[END] Deep kiss :: HUNHAN

ตอนที่ 16 : CHAPTER 15 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,647
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 176 ครั้ง
    4 มี.ค. 61




CHAPTER 15

 

 

::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

 

 

        เทพนิยายระหว่างกันเริ่มต้นขึ้นในฤดูใบไม้ผลิ

 

          วันนั้นท้องฟ้าและไอแดดก็เป็นสีชมพูหอมหวานเหมือนอย่างวันนี้

 

          กลีบดอกเชอร์รี่มากมายล่องลอย คืนชีวิตให้กับธรรมชาติที่เพิ่งลืมตาตื่นจากการหลับใหลอันยาวนาน

 

          สดชื่นกว่า และอบอุ่นกว่าแทบชานเมืองในประเทศจีนบ้านเกิดของเขา

 

          แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น...ลู่หานก็ยังพ่ายแพ้ให้กับความหนาวเย็นที่ยังหลงเหลือในอากาศอยู่ดี – จมูกกวางเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม และสองมือเล็กๆ ได้แต่ซุกแน่นอยู่ในกระเป๋าเสื้อ

 

          ไม่มีสเวตเตอร์ตัวเก่งหรือผ้าพันคอผืนโปรด มีแต่ชุดนักเรียนมัธยมปลายที่ถูกต้องตามระเบียบ และเขาเป็นเด็กแลกเปลี่ยนที่เพิ่งเคยมาเกาหลีเป็นครั้งแรก

 

          — โรงเรียนมัธยมปลายชื่อดังที่คนหัวช้าแบบเขาโชคดีสอบเข้าได้ มีผู้คนเดินผ่านไปมามากมาย แต่น่าเสียดาย...ที่ไม่สามารถสื่อสารกับใครได้

 

          ไม่มีใครพูภาษาจีน และภาษาอื่นๆ ของเขาก็ย่ำแย่พอกัน

 

          รู้แค่ว่าต้องรีบไปเข้าพิธีปฐมนิเทศให้ทันก่อนแปดโมง

 

          รู้แค่ว่าอีกห้านาที แต่...เขายังหาทางไปหอประชุมไม่เจอเลย

 

          ที่นี่กว้างเกินไป และคนขาดความมั่นใจอย่างเขาเป็นเพียงจุดเล็กๆ ที่ใครๆ พากันมองผ่าน

 

          กอดเป้ใบใหม่ของตัวเองเอาไว้แน่น คนอื่นๆ มากันเป็นกลุ่มบ้าง คู่บ้าง ไม่มีทางที่ลู่หานจะกล้าเอ่ยปากถามออกไปแน่ๆ ดวงตากวางหันมองซ้ายมองขวาไปมา ลุกลี้ลุกลนอย่างมีกังวล เขาไม่ควรสายตั้งแต่วันแรกและควรทำอะไรสักอย่าง

 

          สูดหายใจเข้าลึกยาว ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองหม่าม้าที่บ้านเกิดคงเป็นห่วงเขามากกว่านี้ เม้มริมฝีปากที่สั่นเทา ในตอนที่รวบรวมความกล้าเอ่ยขอความช่วยเหลือออกไป

 

        ‘...คือ...

 

        ‘เด็กเข้าใหม่หรือเปล่า?

 

          คำถามนั้นดังขึ้นเหนือหัว ร่างเล็กสะดุ้งเฮือกและรีบเงยหน้าขึ้นมอง

 

          ใครสักคนยืนอยู่ตรงนั้น ตัวสูงใหญ่จนเหมือนอยู่ใกล้กับท้องฟ้าแค่เพียงเอื้อมมือ แว่นตาที่เลื่อนลงมาตามจมูกทำให้มองเห็นหน้าอีกฝ่ายไม่ชัด และ...เจ้าลูกกวางไม่มีเวลามากขนาดนั้น

 

        ‘เพิ่งย้ายมาใหม่สินะถูกถามย้ำ ก็พอเข้าใจความหมายบ้าง แต่ตอนนี้สมองโง่ๆ ของเขาคิดคำตอบกลับไปไม่ออก

 

          ได้แต่พยักหน้าหงึกหงักอย่างเสียมารยาท ก่อนจะถูกเพื่อนใหม่คว้ามือให้เดินตามไปด้วยกัน

 

          ไม่มีคำทักทาย ปราศจากคำอธิบายหรือการแนะนำตัว

 

          มีเพียงเสี้ยวหน้าด้านข้างที่พอเห็นรำไร กับแผ่นหลังกว้างที่บดบังทุกอย่างเบื้องหน้าเอาไว้จนมิด

 

          มองไม่เห็นอะไรเลย แล้วก็กำลังถูกพาไปไหนไม่รู้ ลู่หานรู้ว่าเขาควรต่อต้านตามสัญชาตญาณ แต่น่าแปลก...นอกจากไม่กลัวแล้ว ยังยินยอมทำตามอย่างไม่มีข้อกังขา

 

          ท่ามกลางท้องฟ้าที่สดใสและกลีบดอกเชอร์รี่ที่ปลิดปลิว คุณคนแปลกหน้าช่างดูสว่างไสว และเปล่งประกายจนต้องหยีตามอง

 

          เจิดจ้า...เหมือนในโลกของมาโคโตะ ชินไค ที่บางอย่างก็อาจพร่าเลือนไปในสายตา

 

          ได้แต่นิ่งมองอยู่แบบนั้น และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองใช้เวลาเพียงสามนาทีก็มาถึงที่หมาย

 

          พวกรุ่นพี่รีบลากเขาไปลงชื่อรายงานตัว เป็นคนสุดท้ายที่อาจารย์กลัวว่าจะหลงทางหายไป

 

          ถอนหายใจ และนิสัยชักช้าเฉื่อยชาก็ทำให้คลาดกับคนแปลกหน้าใจดีไปในที่สุด อีกฝ่ายหายไปอย่างรวดเร็ว โดยที่เขายังไม่มีโอกาสได้เอ่ยคำขอบคุณสักคำ

 

          ทุกอย่างกลับมาว่างเปล่าท่ามกลางความวุ่นวายอื้ออึง สิ่งเดียวที่หลงเหลือไว้ คงมีเพียงความอบอุ่นจางๆ รอบข้อมือ...

 

          คงเป็นใครสักคนที่นั่งร่วมอยู่ในห้องนี้ด้วยกัน

 

          ใครสักคนจากจำนวนนักเรียนนับร้อยที่...คงได้เจอกันอีกสักวัน

 

          หยุดสายตาไว้ที่ปลายนิ้วของตัวเอง ลู่หานเป็นพวกชอบเหม่อลอยมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ไม่ได้สนใจคำให้โอวาทของผู้อำนวยการกับพวกอาจารย์ และไม่รู้ด้วยว่าพิธีดำเนินไปถึงขึ้นไหนแล้ว

 

          รู้ตัวอีกทีปลายหูก็เหมือนได้ยินคำประกาศชื่อใครสักคนดังแว่วขึ้นมา

 

          หันกลับมาอีกทีก็ตอนรีบตบมือตามคนอื่นให้ทัน

 

          นักศึกษาดีเด่นที่ทำคะแนนได้สูงสุดตอนสอบเข้า คือตัวแทนของพวกเขาขึ้นกล่าวบนเวที

 

          ร่างสูงลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินช้าๆ ด้วยท่วงท่าสง่าไปตามทาง เดิมทีเขาไม่ได้สนใจคนที่เป็นขั้วตรงข้ามของตัวเองขนาดนั้น แต่เหมือนมีอะไรบางอย่าง...

 

          อาจเป็นดอกเชอร์รี่สักกลีบที่ปลิดปลิวร่วงหล่น หรือหนึ่งใน 5 เซนติเมตรของการเดินทางที่ไม่มีใครรับรู้ เสี้ยววินาทีที่ใบหน้าหวานหันกลับมา หนึ่งลมหายใจที่ได้มองตาม...แผ่นหลังที่เห็นเป็นยิ่งกว่าความคุ้นเคย

 

          นัยน์ตากวางเบิกโตขึ้นทีละนิด หัวใจเต้นตึกตักไปตามเสียงจังหวะการก้าวเดิน รอบตัวเงียบไปหมด เหมือนแม้แต่อากาศก็ไม่กล้าหายใจ

 

          คนๆ นั้นก้าวขึ้นไป และหยุดยืนอย่างมั่นใจท่ามกลางสายตาทุกคู่

 

          กลีบดอกเชอร์รี่ของมาโคโตะ ชินไกหายไป เหลือเพียงแค่คนตรงหน้า กับหัวใจที่หมุนคว้างเป็นครั้งแรก

 

          รอยยิ้มนั้นสะท้อนก้องอยู่ในความเงียบงัน เสียงทุ้มลึกติดแหบแต่กลับนุ่มนวลน่าฟัง จังหวะการหยุดและการหายใจ กับประกายในดวงตาคมบนใบหน้าหล่อจัด และส่วนสูงกับบ่ากว้างที่ขนานไปกับพื้น ทั้งหมดนี้หยุดทุกความรู้สึกเอาไว้ให้ต้องนิ่งมอง

 

          ไม่ได้ยินเสียงใดๆ มองไม่เห็นอะไรรอบตัว

 

          นอกจากคนตรงหน้า...เพื่อนใหม่ปริศนาที่ส่องประกายยิ่งกว่าแสงสว่างใดๆ

 

          ได้รู้ที่หลังว่าเขาชื่อ โอเซฮุน นักเรียนอัจฉริยะและลูกชายคนเล็กของท่าน ส.ส. โอคนดัง – เป็นบุคคลที่อยู่กันคนละโลก คนที่อยู่ไกลเกินไป และเขาไม่มีทางได้เข้าใกล้

 

          อันที่จริง...อีกฝ่ายอาจจะลืมเรื่องในวันนั้นไปแล้วก็ได้ มีผู้คนเข้าหาและรุมล้มเซฮุนมากมายในทุกๆ วัน คงมีแต่คนธรรมดาอย่างลู่หาน ที่ยังคงจดจำและทำได้แค่แอบมองอยู่ตรงนี้

 

          — แค่ขอบคุณเท่านั้น แค่ครั้งเดียว...แล้วเขาจะเดินออกมา จะไม่เรียกร้องหรือเอาแต่ใจ

 

          นั่นคือสิ่งที่เจ้าลูกกวางคาดหวัง คำอธิษฐานเล็กๆ ที่ไม่เคยได้พูดออกไป

 

          บางทีนางฟ้าแม่ทูลหัวอาจจะได้ยินเขา พร้อมกับปาฏิหาริย์เล็กๆ จากฟักทองสักลูกในห้องครัวของชมรมคหกรรม

 

          แต่ว่า...สุดท้ายแล้วความปรารถนานั้นก็ไม่มีทางเป็นจริง

 

          ลู่หานไม่ได้พูดขอบคุณ และเขาทำเรื่องที่เลวร้ายลงไป เกินกว่าที่คำว่าขอโทษจะสามารถเยียวยาทุกอย่างให้จางหาย

 

          เทพนิยายในวันนั้นจบลงพร้อมกับคำว่าผิดพลาด หรือคิดอีกที...มันอาจไม่เคยเริ่มต้นขึ้น

 

          ในโลกที่บิดเบี้ยวไร้ค่าของเขา ทุกอย่างอาจเป็นเพียงแค่ภาพลวงตา

 

          ทุกอย่าง...เว้นไว้แต่เพียงความเจ็บปวดที่ยังคงอัดแน่นอยู่ในหัวใจ

 

          ตรงหน้าคือความมืดมิดที่ไร้แม้แต่แสง แต่ขอบตากลับร้อนผ่าว

 

          และน้ำตา...กำลังไหลออกมาช้าๆ

 

        ‘กลับมาเถอะนะ...

