายที่เห็นกลับเงียบสงบลงอีกครั้ง

 

          อีกเพียงไม่กี่ก้าวพวกเขาก็มาถึงตึกเรียน เซฮุนหยุดเดินและยืนส่งเขาแค่เพียงทางเข้าด้านหน้า

 

          “ตั้งใจล่ะ” เอ่ยบอกสั้นๆ ตามประสาคนไม่ชอบพูด “เวลาเจอข้อสอบอย่าลน ค่อยๆ อ่านโจทย์ ไม่เข้าใจรอบเดียวก็อ่านซ้ำๆ อย่าดันทุรัง เริ่มช้าดีกว่าทำมั่วซั่วแล้วต้องมาแก้ตามหลัง”

 

          จัดไปหนึ่งชุดเบาๆ กับการอบรมของคนเข้มงวด ใบหน้าหล่อจัดจริงจังติดเคร่งเครียด หัวคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันนิดๆ แต่ทั้งหมดนั้นกลับทำให้ลู่หานหลุดยิ้มออกมา

 

          ถึงจะน้อยนิด แต่การแสดงเท่านี้ก็พอแล้วสำหรับเขา

 

          มองตาหันอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนจะถูกดุ แต่สุดท้ายประกายกล้าในดวงตาคู่นั้นก็อ่อนลง เหลือเพียงเค้าแววห่วงใยและความอบอุ่นจางๆ

 

          “ไปนะ” ริมฝีปากได้รูปขยับช้าๆ เป็นคำกล่าวลาที่ไม่มีอะไรนอกเหนือจากนั้น

 

          ลู่หานพยักหน้า แต่พอร่างสูงหันหลังกลับ ก็เผลอคว้าชายเสื้อของอีกฝ่ายเอาไว้อย่างลืมตัว – เซฮุนหันกลับมา ส่วนเจ้าลูกกวางตกใจจนพูดอะไรไม่ถูก

 

          “...คือ...คือ...” อ้ำอึ้ง ถ้าบอกว่ามือมันขยับไปเองก็คงไม่พ้นถูกดุกลับมา ได้แต่เม้มริมฝีปาก เค้นหาคำตอบอะไรกลับไปไม่ได้เลย

 

          ขอโทษที่ทำให้เสียเวลา...เซฮุนนา

 

          แม้แต่คำเหล่านี้ก็ยังดังขึ้นแล้วจางหายไปในใจ รีบสั้นหน้าและ...

 

          ร่างสูงก้าวกลับมาหา แล้วก้มลงมากดจูบอุ่นๆ ลงบนหน้าของเขาทันที

 

          ร่างเล็กชะงักค้าง เหมือนหัวใจหยุดทำงาน

 

          แล้วทุกอย่างก็ระเบิดปุ้งออกมาทันที!

 

          “นี่หรือเปล่ากำลังใจที่อยากได้” ถามกลับหน้าตาเฉย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในขณะที่ลู่หานเสียงหาย ทำอะไรไม่ถูกแล้วต่อจากนี้

 

          เป็นการจู่โจมที่รวมเร็ว ไม่ทันได้ตั้งตัว และมีผลทำลายล้างให้ทุกอย่างพังพินาศได้จริงๆ

 

          ใบหน้าหวานเห่อร้อน แก้มยุ้ยๆ แดงก่ำจนลามไปถึงใบหู พูดอะไรไม่ออก และพอเห็นแบบนั้นคนต้นเหตุก็ยิ่งเลิกคิ้ว แกล้งซ่อนรอยยิ้มไว้ในดวงตา แล้วตีหน้านิ่งทำไม่รู้เรื่องรู้ราว

 

          หัวใจที่หยุดทำงานไปกลับมาเต้นถี่ระรัวอีกครั้ง รุนแรงจนเหมือนจะหลุดออกมา ดังตึกตักจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินจนต้องกัดริมฝีปาก ส่งผลให้มือใหญ่ยกขึ้นมาประคองข้างแก้มของเขาทันที

 

          เซฮุนเคยเตือนไว้ อย่ากัดปากให้ใครเห็น แต่ร่างกายของลู่หานดื้อดึงเกินไป ร่างสูงก้มกลับลงมาหา ปลายนิ้วปัดผ่านและกดน้ำหนักอ้อยอิ่งอยู่บนริมฝีปากสีชมพูนี้

 

          กลิ่นของอเบอร์ ครอมบี้ ดวงตาสีเข้มคมดุ กับปลายจมูกและลมหายใจที่แนบชิด

 

          ลู่หานได้แต่ยืนนิ่งอยู่แบบนั้น ลืมสายตากับความอยากรู้อยากเห็นของผู้คน และ...

 

          “กู๊ด – มอร์ – นิ่ง” เสียงหนึ่งดังขึ้นแทรกกลาง พร้อมกับการปรากฏตัวของโดคยองซูแบบไม่ทันได้ตั้งตัว

 

          ภาพฝันทุกอย่างหยุดชะงัก หัวภวังค์เคลิ้มหวานถูกทำลาย และช่องว่างระหว่างกันถูกดึงให้แยกห่าง

 

          เพื่อนจ้องหน้าเขา หันไปถลึงตาใส่เซฮุน แล้วก็ดันลู่หานให้เดินไปทางด้านหลัง

 

          “อีกชั่วโมงจะเริ่มสอบแล้ว ยูควรทบทวนบทเรียน อย่าไปยุ่งกับเรื่องไร้สาระสิ” – เน้นที่คำว่าไร้สาระ ที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหมายถึงใคร

 

          เจ้าลูกกวางได้แต่ยิ้มนิดๆ ปั้นหน้าไม่ถูก เขาไม่เก่งเรื่องการเชื่อมสัมพันธ์เท่าไหร่ และเป็นโชคดี...ที่คนถนัดเดินเข้ามารับหน้าที่แทน

 

          “อันยองคุณพระเอก” ฉายากับคำทักทายคุ้นเคย แบคฮยอนยิ้มแย้มโบกไม้โบกมือให้ ก่อนจะเดินมาสมทบกับพวกเขา

 

          “ทำใจหน่อยนะ คยองซูเป็นคนหวงเพื่อนน่ะ”

 

          “แน่นอน...ไม่มีเหตุผลที่ไอต้องใจดีกับคนที่เคยทำร้ายเพื่อนเรา” เน้นย้ำจุดยืนกันให้ชัดๆ และไม่มีเวลาสำหรับการปรับความเข้าใจ

 

          เพื่อนตัวเล็กคว้ามือพวกเขา กึ่งดึงกึ่งลากให้เดินตามไปด้วยกันทันที

 

