[END] Deep kiss :: HUNHAN

ตอนที่ 15 : CHAPTER 14 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,365
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 172 ครั้ง
    25 ก.พ. 61




CHAPTER 14

 

 

::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

 

 

        ข้อความสุดท้ายถูกพิมพ์เสร็จตอนสองทุ่มกว่าๆ

 

          พอตรวจดูว่าไม่มีตรงไหนผิดพลาดก็กดส่งออกไป

 

          — ช่องทางเดียวที่ลู่หานใช้ติดต่อกับโอเซฮุน และอีกฝ่ายไม่เคยตอบอะไรเขากลับมาแม้แต่ครั้งเดียว

 

          สองสัปดาห์กว่าแล้วที่พวกเขาไม่ได้พบหน้าหรือพูดคุย อาจต้องพูดให้ถูก...เป็นการพยายามหลบหน้าที่เปล่าประโยชน์

 

          ชายหนุ่มหายหน้าไปจากมหาวิทยาลัยอีกครั้ง และเขาก็ไม่บ้าพอที่จะตามหาหรือห่วงใยอีกต่อไป

 

          ความรู้สึกพังลงไม่เป็นท่า และหัวใจแตกสลายจนไม่สามารถเยียวยาได้เลย

 

          เช้าวันนั้นแบคฮยอนกลับบ้าน เป็นวันหยุดยาวที่เขาได้แต่ซุกตัวอยู่ในผ้าห่ม ปล่อยโฮออกมาดังๆ จนแสบคอไปหมด

 

          ร้องออกมาดังๆ เพราะแค่หวังว่าอะไรหนักๆ ที่กดทับอยู่ข้างในนี้จะเบาบางลง

 

          เปลือกตาบวมจนมองแทบไม่เห็น มันทั้งร้อนผ่าวและปวดปร่า ในหัวก็เหมือนจะระเบิด แต่...สิ่งเดียวที่คนโง่อย่างเขาเลือกทำคือร้องไห้ซ้ำๆ อย่างไม่คิดเหลือน้ำตาไว้ให้วันพรุ่งนี้อีก

 

          ถ้าแบคฮยอนรู้ต้องโกรธเขาแน่ๆ และคยองซูคงถือสารานุกรมวิ่งไล่ตีเขาไปทั่ว

 

          ลู่หานคิดถึงเพื่อน คิดถึงหม่าม้าป่าป๊าที่บ้านเกิด ถ้าเขาหัวดีกว่านี้หรือร่างกายใหญ่โตกว่านี้ ก็คงทำประโยชน์ให้ครอบครัวได้ และไม่ต้องจากบ้านมาไกลขนาดนี้

 

          ได้แต่คิดแล้วก็กอดตัวเองที่ดีแต่สั่นกลัวเอาไว้

 

          แต่เขามีเวลาให้อ่อนแอเพียงสามวันเท่านั้น

 

          พอเพื่อนกลับมาลู่หานคนเก่าที่เอาแต่ยิ้มแย้มและชอบเหม่อลอยไปบ้างก็ต้องกลับมาเช่นกัน

 

          เขาต้องหัวเราะเพื่อไม่คนรอบตัวลำบากใจหรือเดือดร้อนได้ด้วย ต้องพูดและคุยกับเซฮุนให้เป็นปกติมากที่สุดในวิชาเลือกเสรี ต่อให้กลียดการเผชิญหน้า หรือหวาดกลัวสายตาเย็นชาและมีแต่ความเกลียดชังคู่นั้น

 

          พยายามคิดหาคำพูดตอนท้ายคาบที่ต้องจับคู่กันทำงานแทบทั้งคืนจนไม่ได้นอน

 

          สวัสดี...ได้อ่านที่เราแก้งานไปหรือเปล่า?

 

          ถ้ามีตรงไหนที่ยังไม่ดีบอกได้เลยนะ...

 

          เรายัง...เป็นพาร์ทเนอร์ที่คุยเรื่องงานกันได้อยู่ใช่ไหม?

 

          และอีกมากมายเท่าที่คนซื่อบื้อแบบเขาจะพอนึกออก เรียบง่ายและธรรมดาที่ไม่มีอะไรพิเศษ

 

          แต่...ทั้งหมดก็ไร้ค่าเพราะอีกฝ่ายไม่มา

 

          ไม่มีโอเซฮุนในห้องเรียนรวมอีก

 

          ก็แค่...เวลากำลังไหลย้อนกลับไป

 

          ในวันที่พวกเขาไม่มีกันและกันในชีวิต

 

          ภาพสุดท้ายของชายหนุ่มในความทรงจำของลู่หาน คือคนใจร้ายนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงอย่างไม่แยแสสิ่งใด หลังจากรังแกเขามาทั้งคืน

 

          อยากลองสัมผัสแก้มที่มีรอยแผลเป็นจางๆ นั่นดูสักครั้ง เส้นผมสีดำสนิทนี่จะอ่อนนุ่มหรือแข็งกระด้าง แม้แต่...ริมฝีปากที่เย็นชืดที่ไม่มีวันเป็นของเขา

 

          ลู่หานอยากลองแตะปลายนิ้วลงไป

 

          แต่เขาไม่มีความกล้าพอ และในโลกความฝันที่อยู่หลังเปลือกตานั้น ก็คงมีแค่เรื่องของคุณยอนฮวา...

 

          สิ่งเดียวที่ทำได้...คือลุกขึ้นให้เบาที่สุด พร้อมจากไปอย่างเงียบเชียบที่สุด

 

          มันก็ทางตันที่มีกำแพงแข็งแรง และเขาควรหยุดดันทุรังพุ่งชนจริงๆ เสียที

 

          ขอให้มีความสุข...ขอให้มีความสุขมากๆ โอเซฮุน

 

          ผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ และ...

 

          “เหม่อ – อะ – ไร – เหรอ?”

 

          เสียงหนึ่งดังขึ้นเรียกสติให้หลุดออกจากความคิด

 

          แต่นั่นยังไม่น่าตกใจเท่ากับการยื่นหน้าเข้ามาใกล้

 

          พยอนแบคฮยอนกับมาส์กโคลนสีดำปี๋ แถมด้วยมะเขือเทศฝานบางๆ บนแก้มและหน้าผาก

 

          เพื่อนจ้องเขม็ง และเจ้าลูกกวางตาเหลือกตกใจ เกือบหงายหลังตกโซฟา

 

          ถ้ามาเงียบๆ ตอนไม่เปิดไฟเขาร้องจริงๆ ด้วย

 

          ถอยกรูออกห่างอย่างรวดเร็วไปนั่งกุมใจ ส่วนอีกคนระเบิดหัวเราะเสียงดังๆ สนุกเสมอที่ได้แกล้งกัน

 

          “โอ๋ๆ เจ้ากวางเอ๋อ” ยีหัวเขาจนยุ่งเหยิง ก่อนจะส่งแก้วนมร้อนมาให้ – เจ้าตัวบอกว่ามันดี และลู่หานต้องดื่มก่อนนอนทุกคืน

 

          “ก็เห็นทำหน้าตาหนักใจเลยอยากให้ผ่อนคลาย รีบทำงานสิจะได้รีบนอน วันมะรืนจะสอบแล้วนะ”

 

          บอกแล้วก็ชะโงกเข้ามาดูแล็บท็อป ไม่ได้สนใจเนื้อหาหรอก แค่ดูว่าทุกอย่างบนหน้ายังอยู่ในตำแหน่งเดิมก็เท่านั้น

 

          “อือ...ทำเสร็จแล้ว” ตอบยานคาง ตอนกำลังพยายามเป่าไล่ความร้อนก่อนจะยกขึ้นจิบ ด้วยท่าทางขดตัวห่อไหล่เป็นเด็กน้อย

 

          ครู่หนึ่งที่คนฟังเงียบไป มือข้างหนึ่งก็ยกขึ้นมาลูบหัวเขาเบาๆ

 

          เหนื่อยหรือเปล่า สู้อีกนิดไหวไหม” คำถามที่อ่อนโยนดังขึ้นช้าๆ ของแบคฮยอนใจเสมอ ทุกครั้งที่ได้มองเขาไปในดวงตาน่ารักคู่นั้นหัวใจของลู่หานจะอบอุ่นตามไปด้วย

 

          “มีแก้ไม่เยอะแล้ว ส่วนมากเป็นคำแนะนำของอาจารย์ให้ปรับตามมากกว่า”

 

          “อื้อ...เก่งมากเจ้าเสี่ยวลู่” ไม่ชมอย่างเดียว ยังขยำขยี้แก้มยุ้ยๆ ของเขาอย่างเอาแต่ใจด้วย

 

          “แต่ถ้ามีอะไรให้ช่วยต้องรีบบอกฉันกับคยองซูเลยนะ ห้ามลืมเด็ดขาดนะ!”