 

          เสียงกระซิบดังขึ้นใกล้หู แต่ข้างในกลับรับรู้ คำพูดนั้นไม่ได้หมายถึงเขา ไม่ใช่...และไม่มีวันเป็นเช่นนั้น

 

          ลู่หานกลืนก้อนสะอื้นลงคอ พร้อมๆ กับการเปิดเปลือกตาขึ้นมาช้าๆ สิ่งแรกที่เห็นคือแสงที่เจิดจ้าจนแสบตา และเสียงร้องไห้ที่ดังลั่นอยู่ไม่ไกล

 

          “ฉันจะฆ่านาย...ฉันจะฆ่านาย เจ้ากวางเอ๋อ!”

 

          คำเรียกขานแบบนั้น กับอ้อมกอดรุนแรงที่ถามโถมเข้ามารัดแน่นจนอึดอัดแบบนั้น...

 

          ห้องสีขาวเรียบง่ายที่ไม่คุ้นตาทำให้สับสนไปครู่ใหญ่ แต่ว่า...รอยชื้นตรงอกเสื้อที่ค่อยๆ แผ่ขยายวงกว้างออกไป กลับรั้งสติให้กลับมาได้ในทันที

 

          พยอนแบคฮยอนกำลังร้องไห้...เหรอ?

 

          และพอหันกลับไป...โดคยองซูเองก็ยืนตาแดงกัดริมฝีปากแน่นอยู่ที่ปลายเตียงเหมือนกัน

 

          เหตุการณ์ก่อนหน้ากำลังหลั่งไหลกลับเข้ามา ถามโถมจนปวดหัวตุบๆ และต้องกลั้นหายใจเอาไว้ ร่างเล็กฝืนความอ่อนล้าลุกขึ้นนั่งช้าๆ เม้มริมฝีปากตอนมองสบตาที่แดงก่ำทั้งสองคู่กลับไป

 

          แล้วฝ่ามือของคนตรงหน้าก็ฟาดเข้ามาที่ข้างแก้มฉาดใหญ่!

 

          ใบหน้าหวานที่ซีดเซียวหันตามแรงสะบัดข้อมือ!!

 

          แบคฮยอนตีเขา และพุ่งเข้ามาต่อว่าซ้ำๆ

 

          “เจ้าเสี่ยวลู่ เจ้าเด็กบ้า เจ้าเด็กงี่เง่า!!”

 

          ตะโกนสุดเสียงจนหน้าแดงก่ำ ดวงตาน่ารักคู่นั้นลุกวาวแสดงถึงความโกรธจัดจริงๆ

 

          คนบนเตียงไม่ได้ปัดป้องอย่างที่ควรจะเป็น ลู่หานเข้าใจ และยินดีให้อีกฝ่ายตีเขาจนพอใจ – คยองซูต้องรีบดึงมือที่มีสายน้ำเกลือข้างนั้นออกไป และคิมจงอินที่ยืนอยู่ด้วยกันรีบแยกอีกฝ่ายไปสงบสติอารมณ์

 

          แต่ว่า...ในวินาทีของการถอยห่างนั้น

 

          “...ขอโทษนะ...” เสียงสั่นเครือเอ่ยออกมาช้าๆ “...ขอโทษ...”

 

          ขอโทษที่งี่เง่าจนสร้างปัญหา ขอโทษที่อ่อนแอจนทำให้ใครๆ ต้องเดือดร้อน

 

          ขอโทษ...ที่โง่จนปกป้องตัวเองไม่ได้

 

          กัดริมฝีปากกลั้นเสียงสะอื้น อดทนสุดกำลัง แต่...น้ำตามากมายกลับเอ่อล้นออกมา

 

          “...ขอโทษ...เราขอโทษ...แบคฮยอนนา...”

 

          เสียงที่เคยหวานใสแหบแห้ง สวนทางกับดวงตากวางที่พยายามเบิกโตทำสดใส อีกฝ่ายเดินกลับเข้ามาหา...แล้วดึงเขาเข้าสู่อ้อมแขนทันที

 

          ไม่มีการถามความหมาย ไม่เซ้าซี้หาเหตุผลในการกระทำเหล่านั้น

 

          แบคฮยอนแค่กอดเขาเอาไว้...กอดไว้แน่นๆ พร้อมกับคยองซู

 

          ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ของโรงพยาบาลที่ลู่หานไม่รู้ที่มา อ้อมกอดเหล่านั้นกำลังเยียวยาบาดแผลข้างในที่ยังมีเลือดไหลนอง

 

          แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น...ความจริงก็เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเผชิญหน้า

 

          การขยับขาทำให้คนตัวเล็กเจ็บจนต้องนิ่วหน้าออกมาทันที

 

          “ดีนะที่คนขับเบรคไว้ทันเลยแค่แรงกระแทกเบาๆ ไม่อย่างนั้นนายตายไปแล้ว เจ้าคนโง่”

 

          เพื่อนเช็ดน้ำตา แล้วก็เริ่มต้นต่อว่าเขาอีกครั้ง – อือ...ลู่หานเป็นโง่เง่าเซ่อซ่า ที่ดีแต่ทำเรื่องไม่เข้าท่า

 

          มือบนตักกำแน่น มือ...ที่ไม่สามารถรักษาสัญญาเอาไว้ได้ ดวงตากวางวาววับ ก่อนจะเงยหน้ากลับขึ้นมาสบตาใครอีกคนที่ยืนอยู่ไม่ไกล จงอินกำลังจ้องมองเขา...ด้วยสายตาเป็นมิตรและอ่อนโยน แต่คนตัวเล็กก็รู้ดี ว่ามันแฝงฝังไว้ด้วยความสงสารอย่างน่าสังเวช

 

          “ใครทำอะไรยูบอกมา ไอจะไปต่อยมันให้คว่ำ” คยองซูที่คอยเฝ้าสังเกตถามขึ้น แม้น้ำตาจะยังไม่หายไป แต่เพื่อนก็ยังยืนยันจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด และเป็นเขาเองที่ต้องรีบส่ายหน้าไปมา

 

          “...ไม่มี...เราทำตัวเอง...” พยายามฝืนยิ้มออกไป ยิ้มทั้งน้ำตาที่เปื้อนแก้มทั้งสองข้าง ฝ่ามือที่ฟาดลงมาปรากฏชัด แต่ลู่หานคนโง่ก็ยังเอาแต่ยิ้มอย่างร่าเริงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

          “...เราบ้าไปเอง...ที่คิดไปว่าตัวเองเข้มแข็งพอ ทั้งที่จริงๆ แล้วก็อ่อนแอและก็ไม่ได้เรื่อง ...ถ้าย้อนกลับไปได้...จะไม่ทำเด็ดขาดเลย...”

 

          พูดออกไปแล้วก็พยายามเม้มริมฝีปาก ไม่มีการสะอื้นเล็ดลอดออกมา แต่การร้องไห้แบบไร้เสียงนั้นทรมานยิ่งกว่า

 

          — ไม่มีทางที่ความเจ็บปวดข้างในจะถูกปลดปล่อยออกมาได้หมด มันไม่ใช่การระบายเพื่อต่อลมหายใจ แต่เป็นการร้องไห้เพราะความทุกข์ท่วมเกินจะกักเก็บ จนไหลบ่าออกมาโดยไม่อาจกลั้นเอาไว้ได้ต่างหาก

 

          ครู่หนึ่งที่ทุกอย่างเงียบไป ชายหนุ่มผิวแทนก็เดินเข้ามาหาเขา พร้อมวางมือลงบนกลุ่มผมที่ยุ่งเหยิง

 

          “นายทำดีที่สุดแล้ว” คำเอ่ยปลอบดังขึ้น และใบหน้าขาวซีดเงยขึ้นมองช้าๆ รอยยิ้มนิดๆ บนรมฝีปากหนายังคงอบอุ่นและอ่อนโยนเสมอ

 

          ดวงตาคู่สวยระริกไหวรุนแรง ลู่หานกัดริมฝีปาก คนไม่ได้เรื่องอย่างเขาเขาไม่สมควรได้รับความใจดีแบบนั้นเลยสักนิด

 

          “เลิกโทษตัวเอง ไม่มีใครแก้ไขอดีตได้หรอก และเวลาของคนตายน่ะเป็นนิรันดร์ ต่างจากคนเป็นอย่างเราที่ยังต้องเดินต่อไปทุกวินาที” ดวงตาคู่นั้นจ้องลึกเข้ามาในหัวใจของเขา

 

          “มันก็แค่ต้องตัดสินใจเลือก ว่านายจะหยุดเวลาของตัวเอง แล้วนิ่งอยู่กับที่เหมือนเซฮุน...หรือจะเข้มแข็งขึ้นแล้วต่อไปเท่านั้น”

 

          ทุกถ้อยคำกำลังซึมซับลงในจิตใจที่บอบช้ำช้าๆ มีเพียงการประสานสายตา และความเสียใจมากมายที่ไม่อาจหยุดยั้ง

 

          ทำไมนะ...ทำไมถึงไม่สามารถทำเรื่องทุกเรื่องให้กลายเป็นเรื่องง่ายๆ ได้ ทำไม...บางครั้งความอดทนถึงไม่สามารถและเปลี่ยนกับความเจ็บปวดได้ ทั้งที่ความปรารถนาอันเป็นที่สุดของคนเรา ก็คือขอแค่มีความสุขเท่านั้น

 

          ทุกคนรู้จุดหมายปลายทาง แต่กลับไม่รู้ถึงวิธีการเลยสักอย่าง - วิ่งหนี...หรือยังอดทนเผชิญหน้ากับมันต่อไป

 

          รักต่อไปไม่ได้แล้วเหรอ...