          “...หลังสอบเสร็จเจอกันนะ...เซฮุนนา” ลู่หานหันกลับมาหา เอ่ยลาสั้นๆ แต่ว่า...ก็กลับไม่มีคำพูดอะไรตอบกลับ

 

          ชายหนุ่มยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่โต้ตอบ และไม่ละสายตาไปจากเขา ครู่หนึ่งของความเงียบงันที่เข้าแทรกกลาง ริมฝีปากได้รูปก็ค่อยๆ ขยับยิ้มออกมา

 

          ยิ้มนิดๆ แต่ว่า...กลับมากมายเหลือเกินในความรู้สึก

 

          — อ่อนโยนที่สุด ใจดีที่สุด และสว่างไสวที่สุด

 

          มือใหญ่ข้างลำตัวยกขึ้นช้าๆ โบกลาพร้อมกับพูดสุดท้ายที่ดังขึ้น

 

          “โชคดี...ลู่หาน”

 

          ชื่อเขาที่อีกฝ่ายเป็นคนเอ่ยไพเราะเสมอ นุ่มนวล และอบอุ่นจากข้างใน

 

          ระยะห่างระหว่างกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ร่างสูงยังคงยืนส่งเขาอยู่แบบนั้น ไม่ได้หันหนีไปก่อนอย่างเช่นทุกครั้ง ที่ตรงนี้ยังคงเป็นโอเซฮุนเสมอเมื่อหันมา กับสายตาที่ไม่มีใครว่างพอจะค้นหาความหมายที่ซุกซ่อนอยู่

 

          และเวลาสอบมาเร็วกว่าที่คิด...

 

          พอพลิกหน้ากระดาษอ่านคำถาม ทุกสมาธิก็จดจ่ออยู่ที่ตรงนั้น – ตั้งใจให้มากที่สุด ทำให้ดีที่สุด ให้สมกับที่เซฮุนส่งกำลังใจมาให้

 

          นึกถึงคำสินต่างๆ ที่มักมีเสียงตำหนิว่ากลับมาพร้อมกันเสมอ ถ้อยคำมากมายในสายตาและการกระทำที่ปราศจากเสียง แต่ทั้งหมดกลั่นออกมาจากหัวใจ

 

          ฝ่ามือที่อบอุ่น อ้อมกอดที่ทำให้ได้ยินเสียงหัวใจ หรือแม้แต่...ริมฝีปากที่ทำให้ภายในหัวระเบิดปุ้งได้ซ้ำๆ

 

          วินาทีที่เกือบได้จูบกันจริงๆ ยังคงฉายชัด ใกล้ชิดจนเหมือนเป็นเพียงความฝัน และคนตัวเล็กต้องรีบปัดมันออกไปเมื่อมันทำให้เขาฟุ้งซ่านจนเขียนคำตอบไม่ได้

 

          สักวันหนึ่งระหว่างกันอาจไม่ได้ยาวนานอย่างที่คิด ถ้าไม่ตลอดไป...ก็คงแสนสั้นแค่เพียงหลับตา

 

          เวลาค่อยๆ ผ่านเลยไปช้าๆ เข็มวินาทีทำหน้าที่ของตัวเองอย่างแข็งขัน นับถอยหลังให้ทุกอย่างเสร็จสิ้น

 

          ทีละบรรทัดที่เพิ่มขึ้น กับมือที่จับปากกาและไม่ได้หยุดพัก พออาจารย์หน้าห้องร้องขานเป็นสัญญาณ การสอบในวันนี้ก็สิ้นสุดลง

 

          จบไปแล้วอีกวิชา และช่วงปิดเทอมที่รอคอยกำลังจะมาถึง

 

          นักศึกษาทยอยออกจากห้องสอบ หลายคนจับกลุ่มตรวจคำตอบกัน แต่แบคฮยอนกับคยองซูกำลังโต้เถียงเรื่องมื้อเย็นของวันนี้แทน

 

          “เนื้อย่าง”

 

          “หม้อไฟ”

 

          ความชอบที่แตกต่าง และมันคือเรื่องปกติของพวกเขาทั้งสามคน

 

          ลู่หานหันซ้ายทีขวาทีมองเพื่อนที่พยายามงัดเหตุผลจริงจังมาสนับสนุนเรื่องไม่จริงจัง แล้วก็หัวเราะออกมา

 

          เจ้าลูกกวางใจเย็นพอที่จะรอบทสรุปทั้งหมด ในจังหวะนั้นโทรศัพท์ของเขาก็สั่นเตือนว่ามีสายเข้า

 

        คิมจงอิน...ไม่ใช่ชื่อที่เห็นกันบ่อยๆ แต่ก็ไม่ใช่ความลังเลที่จะกดรับ

 

          สไลด์ปลายนิ้ว และทักทายเสียงใสกลับไปทันที

 

          “ฮัลโหล...จงอิน”

 

          “สอบเสร็จแล้วใช่ไหม” ปลายสายถามขึ้น ฟังดูร้อนรนท่ามกลางเสียงอื้ออึงสับสนวุ่นวายรอบตัว

 

          ลู่หานตอบรับ เสี้ยวอึดใจที่เงียบไป อีกฝ่ายก็พูดขึ้นอีกครั้ง

 

          ด้วยถ้อยประโยค...ที่หยุดโลกทั้งใบของเขาให้ชะงักลง

 

         “รีบมาที่สนามบินเร็วเข้า! เซฮุนกำลังจะไปอังกฤษ ด้วยเที่ยวบินสี่โมงสิบห้านี้!!”

 

          เหมือนสมองหยุดทำงาน และภาพทุกอย่างดับวูบลงตรงหน้า

 

          หมายความว่ายังไง...

 

          ทำไมล่ะ...