 

          ตะปบแก้มตอนบังคับให้จ้อง พอผงกหัวด้วยหน้าลูกกวางหมั่นโถกลับไปเพื่อนก็ยิ้มแย้มร่าเริงอย่างพอใจ

 

          “เอาล่ะ...ไม่กวนแล้ว ฉันจะไปส่งไลน์แล้วล้างหน้า จะได้มานอน นายก็รีบเก็บของเตรียมตัวได้แล้ว”

 

          ดีดตัวขึ้นอย่างฉับไวพร้อมคว้าโทรศัพท์บนโต๊ะ และตั้งท่าจะเดินไปยังห้องน้ำ

 

          “...ส่งข้อความ...ถึงเซฮุนเหรอ”

 

          หลุดคำถามออกไปแล้วก็อยากกัดลิ้นตัวเอง

 

          เขาไม่น่าถาม...และไม่สมควรถามแบบนี้

 

          ลู่หานคนงี่เง่า!

 

          ร่างเล็กหยุดชะงัก ก่อนจะหันกลับมายิ้มให้กัน "มะรืนมีสอบวิชาเลือกเสรีนี่นะ อีกอย่าง...หายหน้าหายตาทิ้งให้นายทำงานคนเดียวได้ยังไง ต้องดุซะหน่อยจริงไหม"

 

          บอกแล้วก็ยิ้มกว้างออกมา ยิ้มที่น่ารักและสว่างไสว ยิ้มที่คนอย่างเขาไม่มีวันทำได้ ยิ้ม...ที่อย่างน้อยเซฮุนก็ไม่ได้เกลียดมัน

 

          “...คืนนี้...คืนนี้ขอนอนด้วยนะ แบคฮยอนนา...”

 

          เสียงที่ควรสดใสแผ่วเบา ดูอ่อนล้าคล้ายจะหมดแรง แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นดวงตากวางที่ระริกไหวก็ยังคงมีความหวัง

 

          ฝุ่นผงของความหวังและความสุขที่ยังพอหลงเหลือ

 

          "ยังหนาวอยู่เหรอ ผ้าพันคอนั่นน่ะ...ถอดออกดีกว่าไหม" ไม่ใช่คำตอบ แต่เป็นการถามกลับที่ทำให้ต้องเม้มริมฝีปาก

 

          คนฟังกลั้นหายใจตอนแตะมันแผ่วเบา ก่อนจะหลบสายตาเลี่ยงไปมองทางอื่น "อือ...ยังหนาวอยู่"

 

          "งั้นเหรอ" แบคฮยอนขานรับพลางบิดขี้เกียจ "อย่างนั้นคืนนี้นอนข้างในก็แล้วกันนะ ไม่ต้องห่วง...ฉันจะกอดเจ้าเสี่ยวลู่เอาไว้เองนะ"

 

          ยิ้มจนตาหยี แต่ชั่วขณะหนึ่งที่ได้สบตา เสี้ยววินาทีที่เห็น...เขาสัมผัสได้ถึงความเสียใจ

 

          และลู่หานขี้ขลาดเกินกว่าจะค้นหาความหมาย

 

          ได้แต่ก้มหน้าก้มตาเก็บหนังสือเรียนไปเงียบๆ ภายใต้ผ้าพันคอผืนนี้...คือร่องรอยสีแดงที่เขาไม่อยากให้เพื่อนเห็นมากที่สุด

 

          ร่องรอยของเซฮุนที่ยังไม่จางหาย...เชื่อเถอะว่ามันไม่มีอะไรน่าดู

 

          ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ตอนวางมือลงบนปกหนังสือรายงาน ชื่อของชายหนุ่มเย็นเฉียบเหมือนหัวใจของเขาในตอนนี้

 

          เทียบกันแล้วลู่หานไม่ได้เก่งกาจอะไรเลย เขาแค่สานต่อจากสิ่งที่ชายหนุ่มเริ่มไว้เท่านั้น

 

          ถ้าไม่ได้ความคิดของเซฮุน ไม่มีไอเดีย หรือเสียงดุๆ ที่คอยสอนคอยติวให้ ป่านนี้งานของพวกเขาก็คงย่ำแย่มากว่านี้

 

          สุดท้ายเขาก็เป็นแค่ลู่หานที่ไร้ประโยชน์ และไม่สามารถลืมโอเซฮุนไปจากความคิดได้

 

          แบคฮยอนกอดเขาเอาไว้ตามสัญญา พอรับรู้ถึงการขยับตัว...แม้จะแผ่วเบาก็คอยลูบปลอบ

 

          วันมะรืนจะมาใช่ไหมนะ...คำถามของเขาดังขึ้นในความเงียบ ก่อนจะจางหายไป

 

          วันมะรืนต้องมานะ...ต้องมาสอบนะ เซฮุนนา

 

          ให้ถูกดุด่ายังไง ให้ถูกใจร้ายใส่แค่ไหน เขาก็ยังเป็นห่วงชายหนุ่มอยู่ดี

 

          มันไม่เกี่ยวกับความรัก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสมหวัง ก็แค่...ความห่วงใยและปรารถนาดีที่เขาอยากส่งไปให้ถึง

 

          ไม่ต้องรับรู้ก็ได้ ขอแค่เซฮุนมีความสุขก็พอ

 

          ได้แต่ปล่อยคำอ้อนวอนที่ไม่มีใครได้ยินไปกับสายลมที่เงียบงัน

 

          ค่ำคืนนี้...เขาหวังว่าพ่อมดใจร้ายคนนั้นจะฝันดี

 

          “อย่าลืมนะ คา – ยอง – ซู”

 

          แบคฮยอนที่เลื้อยตัวอยู่ใกล้ๆ ห้องสอบเอ่ยยานคาง เรียกให้คนที่ก้มหน้าก้มตาอยู่กับหนังสือเงยกลับขึ้นมา

 

          “ถ้าเตะเก้าอี้ครั้งเดียวให้เอียงซ้าย สองครั้งให้เอียงขวา ห้ามใจร้ายกับเพื่อนนะ”

 

          พวกเขาสามคนนั่งติดกัน และโชคดีที่เรียงลำดับจากเก่งที่สุดไปหาโง่ที่สุดได้พอดิบพอดี อันที่จริงเจ้าตัวแสบก็พูดแบบนี้ทุกวิชา และหัวกะทิของคณะก็มักจะปฏิเสธอย่างไร้เยื้อใยกลับมาเสมอ

 

          “ไปเล่นไกลๆ ไป” ตัดบทแล้วก็ก้มลงไปคร่ำเคร่งกับเศรษฐศาสตร์มหภาคในมือต่อ

 