 

          แค่รักต่อไป...แล้วไม่ต้องเจ็บปวดไม่ได้จริงๆ เหรอ

 

          ได้แต่ตั้งคำถามอยู่กับความเงียบงันไร้เสียง

 

          แล้วจังหวะเคาะประตูก็ดังขึ้น

 

          ทุกสายตาหยุดชะงักหันกลับไปมองตาม อีกฟากหนึ่งของทางเข้าที่เปิดออก คือร่างสูงของใครคนหนึ่งที่ลู่หานยังไม่พร้อมเจอมากที่สุดในตอนนี้

 

          เซฮุนก้าวเข้ามาภายใน มองตรงไปทางผู้ป่วยบนเตียงอย่างไม่คิดสนใจสิ่งอื่น  และความกดดันที่โอบล้อมยิ่งกดทับให้หายใจไม่ออก

 

          ดวงตาสองคู่มีคำพูดมากมาย สับสนตีรวน คล้ายระหว่างคนทั้งสองคือการสนทนาที่ปราศจากเสียง ไม่มีใครสามารถแทรกกลางโลกที่แสนเปราะบางนี้ – เซฮุนได้แต่ขมวดคิ้วด้วยนัยน์ตาที่อ่อนลง แต่มือเล็กๆ บนตักนั้นกลับยิ่งกำแน่นมากขึ้นเรื่่อยๆ

 

          ทุกอย่างจมลงสู่ความว่างเปล่า กลิ่นยาและสารเคมี กับความเจ็บปวดที่คอยตอกย้ำ

 

          ลู่หานเม้มริมฝีปาก และ...

 

          ปาร์คชานยอลพรวดพราดเข้ามา พร้อมคว้าขอเสื้อคนตรงหน้าอย่างรุนแรงท่ามกลางหัวใจที่เต้มผิดจังหวะของทุกคน

 

          “ทำร้ายอะไรเสี่ยวลู่อีก!” เป็นครั้งแรกที่ปริ๊นซ์ชาร์มมิ่งตวาดอย่างเกรี้ยวกราด ดวงตาที่ขี้เล่นซุกซนของเขาไม่หลงเหลือความอ่อนโยน มีเพียงแรงอารมณ์และโทสะที่คุกกรุ่นพร้อมระเบิดทำลายทุกสิ่ง

 

          ต่างประสานสายตาท้าทาย และไม่มีคำตอบจากริมฝีปากได้รูปที่ปิดสนิทนี้

 

          “อย่ายุ่งกับเสี่ยวลู่” เสียงทุ้มกดต่ำ ชายหนุ่มเอาจริง และแสดงออกชัดว่าจะไม่ยอมอ่อนข้อใดๆ

 

          “ไปให้พ้น...และอย่าได้กลับมาทำให้เสี่ยวลู่ของฉันเสียใจอีก”

 

          ประกาศกร้าวอย่างดุดัน พร้อมจัดการเด็ดขาดใครก็ตามที่บังอาจมาแตะต้องกวางน้อยของเขา ชานยอลจ้องมองคนตรงหน้าอย่างเกลียดชัง ทว่า...แทนที่จะกรุ่นโกรธไปตามกระแสของอารมณ์ โอเซฮุนกลับขยับยิ้มมุมปาก พร้อมหัวเราะในลำคอออกมา

 

          “เสี่ยวลู่ของฉัน...น่าขำชะมัด” พึมพำคล้ายชอบใจด้วยท่าทางสบายๆ ผิดกับดวงตาคมที่วาววับเรืองรอง ประกายท้าทายอย่างอวดดี ไม่มีเค้าแววความกลัวหรือยอมลงให้ใดๆ

 

          มือใหญ่ล้วงลงไปในกระเป๋าเสื้อเชิ้ตและหยิบบางอย่างออกมาช้าๆ กุญแจห้องดอกเล็กๆ และรอยยิ้มหยันเหมือนเขาได้แต้มต่อทั้งโลกมาไว้ในมือ

 

          กระชากคนน่ารำคาญให้ออกห่าง ก่อนจะก้าวเข้าไปประชิดร่างเล็กบนเตียง วางของในมือลงไป พร้อมหันมาเลิกคิ้วให้คนที่มั่นอกมั่นใจนักหนา

 

          “ลู่หานลืมมันไว้บนเตียงของฉันเมื่อหลายวันก่อน แค่เอามาคืนให้”

 

          สิ้นเสียง เจ้าชายผู้สุขุมก็ขาดสติพุ่งเข้าใส่คนตรงหน้าทันที!!

 

          แผ่นหลังกว้างกระแทกผนังเสียงดัง ตามด้วยหมัดที่เงื้อขึ้นสูงเตรียมต่อยลงมา

 

          “อย่านะ...ปาร์คชานยอล!!” แบคฮยอนตะโกนสุดเสียง และยื้อยุดกันชุนลมุนกับแรงโกรธเกรี้ยวมหาศาลของคนตัวใหญ่ทั้งสองคน

 

          ร่างเล็กถูกเหวี่ยงไปมา แขนสองข้างที่พยายามเกาะกุมไว้สั่นเทา แต่กลับไม่มีทีท่าว่าจะคลายออก

 

          ทั้งหมดสะท้อนอยู่ในดวงตาที่ระริกไหวของคนป่วยบนเตียง มือที่แค่ออกแรงสะบัดนิดเดียวก็คงหลุดกระเด็น มือที่แทบจะไม่มีอะไรแตกต่าง แต่...แบคฮยอนก็ยังคงยึดแขนข้างนั้นเอาไว้แน่น

 

          ก้มลงมองมือที่ซีดขาวของตัวเอง...ทำไมถึงได้เข้มแข็งผิดกันแบบนี้

 

          เจ้าลูกกวางกลืนก้อนสะอื้นลงคอที่ร้อนผ่าวและตีบตัน หัวใจที่เหมือนถูกขยำจนแทบใช้การไม่ได้ กำลังเต้นช้าลงไปเรื่อยๆ  แต่ว่า...ก่อนที่จะมีใครร้องห้ามหรือทำอะไรได้ทัน ทุกอย่างก็แตกสลายไปอย่างรวดเร็ว

 

          วิ่งเข้าไปขวาง สองมือทาบทับลงไปบนแผงอกกว้างที่คุ้นเคย ยังสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจางๆ - อบอุ่นจนทำให้หัวใจเจ็บและมีน้ำตา เมื่อคิดว่ามันมีไว้เพื่อใครเท่านั้น

 

          ลู่หานดันร่างของเซฮุนไว้ ก่อนจะรวบรวมกำลังใจทุกอย่างเอ่ยออกไป “...กรุณา...กลับไปเถอะนะ...”

 

          กัดฟันจนปวดหัวไปหมด และเอาแต่ก้มหน้ามองปลายเท้าของตน

 

          ไม่ไหวหรอก...ถ้าเงยหน้าขึ้นมองตาคู่นั้น แล้วเห็นว่ามันไม่ได้สะท้อนภาพของใคร เขาคงต้องร้องไห้ออกมาแน่ๆ

 

          ชายหนุ่มได้แต่ยืนนิ่ง ดวงตาเบิกกว้างเมื่อได้เห็นและได้ยินคำพูดจากร่างในชุดคนไข้ที่สั่นเทา มากกว่านั้นคือตรงรอยช้ำบนหลังมือมีเลือดสีแดงไหลออกมา เหมือนบนเตียงที่มีหัวเข็มน้ำเกลือวางพาดอยู่

 

          “...ได้โปรด...” ย้ำอีกครั้งพร้อมออกแรงผลักอีกฝ่ายออกไป

 

          พอแล้ว...เขาไม่อยากร้องไห้อีกต่อไปแล้ว จบลงแค่นี้เถอะนะ...

 

          อ้อนวอนอย่างไรเสียง พร้อมๆ กับของเหลวสีใสเย็นฉ่ำ ที่ถูกราดลงมาตั้งแต่ศีรษะของพวกคนเจ้าอารมณ์ทั้งหลาย

 

          “...จงอิน...”

 

          “ในนี้ร้อนนะว่าไหม ออกไปสูดอากาศข้างนอกดีกว่านะ”

 

          วางแก้วที่เพิ่งเทราดในมือลง ก่อนจะหันกลับมาคว้าคอเพื่อนสนิทแล้วลากออกไปอย่างไม่สนใจเสียงคัดค้าน

 

          ประตูสีขาวครีมค่อยๆ งับปิดลงเชื่องช้าอีกครั้ง ความเงียบสงบกลับคืนมา และมีเพียงเข็มวินาทีบนหน้าปัดนาฬิกาเท่านั้นที่ยังคงทำหน้าที่อย่างสม่ำเสมอ

 

          เที่ยงตรงไปข้างหน้า เช่นเดียวกับไม่มีทางจะนำพาเรื่องต่างๆ ที่ผ่านไปแล้วให้กลับคืนมา...

 

          “มึงปล่อยกูได้แล้ว”

 

          เสียงทุ้มลึกห้วนกระชากดังขึ้น แน่นอนว่าเซฮุนไม่พอใจ แต่อีกฝ่ายกลับทำเหมือนหูทวนลมใส่เขา

 

          คิมจงอินพาเขาออกมาไกลจากห้องพักของลู่หาน พอแน่ใจว่าเขาจะไปวิ่งกลับไปกวนประสาทไอ้คนปากดีนั่นอีก มันก็ยอมคลายวงแขนออก

 

          “จะหนีทำไม ให้มันจบลงวันนี้ก็สิ้นเรื่อง” เอ่ยต่ออย่างหงุดหงิด แต่...

 

          “จบแล้วได้อะไร...ได้น้ำตาของลู่หานเหรอ มันคุ้มไหมล่ะ”

 

          คำถามที่ถูกส่งกลับมาทำให้คนฟังชะงัก แต่ก็ใช่ว่าประกายต่อต้านในดวงตานี้จะลดลง

 

          “พอได้แล้วล่ะนะเซฮุน หยุดแค่นี้เถอะ” เพื่อผิวแทนหันกลับมา และปล่อยเวลาให้เดินผ่านไปกับความว่างเปล่าตามทางเดินที่เงียบสงัด การสนทนาขาดห้วงลงไปนานพอสมควร กว่าที่จะมีใครสานต่อใจความที่คั่งค้าง “เรามาลองเผชิญหน้ากับความจริงกันดูไหม”

 

          ดวงตาสีเข้มวาววับ ไม่มีเค้าแววล้อเล่นเหมือนน้ำเสียง อึดใจหนึ่งที่พวกเขาเอาแต่จ้องตากันนั้น...