 

          คำถามดังก้องอยู่ในหัว แต่ลู่หานกลับไม่ได้เอ่ยออกไป

 

          ริมฝีปากหนักอึ้งเหมือนหัวใจ และสุดท้าย...รู้ตัวอีกทีร่างกายเล็กๆ นี้ก็กำลังวิ่งฝ่าไปข้างหน้า

 

          วิ่งไปให้เร็วที่สุด เท่าที่สองขานี้จะเอื้ออำนวย

 

          “ยูจะไปไหน” คยองซูคว้าแขนของเขาไว้ ดึงรั้งให้กลับมาเผชิญหน้า

 

          “...เซฮุน...เครื่องบิน...จะไปแล้ว...” ปลายลิ้นพันกันไปหมด ไม่สามารถไล่เรียงลำดับความคิดอะไรได้เลย ใบหน้าหวานซีดเผือด นัยน์ตากวางสั่นไหวเหมือนกำลังจะร้องไห้

 

          มีเพียงความดื้อดึงกับกำลังใจเกินร้อยที่จะก้าวไป ก่อนที่แบคฮยอนซึ่งวิ่งตามมาจะประคองแก้มของเขาไว้

 

          "ใจเย็นๆ...เสี่ยวลู่ใจเย็นๆ” เขย่าเบาๆ ก่อนจะลูบปลอบ...ทำเหมือนทุกครั้งที่เขาร้องไห้หรือฝันร้ายตอนกลางดึก

 

          ร่างที่สั่นเทาค่อยๆ สงบลง เขามองเห็นเพื่อนเต็มตา พร้อมบีบมือคนทั้งสองเอาไว้แน่น “เซฮุนจะไปแล้ว...จะไปอังกฤษแล้ว ตอนสี่โมงสิบห้านี้”

 

          “วอท?... หมอนั่นคิดจะทำอะไร ไม่ตลกนะ”

 

          ไม่มีคำตอบ เพราะถ้าอยากรู้ก็มีแต่จะต้องไปให้ทันเท่านั้น!

 

          “แล้วนายจะไปยังไง ให้เป็นแท็กซี่หรือมอเตอร์ไซค์สักคันความหวังก็ยังริบหรี่”

 

          “ไม่! ไอไม่ให้นั่ง อันตรายเกินไป เห็นอุบัติเหตุเป็นเรื่องเล่นๆ เหรอ”

 

          หัวกะทิของคณะค้านหัวชนฝา แม้แต่ในเวลาแบบนี้พวกเขาก็ยังเห็นต่างจนต้องโต้แย้งกัน

 

          ลู่หานได้แต่หันมองไปรอบๆ มีเพียงความว่างเปล่าที่มองไม่เห็นทางแก้ กับคำถามมากมายที่ไร้ทางออก

 

          แบบนี้มันไม่สนุกหรอกนะ...กำลังเล่นอะไรอยู่ โอเซฮุน

 

          เม้มริมฝีปาก และไกลสุดสายตา เมอร์เซเดส เบนซ์ สีดำคุ้นตาก็แล่นตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว

 

          เลขทะเบียนที่จำได้ขึ้นใจ กับคนขับที่คุ้ยเคยจนไม่มีทางจำผิด

 

          ปาร์คชานยอลลดกระจกลง และรีบร้องบอกทันทีที่ได้สบตา

 

          “ขึ้นมาเร็วครับ เสี่ยวลู่”

 

          คำชวนดังขึ้นพร้อมกับความรู้สึกที่ตีรวนปั่นป่วน

 

          ตอนนี้...ลู่หานเหลือเวลาเพียงสิบหกนาทีเท่านั้น!


 (ต่อ) 


          ไม่คิดว่าแบบนี้จะเป็นการใจร้ายไปหน่อยเหรอ


          คำถามนี้ยังคงดังก้องอยู่ในหัว เหมือนสีหน้าของคิมจงอินที่ลืมไม่ลงหลังจากรับรู้เรื่องราว เจ้าของความคิดหลุดหัวเราะในลำคอ จำได้ว่าตอนนั้นเพียงแค่ยิ้มมุมปากและตอบกลับไปสั้นๆ เท่านั้น


        ‘เฉพาะแค่ตอนนี้เท่านั้นล่ะ ถ้ามีคนขี้แยมึงช่วยปลอบเขาแทนทีนะ แล้วหลังจากนั้น...จะตัดสินใจทำยังไงก็เป็นเรื่องของเด็กคนนั้นแล้วล่ะ

         

          เซฮุนนั่งนิ่งอยู่บริเวณที่พักผู้โดยสารเพื่อรอขึ้นเครื่อง สีหน้าและแววตาที่เหมือนสงบนิ่ง ปราศจากเค้าแววกังวลหรือเจ็บปวด ริมฝีปากได้รูปกลับคลี่ยิ้มนิดๆ ตอนนึกถึงใบหน้ากวางบึ้งตึง และเสียงใสที่คงพร้อมจะต่อว่าเขาต่างๆ นานา – ทำอะไรตามใจ ไม่เคยมีคำอธิบาย ที่แย่กว่านั้นคือ...ไม่มีแม้แต่คำอำลา


          และถ้ามันเป็นแบบนั้น...เขาคงดีใจมาก เพราะนั่นแสดงว่าลู่หานยังเข้มแข็งและสามารถก้าวเดินต่อไปได้ แต่ถ้าไม่...รอยยิ้มนั้นกว้างขึ้น น้ำตากับความเสียใจในวันนี้ ความผิดบาปทั้งหมดเขายินดีจะแบกรับเอาไว้เอง


          ผ่อนลมหายใจเข้าออกช้าๆ ถ้าเขาเลือกได้...เซฮุนหมายถึงถ้าเขายังมีวันนั้นอยู่


          คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ยามแหงนขึ้นมองเบื้องบน ท้องฟ้าสีครามที่เห็นผ่านหลังคาโค้งโดมและกระจกด้านข้างตลอดแนวยังคงอยู่สูงเกินเอื้อมเสมอ แต่วันนี้มันสว่างสดใสขึ้น และเขาไม่ต้องหรี่ตาสู้แสงอีกต่อไป


          หลับตาลงช้าๆ คงเหลือแต่ความคิดถึง และความหวังที่จะได้เห็นรอยยิ้มหวานสดใสนั้นอีกครั้ง แม้จะรู้ตัวดีว่าอาจจะไม่ได้รับโอกาสแบบนั้นอีกแล้ว


          มือหนึ่งวางลงมาบนบ่า ปลุกเขาตื่นจากภวังค์สั้นและเรียกให้หันกลับไปมอง


          “จวนได้เวลาแล้วนะ เข้าไปรอข้างในได้แล้ว” อู๋อี้ฝานยืนอยู่ตรงหน้า ด้วยชุดสูทสีน้ำเงินเข้มสง่างามและสมบูรณ์แบบเสมอ พี่คือความภาคภูมิใจของครอบครัว และเขาเอง...ก็อยากจะเป็นแบบนั้น


          ชายหนุ่มพยักหน้าพร้อมลุกขึ้นยืน ไม่ลังเลหรือหยุดคิดเหมือนดวงตาคมที่แน่วแน่นในสิ่งที่ตั้งใจเสมอ

   

          “ตั้งใจเรียน ถ้าคิดจะเริ่มต้นใหม่ก็ระวังอย่าให้ผิดพลาดอีก ใช้อดีตเป็นบทเรียนสอนอนาคตนะเซฮุน”