          “เย็นชา” บ่นหงุงหงิงแล้วก็แกล้งใช้เท้าเขี่ยคนที่ขมวดคิ้วพยายามไม่สนใจพวกเขา

 

          ครั้งแรกแค่ปัดออกอย่างรำคาญ

 

          ครั้งที่สองมีส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ

 

          และครั้งที่สาม...โดคยองไม่เคยให้โอกาสใครถึงสามครั้ง

 

          หนังสือในมือถูกวางทิ้งพร้อมๆ กับร่างเล็กที่ลุกพรวดทันที

 

          “ยูตายแน่ พยอนแบคฮยอน”

 

          แล้วฝ่ามือหนักๆ ก็กระหน่าตีลงมาซ้ำๆ

 

          เจ้าตัวแสบไม่รักดีนอนดิ้นไปดิ้นมาอยู่บนตักของลู่หาน พลางออดอ้อนขอความช่วยเหลือ

 

          “ดูไว้นะเสี่ยวลู่ นี่คือตัวอย่างของคนไม่รักเพื่อน ถ้านายเตะครั้งเดียวฉันจะเอียงซ้ายให้ สองครั้งคือเอียงขวา อย่าลืมน้า”

 

          แกล้งลากเสียงเหมือนคนกำลังจะขาดใจตาย แล้วก็โดนฟาดก้นแรงๆ ไปอีกหนึ่งทีอย่างไม่รู้จักจำ

 

          ถึงจะพูดแบบนั้นไปพวกเขาก็ไม่เคยทุจริตในห้องสอบหรอก

 

          เจ้าลูกกวางหัวเราะ เพื่อนคนอื่นๆ ที่นั่งอยู่ด้วยกันก็พากันหัวเราะตามไปด้วย

 

          บรรยากาศเคร่งเครียดผ่อนคลายลงไปมาก และถึงจะเป็นแบบนั้นทุกคนก็ยังกล้าเข้ามาขอให้คยองซูช่วยอธิบาย บางคนที่พอคุ้นเคยก็เข้ามานั่งร่วมวงสนทนาอย่างเป็นมิตร

 

          พูดกันตามตรง...บนโลกใบนี้คงมีแค่พยอนแบคฮยอนที่จะถูกตีแรงๆ กลับไปแบบนั้น

 

          นักศึกษาเริ่มทยอยมารอกันมากขึ้นเมื่อใกล้ถึงเวลา

 

          ความสงบเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความอื้ออึงของคำพูดและการทบทวนมากมาย

 

          สีหน้าที่ปรากฏหลากหลาย

 

          ก่อนที่ทุกอย่างจะแตกฮือ เมื่อกลุ่มคนดังภาดอินเตอร์ประจำมหาวิทยาลัยมาถึง

 

          คิมจงอินเดินนำเข้ามา ตามด้วยฮวังจื่อเทา และพวกลูกคุณหนูอีกมากมาย ที่ออร่าระหว่างชนชั้นต่างกันลิบลับ

 

          ชายหนุ่มผิวแทนไม่ได้หยุดทักทายใครเป็นพิเศษ แต่เมื่อมองเห็นพวกเขา จงอินก็ขยับยิ้มทักทาย "ไง"

 

          "ไง" ตอบกลับไป แต่ในจำนวนนั้น ไม่มีร่างสูงที่โดดเด่นคุ้นตา

 

          พอเห็นว่ากำลังถูกจ้องลู่หานก็หลบสายตา เม้มริมฝีปากเอาไว้แน่นๆ เพื่อไม่ให้เอ่ยถามหรือสงสัย เขาไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับคนๆ นั้นอีก

 

          ซุกหน้ากลับลงไปในผ้าพันคอผืนใหญ่ แต่ว่า...

 

          “เซฮุนล่ะ” แบคฮยอนถามขึ้นมา ถามเหมือนรู้ใจ...ว่าเขากำลังคิดอะไร

 

          คนฟังยิ้มนิดๆ และเลือกที่จ้องตาเขาแทนคำตอบทั้งหมด

 

          “มันไม่มาหรอก วันนี้วันเกิดมันนี่นะ” ไม่ใช่เสียงของคนตรงหน้า แต่เป็นฮวังจื่อเทาที่ทิ้งระเบิดเอาไว้ ด้วยดวงตาจิ้งจอกที่วาววับร้ายกาจ

 

          ทุกคนเพ่งความสนใจไปยังคนๆ นั้น ที่ยังคงยื่นล้วงกระเป๋าทำตัวตามสบายอย่างไม่ทุกข์ร้อน

 

          วันนี้วันเกิดเซฮุน...จริงด้วยสินะ

 

          ลู่หานเพิ่งนึกขึ้นได้ เขาไม่เคยลืมมันเลยสักครั้ง

 

          หัวใจข้างในสั่นไหวจนนึกกลัว...แบบนี้หมายถึงก้าวแรกของการตัดใจหรือเปล่านะ

 

          เป็นสัญญาณที่ดี...จริงๆ สินะ

 

          กัดริมฝีปากตอนซ่อนมือที่กำแน่นเอาไว้ใต้แขนเสื้อ เขาควรดีใจ...ควรดีใจที่กำลังจะได้เริ่มต้นใหม่

 

          ย้ำกับตัวเอง และ...

 

          "เกี่ยวกับอะไรวันเกิด วันนี้วันสอบด้วยไม่ใช่เหรอ"

 

          ไม่มีใครเข้าใจจุดประสงค์ และนั่นยิ่งทำให้รอยยิ้มเจ้าเล่ห์นั่นกว้างขึ้น

 

          "อา...คบกันอยู่ไม่รู้เหรอ ว่าวันเกิดเซฮุนมันไม่ไปไหนหรอก หรือถ้าจะไป...ก็คงมีแต่ที่สุสานเท่านั้นล่ะ"

 

          ถ้อยประโยคนั้นเจือด้วยเสียงหัวเราะ คนฟังพากันขมวดคิ้ว

 

          ครู่หนึ่งที่ทุกการสนทนาหยุดลงไป สายลมหอบเอาเสียงและความสุขให้ปลิวหาย หัวใจของเจ้าลูกกวางก็กระตุกวูบอีกครั้ง

 

          สุสาน...สุสานที่ว่านั่น...หรือว่า...

 

          "...คุณยอนฮวา..." พึมพำแผ่วเบา และคิมจงอินที่อยู่ใกล้กันได้ยินชัดเจน

 

          แวบหนึ่งที่นัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นสั่นไหว ดูเศร้าสร้อยเจ็บปวด แต่ก็เพียงเสี้ยวเล็กๆ ในละอองวินาที ทุกอย่างก็กลับมาว่างเปล่าอีกครั้ง

 

          "ใช่...เธอเสียชีวิตวันนี้ วันเกิดของเซฮุน และหมอนั่นไม่เคยกล้าเข้าไปเคารพสุสานเธอเลยสักครั้ง"

 

          ปริศนาอีกชิ้นได้รับการเฉลย มันถูกโยนเข้ามาในความรู้สึกที่โงนเงน

 

          พังทลายไม่เหลือชิ้นดี แหลกละเอียดยิ่งกว่าเม็ดทรายที่ไม่อาจหลอมรวม

 

          แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นลู่หานก็ยังยินดีจะแบกรับเอาไว้

 

          คนตัวเล็กนิ่งไป และมือใหญ่วางลงมาบนบ่าของเขาเบาๆ

 

          “ช่างมันเถอะ ปล่อยไปได้แล้ว คนที่จะรักมันได้มีแต่ตัวของมันเองเท่านั้น”

 

          จงอินยิ้มให้เขาอีกครั้ง ก่อนจะเดินเลี่ยงไปเตรียมตัว

 