 

          “คุณฮยอนฮวาตายไปแล้วเซฮุน”

 

          ฉับพลัน ดวงตาคมก็วาววับ พร้อมการกระชากคอเสื้อเพื่อนสนิทอย่างเกรี้ยวกราดขึ้นมาทันที!

 

          เต็มไปด้วยไฟโทสะและประกายกรุ่นโกรธ และพร้อมจะฆ่าคนตรงหน้าให้ตายที่บังอาจแตะต้องอดีตของเขา

 

          “ต่อยกูสิ” ท้าทายอย่างไม่หวาดกลัว “นี่คือคำที่กูอยากพูดมาตลอด อิมยอนฮวาตายไปแล้ว และมึงก็เลิกโทษตัวเองซะที”

 

          คำพูดนั้นเยือกเย็น นิ่งสงบ แต่ประกายบิดเร่าที่ได้เห็นกำลังเผาไหม้ กัดกินความรู้สึกข้างในจนมือที่กำแน่นสั่นเทา

 

          ระหว่างกันคือคนที่รับรู้เรื่องราวมากที่สุด ระหว่างกันคือเพื่อน...มองเห็นความเป็นไปทั้งหมดมากที่สุด

 

          เขาอยากเกลียดคนตรงหน้า...อยากเกลียดมันชิบหาย

 

          แต่สุดท้าย...ก็มีแต่คิมจงอินที่ยังยืนอยู่ตรงนี้ และไม่เคยเหนื่อยหน่ายที่จะด่าเขา

 

          กัดฟันอย่างเจ็บใจ ถ้าจะโทษใครก็คงเป็นเขาเองที่อ่อนแอจนต้องทำร้ายคนอื่น ครู่หนึ่งที่พยายามรวบรวมคำพูด เสียงทุ้มลึกก็แค่นเค้นความรู้สึกออกมา

 

          “กูฆ่าเขา...ฆ่ายอนฮวาแม้จะไม่ตั้งใจ...”

 

          “มันเป็นอุบัติเหตุ!

 

          “แต่ถ้ากูยอมรับฟังยัยนั่นก็ไม่ต้องตาย! กูฆ่าเขา...เพราะความเห็นแก่ตัวของกูเอง”

 

          ย้ำชัดอีกครั้ง พร้อมกับมือที่ค่อยๆ คลายออกช้าๆ

 

          “มึงนี่มันโง่ชิบหาย” เพื่อนพ่นลมหายใจพร้อมผลักเขาออกห่าง แต่ไม่มีคำโต้ตอบอะไรดีไปกว่าความเงียบเลยในตอนนี้ คิมจงอินหันหนี...และมันสมควรแล้วกับคนอย่างเขา

 

          “ถ้ามึงยังจะเอาแต่คิดแบบนั้น อยากใช้ชีวิตแบบคนตายต่อไป กูก็จะไม่เซ้าซี้อีกแล้ว” ตัดบทลงอย่างรำคาญ พร้อมสายตาระอาที่ไม่มีภาพใดๆ สะท้อนอยู่ ไม่มีการอ้อมค้อม และทุกอย่างพุ่งตรงเข้ามาทิ่มแทงเขาภายในครั้งเดียว “ลองถามตัวเองเอาละกันว่ามึงอยากจะยึดติดกับความคิดโง่ๆ หรือว่าความรู้สึกของตัวเองมากกว่ากัน”

 

          ทั้งหมดจบลงเพียงเท่านี้ ครู่เดียวที่มันยอมจ้องตาเขา หลังจากนั้นก็หันหลังกลับและเดินจากไป โดยไม่ยอมพูดอะไรอีก

 

          แต่เซฮุนยังคงยืนอยู่ตรงนั้นไม่ยอมขยับ ถอนหายใจพลางเบนสายตาออกไปนอกกระจกหน้าต่างบานใส ยอดไม้ใหญ่ยังคงเคลื่อนไหวไปตามท่วงทำนองของมวลอากาศ เหมือนการเต้นรำที่สนุกสนาน ไม่เคยมีสิงใดหยุดนิ่งเมื่อสายลมแวะเวียนไปหา

 

          ชายหนุ่มหลับตาลงช้าๆ มีเพียงความเงียบสงัดไร้เสียง กับความอื้ออึงและการหวีดหวิวที่โอบล้อมร่างกายเอาไว้เท่านั้น

 

          จังหวะการเดินกำลังห่างออกไปจนหายลับ ก่อนจะแทนที่ด้วยบางอย่างที่ใกล้เข้ามา

 

          ตรงผนังทางเดินที่ควรว่างเปล่ากลับปรากฏร่างเล็กที่คุ้นชิน โดยเฉพาะดวงตาคู่โตที่ไม่เคยเป็นมิตรนั้น จงอินหยุดการก้าวเดิน พร้อมๆ กับอีกฝ่ายที่หันกลับมาสบตากันตรงๆ

 

          “พูดได้ดีนี่ เป็นจอมจัดการที่ไอรู้สึกว่าทางนี้ก็คงจะยอมแพ้ไม้ได้”

 

          โดคยองซูท้าทายขึ้น แต่คนฟังกลับหัวเราะเบาๆ อย่างสบายใจ ดูไม่แปลกใจที่อีกฝ่ายรับรู้เรื่องราวก่อนหน้าเลยสักนิด

 

          “ไอไม่มีทางให้ลู่หานคบกับเพื่อนของยู คนที่ไอจะเชียร์มีแต่ปาร์คชานยอลเท่านั้น” – ก็เด็ดขาดจริงจังสมเป็นตัวเองดี และมันไม่มีเหตุผลมากพอให้ต้องเอ่ยห้าม ตรงกันข้ามแล้วน่ะ...

 

          “เอาเลย...ทำให้เต็มที่” ดวงตาที่มองกลับไปวาววับ

 

          “เพราะยังไงฉันกับนายก็แค่คนนอก ที่กำลังพยายามจัดแจงความรักของคนอื่นให้เป็นไปตามใจเท่านั้น”

 

          คำตอบดังขึ้นชัดเจนและหายไป สวนทางกับความจริงที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้

 

          รอยยิ้มทั้งหลายค่อยๆ ถูกลบเลือน เชื่องช้า และอาจรวมถึงความมั่นใจเหล่านั้นด้วย

 

          สักวันหนึ่ง...บนพื้นที่ตรงนั้น กับความเจ็บปวดที่ไม่เหลือทางเลือกอะไรไว้ให้ คนนอกที่ไม่ได้ยืนอยู่ในจุดเดียวกันคงไม่มีวันเข้าใจ

 

          แล้วทุกอย่างก็ค่อยๆ เงียบลง ก่อนจะจางหายไปในอากาศที่ไร้ตัวตน

 

          ไม่มีบทสนทนาต่อความ ต่างจมลงสู่โลกในความคิดของตัวเอง ที่ไม่อนุญาตให้ใครล่วงล้ำหรือคิดอยากแบ่งปัน สายตาสองคู่ได้แต่มองออกไปไกลๆ

 

          ห่างไกล...จนอาจจะเอื้อมไปไม่ถึง

 

          ท่ามกลางกลีบดอกเชอร์รี่มากมาย ดวงอาทิตย์กำลังลดแสงลงอีกครั้ง

 

          “ออกมาเถลไถลแบบนี้ ลู่หานไม่เป็นไรเหรอ” คำถามสุดท้ายดังขึ้น พร้อมกับการพูดคุยระหว่างกันของวัน

 

 

          “ไม่ล่ะ...สามคนนั้นคงมีหลายเรื่องที่อยากพูดคุยกันให้ชัดเจนตามลำพัง



 (ต่อ) 


          พวกเขาควรเริ่มต้นยังไง...

 

          คำถามนี้ดังขึ้นแล้วก็จางหายไปอีกครั้ง

 

          ใต้ท้องฟ้าสีส้มยามเย็นที่เกือบว่างเปล่านี้ สายลมบางเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ยังคงเคลื่อนไหว – เมฆก้อนอวบอ้วนล่องลอย ปุยผมสีอ่อนปลิวไหวไปกับมวลอากาศบางเบา

 

          โลกภายนอกที่เห็นไกลๆ วุ่นวาย กำลังสับสนไปกับการเปลี่ยนแปลงที่ไร้จุดสิ้นสุด

 

          แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังเป็นสีชมพู และเป็นฤดูใบไม้ผลิที่อบอุ่นมากกว่า

 

          มือของลู่หานเย็นเฉียบ คุณพยาบาลจัดแจงแทงสายน้ำเกลือให้เขาใหม่อีกครั้ง เลือดหยุดไหล แต่รอยช้ำที่ลบไม่ออกยังคงอยู่

 

          เจ้าลูกกวางห่อไหล่นิดๆ พลางสูดน้ำมูกด้วยจมูกสีแดง ตอนนี้เขาควรอยู่ในห้อง นอนให้หลับและเลิกหยีลูกตาที่บวมเป่งเพ่งมองภาพต่างๆ ได้แล้ว แต่ว่า...บนดาดฟ้าแบบนี้กลับรู้สึกปลอดโปร่งมากกว่าในกล่องสี่เหลี่ยมแบบนั้น

 

          หันมองคนข้างตัวที่ยังเอาแต่มองออกไปตรงเส้นขอบฟ้า พวกเขามีเรื่องต้องคุยกันมากมาย แต่กลับไม่มีใครพร้อมจะเอ่ย ทุกอย่างถูกกลืนหาย จมอยู่ในวังวนที่ช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นยังไม่มาถึง

 

          “...แบคฮ...”