          “แน่นอน” จ้องตาอีกฝ่าย “ขอบคุณที่ทิ้งงานมาส่งนะครับ พี่”


          ไม่มีคำพูดตอบกลับ อู้อี้ฝานบีบบ่าน้องชาย พร้อมตบลงอย่างหนักแน่น แทนคำให้กำลังใจและคำอวยพรทั้งหลายที่ไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมา ครู่หนึ่งก็เบี่ยงตัวหลบให้ใครอีกคนข้างหลัง


          คนที่มักสร้างบรรยากาศอึดอัดกดทับระหว่างกันเสมอยามสนทนา


          “แม่แกคงดีใจ ที่ลูกชายคนเล็กคิดได้ แล้วโตขึ้นเสียที” ดวงตาที่ได้รับมานั้นนิ่งขรึม และมีประกายความยิ่งใหญ่มากกว่าของเขาหลายร้อยเท่า ท่าน ส.ส. โอ ที่มักมีแต่ผู้ติดตามและการ์ดล้อมหน้าล้อมหลัง


          พ่อ...ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยทำให้ท่านผิดหวัง และเสียใจซ้ำๆ จากความคิดไม่เข้าท่าของตัวเอง


          แต่ก็ยังเป็นเพียงคนเดียว...ที่พร้อมจะให้โอกาส และเป็นห่วงเขาเสมอมา


          ดวงตาเฉียบขาดคู่นั้นอ่อนลง เหลือเพียงความเมตตาจางๆ ที่เงียบงันไร้เสียง เซฮุนไม่ได้เอ่ยอะไร นอกจากก้มลงต่ำแทนคำขอบคุณที่แทบไม่เคยพูด เช่นเดียวกับคำขอโทษกับเหตุการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมา


          “รักษาสุขภาพนะครับ ผมจะรีบกลับ”


          “อา...ถึงแล้วส่งข้อความบอกแม่แกด้วย ป่านนี้คงทำธุรกิจที่ฮ่องกงไม่เป็นสุขเท่าไหร่”


          คำอวยพรสั้นๆ ตามประสาคนที่เลี้ยงลูกมาอย่างไม่ทะนุถนอม พ่อไม่เคยโอ๋และแทบไม่เคยกอด เซฮุนโตมากับเงินต่างจากพี่ เขาเป็นเด็กสปอยล์ที่ไม่เคยอยากได้อะไรแล้วไม่ได้ แต่ในความบิดเบี้ยวเหล่านั้น...ทุกอย่างของมักดีที่สุดเสมอ – มันอาจไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องนัก แต่เมื่อโตขึ้นและตระหนักได้ นี่ก็รูปแบบหนึ่งในของความรักเหมือนกัน


          ชายหนุ่มจ้องมองคนทั้งสองนิ่งนาน แม้จะรู้สึกวูบโหวงเล็กน้อยภายในแต่นี่ก็คือสิ่งที่เขาตัดสินใจเลือกด้วยตัวเอง และในกลุ่มคนเพียงเล็กน้อยที่มายืนรอเขา เซฮุนมองเห็นเจ้าเพื่อนสนิทตัวดีกำลังวิ่งกระหืดกระหอบกลับมา หลังจากที่มันหายหัวไปไหนมาตั้งนานก็ไม่มีใครรู้


          “ห้องน้ำคนเยอะหรือไง” เลิกคิ้วขึ้น และอาการหอบเหนื่อยนั้นก็น่าเห็นใจอยู่เหมือนกัน


          “ไปดื่มกาแฟด้วยกันสักแก้วไหม” เอ่ยชวนขึ้นมาดื้อๆ ไม่มีความเกี่ยวข้องหรือจุดเชื่อมโยงใดๆ


          “ตอนนี้?”


          “เออ...ตอนนี้ล่ะ” เพื่อนผิวแทนย้ำ “หรือจะมอสเบอร์เกอร์? กินส่งท้ายกับกูหน่อยไหม?”


          เปลี่ยนเมนูอีกครั้ง และคราวนี้คนฟังไม่ตอบ ดวงตาคู่คมไล่กวาดมองคนตรงหน้าซ้ำๆ ไม่มีอะไรแตกต่าง ทุกอย่างแทบเป็นปกติ ประกายบางอย่างที่สะท้อนชัดผ่านแววตา และอีกฝ่ายปกปิดมันไว้ได้ไม่ดีพอ


          หรือไม่อย่างนั้นก็คือความจงใจที่ถูกคำนวณไว้ – เห็นแค่นี้ก็พอจะรู้ เพราะอยู่ด้วยกันมานานเลยเข้าใจ และไม่มีทางที่เขาจะอ่านอีกฝ่ายไม่ออก


          พวกเขารู้เท่าทันกันดีเกินไปด้วยซ้ำ...


          ครู่หนึ่งที่ดวงตาสองคู่มองสบประสานท้าทาย เขาก็ผ่อนลมหายใจ และหัวเราะในลำคอออกมาเบาๆ


          “อย่าพยายามเลย มันไม่มีประโยชน์” เสียงทุ้มลึกเรียบนิ่ง แต่ไม่เย็นชาและมีเค้าแววขอบคุณแฝงฝังอยู่ลึกๆ 


          เซฮุนเลือกเที่ยวบินนี้ก็เพราะรู้ว่าลู่หานมีสอบ เลือกเวลานี้...ที่แม้จะทำให้เขาถึงที่หมายเลทไปเกือบวันหนึ่ง ก็เพราะรู้ว่าลู่หานจะตามมาไม่ทัน ไม่ใช่รังเกียจ ไม่ใช่อยากผลักไส แค่ไม่อยากให้เสียใจ...ในตอนที่รู้ว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีก “เขามาไม่ทันหรอก ถ่วงเวลาไปก็เท่านั้น”


          “ถ้ามึงยอมร่ำลาเขาดีๆ กูก็คงไม่ต้องวิ่งไปรอบสนามบินขนาดนี้”


          มันตอบกลับ ในความจริงที่หวิดทำเขาโดนต่อยไปหลายรอบ “ลู่หานไม่ใช่คนงี่เง่า แค่พูดดีๆ มีเหรอเด็กคนนั้นจะไม่เข้าใจ เขารักมึงมากนะ...มากขนาดต่อให้มึงเอาแต่ใจทำตัวแย่ๆ แค่ไหนก็ยังรัก”


          “กูรู้...และเพราะรู้ดีถึงต้องทำแบบนั้น”


          “จะไม่เปลี่ยนใจ” ย้ำอีกครั้ง และแน่นอนว่าคำตอบนั้น...