          อือ...ลู่หานเข้าใจ เขาเข้าใจความหมายของคำพูดทั้งหมดนั้น

 

          คนที่จะช่วยเซฮุนได้ก็มีแต่ตัวของชายหนุ่มเอง

 

          ไม่ใช่ใครคนอื่น หรือไม่อย่างนั้น...ก็อาจมีแค่เธอที่ไม่สามารถลืมตาตื่นขึ้นมาได้อีกเป็นครั้งที่สอง

 

          ต้องบอกตัวเองไปอีกเท่าไหร่...มือที่กำเครื่องเขียนเอาไว้สั่นเทา

 

          ต้องคอยตอกย้ำซ้ำๆ ว่าไม่มีทางเป็นตัวเองไปอีกนานแค่นั้น

 

          ต้องเสียใจแค่ไหน...ถึงจะตัดใจจากโอเซฮุนได้จริงๆ เสียทีลู่หานคนโง่

 

          ต่อว่าตัวเอง เขาควรหยุดรักและเกลียดเซฮุนได้แล้ว

 

          อยากทำแบบนั้น พยายามบอกตัวเองให้ทำแบบนั้น แต่ว่า...

 

         ...ยอนฮวา...

 

          เสียงเรียกขานในคืนนั้นดังแว่วเข้ามาให้หู คิดถึงมากที่สุด โหยหามากที่สุด และเจ็บปวดมากที่สุด

 

          ดวงตาที่มองกลับมาไม่มีน้ำตา เซฮุนไม่มีน้ำตา แต่ข้างในนั้น...หัวใจที่มองเห็น เลือดยังไม่หยุดไหลเลย

 

          โอเซฮุนเองก็เสียมากที่สุดเหมือนกัน

 

          เม้มริมฝีปากเอาไว้เมื่อหัวใจถูกบีบอีกครั้ง

 

          ความรักที่ไม่สมหวัง รัก...ที่ไม่มีวันสมหวัง เขาควรเข้าใจดีที่สุดไม่ใช่เหรอ

 

          บ้าจังเลยนะ...สุดท้ายเขาก็ยังเลือกเส้นทางที่ทำร้ายตัวเองอยู่ดี

 

          หัวเราะในความน่าสมเพชนี้ วางทุกอย่างในมือลง และตัดสินใจหันหลังวิ่งกลับไปทันที!

 

          แต่ละก้าวของเจ้าหญิงเงือกน้อยหนักอึ้งและเจ็บปวดแบบนี้เองเหรอ ยาพิษของจริงในแอปเปิ้ลของสโนไวท์คงทรมานมากกว่านี้สินะ

 

          แต่ว่า...ลู่หานก็ยังคงมีความหวัง

 

          หวังในปาฏิหาริย์ในเหมือนกับซินเดอเรลล่าที่ได้แต่นั่งอธิษฐานอยู่หน้าเตาผิงมอมแมมทุกคืน

 

          เขาไม่หวังให้ฟักทองกลายเป็นรถม้า หรือได้เต้นรำในปราสาทสวยๆ ของเจ้าชาย

 

          เขาเพียงแค่อยากพบพ่อมดใจร้ายและโอบกอดเอาไว้ให้หายเศร้า ก่อนที่แรงทั้งหมดจะหายไป

 

          แล้วเขาคงจะหลับลึก...หลับไปนานมากกว่าร้อยปียิ่งกว่าเจ้าหญิงนิทรา

 

          ร่างเล็กวิ่งไปข้างหน้า โดยไม่ฟังเสียงร้องห้ามจากทางด้านหลัง

 

          “ไอจะฆ่ายู คิมจงอิน!” โดคยองซูคว้าคอเสื้อคนตัวสูงกว่าเอาไว้ พร้อมเหวี่ยงติดกำแพงอย่างฉุนเฉียว

 

          เพื่อนพยายามร้องห้ามเรียกสติ ทว่าแม้แต่แบคฮยอนก็ทำอะไรไม่ได้

 

          ระหว่างคนทั้งสองไม่มีใครแทรกกลางได้ มันมีความหมายและการตีความที่ลึกซึ้งมากกว่านั้น

 

          ประสานสายตาท้าทาย ไม่มีรอยยิ้มหรือเค้าแววล้อเล่น มีเพียงความเคร่งเครียดจริงจัง และดุดันอยู่ในดวงตาของคนทั้งคู่

 

          “ถ้าเป็นนาย...เพื่อนของนายกำลังยืนอยู่บนหน้าผาหมิ่นเหม่แต่ช่วยอะไรไม่ได้ นายจะดูดายหรือพยายามหาหนทาง ใครสักคนที่จะช่วยดึงมันขึ้นมาจากความตาย”

 

          เสียงทุ้มในลำคอจริงจัง กดดันให้แม้แต่อากาศก็ไม่กล้าหายใจ

 

          มือเล็กๆ ยิ่งขยุ้มคอเสื้อของคู่สนทนาเอาไว้ ไฟโทสะในดวงตาคู่โตลุกโชนบิดเร่า คยองซูสูดหายใจเข้าลึกยาวสะกดกลั้นทุกความโกรธเกรี้ยวลง ก่อนจะตอบคำถามที่ค้างคาไว้

 

          เยือกเย็นและไม่เคยมีเค้าแววลังเล เช่นเดียวกับความรู้สึกในที่มั่นคงเสมอไม่เคยเปลี่ยนแปลง

 

 

          “ไอก็จะถีบทั้งยูและเพื่อนเฮงซวยของยูลงเหวไปซะ คิมจงอิน”


 (ต่อ) 


          เสียงใบไม้เสียดสีฟังเหมือนคำทักทายต่อสายลมยามพัดผ่าน

          เรียงรายให้ร่มเงาไปตลอดแนวทางเดินที่ปูด้วยอิฐสีเหลือง ร่างหนึ่งเหม่อมองไปเบื้องหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า รอบกายปราศจากความวุ่นวาย มีเพียงความเงียบงัน...แต่จิตใจที่ว้าวุ่นนี้ก็ไม่อาจสงบลงได้


     —
สุสานหินสีขาวทรงสีเหลี่ยมผืนผ้าตั้งเรียงอย่างเป็นระเบียบอยู่บนผืนหญ้าที่ทอดยาวไปจนสุดสายตา วังเวงและมีเพียงไอร้อนของแดดยามบ่ายที่สาดส่องลงมาอย่างเท่าเทียม

          ช่างเป็นสถานที่เหมาะสมแก่การพักผ่อนของผู้ล่วงลับ


          มือใหญ่ยกหลังมือขึ้นปาดเหงื่อเม็ดโตข้างแก้ม สีหน้าของเขาเคร่งเครียด ยิ่งเงียบ จิตใจของก็ยิ่งถูกฉุดให้หวนกลับไปหาอดีต เซฮุนหลับตาลงช้าๆ ภาพหญิงสาวร่างเล็ก ใบหน้าขาวใสเกือบจะกลายเป็นจืดและไม่ค่อยมีอะไรโดดเด่นกลับค่อยๆ แจ่มชัดขึ้น...การพบกันครั้งแรกระหว่างเขากับเธอเกือบไม่ใช่เรื่องน่าประทับใจ


          ต่างคนต่างรีบจนไม่ยอมมองทางให้ดี พวกเขาวิ่งชนกันและล้มโครมลงไปทั้งคู่
!