 

          “พวกเรารู้จักกันมากี่ปีแล้วนะ” คำถามดังขึ้น พร้อมกับการบิดตัวเพื่อขับไล่ความเมื่อย เพื่อนดูสบายๆ ต่างจากเขาที่ไม่รู้จะตอบออกไปยังไง

 

          “...เกือบ...สามปีแล้วล่ะ”

 

          “อาฮะ...นั่นสินะ” หัวเราะนิดๆ แล้วก็ผ่อนลมหายใจออกมา ครู่หนึ่งที่หยุดสายตาเอาไว้กับความว่างเปล่าใบหน้าน่ารักก็หันกลับมาหา ดวงตาที่เห็นยังคงเหมือนเดิม ทั้งความรู้สึกและภาพของเขา

 

          อย่างเดียวที่เปลี่ยนไป...คือความเสียใจที่เจ้าตัวพยายามปิดบัง

 

          “เท่าที่จำได้เราอยู่ด้วยกันแทบจะตลอดเวลา ฉันก็เลยคิดไม่ออก...ว่าตัวเองเป็นเพื่อนที่แย่ ปล่อยให้นายต้องเจอกับเรื่องร้ายๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่” พูดจบแล้วก็ยิ้มให้...แต่เป็นรอยยิ้มที่เจ็บปวดและมันไม่สดใสเลยสักนิด

 

          นัยน์ตากวางระริกไหว สีหน้าที่เห็น ความรู้สึกที่เห็น...ทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับคนใจดีแบบนี้

 

          สำหรับเขาแล้ว...แบคฮยอนเป็นคนดี เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดเหมือนกับคยองซูและชานยอล พวกเขาควรมีความสุข อยู่ท่ามกลางแสงสว่างที่สดใส

 

          แต่ว่าลู่หานก็โง่เกินไป...เขาปกป้องคนสำคัญเอาไว้ไม่ได้เลย

 

          เม้มริมฝีปาก พร้อมส่ายหน้าไปมาปฏิเสธ “...ไม่ใช่แบบนั้นหรอก ไม่ใช่เลย...”

 

          บอกออกไป แต่คำพูดที่ดังขึ้นไม่เคยช่วยเยียวยาใคร

 

          “แบคฮยอนไม่ได้ทำอะไร...เราผิดเอง เราทำเรื่องเลวร้ายเพราะความโง่ของตัวเอง”

 

          พยายามอธิบาย มากกว่าความเสียใจทั้งหมด มากกว่าความกลัวทั้งหมด คือความจริง...ที่เขาไม่กล้าพูดมาตลอด

 

          แค่ไม่อยากถูกเกลียดเลยพยายามปิดบังเอาไว้ ไม่อยากถูกทิ้งไว้ข้างหลังเลยเอาแต่อดทนและปิดปากเงียบมาตลอด แต่ว่า...ถ้าความเห็นแก่ตัวของเขากำลังทำร้ายคนอื่น ลู่หานก็จะยอมแพ้กับความหวังทุกอย่าง

 

          เขาจะเล่า...ทุกเรื่องที่คนตรงหน้าอยากรู้

 

          สูดหายใจเข้าลึกยาว ก่อนที่ริมฝีปากสีซีดจะขยับเอ่ยออกมาช้าๆ “...จำวันสุดท้ายของงานรับน้องได้ไหม...ที่งานอาฟเตอร์ปาร์ตี้ เรา...ทำเรื่องงี่เง่าที่สุดในชีวิตลงไปเอง”

 

          ถ้อยคำแผ่วเบานั้นกำลังนำพาภาพในอดีตให้กลับคืนมา – ทั้งเสียงดนตรี แอลกอฮอล์ และการพูดคุยหัวเราะเฮฮา

 

          ภาพเดียวกันกำลังฉายชัดอยู่ในดวงตาสองคู่

 

          — พวกรุ่นพี่พาไปเถลไถลกันแถวคังนึล เล่นน้ำและหาที่พักตามมีตามเกิด เพื่อจะจบด้วยกันดูพระอาทิตย์หน้าร้อนด้วยกันที่หาดคยองโพ

 

          สนุกสนานกันจนลืมเวลา ไม่มีแบ่งภาค ไม่มีคำว่าปกติหรือเด็กอินเตอร์ แต่เป็นคณะบริหารสนิทสนมกอดคอกันเมาหัวทิ่ม

 

          พวกผู้หญิงและกลุ่มคนคออ่อนกลับขึ้นห้องไปตอนเที่ยงคืน แต่คนอื่นๆ ที่ยังครื้นเครงกับดนตรีและการดวลเหล้ายังอยู่ต่อกันไปยาวๆ จนกว่าจะหาผู้ชนะเจอ

 

          ลู่หานไม่ใช่คนคอแข็ง เขาแค่จิบไปคำสองคำก็มึนแล้ว แต่ในเมื่อแบคฮยอนยังแฮปปี้ไปกับไก่ทอด และคยองซูผู้ไม่น่าจะคอทองแดงยังดื่มไหว เจ้าลูกกวางก็เลยเลือกนั่งอยู่เป็นเพื่อนกัน

 

          ทีละแก้ว ทีละแก้ว จนคอพับไปทีละคน สุดท้ายก็มาถึงลิมิตของร่างกาย

 

          พวกเขาช่วยกันแบกคยองซูที่หลับไปแล้วกลับขึ้น และเรื่องควรจบลงที่เราทุกคนนอนนอนหลับฝันดี

 

          ฝันถึงเรื่องราวอันสดใสอีกสี่ปีข้างหน้าในรั้วมหาวิทยาลัยนี้

 

          มันควรเป็นแบบนั้น แต่ว่า...

 

        ‘ไง เพื่อนใหม่ผิวแทนทักเขา คิมจงอินที่มาจากโรงเรียนมัธยมปลายเดียวกันยิ้มให้ ขณะพยายามหิ้วปีกใครอีกคนที่คุ้นตาเหลือเกิน

 

        ‘เซฮุนเมาเหรอ ถามออกไปซื่อๆ และอีกฝ่ายทำหน้าระอาใส่ทันที

 

        ‘มันบอกแค่มึนๆ แต่ฉันว่ามันน่าจะยอมแพ้ได้แล้ว เดินกลับขึ้นห้องเองยังไม่ได้ เสียเวลาคนจะดื่มชิบหาย

 

          ปกติคนตรงหน้าจะสุภาพมากกว่านี้ แต่ลู่หานไม่ถือหรอก เขาหัวเราะและย่อตัวลงมองคนที่เอาแต่ขมวดคิ้ว

 

        ‘น่าสงสารจังนะ เสียงใสเอ่ยขึ้น พร้อมกะพริบตาปริบๆ ดูน่ารัก

 

          จากการรับน้องที่ผ่านมา พวกเขาเข้าใกล้กันมากขึ้นอีกนิดหนึ่งแล้ว ได้จับคู่กันในบางฐานกิจกรรม ชายหนุ่มจำเขาได้ และมักเอ่ยทักบ่อยๆ ตอนเดินผ่านกัน

 

          เหมือนคำอธิษฐานเล็กๆ ที่ไม่เคยบอกออกไปเป็นจริงขึ้นมา รอยยิ้มที่อยู่ไกลเกินเอื้อมนั้น...วันนี้เขาได้รับมาแล้ว แค่นี้ก็พอแล้วจริงๆ สำหรับคนธรรมดาแบบเขา

 

          เพียงแต่...ลู่หานเป็นคนโง่ที่ไม่สามารถรักษาสิ่งสำคัญเหล่านั้นไว้ได้

 

        ‘ให้เราพาไปส่งไหม?จู่ๆ ก็อาสาขึ้นมาทั้งที่ยังมีคยองซูอยู่ในความดูแล

 

        ‘ไม่ไหวหรอก...ไอ้นี้ตัวใหญ่กว่านายตั้งเยอะ อีกอย่างเพื่อนนายยัง...

 

        ‘เราไหว...เราแบกเซฮุนไหว

 

          รับปากเสียงกังขันแข็งอย่างลืมตัว ความโลภ ความไม่รู้จักพอลึกๆ ที่พยายามกดมันไว้กำลังขับดันให้เขาดื้อรั้นดันทุรัง เพื่อให้ได้ครอบครองคนตรงหน้า

 

        ‘ให้เราช่วยเถอะ...จงอินจะได้ไปสนุกต่อ เดี๋ยวขาดตอนนะ

 

          พยายามเกลี้ยกล่อมและสรรหาคำมาโน้มน้าว ครู่หนึ่งที่กลั้นใจรอ คนผิวแทนก็ยอมใจอ่อน

 

          ร่างเล็กผละออกจากเพื่อน แล้วโอบร่างสูงที่โงนเงนเอาไว้เต็มแขน - แค่การกอดสั้นๆ ยังอุ่นวาบไปทั้งตัว และหัวใจก็เต้นตึกตักจนต้องเม้มริมฝีปาก

 

          เขาประคองเซฮุนไว้ สุดท้ายก็หันหลังให้เพื่อน ทิ้งเพื่อนและก้าวเข้าสู่เส้นทางเลวร้ายโดยไม่รู้ตัว

 

          ลู่หานส่งชายหนุ่มถึงห้อง วางบนเตียงช้าๆ แต่ไม่ยอมกลับออกไป ได้แต่อ้อยอิ่งนั่งมองเขาอยู่แบบนั้น

 

          แค่นิดเดียว...หนึ่งในล้านวินาทีที่เขาได้หยุดมองเซฮุนอย่างตั้งใจ

 

          ภายใต้ความมืดมิดที่มีเพียงแสงของโคมไฟ คนตรงหน้ายังคงดึงดูดสายตา และเป็นความชื่นชมทั้งหมดของเขาเสมอ

 

          ครู่หนึ่งที่นิ่งมองแบบนั้น ก็ขยับลุกไปที่ห้องน้ำ ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นออกมาเช็ดหน้าให้อีกฝ่าย – สันกรามเฉียบคม ปลายจมูกโด่ง เปลือกตา และริมฝีปากที่มักเปล่งเสียงทุ่มนุ่มน่าฟังเสมอ

 

          ไล่มือเล็กๆ เชื่องช้า อยากทำให้เซฮุนสบายตัวที่สุด แค่นี้...เท่านี้จริงๆ ที่เขาหวังไว้ นัยน์ตากวางเป็นประกายด้วยความสุข

 

          ซับผ้าลงบนลำคอ แต่...สุดท้ายลู่หานก็ทำเกินหน้าที่

 

          มันไม่เคยมีคำพอสำหรับความรัก ไม่มีคำว่าเท่านี้ของการแอบรัก

 

          มือที่ปลดกระดุมเสื้อทั้งสองข้างสั้นเทา เจ้าลูกกวางกลั้นหายใจ เมื่อแผงอกกว้างกำยำและกล้ามเนื้อเรียงตัวสวยปรากฏแก่สายตา

 

          ได้แต่เม้มริมฝีปาก ควบคุมร่างกายที่สั่นนิดๆ ไปตามหัวใจที่เต้นถี่ระรัว และใบหน้าก็เห่อร้อนไปหมด

 

          ได้แต่กำผ้าขนหนูในมือเอาไว้แน่น ไม่กล้าหายใจตอนยื่นมันออกไป เขาแค่อยากเช็ดตัวให้เซฮุน แค่เช็ดตัวเท่านั้น แค่...