          “ไม่” – จะไม่เสียใจ...จะไม่หันหลังกลับไปอีก


          “งั้นก็...โชคดีนะ โอเซฮุน”


          ดวงตาที่สะท้อนความรู้สึกชัดเจน ทำให้แม้แต่คนดันทุรังยังต้องยอมแพ้ แต่นี่ไม่ใช่การเขาชนะคะคาน มันจึงไม่มีความหมายอะไรกับเขามากเท่ากับมิตรภาพเพียงหนึ่งเดียว กับคนๆ เดียวที่อยู่ข้างเขามาตลอด


          มันตบไหล่เขา พยักหน้าให้ และยอมถอดใจในความหวังของตัวเอง


          ขอบใจ...ที่ผ่านมาขอบใจมาก คิมจงอิน...


          ไม่ได้บอกออกไป แต่เซฮุนเชื่อว่าเพื่อนจะรับรู้คำพูดเหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง


          ไม่นานเสียงประกาศเที่ยวบินโดยสารของเขาก็ดังขึ้น เป็นสัญญาณว่าเวลาแห่งการร่ำลาได้หมดลงแล้ว เซฮุนค้อมตัวลงให้พ่อและพี่เป็นครั้งสุดท้าย และเดินไปหยิบกระเป๋าของตนด้วยสีหน้าที่ปลอดโปร่ง


          เขาพร้อมแล้วสำหรับชีวิตใหม่ ที่จะทิ้งความเศร้าและความเสียใจไว้ข้างหลัง


          ยกมือขึ้นลา ก่อนจะก้าวไปตามทางเดินที่ปูด้วยกระเบื้องสีขาวแผ่นโต ในความเงียบสงบนี้เขาคิดถึงลู่หานอีกครั้ง ป่านนี้คงออกจากห้องสอบแล้ว ถ้าทำได้...และไม่ตื่นเต้นจนเกินไปก็คงจะดี


          มือข้างหนึ่งกำพาสปอร์ตที่ถือไว้แน่น เมื่อรู้สึกถึงจังหวะการเดินที่ช้าลงกว่าปกติของตัวเอง ถึงจะยืนยันว่าไม่...แต่ลึกๆ แล้วเขาอยากเจอเด็กคนนั้นอีกครั้ง อยากกอดเอาไว้ อยากใช้เวลาอยู่ด้วยกันอีกนิด ทั้งหมดนั้นค่อความเห็นแก่ตัวที่น่าหัวเราะ และไม่น่าให้อภัยเลยจริงๆ


          สูดหายใจเข้าลึกยาวเมื่อปลายทางใกล้เข้ามา เวลาเพียงเล็กน้อยที่เขาพยายามยืดออกไปกำลังหมดลงไปทุกขณะ และในที่สุดก็จะไม่เหลืออะไรนอกจากความจริงที่รออยู่


          และหากสายตาคู่นี้จะมองเห็นออกไปได้ไกลกว่านั้น คงรับรู้ได้ถึงร่างกายเล็กๆ ที่กำลังวิ่งฝ่าความเจ็บปวดตรงมาหา แบกทั้งความหวังและโลกที่ปริร้าวเข้ามาให้ถึง


          ถ้าหูของเขาจะได้ยินไปไกลมากกว่านั้น ก็คงจะสัมผัสได้ถึงเสียงของลมหายใจ และคำอธิษฐานที่ไม่เคยมีใครรับฟังเหล่านั้น


          แต่บนพื้นที่กว้างขวางที่ทอดยาวไปสุดสายตานี้ พวกเขาเป็นเพียงจุดเล็กๆ บนโลกที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย


          ขอให้มีความสุข...โชคดีนะ ลู่หาน


          ก้าวเข้าไปภายใน ด้วยระยะทางและระยะห่างที่ไม่อาจย้อนกลับ ทุกอย่างเหลืเพียงความว่างเปล่า


          “โอเซฮุน!


          เสียงหนึ่งดังขึ้น พร้อมกับร่างเล็กของคนที่คุ้นเคยดีก็กระหืดกระหอบวิ่งมาหยุดตรงหน้า


          “ลู่หาน...” คิมจงอินพึมพำ


          เจ้าของชื่อหยุดนิ่ง ยืนหอบหายใจในสภาพที่ดูก็รู้ว่ารีบมาเพียงใด ดวงตาที่ระริกไหวเพราะความเจ็บปวดกำลังกวาดมองไปทั่ว มองไปรอบๆ แต่กลับไม่พบคนที่อุตส่าห์ตามมาหา ริมฝีปากที่เผยอออกเล็กน้อยในตอนแรกเม้มแน่น ไม่มีคำพูดใดๆ พักหนึ่งก็ถอนหายใจออกมาแรงๆ พร้อมคลายมือที่กำแน่นจนสั่นออกช้าๆ


          “...มา...ไม่ทันสินะ” หลุดหัวเราะออกมา ก่อนจะหันหนีเหมือนไม่อยากยอมรับความจริงเท่าไหร่นัก


          “คือเซฮุนมัน...”


          “อือ...เราเข้าใจ” เสียงใสตัดบท ทำหน้ากวางพูดบึ้งตึง ไม่เหมือนคนอยากจะร้องไห้ แต่นัยน์ตาก็ยังวาววับ


          “ก็แค่คนเอาแต่ใจตัว...รู้แบบนี้ไม่ยอมเสียเงินเวลาตามมาก็ดี” หันหลังพลางกัดริมฝีปาก “คนบ้า”


          คนอื่นๆ ที่วิ่งตามมาได้แต่หยุดยืนหายใจ แล้วปิดปากเงียบสนิท แม้แต่โดคยองซูก็ไม่มีอะไรจะเอ่ยออกมา เพราะความเป็นเพื่อน เพราะอยู่ด้วยกันมานานเลยรับรู้ ถึงจะพูดออกมาเหมือนโกรธมากกว่าเสียใจและไม่มีน้ำตาให้เห็น แต่ทุกคนก็รู้สึกได้ ภายในของลู่หานกำลังร้องไห้อย่างหนัก ครู่หนึ่งที่มีเพียงความเงียบงัน อู๋อี้ฝานก็ก้าวเข้าไปหา พร้อมหยิบซองจดหมายที่รับฝากไว้มาส่งให้


          ไม่มีคำพูดใด แค่ใส่มันลงไปในมือที่กำลังสั่นเทา ก่อนจะถอยห่างออกมา


          เจ้าลูกกวางมองกระดาษในมือด้วยดวงตาไหววูบเสียใจ ชื่อที่เขียนเอาไว้ด้วยลายมือกึ่งหวัดนี้ทำให้เม้มริมฝีปากรู้สึกว่าขอบตาร้อนผ่าวขึ้นเรื่อยๆ ตื้อในอกจนหายใจไม่ออกและในคอก็แสบร้อนไปหมด