          ไม่มีเวลาให้ต่อว่าหรือโวยวาย แค่จะมองหน้ากันก็ยังดูนานเกินไปด้วยซ้ำ – ไม่มีคำขอโทษ ไม่ยอมสบตา แค่เก็บของก่อนจะแยกย้าย เขาคือนักเรียนมัธยมต้นปีสุดท้ายที่มีเรื่องชกต่อย และกำลังหนีคู่อริเพื่อเอาตัวรอดจากการเป็นข่าวหน้าหนึ่ง ส่วนเธอ...คือคนแปลกหน้าที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เจอกันอีกครั้ง


          แต่โชคชะตามักเล่นตลกกับชีวิตคนเสมอ...


          ริมฝีปากได้รูปขยับยิ้มเหยียดหยัน ถ้าเรื่องจบตั้งแต่ตอนนั้น ทุกอย่างก็คงไม่ลงเอยแบบนี้ ถ้าเธอ...ไม่ลืมสุมดบันทึกสีชมพูที่มีอะไรต่อมีอะไรยัดเอาไว้จนมันโป่งพอง


          จำได้ว่าไม่ได้พยายามตามหาเจ้าของ แค่เก็บมันไว้...และในคืนหนึ่งที่พวกเขายกพวกถล่มกัน เธอก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง เดินโง่ๆ ทะเล่อทะล่าเข้ามาอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว จนถูกเข้าใจผิดคิดว่าเราเป็นพวกเดียวกัน


          และ...เกือบเคราะห์ร้ายเพราะความไม่รู้เรื่องนี้

 

        ‘อยากตายหรือไง...ผู้หญิงโง่!’

 

          เสียงหอบหนักๆ ติดขัดของตัวเองยังคงดังชัด เซฮุนตวาดเธอหลังจากพาวิ่งหนีมา พวกเขาเหนื่อยจนต้องพัก สองขาล้าไปหมด และเจ้าของดวงตาคู่โตใส่แป๋วขึ้นเสียงกลับใส่เขาทันที

 

        ‘ให้มันน้อยๆ หน่อย ฉันเป็นพี่นายนะ

 

          อาฮะ...ว่าที่นักศึกษาปริญญาโท แต่อ่อนต่อโลกและใสซื่อชะมัด!


          พวกเขาเถียงกันเสียงดัง ใช่อารมณ์เป็นที่ตั้ง ซัดสาดความหงุดหงิดที่เจอมาทั้งวันใส่อีกฝ่าย – ความอึดอัด ความกดดันคับข้องใจ ทั้งหมดในโลกที่โหดร้ายใบนี้กำลังถูกระบายออกมาจนหมด


          ทุ่มเทจนแสบคอ เหม็นขี้หน้า แต่ว่า...

 

        ‘ทำอะไรยัยลูกคุณหนู

 

          โอเซฮุนไม่ทันตั้งตัว เมื่อมือขาวผ่องและมีกลิ่นหอมๆ ยื่นออกมาหา พร้อมใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเลือดที่มุมปากให้

 

        ‘อยู่นิ่งๆ สิ อยากตายหรือไง

 

          ขู่เสร็จแล้วก็ถลึงตาหวานๆ ใส่กัน น่ากลัวตายล่ะ...


          ความประทับใจครั้งแรก...คงเป็นความจุ้นจ้านช่างจัดแจงไม่เข้าท่า เธอคนนั้นบังคับให้เขาไปหาหมอทำแผล ทั้งยังจ่ายค่ายาให้อย่างไม่รู้เลยว่าพ่อของเขาเป็นใคร


          ได้แต่จำใจเดินไปส่งยัยคนตัวหอมที่ป้ายรถเมล์ และก่อนที่พวกเขาจะลาจากกันนั้น

 

        ‘ชื่ออะไรเหรอ? – ถามตาใส แต่เขากลับล้วงมือลงกระเป๋ากางเกง แล้วหันหน้าหนีไม่สบตา

 

          เธอทำหน้าบึ้ง แต่แทนที่จะก้าวขึ้นไปแล้วเลิกสนใจเขา คนวุ่นวายนั่นยังอุตส่าห์ชะโงกหน้าออกมาทางหน้าต่างร่ำลากัน ฉันชื่อยอนฮวา...อิมยอนฮวา จำไว้ให้ดีล่ะ โอเซฮุน

 

          แล้วก็ชี้ที่ป้ายชื่อบนอกเขา ก่อนจะยิ้มหวานกลับมาให้ ยิ้มแป้นจนตาหยีที่ทำให้โลกทั้งใบสว่างไสว


          เหมือนรอบกายเปลี่ยนเป็นฤดูใบไม้ผลิ และถูกหยุดเอาไว้แบบนั้น


          ดอกเชอร์รี่ในวันนั้นล่องลอยไปตามสายลม เหมือนหัวใจของเขาที่เต้นดังเป็นครั้งแรก


          และหลังจากวันนั้น...สมองโง่ๆ ก็สั่งให้เขามารอรถกลับบ้านที่นี่ทุกวัน พร้อมกับชื่อเพียงสามพยางค์ที่ไม่ได้ลบหายไปจากจิตใจอย่างที่ควรจะเป็น


          พวกเขาเจอกันบ่อยขึ้น จากความบังเอิญที่คงใกล้เคียงกับการตั้งใจเข้าไปทุกที วันนี้เซฮุนก็มีเรื่องชกต่อยอีกตามเคย และบนข้างแก้มก็มีพลาสเตอร์ยาลายมาเมะโกมะปัญญาอ่อนแปะอยู่ให้เห็น

 

        ‘ทำไมถึงชอบมีเรื่อง?

 

        ‘ทำไมต้องถาม

 

          ตอบกลับทันควัน อันที่จริงแค่ตั้งใจจะกวนประสาทยัยคนโลกสวยนี้เล่นๆ แต่ว่า...

 

        ‘เป็นห่วงไง...เป็นห่วงไม่ได้เหรอ?

 

          เสียงหวานใสแผ่วเบา อ่อนละมุนเหมือนสายลม และหอมกรุ่นเหมือนไอแดดบางเบา


          ยอนฮวาซบหน้าลงบนแขน แล้วใช้ดวงตาที่ส่องประกายจ้องมองเขากลับมา มันสวยงามและไม่อาจละความสนใจ อันที่จริงแล้ว...ทั้งหมดที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นเธอคนนี้หยุดสายตาของเซฮุนเอาไว้ได้ตั้งแต่วินาทีแรก


          — ผิวขาวหมดจด แก้มยุ้ยสีชมพู จมูกเล็กๆ เชิดรั้นนิดๆ รับกับริมฝีปากกระจุ๋มกระจิ๋มน่ารัก ล้อมกรอบด้วยลอนผมหยักศกสีดำมัน และที่มากกว่าอะไรทั้งหมดคือ...รอยยิ้มและคำพูดที่ใสสะอาดซื่อตรงเสมอ

         

          รอยยิ้ม...ที่ส่องสว่างมาถึงโลกอันมืดมิดของเขา


          แค่เด็กมีปัญหาที่ไม่รู้จักโตจริงๆ เขาเกลียดพ่อที่ชอบจัดแจงจับวางชีวิตของตัวเอง บังคับพี่ชายให้ดูแลธุรกิจ ในขณะที่เขาถูกยัดเยียดตำแหน่งนักการเมืองมาให้ตั้งแต่อายุยังไม่ถึงสิบหกดี ทั้งหมดมันก็แค่อาการต่อต้าน และพยายามทำให้ประวัติตัวเองด่างพร้อยแบบโง่ๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องแบกรับโชคตะตาที่ถูกกำหนดไว้ก็เท่านั้น


          ยกกระป๋องน้ำอัดลมขึ้นดื่มจนหมด ก่อนจะปามันลงถังขยะอย่างแม่นยำ เรอออกมาอย่างเสียมารยาท และทิ้งตัวนอนแผ่หลาบนพื้นหญ้า ในมุมหนึ่งของสวนสาธารณะที่ห่างไกลจากสายตาของผู้คนโดยไม่สนใจเรื่องอะไรอีก – ยอนฮวายิ้มและหัวเราะเบาๆ อยู่ข้างกัน ก่อนที่มือข้างนั้นกลับวางลงมาบนหัวพร้อมลูบปลอบเบาๆ


          อีกครั้งที่ความอบอุ่นนี้แผ่ซ่านไปทั่วทั้งหัวใจ...