 

          ดวงตาคมดุเปิดขึ้นฉับพลัน! คนตัวเล็กผงะถอยหลังตกใจ แต่มือใหญ่กลับคว้าข้อมือของเขาเอาไว้แน่น!!

 

        ‘...เซ...เรา...

 

          พูดจาติดขัด ก่อนที่โลกทั้งใบจะหมุนคว้างกลับหัวกลับหางไปหมด – ด้านหลังรู้สึกถึงความนุ่มสบายของฟูกนอน แต่ด้านหน้า...ร่างสูงของอีกฝ่ายกำลังทาบทับลงมา กักขังให้หมดทางนี้

 

        ‘...เรา...จะเช็ดตัว...ขะ...ขอโทษ เซฮุนนา...

 

          ลิ้นพันกันไปหมด ยิ่งถูกจ้องก็ยิ่งทำอะไรไม่ถูก ดวงตาสีเข้มของเซฮุนกำลังสะกดเขา มอมเมาจนไม่กล้าพูดอะไร

 

          กัดริมฝีปากอย่างประหม่า พร้อมใบหน้าหล่อจัดที่โน้มลงมาใกล้ กลิ่นหอมของเซฮุน ลมหายใจของเซฮุน ทุกอย่างทำให้มึนงงสับสน และได้แต่ห่อไหล่ตอนชายหนุ่มยกมือขึ้นสัมผัสข้างแก้ม ปัดผ่านริมฝีปากแผ่วเบา พร้อมบังคับไม่ให้หลบตา

 

          จ้องลุกเข้าไปในความรู้สึกของกันและกัน ได้ยินเสียงหัวใจดังขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่า

 

          รู้ตัวอีกที...ลู่หานก็ปล่อยให้มันเกิดขึ้น

 

          ครั้งแรกระหว่างกันเริ่มต้น มันทั้งเจ็บปวดและสุขสม ทั้งความอ่อนโยน ความปรารถนาที่ร้อนแรง ผสมผสานกับฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ขับเร่งให้ร่างกายเคลื่อนไหว ทั้งหมดหลอมรวมจนเขาแตกสลายลงซ้ำๆ

 

          ถูกตีตรายืนยันเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วยร่องรอยสีแดงบนผิวขาว ตอบรับความต้องการที่ไหล่บ่าถาโถมในทุกหยาดหยด เท่าที่ร่างกายเล็กๆ นี้จะไหว เท่าที่เรี่ยวแรงทั้งหมดจะทำให้อีกฝ่ายมีความสุข

 

          ลู่หานให้เขาทุกอย่างแล้ว ทั้งหัวใจและร่างกาย...ทั้งหมดเป็นของโอเซฮุนเพียงคนเดียวในค่ำคืนนั้น

 

          เว้นเพียงริมฝีปาก ที่ไม่เคยถูกแตะต้อง

 

          และเพราะเขาคือคนโง่...เป็นกวางโง่ที่ไม่เคยเข้าใจความเป็นจริง

 

          ของที่หยิบยื่นให้ ถ้าไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ สุดท้าย...มันคือก็ขยะไร้ค่าที่ต้องทิ้ง

 

          พวกเขาหลับไปตอนรุ่งสาง ในอ้อมกอดที่ยังระอุไปด้วยไอร้อนและลมหายใจหอบหนัก

 

          เสียงหัวใจของเซฮุนกล่อมเขาให้ฝันดี เป็นฝันที่มีความสุขที่สุดตั้งแต่เคยมีมา ทั้งรอยยิ้มเสียงหัวเราะ ก่อนที่แสงสว่างเหล่านั้นจะจางหาย กับความจริงๆ ที่เป็นยิ่งกว่าฝันร้ายซึ่งรออยู่

 

          ลู่หานสะดุ้งตื่นจากการผลักที่รุนแรง ปวดหัวมึนงงสับสนและร่างกายก็เจ็บไปหมด

 

          สิ่งแรกที่ได้เห็น...ไม่ใช่ดวงตาอ่อนโยนเหมือนเมื่อคืน แต่เป็นนัยน์ตาคมสีเข้มที่วางวับเบิกโต - ครั้งแรกคือความตกใจสับสน แต่เพียงเสี้ยววินาทีถัดมากลับเป็นความเกลียดชังที่อีกฝ่ายไม่คิดปิดบัง

 

          ตอนนั้นเอง...วินาทีนั้นเองที่เจ้าลูกกวางเพิ่งได้สติ ว่าตัวเองเผลอทำเรื่องเลวร้ายอะไรลงไป

 

          เม้มริมฝีปาก มือที่กำผ้าห่มเอาไว้สั่นไปหมด ...คือ...

 

          ยังไม่ทันได้พูดอะไรออกไป ประตูห้องก็ถูกเปิดเข้ามา

 

          คิมจงอิน...กลายมาเป็นพยานรู้เห็นอีกคนโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

          จากสภาพที่เห็น กองเสื้อผ้าบนพื้น รอยข่วนรอยฟันตามร่างกาย ไม่ต้องอธิบายก็รู้ว่าเมื่อคืนพวกเขาทำอะไรๆ กันไปเต็มที่มากแค่ไหน

 

          รอบตัวเหลือเพียงความเงียบงันหับความอึดอัดที่กดทับลงมาในหัวใจเรื่อยๆ

 

          ความรังเกียจชิงชังในดวงตาที่มองมาเพิ่มขึ้น และก่อนที่ใครจะเอ่ยอะไร ร่างสูงก็ตัดบทด้วยเสียงทุ้มเย็นชาไร้หัวใจ

 

          ‘อย่าโทษคนเมา ถ้าจะโทษ...ก็ต้องโทษคนไม่เมาที่สมยอมอ้าขาเอง ในเมื่อนายเต็มใจก็ถือว่าจบกันไปก็แล้วกัน

 

          แล้วก็ลุกขึ้นเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ

 

          ลู่หานไม่ได้เหนี่ยวรั้งหรือว่าโวยวายเสียใจ เซฮุนพูดถูกทุกอย่าง – อือ...เขาหน้าด้าน สมยอม และเต็มใจอ้าขาให้เอง

 

          ชายหนุ่มไม่ผิดเลยสักนิด เป็นเขาเองที่ควรต่อต้าน แม้สุดท้ายจะรู้ว่าหัวใจของเขาเต็มใจและยินดีไปกับเรื่องคืนนั้นก็ตาม

 

          ความโง่และมักง่ายของลู่หานทำลายทุกอย่าง เขาทำลายความใจดีนั้นด้วยมือคู่นี้เอง

 

          ไม่มีแล้วรอยยิ้มที่อ่อนโยน ไม่มีแล้วคำทักทายเป็นมิตร เขาไม่สามารถมองหน้าเซฮุนตรงๆ ได้อีก ช่องว่างระหว่างกันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนไม่มีทางก้าวข้าม

 

          ครั้งเดียวที่เผลอสบตา คือตอนรับเอกสารที่ร้านซีรอกซ์ข้างตึกคณะ มันมีแต่ความรังเกียจขยะแขยงจนต้องรีบก้มต่ำ

 

          พวกเขาห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด...เซฮุนก็หายไปจากมหาวิทยาลัย

 

          ไม่มีคำอำลา ไม่มีคำตอบแน่ชัด คงมีแต่คิมจงอินและเพื่อนของชายหนุ่มที่รู้ความจริง แต่ลู่หานคงไม่กล้าบากหน้าไปถาม

 

          รักแรกของเขาเหมือนจะจบลงในวันนั้น การแอบรักที่ไม่สมหวัง...ที่เขาพยายามกดมันลงไป ลืมไปให้หมดเพื่อตัวเอง

 

          ปีกว่าที่ลู่หานพยายามมาตลอด ร้องไห้คนเดียวเงียบๆ จนเหมือนจะไม่เหลือน้ำตาให้วันพรุ่งนี้อีก

 

          ปีกว่า...สุดท้ายโอเซฮุนก็กลับมา

 

          กับความเจ็บปวดที่มากกว่า และน้ำตาที่ท่วมท้นกว่าในครั้งแรก

 

          ถ้าทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่เขาควรบอกออกมาตั้งแต่ต้น...

 

          สบตาแบคฮยอนที่ยังยืนนิ่งฟัง พร้อมๆ กับความกล้าเฮือกสุดท้ายที่เจ้าลูกกวางอยากพูดออกไป

 

          “...ขอโทษนะ...” เสียงอ่อนล้าสั่นเครือ พร้อมๆ กับใบหน้าซีดขาวที่หันกลับมา “...เรา...ชอบเซฮุนมาตลอด...ชอบมาตลอด...เพราะฉะนั้น...”

 

          เม้มริมฝีปาก พยายามฝืนยิ้ม ก่อนที่น้ำตาหยดแรกจะกลิ้งหล่นลงมาช้าๆ

 

          “...ขอโทษ...เราขอโทษ...แบคฮยอนนา...”

 

          คำสารภาพทั้งหมดของลู่หานจบลงแล้ว หมดลงไป...อาจพร้อมมิตรภาพระหว่างกันที่สิ้นสุดลงด้วย

 

          จะไม่โทษเพื่อนเลยสักนิด จะไม่โกรธ...และจะพยายามไม่เสียใจ มันสมควรแล้วที่เขาจะถูกเกลียด หรือเมินเฉยใส่

 

          ถ้ารวมเรื่องทุกอย่างเข้าด้วยกัน... เขาทำเรื่องโง่ๆ กับเซฮุนในตอนที่อีกฝ่ายยังมีคุณยอนฮวา แล้วก็ทำเรื่องบ้า...ในตอนที่ชายหนุ่มกำลังคุยกับแบคฮยอน...เพื่อนคนสำคัญของเขา

 

          มันก็สมควรแล้วที่จะต้องถูกทำแบบนี้ คนแบบเขา...คนเลวร้ายแบบลู่หาน ไม่สมควรได้รับความสุขจากใครทั้งนั้น

 

          กัดริมฝีปากกลั้นเสียงสะอื้น และคนตรงหน้ายื่นมือออกมาช้าๆ เงื้อขึ้นสูงรวดเร็วอย่างไม่ลังเล! เจ้าลูกกวางหลับตาแน่นปี๋ทันที!!

 

          ต้องถูกตีแน่เลย...กลั้นหายใจและ...