          แค่คำอำลาก็ให้กันไม่ได้เลยเหรอ...เซฮุนนา ลู่หานไม่ใช่คนโวยวาย เขาหัวช้าเกินกว่าจะคิดคำโต้เถียงอะไรกับใครได้ทัน แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นหัวใจก็เจ็บเหมือนถูกบีบเค้นแรงๆ ได้แต่ขมวดคิ้วไม่อยากรับรู้ ทำท่าจะขยำของในมือ แต่แบคฮยอนกลับจับมือของเขาเอาไว้ บีบเบาๆ เรียกสติ ดวงตาน่ารักกำลังร้องขอ


          อย่าทำร้ายตัวเอง และอย่าฝืนความรู้สึกตัวเองอีกเลย


          การหยุดยั้งค่อยๆ คลายออก พร้อมกับแผ่นกระดาษที่ถูกคลี่อ่าน

 


        ถ้าเขียนเหมือนในหนัง...คงต้องบอกว่าพอได้รับจดหมายฉบับนี้ฉันคงไม่อยู่ที่เกาหลีอีกแล้ว


        ถึงจะเลี่ยนและน้ำเน่าแต่มันก็เป็นความจริง...เดาว่านายคงต้องโกรธมาก และถ้าเป็นแบบนั้นฉันจะดีใจนะ เพราะฉันไม่อยากให้นายเสียใจกับการตัดสินใจครั้งนี้ ขอโทษด้วยที่ไม่เคยบอกอะไรและทำให้ต้องร้องไห้มาตลอด


        จะไม่โกหกว่าเป็นแค่การไปเรียนต่อ เพราะฉันไม่เคยลืมวันที่ยอนฮวาตาย มันคือบาปที่ต่อให้พยายามแค่ไหนก็ไม่สามารถลบออกไปจากใจได้ และฉันกลัวว่าตัวเองจะมีความสุขอยู่บนความตายนั้น


        กลัวที่จะต้องลืมมาตลอด กลัว...จนวันที่ได้กลับมาเจอกับนาย ลู่หาน


        คงฟังดูแปลกที่คนอย่างฉันจะพูดอะไรแบบนี้ แต่นายทำให้ฉันอยากลืมยอนฮวาแล้วลองเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง


        วันที่นายพูดที่คอนโดฯ ว่าต่อให้เป็นเก้าอี้เล็กๆ ก็ยังดีใจ เชื่อเถอะ...ว่าฉันอยากยกเตียงนั้นให้นาย ให้นายคนเดียว แต่ว่า...ในความมั่นใจก็ยังมีความสับสนที่อยากจะลบหายไปให้หมด พอมองตาของนาย ความพยายามทั้งหมดของนาย ยิ่งทำให้ฉันรู้ว่าควรจะต้องรีบไป จัดการล้างทุกอย่างให้มันเป็นความรู้สึกของนายแค่เพียงคนเดียว


        ฟังดูเห็นแก่ตัวดีว่าไหม ถ้าเบื่อก็ไม่เป็นไรนะ แต่ผู้ชายไม่เอาไหนคนนี้อยากขอโทษกับความผิดทั้งหมด...ขอโทษที่เคยทำให้เสียใจ ขอโทษที่ดีแต่ทำให้ร้องไห้ ขอโทษที่ดีแต่พูดจาร้ายๆ ใส่ และขอโทษ...ที่ไม่สามารถเป็นโอเซฮุนที่สมบูรณ์แบบสำหรับลู่หานได้


        แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นก็ขอบคุณนะ ขอบคุณ...ที่ให้โอกาสความบิดเบี้ยวไม่สมประกอบอย่างฉันคนนี้


        สักวันหนึ่ง...ฉันอยากเป็นความสบายใจของนาย เป็นคนที่ยืนข้างๆ โดยไม่ต้องกวังวลเรื่องอดีตหรือว่าอนาคต


        คงไม่กล้าขอให้นายยกโทษให้ แค่ในช่วงที่เราไกลกัน ฉันจะเรียนรู้และจดจำความคิดถึงที่มี เรียนรู้คำว่ารักที่ไม่มีความรู้สึกของใครหรืออะไรมาปะปน จะไม่ขอให้รอ ถ้ามีใครที่ทำให้มีความสุขและนายอยากเลือกเขามากกว่ากว่า ฉันยินดีให้นายปล่อยมือและเดินไปกับเขา ลืมฉันคนนี้ไปเพื่อเริ่มต้นความสุขครั้งใหม่ ฉันะจะร่วมอวยพรให้ในทางเลือกนั้น


        แต่ถ้าไม่...ถ้าถึงวันที่ฉันกลับไปแล้วนายยังไม่มีใคร ฉันขอแค่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ช่วยรับฟังคำพูดที่ฉันอยากจะบอกกับนายมาตลอดทีนะ จะฟังโดยที่ไม่ตอบอะไรกลับมาเลยก็ได้ แค่รับฟังฉันก็ดีใจแล้ว...


        ขอโทษอีกเป็นพันครั้งที่สุดท้ายก็ไม่ได้บอกอะไรแม้แต่ในวันเดินทาง แต่อย่าโทษตัวเองว่ายังพยายามไม่พอเลยนะ ความรักของนายที่ได้รับมามันมากมาย และเป็นพลังให้ฉันลุกขึ้นก้าวต่อไปได้แล้วจริงๆ


         ถ้าเหงา...ฉันฝากตัวแทนในซองให้ดูแลคุณแล้วล่ะนะ ยิ้มให้มากๆ รู้ไหม รอยยิ้มของนายอบอุ่นและฉันชอบที่สุด จะคิดถึงเสมอ โชคดีนะ...ลู่หาน

 

โอเซฮุน

 

          ข้อความจบลงเพียงเท่านี้ แต่ดวงตาคู่สวยยังคงระริกไหวไม่แพ้หัวใจที่หมุนคว้าง มือเรียวพลิกซองกลับมาเปิดออกดู ที่ห้อยโทรศัพท์รูปตุ๊กตากวางแฮนด์เมดคือสิ่งที่อยู่ในนั้น พร้อมป้ายกระดาษเล็กๆ แนบมาให้ด้วยอีกใบ


        เจ้ากวางเอ๋อ เรามีกันคนละอัน ฝากดูแลด้วยนะ...