 

        ‘ดูแลตัวเองให้มากกว่านี้หน่อยสิ คนอื่นจะเสียใจเอานะ

 

          คำพูดนั้นทำให้ฉุกคิด แต่ในอีกหลายวินาทีต่อมาก็กลับหัวเราะในลำคอออกมากึ่งดูแคลน

 

        ‘ใครจะเสียใจ ไม่มีใครอยากสงสารอันธพาลหรอก ไร้สาระ

 

          ตัดบท แต่ว่า... ฉันไงล่ะ

 

          เสียงใสตอบกลับหนักแน่นเหมือนประกายเข้มแข็งในแววตา

 

        ‘ถ้าเกลียดก็คงไม่ยอมมาเจอ อีกอย่าง...ไม่มีใครจะไม่ให้โอกาสหรือซ้ำเติมคนที่ก้าวพลาดหรอกนะ เซฮุนนา

 

          คำเรียกขานนั้นหยุดทุกอย่างลง รอยยิ้มนั้นทำให้เขาขยับตัวไม่ได้


          ผู้หญิงคนหนึ่งที่เหมือนจะไม่มีอะไรโดดเด่น หน้าขาวๆ นั่นก็ไร้การตกแต่งใดๆ แต่เพราะความเป็นธรรมชาตินี่หรือเปล่าเขาก็ไม่แน่ใจ รู้เพียงว่ารอยยิ้มของเธอสะกดเขาไว้ เหมือนว่าทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นจากตรงนี้


          ชายหนุ่มเองไม่แน่ใจ บางที...เขาอาจชอบเธอตั้งแต่วันนั้นแล้วก็ได้


          ชอบ...จนพัฒนาความสัมพันธ์ให้กลายเป็นความรัก

    

          ก่อนที่ทุกสิ่งจะดำเนินมาถึงการแยกจากอย่างไม่มีวันกลับอันถือเป็นจุดสิ้นสุด


          ความคิดทุกอย่างถูกหยุดลงเพียงเท่านี้ พร้อมกับเปลือกตาที่เปิดขึ้น ใบหน้าหล่อส่ายไปมา เขาไม่ต้องการจดจำอะไรได้อีก มือใหญ่กำแน่นครู่หนึ่งก่อนจะคลายออก ปีนี้ก็คงจะเหมือนปีอื่นๆ ที่เขาตัดสินใจจะกลับโดยไม่ได้เข้าไปเคารพหลุมศพของเธอ ร่างสูงสง่าหันหลังกลับ ทว่าพอก้าวขาได้เพียงข้างเดียว ร่างบางที่เป็นมากกว่าความคุ้นเคยก็พรวดพราดเข้ามาขวางไว้ พร้อมๆ กับดวงตาคมที่เบิกกว้าง


          “ห้ามกลับนะ โอเซฮุน!


          เสียงนั้นเอ่ยชัดเจน สวนทางกับดวงตาที่มีแต่เพียงความกังวลและไม่มั่นใจ


          ร่างนั้นหยุดนิ่งครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้ ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่นจนไม่เห็นสี ถึงจะไม่มีการหลบสายตา แต่ก็เห็นชัดว่าแต่ละก้าวย่างนั้นไม่มั่นคง ประหม่าจนเหมือนว่าจะพร้อมวิ่งหนีไปได้ทุกครั้ง...แต่ลู่หานก็ไม่ได้ทำแบบนั้น


          คนที่ไม่คาดคิดหยุดยืนตรงหน้าเขา ดวงตากวางคู่นั้นกำลังสั่นไหว หวาดกลัว เจ็บปวด แม้แต่ตอนยื่นมือออกมาจับมือของเขาไว้ ความรู้สึกข้างในก็ยังสะท้อนชัดผ่านอาการสั่นเทานี้ “...ห้ามหนีนะ...เซฮุนนา”


          ถึงจะพูดแบบนั้นเจ้าตัวเล็กก็เอาห่อไหล่และก้มมองปลายเท้าของตน อึดใจหนึ่งพอรวบรวมความกล้าได้มากพอก็เงยกลับขึ้นมาอีกครั้ง “กรุณาอย่าหนี...อีกต่อไปเลย”


          แล้วริมฝีปากเชอร์รี่ก็ค่อยๆ คลี่ยิ้ม ขัดกับดวงตาที่ระริกไหวรุนแรง และสะท้อนชัดแต่เพียงความจริงใจนั้น


          “ขอโทษนะที่เราตามมา ...พอได้ยินจากจิงอิน...มันก็อดห่วงไม่ได้ เราคง...บ้าไปแล้วแน่ๆ”


          หัวเราะและมือเล็กยิ่งบีบแน่นขึ้นไปอีกโดยไม่รู้ตัว “...เรารู้ว่าตัวเอง...คงไม่ใช่คนที่คุณอยากให้อยู่ข้างๆ ในเวลาแบบนี้ แต่ว่า....เรา...เราจะไปกับคุณนะ ถึงจะไม่ใช่คนสำคัญหรือคนที่ต้องการ แต่เราก็จะเข้าไปด้วย จะไม่หนีไปไหนไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะอยู่ข้างๆ คุณตลอด เพราะฉะนั้น...ห้ามหนีเด็ดขาดเลยนะ!


          ลู่หานโผล่งออกมา ร่างเล็กหอบหายใจจนตัวโยนแล้วต้องกัดริมฝีปาก


          ไม่เป็นไรหรอก...ถึงจะเจ็บที่หัวใจจนอยากจะร้องไห้ แต่แค่นี้น่ะไม่เป็นไรหรอก

    

          ถึงจะถูกต่อว่าหรือเกลียดก็ช่าง ขอแค่...ปลอบตัวเองแล้วคลี่ยิ้มอีกครั้ง


          “ทั้งหมด...ก็เพื่อตัวคุณเองนะ”


          คำพูดมากมายถูกถ่ายทอดแต่เซฮุนยังคงนิ่ง เขามองรอยยิ้มที่แลดูเจ็บปวดมากกว่าสดใสด้วยสีหน้าราบเรียบ ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าตัวกำลังคิดอะไร ชายหนุ่มยืนอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานาน รับรู้ถึงอารมณ์พลุ่งพล่านที่อัดแน่นอยู่ภายใน มันสบสนจนเผลอบีบมือของคนตรงหน้าตอบไปแรงๆ แต่อีกฝ่ายก็ยังไม่ยอมปล่อยมือ


          ยังไม่มีใครพูดอะไร สายลมที่พัดผ่านมาจึงหอบเอาไปได้เพียงแค่ความเงียบงันเท่านั้น


          แล้วครู่ใหญ่ๆ คนตัวสูงกว่าจึงค่อยถอนหายใจออกมา เขายังคงปิดปากของตัวเองแน่น แต่หันหลังกลับไปอีกทาง ขยับมือเบาๆ เหมือนเป็นสัญญาณให้ร่างเล็กก้าวตามไปด้วย


          ทุกการลงเท้าคือความมั่นใจไม่ลังเล ไม่เหมือนเป็นครั้งแรก และไม่มีการหยุดดูหรือกไล่สายตามองหา ใบหน้าหล่อจัดมองตรง มุ่งไปทางที่หญิงสาวอีกคนหนึ่งพักผ่อนอยู่