 

          “เด็กโง่” คำต่อว่าดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับฝ่ามืออบอุ่นที่วางลงมาบนหัวของเขา

 

          ลู่หานชะงัก รีบเบิกตาขึ้นมองคู่สนทนา

 

          “คิดว่าฉันไม่รู้อะไรเลยงั้นสิ” ถามแล้วก็ยิ้มให้...ยิ้มใจดีและมีภาพของเขาสะท้อนอยู่ในดวงตาน่ารักคู่นั้น

 

          “ถึงจะไม่ทั้งหมด ไม่รู้ว่านายกับเซฮุนเริ่มต้นกันมายังไง แต่ความรู้สึกชอบนั่นน่ะ...ฉันมองออกมาตั้งนานแล้ว” ใช้นิ้วโป้งเกลี่ยน้ำตาให้ พร้อมพยักหน้าช้าๆ “เด็กขี้กลัวไม่มีเพื่อนที่ไหนอีกแบบนายหายไปทั้งคืน...คิดว่าฉันไม่รู้เหรอว่าไปไหนมา คิดว่าผ้าพันคอผืนแค่นั้นจะปิดรอยคิสมาร์คได้งั้นสิ คนโกหกไม่เก่งแบบนายคิดว่าจะหลอกใครได้ อ่อนหัดจริงๆ เจ้ากวางเอ๋อ”

 

          คำเรียกขานคงเดิม เหมือนในแววตาที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย

 

          “ฉันก็แค่รอ...ว่าเมื่อไหร่เสี่ยวลู่จะยอมเล่าให้ฟังแค่นั้นเอง”

 

          “...แต่ว่า...แบคฮยอนคบกับ...”

 

          “บอกว่าคุยกันเจ้าเด็กโง่” ดุ...แล้วก็หยิกแก้มยุ้ยๆ เปื้อนน้ำตาของเขาไปมา “คุยกันแบบไม่จริงจัง แล้วก็มาทีหลังนายด้วยจริงไหม”

 

          ทิ้งคำถามไว้ก่อนจะเงียบไป พร้อมมือสองข้างที่ค่อยๆ ลดลงเชื่องช้า

 

          “ถึงจะรำคาญที่เวลามีปัญหาแล้วนายชอบหลบอยู่ข้างหลังฉันกับคยองซู แต่ว่านะ...เสี่ยวลู่ก็ยังคงเป็นเสี่ยวลู่ เจ้ากวางขี้แยที่มีเรื่องให้ต้องตามดูแลเยอะแยะ ฉันไม่ใช่คนใจดีอย่างที่เห็น...แต่ก็เกลียดนายไม่ลงหรอก ไม่มีทาง...”


          หัวเราะพร้อมอ้าแขนรอรับ “มานี่สิ กอดฉันดีกว่าเป้แบมบี้นั่นตั้งเยอะ”

 

          ไม่ต้องรอให้เอ่ยซ้ำสอง ลู่หานวิ่งเข้าหาอ้อมกอดนั้นทันที ลืมหมดทุกอย่าง...ทั้งความเจ็บปวดที่ขา ร่างกายที่หนักอึ้งทั้งหมด

 

          “...ขอโทษ...ขอโทษ...แบคฮยอนนา”

 

          เพื่อนตอบรับและลูบปลอบเขาเบาๆ และกอดแน่นๆ ให้เขารับรู้ว่าอีกฝ่ายยังยืนอยู่ตรงนี้ด้วยกัน

 

          ลู่หานปล่อยโฮออกมาดังลั่น คอของเขาแสบและแห้ง ดวงตาปวดไปหมด แต่เหล่านี้เทียบไม่ได้กับหัวใจที่แตกสลายลงซ้ำๆ

 

          แบคฮยอนลูบหัวเขา ยีผมเบาๆ ก่อนจะจับโยกไปมา

 

        เจ้าลู่หาน เจ้าเสี่ยวลู่ขี้แย เจ้ากวางเอ๋อ...

 

          คำเรียกขานทั้งหมดล่องลอยอยู่ในอากาศ โอบล้อมไว้ให้อบอุ่นโดยไม่ต้องเปล่งเสียง

 

          สูดน้ำมูกเสียงดัง และเพื่อนใช้ปลายนิ้วช่วยลบน้ำตาให้ "เดี๋ยวก็ปวดหัวหรอก"

 

          ถูกเตือน และได้แต่กลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้ เขาไม่อยากร้องไห้อีกแล้ว เช็ดหน้าลวกๆ และ...

 

          “คนที่นายควรพูดด้วยมากที่สุด ไม่ใช่ฉันหรอกรู้ใช่ไหม” คู่สนทนาถาม และเขาพยักหน้ากลับไปช้าๆ

 

          ใครอีกคนที่ยืนอยู่ด้วยไกลออกไป ใครอีกคนที่คอยเฝ้ามองและดูแลเขามาตลอด

 

          ทางด้านหลังในพื้นที่ไม่ล่วงเกินความเป็นส่วนตัว ปาร์คชานยอลยังคงยืนอยู่ตรงนั้น รับฟังเรื่องราวและเฝ้ารอให้เขาก้าวเข้าไปหาเสมอ

 

          อีกคนที่ไม่เคยเปลี่ยนไป...ไม่ว่าจะนานแค่ไหน

 

          คนที่...จะมองหาเขาท่ามกลางผู้คนด้วยดวงตา และรอยยิ้มที่อ่อนโยนเสมอ

 

          “มีคำตอบในใจแล้วใช่ไหม” – นั่นสินะ...คำตอบมันควรเป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว

 

          พยักหน้าอีกครั้ง และเพื่อนถอยห่างให้เขาได้ลากสายน้ำเกลือขโยกเขยกไปหาอีกฝ่าย

 

          ในงานเต้นรำที่เวทมนต์ของนางฟ้าแม่ทูลหัวไม่ได้เป็นนิรันดร์ พวกเขายืนอยู่ระหว่างความฝันที่หอมหวาน กับความจริงที่โหดร้าย

 

          ปริ๊นส์ชาร์มมิ่งออกตามหาเจ้าของรองเท้าแก้ว เพียงคนเดียวที่จะสวมมันได้พอดี เจ้าหญิงเลอโฉมที่พระองค์ไม่รู้จักแม้แต่นาม

 

          และน่าเสียดาย...ที่ลู่หานไม่ใช่เจ้าหญิง ไม่มีรถม้าฟักทอง และไม่ได้ต้องการรองเท้าแก้ว

 

          แค่รองเท้าที่สวมได้พอดี และอยู่กับเขาแม้ในเส้นทางที่อันตรายยากลำบาก

 

          เราทุกคนต้องการแค่รองเท้าธรรมดา จากคนธรรมดา และความรักธรรมดาที่ไม่สุขหรือเศร้าจนเกินไป

 

          หยุดยืนอยู่ตรงหน้าร่างสูง อึดใจเดียวที่สบตาชานยอลก็ดึงรั้งเข้าสู่อ้อมกอด

 

          “...ขอโทษ...” ลู่หานไม่ได้นับ ว่าเขาพูดมันไปกี่ครั้งแล้วในวันนี้ “...ขอโทษที่ทำให้ผิดหวัง ขอโทษที่เราดีพอสำหรับชานยอลไม่ได้ ขอโทษ...ที่เป็นได้แค่คนสกปรกและไม่คู่ควร”

 

          ขอโทษ...และขอโทษอีกร้อยครั้งพันครั้ง

 

          ชายหนุ่มดีเกินกว่าจะต้องแปดเปื้อนเพราะคนแบบเขา

 

          เม้มริมฝีปาก แต่ว่า...

 

          “ไม่เลย...คุณสะอาดและมีค่าสำหรับผมเสมอ”

 

          เสียงกระซิบอ่อนโยนดังขึ้นข้างหู ชานยอลจูบมัน และกดริมฝีปากลงบนเปลือกตาของเขาซ้ำๆ ดวงตาที่เคยสดใสหม่นเศร้า แต่อ้อมแขนที่รัดแน่นกลับอบอุ่นเสมอ

 

          พวกเขาจ้องตากัน ก่อนที่ประโยคถัดไปจะดังขึ้น

 

          “ผมจะไม่ขอให้คุณลืมหมอนั่น ไม่เร่งรัดหรือบังคับ แค่ผม...จะไม่รออีกต่อไปแล้ว" ประกายตาคู่นั้นจริงจัง ขับดันให้หัวใจของเขาเต้นแรง ทั้งที่ไม่กล้าหายใจ

 

          ชานยอลกระชับวงแขน ร่างกายของพวกเขาแนบชิดและอุ่นวาบจนรอบกายฟุ้งเป็นละอองไอ

 

          “ผมขอผิดสัญญาถามคุณอีกครั้งตอนนี้ คบกับผมได้ไหมเสี่ยวลู่ ให้ผมได้ดูแลรอยยิ้มของคุณต่อจากนี้ไปนะครับ”

 

          แล้วริมฝีปากนั้นก็แตะลงมาบนหน้าผาก เลื่อนเลยลงมาถึงปลายจมูก

 

          ลู่หานหลับตา รับรู้และซึมซับสัมผัสทั้งหมดลงสู่จิตใจ – อบอุ่นกว่าเซฮุน นุ่มนวลและอ่อนโยนกว่าเซฮุน

 

          เปิดเปลือกตาขึ้นมอง จ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีเข้มตรงหน้า เป็นภาพของเขาทั้งหมด...ภาพของเขาคนเดียวมานานแสนนาน

 

          นิ่งมองให้แน่ใจ ในความหวาดกลัวที่อัดแน่นนี้...เขามองไม่เห็นภาพของเซฮุนซ้อนทับ ไม่มีคนๆ นั้น แม้แต่ความรู้ใต้ปลายนิ้วสั่นเทาที่ยกขึ้นสัมผัสใบหน้าหล่อเหลานี้

 

          ยังคงเป็นชานยอล...เป็นปาร์คชานยอลในทุกวินาทีที่หยุดสายตาเอาไว้

 

          หลุดหัวเราะออกมานิดๆ พร้อมกับน้ำตาที่กลิ้งหล่น ลู่หานลูบแก้มคนตรงหน้าแผ่วเบา พร้อมขยับเข้าไปจูบปลายคางนั้นอย่างเต็มใจ

 

          “...อือ...เราจะคบกับชานยอล” เขาจะเริ่มต้นใหม่ จะลืมเรื่องทุกอย่างให้หมด จะไม่ให้ชายหนุ่มมาแทนที่ใคร แต่ลู่หานจะรัก...จะรักคนๆ นี้ให้มากกว่าเซฮุน