        ‘...ใจดีแบบนี้...เราก็เลิกรักไม่ได้น่ะสิ...เซฮุนนา... เสียงของตัวเองดังขึ้นมาในความทรงจำช้าๆ


        ‘งั้นก็...ไม่ต้องเลิก ถ้าเลิกไม่ได้ก็รักต่อไปแบบนี้ล่ะ


        ‘...ขี้โกงนี่นา...


          ใช่...ขี้โกง ขี้โกงจริงๆ ด้วย... ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่น เขาคงโง่เง่าอย่างที่อีกฝ่ายบอกจริงๆ จนไม่ได้เอะใจหรือสงสัยอะไรในคำพูดและแววตาคู่นั้นเลย มือที่ถือกระดาษจดหมายอยู่กำแน่นจนมันยับยู่ยี่ ลู่หานกัดฟันแน่นจนปวดขมับ ความเจ็บปวดที่เกือบลืมไปแล้วกำลังตีรวนข้างใน


          “...เอาแต่ใจเกินไปแล้ว...ใครจะไปอยู่รอกัน...โอเซฮุน” คนพูดเค้นเสียง รู้สึกถึงหยดน้ำอุ่นที่ปริ่มล้น ดวงตากวางระริกไหว ก่อนที่น้ำตาจะไหลเพราะไม่อาจเก็บกลั้น กลืนเสียงสะอื้นลงคอ แต่ไม่อาจควบคุมร่างกายและเสียงที่สั่นเครือได้ “...ไม่ฟังหรอก...ต่อให้กลับมาคุกเข่าอ่อนวอนก็จะไม่ฟัง แล้วก็จะไม่รอด้วย...”


          “...จะเกลียดแล้ว...จะเกลียด...คนแบบนี้...” มือที่ถือตุ๊กตาตัวน้อยอยู่กำแน่น


          “ชอบคิดเองเออเอง ...แล้วก็ตัดสินใจแทนคนอื่น” ดวงตาที่พร่าเลือนก็ก้มมองของในมือ ยิ่งเห็นก็ยิ่งเจ็บปวด หัวใจเหมือนถูกของหนักทุบซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันปริร้าวและแตกสลายลงหลังจากพวกเขาช่วยกันสร้างขึ้นใหม่ กัดริมฝีปากเมื่อภาพความทรงจำทั้งสุขและเศร้าระหว่างพวกเขาย้อนกลับมา ตีกันในหัวจนแทบจะกลั้นเสียงสะอื้นไว้ไม่อยู่


          เสี้ยววินาทีที่สับสน เขาหลับตาแน่นและยกตุ๊กตาขึ้นสูงเหนือหัว


          “...ของน่าเกลียดแบบนี้...เราไม่เห็นอยากจะได้เลย...” ทำท่าจะปามันทิ้งไปไกลๆ ทว่าจงอินกลับคว้าแขนของเขาไว้ พร้อมกับภาพรอยยิ้มอ่อนโยนของชายหนุ่ม ต้นเหตุของน้ำตาที่ลอยขึ้นมาในความทรงจำช้าๆ


          ลู่หานชะงักและใบหน้าหวานเริ่มบิดเบี้ยว กัดริมฝีปากจนมันห้อเลือด สุดท้ายทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ยกตุ๊กตาขึ้นมาแตะที่หน้าผากแล้วปล่อยโฮออกมาอย่างไม่คิดอายใคร


          แค่อยากอยู่ด้วยกัน แค่อยากหัวเราะด้วยกันเท่านั้น มันยากเกินไป...หรือว่าเขาอธิษฐานมากไปงั้นเหรอ


          เจ้าลูกกวางร้องไห้ ปล่อยให้น้ำตาไหลไปเหมือนจะไม่มีไว้เสียใจให้กับอะไรอีก


          นั่นสินะ...เวทมนต์ของนางฟ้าแม่ทูนหัวไม่เคยเป็นนิรันดร์ และยาพิษของแม่มดทะเลก็ยังต้องมีวันจางหาย แต่จะอะไรก็ได้...ขอแค่กลับมา กลับมาได้ไหมเซฮุนนา...


          ต่อให้มากกว่าแอปเปิ้ลเคลือบยาพิษลู่หานก็จะยอมกินมันเข้าไป


          แต่ว่า...คำขอของเขาก็ส่งไปไม่ถึง... ลู่หานมาไม่ทันและเซฮุนไม่ได้หันหลังกลับมา


          ที่ตรงนี้จึงเหลือเพียงแค่ความเสียใจในพื้นที่เงียบเหงาและว่างเปล่า


          จงอินดึงเขามากอดไว้ กอดแน่นๆ เหมือนที่เซฮุนเคยทำ แต่ทั้งหมดก็ทดแทนกันไม่ได้ แม้แต่ตุ๊กตาในมือที่พยายามกอดเอาไว้ก็ไม่อบอุ่นเหมือนร่างกายนั้น ท่าน ส.ส. โอเดินเข้ามาหา ยิ้มให้พร้อมวางมือลงมาหัวเล็กๆ นี้ แต่หัวใจของทุกคนหนักอึ้งเกินกว่าจะพูดอะไรออกมามากมายได้


          แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น ท้องฟ้าภายนอกที่เห็นก็ยังสดใส สีสันของมันชวนให้อยากเชื่อเหลือเกิน หากยังไม่หมดหวัง สายลมแห่งความสุขที่ปรารถนาจะต้องพัดผ่านมาสักวัน


          ลู่หานหลับตาที่ปวดปร่าและแสบร้อนลงช้าๆ ดึงจดหมายฉบับนั้นมากอดไว้แนบอก


          ต้องรีบกลับมาหากันนะ...


          ถึงเวลานั้น...คำพูดที่หล่นหายระหว่างทาง เขาจะรับฟังมันทั้งหมดเอง

 


          เบื้องบนที่มองตามไปไม่ถึง เครื่องบินลำใหญ่ยังคงเคลื่อนที่ไปข้างหน้า มุ่งตรงไปทางแสงตะวันที่แผดจ้าและอบอุ่น จนถูกแสงสีขาวที่ส่องสว่างกลืนหายไปทั้งลำ...

 



TBC*




บทหน้าเป็นตอนสุดท้ายแล้ว
มาฉลองตอนจบที่สวยงามไปด้วยกันนะคะ


ขอบคุณข้อมูลเรื่องการตลาด
และคำแนะนำจากคุณตาต้า @10fanta10 ค่า


ตอนนี้กำลังเปิดจองรวมเล่มอยู่
ใครสนใจเชิญได้เลยนะคะ

>>คลิ๊ก<<



พูดคุยสรรเสริญคุณพระเอกไปพร้อมกันได้
ที่คอมเมนต์และแท็กนะคะ


ขอบคุณค่า.