          ลึกเข้ามาจากทางเดินและในที่สุดคนทั้งคู่ก็มาถึง


          ไม่มีอะไรต่างจากสุสานอื่นๆ แผ่นหินยังคงเป็นสีขาวเหมือนได้รับการดูแลให้ใหม่อยู่ตลอดเวลา จะต่างก็แค่มีช่อดอกลิลลี่สีขาวสะอาดตาช่อใหญ่วางอยู่ก่อนหน้า ลู่หานเหลือบมองคนที่เอาแต่ยืนนิ่ง ก่อนจะก้าวออกมายืนด้านหน้า พร้อมวางช่อดอกไม้เล็กๆ ที่ผูกไว้ด้วยผ้าเช็ดหน้าสีชมพูผืนเล็กลงไปข้างกัน พนมมือขึ้นไหว้


          “สวัสดีครับคุณยอนฮวา ผมชื่อลู่หาน...เป็นเพื่อนร่วมคณะขอเซฮุนครับ ขอโทษนะครับที่วันนี้เสื้อผ้ากับดอกไม้ของผมอาจจะไม่เหมาะสม มันฉุกละหุกไปหน่อย แต่ปีหน้าถ้ามีโอกาส...ผมจะนำช่อดอกไม้ที่ใหญ่กว่านี้มาฝากนะครับ”


          จบคำบอก สายลมบางเบาก็พัดโชยมาช้าๆ เข้ามาคลอเคลียแก้มขาวใส อ้อยอิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วจากไป นั่นเหมือนเป็นคำตอบรับคำทักทายและทำให้คนพูดยิ้มออกมาน้อยๆ หันกลับไปมองชายหนุ่มข้างหลัง และพบว่าเขากำลังมองกลับอยู่ก่อนแล้ว – ลู่หานในสเวตเตอร์สีพีชดูตัวเล็กเหลือเกิน เมื่อเทียบกับความเวิ้งว้างว่างเปล่านี้ คงไม่ได้ตั้งใจมาตั้งแต่อรก ต่างจากเขาที่ทุกอย่างบนตัวเป็นสีดำไม่เว้นแม้แต่เนคไท


          มือใหญ่เกร็งชึ้นเล็กน้อยเมื่อถูกสัมผัสอันอ่อนโยนเข้ามาเกาะกุม บีบมือเขาทีหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยช้าๆ


          “ไหนๆ ก็มาแล้ว ...พูดอะไรกับเธอหน่อยไหม คุณยอนฮวาต้องดีใจแน่ๆ ที่คุณมาเยี่ยมเธอ” ริมฝีปากอิ่มยิ้มน้อยๆ


          “อะไรก็ได้ที่คุณอยากจะพูด ...อะไรก็ได้ เราเชื่อว่าเธอจะรับฟัง เราก็ด้วย...ทุกอย่างที่คุณพูด เราอยากฟัง”


          ได้แต่มองตาเขา เหมือนมีเรื่องราวต่างๆ มากมายอัดแน่นจนแทบเอ่อล้น แต่ในขณะเดียวกันก็กลับว่างเปล่าเหมือนไม่มีอะไร ลู่หานอดทนรออย่างใจเย็น ครู่ใหญ่ริมฝีปากได้รูปก็ค่อยๆ เผยอออก แล้วในที่สุดเสียงทุ้มที่คุ้นเคยก็เล็ดลอดออกมา


          “...ฉันตกลงเป็นคบกับยอนฮวาตอนไปสอบเข้า” เขาเริ่ม “เลิกเป็นอันธพาล แล้วก็หันมาอ่านหนังสือ แต่ว่า...ยัยนั่นก็ยังเป็นนักศึกษาปริญญาโทที่ไม่ได้เรื่อง ทั้งซุ่มซ่ามแล้วก็ไม่รอบคอบ มีแต่เรื่องให้ต้องดูแลแล้วก็ปวดหัวทุกวัน”


          นัยน์ตาคมสะท้อนถึงเรื่องในอดีตอีกครั้ง และคงไม่มีครั้งไหนที่มันจะไม่มีแววเจ็บปวดฉาบทับ


          “รู้ไหมว่ามันบังเอิญจนน่าหัวเราะ แต่กว่าจะรู้ตัวอีกที...ฉันก็รักยายคนที่แทบจะไม่มีอะไรโดดเด่นนอกจากรอยยิ้มนั่นเข้าเต็มๆ” – ในความรู้สึกที่แค่นเค้น ก็ยังคงเป็นความสุขที่ได้นึกถึงเสมอ


          ไม่มีการพูดแทรกจากคนที่นิ่งฟัง ลู่หานยังคงยิ้ม แต่ดวงตากวางกลับวาววับและร้อนผ่าว ไม่มีน้ำตา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเลยว่าหัวใจจะไม่เจ็บปวด ...ไม่เป็นไร ยังฟังต่อได้อยู่ เขาปลอบตัวเองให้สงบลง


          “แต่จริงๆ แล้วระหว่างเราเป็นแบบไหนฉันเองก็ตอบไม่ได้ เราเป็นทั้งเพื่อน พี่น้อง แล้วก็คนรัก ถ้าจะให้พูด...ฉันก็ยอมรับว่ายายนั่นมีผลต่อชีวิตมากกว่าจะคิดออก” เขาหยุดครู่หนึ่ง กลืนความรู้สึกต่างๆ ลงท้องแล้วจึงรวบรวมแรงเอ่ยต่อ


          “เคยบอกใช่ไหมว่ายอนฮวาเป็นผู้หญิงที่ฉันจริงจังขนาดคิดจะแต่งงานด้วย แต่ว่า...ทุกอย่างมันไม่ได้ราบรื่นแล้วก็จบลงด้วยความสุขแบบในนิยายหรอก”


          จบประโยคนี้คนตัวเล็กก็เงยหน้าขึ้นมอง และเห็นคนพูดมีสีหน้าปวดร้าวอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เจ้าลูกกวางกัดริมฝีปาก เตือนตัวเองไม่ให้หันหน้าหนีและตั้งใจฟังจนจบ


          “ยอนฮวาคงอายที่จะต้องบอกใครๆ ว่าคบอยู่กับเด็กม.ปลายแบบฉัน ระหว่างเราก็เลยดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุด” เขาเค้นเสียง “เราตกลงจะลองห่างกันเพื่อจะได้รู้ใจตัวเอง สำหรับฉัน...ความรักก็ยังคงเป็นความรัก แต่กับเธออาจจะไม่ใช่แบบนั้น เพราะคนยายนั่นที่เลือกจะเดินเคียงข้างนั่นก็คือพี่”


          สายลมรุนแรงพัดผ่านมาวูบใหญ่ มันอาจไม่ควรรื้อฟื้นเรื่องความหลังที่แสนเจ็บปวดให้คนตายฟัง ไม่ใช่ตรงนี้ แต่เมื่อเริ่มแล้วก็ต้องสานต่อให้จบ


          “งานแต่งงานถูกจัดขึ้นทันทีเมื่อยัยนั่นเรียนจบ ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายเองก็เห็นชอบ มีเพียงแค่ฉัน ยอนฮวา และพี่ที่เพิ่งรู้ความจริงก่อนจะถึงเวลางานเริ่มเพียงไม่กี่ชั่วโมง ฉันรู้ว่าพี่ไม่ผิด แต่ความรู้สึกในนี้บอกว่าให้อภัยไม่ได้ แต่เธอกลับบอกว่า...ต่อให้ล้มเลิกงานนี้...ก็คงไม่ย้อนกลับมาหาฉันอีก ทุกอย่างมันก็เลย...ลงเอยแบบนี้” คิ้วเข้มขมวดชิด