 

          เขาสัญญา...ยิ้มทั้งน้ำตา ก่อนจะเขย่งปลายเท้าขึ้นไปจูบลงบนแก้ม แล้วถูกรวบไปกอดเอาไว้แนบแน่น

 

          มีเพียงคำขอบคุณมากมายที่มาจากคำตอบนั้น

 

          อาจจะต้องใช้เวลามากกว่าที่คิด และอาจจะต้องพยายามจนฝืนตัวเองไปบ้างที่จะหยุดรัก และตัดใจจากเซฮุน แต่ลู่หานจะลองดู

 

          เขาจะหยุด...หยุดทำร้ายทุกคนและตัวเอง แล้วหันมารักคนที่อยู่ข้างๆ กันเสียที

 

          เสียงหัวใจของชานยอลเป็นอีกหนึ่งสิ่งใหม่ที่เขาต้องเรียนรู้จดจำ

 

          แต่ลู่หานจะพยายาม พยายามให้มากขึ้นทุกวันนับจากนี้ไป

 

          พวกเขาสบตากันและกันหลังจากคำพูดหมดลง ระหว่างกันมีเพียงความเงียบ ไม่มีใครอยู่บนดาดฟ้านี้อีก

 

          ยามเย็นกำลังจะหมดลงไป และถูกแทนที่ด้วยความมืดมิด แต่ลู่หานไม่กลัว...ไม่กลัวอีกต่อไปแล้ว

 

          มือของพวกเขาสอดประสานและเกาะกุมแนบแน่น

 

          ความรู้สึกที่ปราศจากเสียงกำลังเอ่อล้น

 

          ในห้วงเวลาที่ดวงอาทิตย์กำลังตกดิน...พวกเขาจูบกัน

 

          จูบแรกที่ไม่เคยเกิดขึ้น จูบแรก...ที่รอคอยมานานแสนนาน

 

          รสชาติของการจูบ...มันเป็นแบบนี้เองสินะ

 

          น้ำตาของลู่หานไหลออกมาช้าๆ อบอุ่นจนเขาหวั่นไหวข้างใน หอมหวานจนหัวใจเจ็บปวด

 

          ทั้งหมดเป็นของปาร์คชานยอลแล้ว

 

          จะไม่เสียใจ...และจะไม่หันหลังกลับไปอีกแล้ว

 

 

          ลาก่อนนะ...โอเซฮุน...



TBC*




อ่ะ...มาลุ้นกันว่าจะเป็นยังไงต่อไปเนอะ
ยังไม่ได้คิดไกลไปถึงฉากหวาน
แต่ฉากปะทะกันระหว่างพิชานกับคุณเซฮุนมีแน่นอนฮะ


ไม่คิดว่าน้องยึดพี่ชานเป็นตัวแทน
แต่รู้สึกว่าเจ้าลูกกวางกำลังพยายามที่จะรักคนๆ นี้
ยังไงก็เอาใจช่วยน้องด้วยนะคะ ^^


เรียนแจ้งก่อนค่ะว่า
ตอนนี้เล่มตัวอย่างเจ้าก้อนคาราเมลมาแล้ว
เราคงขออนุญาตจัดการเล่มเป็นหลักก่อนนะคะ


แล้วก็ตอนนี้มี Big Event Sign MOU ถึง 3 Project ด้วยกัน
ซึ่งทีม PR & Marcom ของเรารับผิดชอบทั้งหมด
และต้องเรียบร้อยภายในเดือนมีนาคมนี้
เพราะฉะนั้น...ถ้ามีเวลาและทำเล่มก้อนเสร็จ
เราจะพยายามอัพให้ได้ 100% นะคะ
แต่ถ้ามันสาหัสมากจริงๆ บางอาทิตย์ก็อาจจะไม่ได้อัพ
ยังขออนุญาตอินฟอร์มทุกคนไว้ก่อนตรงนี้นะคะ


ส่วนซีนหน้า
ถ้าพรุ่งนี้เราตรวจเล่มครึ่งแรกเสร็จทัน
จะรีบปั่นให้เลยค่ะ


พูดคุยสรรเสริญคุณพระเอกไปพร้อมกันได้
ที่คอมเมนต์และแท็กนะคะ


ขอบคุณค่า.



Hashtag
#ฟิคห้ามจูบ

 





 

 

 

 

T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 176 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,559 ความคิดเห็น

  1. #3538 Ppray_hss (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2562 / 02:26
    สารภาพว่าเราภาวนาให้มันจบลงแบบนี้ ถ้าเลือกจะจมอยู่กับคนตายเซฮุนก็ไม่ควรได้รับความรักจากใคร เสี่ยวลู่ควรจะได้มีความสุขจริงๆซักที
    #3,538
    0
  2. #3506 haneulkim (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2561 / 21:45
    ถูกแล้วลูก รักคนที่เขารักเรานะ
    #3,506
    0
  3. #3485 prsh (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2561 / 19:33
    ไม่ทันแล้วนะเซฮุน ก็หวังว่าเจ้ากวางจะรักตัวเองให้มาก
    #3,485
    0
  4. #3464 sunsweets (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 / 11:34
    โดนทิ้งแล้วเค้าไปกับเจ้าชายแล้ว เซฮุนคนบ้า
    #3,464
    0
  5. #3454 Annonymus (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 / 00:23
    ดีใจที่ลูกเลือกพี่ชาน เริ่มต้นใหม่นะหนู ตัดคนใจร้ายนั่นออกไปซะ หนูมีเพื่อนที่ดี มีคนที่รัก แค่นี้ก็พอแล้ว ไม่ต้องไปตามคนบ้าคนนั้นแล้วนะ
    #3,454
    0
  6. #3423 Maylovechanbaek (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2561 / 12:30
    เป็นไงล่ะเซ อยู่กับอดีตต่อไปเถอะ!!
    #3,423
    0
  7. #3411 GBright˙ω˙ (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 26 เมษายน 2561 / 10:44
    น้ำไหลพรากแล้วฮืออออไม่ไหวหัวใจ
    #3,411
    0
  8. #3395 chayaphon_mt (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 23 เมษายน 2561 / 02:29
    โอโหบอกเลยว่าลุ้นมากอยากให้ชานกับลู่เขาเป็นแฟนกันมากกว่าเซกับลู่
    #3,395
    0
  9. #3364 NLHH12 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 23:43
    เซฮุนจะทำยังไงต่อไปวะ
    #3,364
    0
  10. #3338 yink39 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 12 เมษายน 2561 / 01:18
    หยุดอ่านไว้ตรงนี้ได้ไหม ร้องไห้มาตั้งหลายตอน TT
    #3,338
    0
  11. #3049 tha_na_porn (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 4 เมษายน 2561 / 22:22
    อ้าวจบแบบแฮปปี้แอนดิ้ง ไปค่ะ 5555
    หยุดไว้ที่ตรงนี้ได้มั้ย อย่าไปเกี่ยวข้องกับคนใจร้ายเลย
    #ทีมชานลู่
    #3,049
    0
  12. #3023 เสี่ยวลู่ของโอเซ (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 2 เมษายน 2561 / 19:21
    เลิกรักเซฮุนให้ได้นะ!
    #3,023
    0
  13. #3005 luhanbaekhyunkai (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 2 เมษายน 2561 / 09:18
    สักทีสิน่า... ฮื่อ ชานยอลดีมากจริงๆ
    #3,005
    0
  14. #2954 polypoll (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 เมษายน 2561 / 22:15
    ขอจบไว้แค่ตรงนี้ได้มั้ย ไม่อยากยกลู่ให้คนอื่นแล้ว
    #2,954
    0
  15. #2834 MomayThesw (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 30 มีนาคม 2561 / 12:21
    เยสสสสสสสสสสสสส CL
    #2,834
    0
  16. #2738 Byuncream chanbaek (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 24 มีนาคม 2561 / 11:59
    อ่านไปร้องไปทั้งตอน โอ้ยยย
    #2,738
    0
  17. #2652 20006 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 14 มีนาคม 2561 / 11:34
    ร้องงงงงงงง
    #2,652
    0
  18. #2628 janenyhun (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 14 มีนาคม 2561 / 05:37
    งือออออออ
    #2,628
    0
  19. #2578 Nay_2547 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 13 มีนาคม 2561 / 14:46
    สมน้ำหน้าโอเซฮุน!
    #2,578
    0
  20. #2570 JongjitSriyan (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 12 มีนาคม 2561 / 16:57
    ขอโทษนะโอเซฮุน นายควรยอมรับใจตัวเองได้แล้ว มัวแต่จมกับอดีตไปทำไมกัน ตอนนี้ลู่หานคนที่รักและยอมเจ็บเพราะนายเขาได้เริ่มต้นใหม่แล้วนะ นายจะมีทางเอาเขมกลับมาได้อีกไหม จะทำให้เขาต้องเจ็บปวดทรมานอีกหรือเปล่าละ เห้อออ~~!!!
    #2,570
    0
  21. #2516 GXB-7127 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 11 มีนาคม 2561 / 01:27
    ไปค่าาา จบแล้วๆๆ แฮปปี้ทุกฝ่ายแยกย้ายยยยย555 โถ่ๆๆเซฮู๊นนน เราทีมเทอนะ แต่แบบ เซก็เซวะ เจอชานเข้าไปเราก็เขวนะเหว่ยยย55555
    #2,516
    0
  22. #2381 givegue (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 9 มีนาคม 2561 / 03:02
    ยังไงก็ทีมเซฮุน เลวแค่ไหนก็ทีมเซฮุน ดีชั่วแค่ไหน ฮื่ออออ น้ำตาไหล ใช่ฟิคฮุนฮานใช่หรือไม่!!!TT
    #2,381
    0
  23. #2380 hyunbam (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 8 มีนาคม 2561 / 20:39
    แอบร้องเย้สสส555 คือคุณพระเอกเป็นอะไรอะ ช้าเองนะ เรื่องนี้ชานยอลเป็นพระเอก5555
    #2,380
    0
  24. #2378 ice_skate (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 8 มีนาคม 2561 / 15:14
    ฮืออ พี่ฮุนโว้ย ถ้ายังจมกับอดีตต่อไป อาจจะไม่เหลือใครเลยก็ได้นะเว้ย
    #2,378
    0
  25. #2374 Puparipay (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 7 มีนาคม 2561 / 09:03
    Happy Ending ค่าาาา พี่ชานเหมาะสมแล้วววว
    #2,374
    0