Hashtag
#ฟิคห้ามจูบ





T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 338 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,559 ความคิดเห็น

  1. #3556 Namtao07 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 10:00
    ทำให้ร้องไห้เก่งมากผู้ชายคนนี้ 😭😭😭😭😭😭😭
    #3,556
    0
  2. #3528 Tangkwa Maneewan (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 / 11:37
    เเรงมากก ร้องไห้เลย สงสารอะ ทั้งคู่เลย
    #3,528
    0
  3. #3490 prsh (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2561 / 15:20
    เซฮุนก็ยังคงเป็นเซฮุนที่เอาแต่ทำให้ลู่หานร้องไห้
    #3,490
    0
  4. #3468 Annonymus (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 / 21:33
    เห็นใจเจ้ากวางเลย รอมาตั้งนาน ได้อยู่กับเขาแค่ช่วงนึง แล้วก็เหงาอีก ฮืออออออ
    #3,468
    0
  5. #3432 Papidchaya Prommee (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2561 / 21:15
    เล่นเอาน้ำตาไหลเลยเด้ออ😭
    #3,432
    0
  6. #3428 Maylovechanbaek (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2561 / 23:14
    ฮืออออออออออ​ สงสารน้อง รีบๆกลับมานะเซฮถน
    #3,428
    0
  7. #3414 GBright˙ω˙ (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 26 เมษายน 2561 / 11:32
    ฮืออออออออออออออออออออ
    #3,414
    0
  8. #3393 JongjitSriyan (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 22 เมษายน 2561 / 16:39
    สงสารน้องงงง
    #3,393
    0
  9. #3386 sehh21_ (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 21 เมษายน 2561 / 17:02
    เศร้ามาก ;-;
    #3,386
    0
  10. #3370 hyunbam (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 15 เมษายน 2561 / 23:56
    เซฮุนนนน อีกแล้วอา
    #3,370
    0
  11. #3369 NLHH12 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 15 เมษายน 2561 / 22:09
    ใจร้ายมากเลย
    #3,369
    0
  12. #3356 Mon Yanasiri (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 11:37
    อบอุ่น แต่ยังใจร้ายเหมือนเดิมเลย อย่าเปลี่ยนใจจากลู่หานนะพ่อพระเอก
    #3,356
    0
  13. #3343 Nnhh (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 12 เมษายน 2561 / 16:12
    เอาแต่ใจตัวเองอีกแล้วว โอยยย ถ้าเป็นลู่หานจะโกรธจริงๆนะ ถึงจะอ่านจดหมายแล้วร้องไห้ก็เถอะ แต่เป็นน้องคงไม่มีวันนั้น ฮืออ
    #3,343
    0
  14. #3339 renookcy (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 12 เมษายน 2561 / 04:02
    ตอนอ่านจดหมาย อีนี่ร้องไห้ก่อนนายเอกอีก...
    #3,339
    0
  15. #3315 ntcha (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 9 เมษายน 2561 / 22:20
    ไรท์เรากลับมาแล้ววหลังจากที่ ไม่ได้อ่านมานาน สงสารลู่อีกแล้ว
    คุณพระเอกนะคุณพระเอก โธ่ๆ
    ยังไงก็รีบกลับมาหากวางน้อยล่ะ
    เปลี่ยนใจไม่ต้องขึ้นเครื่องได้ยิ่งดีเลย
    #3,315
    0
  16. #3307 Liv_Yuthing (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 9 เมษายน 2561 / 16:34
    โอ้ยยยยย เอาแต่ใจตั้งแต่ต้นเรื่องยันท้ายเรื่อง ชานลู่ไปเล้ยยยย
    #3,307
    0
  17. #3279 Paniin (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 9 เมษายน 2561 / 08:26
    ยินดีต้อนรับเข้าสู่ช่วง! 'โลกหมุนรอบโอเซฮุน'
    #3,279
    0
  18. #3275 natchananjulklum (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 9 เมษายน 2561 / 07:36
    เป็นตอนที่ตื่นมาอ่านเล้วร้องไห้เหมือนคนบ้า555555 สงสารลู่หาน เซฮุนคิดไปเองใม่นึกถึงใจน้องอะ -3-
    #3,275
    0
  19. #3265 เนเน่ (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 9 เมษายน 2561 / 03:56

    เออดีเนอะคิดเองทำเองขนาดนี้อยู่คนเดียวเลยมั้ยบอกกันดีๆก็ได้ทิ้งไปไม่พอยังจะทิ้งจดหมายไว้รั้งอีกรู้ทั้งรู้ว่าลู่รักมากต้องรอแน่ๆยังจะทำแบบนี้อีกทำไมทำร้ายกันได้ขนาดนั้นว่ะงั้นจะรั้งกันไว้ตั้งแต่แรกทำไมต้องให้เสียใจแค่/หนถึงจะพอไปกี่ปีก็ไม่รู้ยังจะมาบอกให้รอเพราะมีคำจะพูดอีกแช่งให้เครื่องตกดีมั้ยใจร้ายเกินไปเอาแต่ใจจนเกินทนลู่ก็อีกนี่โกดแทนจนร้องไห้เลยโคตรน่าโมโห

    #3,265
    0
  20. #3223 Namfahmini (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 8 เมษายน 2561 / 23:37
    โอ้เยเป็นบ้าอะไรของเธอ บ้าอ่อคิดเองเออเองอยู่คนเดียว ลูกแม่ไม่ต้องรอหรอก คนแบบนี้ หาใหม่เลยจบ !!
    #3,223
    0
  21. #3222 hunhanhh1220 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 8 เมษายน 2561 / 23:36
    เห้อออออ หน่วงจุง
    #3,222
    0
  22. #3221 Wawa Yuu (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 8 เมษายน 2561 / 23:25
    เห้อ ความรักนี่มันยากจังเลยเสี่ยวลู่
    #3,221
    0
  23. #3220 chochre (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 8 เมษายน 2561 / 22:39

    หาผัวใหม่ไปเลยลูกกกกกกกกกกก ทิ้งมันไปเลยยยยยยยยยยย

    #3,220
    0
  24. #3219 SLK38345 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 8 เมษายน 2561 / 21:13
    ทำน้องเสียใจอีกแล้วคุณพระเอก สงสารน้อง
    #3,219
    0
  25. #3218 pin051243 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 8 เมษายน 2561 / 20:50
    ไม่ต้องรอนาง ปล่อยมันไป
    #3,218
    0