          “ฉันเลิกไปมหาวิทยาลัย เก็บของออกจากบ้านไปอยู่ที่คอนโดฯ หางานพิเศษทำเพื่อจะได้ลืมเรื่องของยายนั่น...แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้” เซฮุนเค้นหัวเราะ ต่อหน้าใครๆ เขาคือคนสมบูรณ์พร้อม ต่อหน้าลู่หาน...เขาคือแสงสว่างและโลกอีกใบที่อยากเอื้อมให้ถึง แต่ว่า...ตัวตนจริงๆ เขาก็เป็นแค่พ่อมดใจร้ายที่งี่เง่า


          โง่...ที่ยอมกินแอปเปิ้ลเคลือบยาพิษของตัวเอง ใช้ความเจ็บปวดซ้ำๆ เพื่อให้ตัวเองลืมเรื่องของเจ้าหญิง


          ลู่หานเม้มริมฝีปาก...มีแต่คนโง่ทั้งนั้นเลยสินะ อยากหัวเราะ...แต่เสียงมันไม่ยอมออกมา


          “ชีวิตแต่งงานของยอนฮวาไม่ใช่โลกในเทพนิยายอย่างที่เธอฝัน ธุรกิจของพ่อเพิ่งจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ อะไรๆ ก็ยังไม่เข้าที่ อู๋อี้ฝานถึงต้องเลือกงานมากกว่าจะมีเวลาให้เธอ คงเพราะความว้าเหว่...ยัยนั่นถึงกลับมาหาฉัน ไม่ใช่ในทางชู้สาว แค่ต้องการเพื่อน ...และฉันก็ให้เธอไม่ได้”


          ดวงตาสีเข้มวาวโรจน์เมื่อการย้อนอดีตดำเนินมาถึงจุดพลิกผัน


          สำหรับชายหนุ่มแล้ว เขาไม่เคยลืมมันไปแม้แต่วินาที จดจำ แบกรับ จนไม่สามารถก้าวขาต่อไปได้


          “ฉันคิดแต่ว่าอยากจะหนีไปให้พ้นจากความรู้สึกนี้ ครั้งสุดท้ายที่เราได้คุยกัน ในร้านอาหารที่ฉันทำงานพิเศษ ยัยนั่นมานั่งรอจนดึก วันนั้นเป็นวันเกิดของฉัน เธอเอาของวัญมาให้ และก็ยังแบกเรื่องกลุ้มใจเกี่ยวกับครอบครัวมาด้วย เธอต้องการที่ปรึกษา แต่ฉันกลับตวาดและไล่เธอไปให้พ้น ไม่ได้มองหรอกว่าเธอวิ่งร้องไห้ออกไปตอนไหน รู้อีกที่ก็ได้ยินเสียงเบรกรถดังลั่น ...แล้วฉัน...ก็ไม่มีวันได้พบกับยอนฮวาอีก”


          คนพูดกัดฟัน มือที่จับกันไว้บีบแน่น ภาพหญิงสาวที่หลับตานิ่งสนิทนอนจมกองเลือดในวันนั้นยังคงติดตา มือที่เคยได้สัมผัสกลับเย็นเฉียบ และไม่ว่าจะเรียกเท่าไหร่ เธอก็ไม่ขยับและลืมตาขึ้นมาเรียกชื่อของเขา


          “นี่หรือเปล่า...เรื่องทั้งหมดที่นายอยากฟัง” เขาถามช้าๆ เลื่อนลอย “เรื่องของฆาตกรบาปหนาและโง่ที่สุดในโลก”


          แล้วสรรพเสียงต่างๆ ก็เงียบลง มีเพียงสายลมแรงที่ยังคงเคลื่อนไหว พัดพาสิ่งต่างๆ ให้ปลิวว่อนไม้เว้นแม้แต่อารมณ์ของคนทั้งสอง เซฮุนเหม่อมองป้ายหินที่สลักชื่อของคนตายนิ่ง สีหน้าของเขาเคร่งเครียด อีกไม่นานริมฝีปากได้รูปที่เคยเม้มเป็นเส้นตรงก็ขยับบอกช้าๆ


          “กลับไปเถอะ” เขาเอ่ยโดยไม่แม้แต่จะก้มลงมองคนที่ยืนอยู่ข้างกัน “กลับไป...อย่ามาเสียเวลาอยู่กับ...”


          “นั่นมันเป็นอุบัติเหตุต่างหาก!!” ลู่หานตะโกนออกมาสุดเสียง ไม่สนใจว่าที่นี่จะคือสุสานที่ต้องการความสงบหรือไม่ หัวใจของเขาคงไม่เต้นอีกถ้ารอฟังเขาพูดจนจบและไม่ได้พูดอะไรออกมาบ้าง


          “...มัน...ไม่ใช่ความผิดของคุณซะหน่อย” เงยหน้าขึ้นมา มืออีกข้างขยำแขนเสื้อของเขาเอาไว้แน่น คนตัวเล็กพยายามยิ้ม แม้สีหน้าเกือบจะเหมือนคนร้องไห้อยู่แล้วก็ตาม “คุณ...ไม่ใช่ฆาตกร นั่นน่ะ...ไม่ใช่ความผิดของคุณเลย เพราะฉะนั้น...อย่าโทษตัวเองสิโอเซฮุนคนงี่เง่า!!


          บีบมือเขากลับมา “ลองพูดออกมาไหม เรื่องอะไรก็ได้ที่มันกดทับตัวคุณไว้ให้ขยับไปไหนไม่ได้ จะก้าวไปข้างหน้าหรือถอยหลังก็ไม่ได้ พูดมันออกมาสิ...พูดออกมา มันจะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น เราเชื่อ...ว่าคุณยอนฮวาจะยอมรับและให้อภัย”


          ดวงตาคมเบิกโตพร้อมระริกไหว คำพูดนั่นทำให้สิ่งที่เขาพยายามลบมันออกไปจากจิตใจหวนกลับมาอีกครั้ง


          ทั้งรอยยิ้ม ความสุข เสียงหัวเราะ และ...ความอบอุ่นที่เคยเกิดขึ้นในอ้อมกอดของกันและกัน


          เซฮุนขยับตัวเล็กน้อย รับรู้ได้ถึงน้ำใสที่คลอคลองอยู่ตรงขอบตา และก่อนที่มันจะทิ้งตัวมือใหญ่ก็ยกขึ้นมาปิดบังไว้ ชายหนุ่มเม้มปาก เงียบไปนาน ...นานมากจนเหมือนกับว่าเขาจะไม่ยอมพูดอะไรอีกแล้ว


          “ไม่รู้หรอกว่าเธอได้ยินไหม” เสียงของเขาสั่นเล็กน้อย “แต่ว่า...ถ้าทำได้ ...ถ้าจะสามารถส่งไปถึงก็อยากให้รับรู้ว่า เรื่องในวันนั้น ...ที่ตวาดไปจนทำให้ร้องไห้วันนั้น...ฉัน...อยากจะบอกว่าขอโทษ ...ฉันไม่ได้ตั้งใจ ไม่เคยอยากให้เธอ...ร้องไห้เลยสักครั้ง”


          เขากลืนน้ำลาย และทุกอย่างก็หยุดนิ่งสนิทเหมือนกำลังรอฟังประโยคต่อไปอย่างตั้งใจ


          “...มันไม่มีเครื่องย้อนเวลาฉันรู้ แต่ถ้าทำได้...ก็อยากให้เธอกลับมามีชีวิตอีกครั้ง อยากให้...กลับมาหัวเราะ จะทำตัวซุ่มซ่ามแล้วให้ต้องคอยตามช่วยอีกก็ได้ ...จะสร้างแต่ปัญหาแล้วต้องให้คอยตามแก้ฉันก็จะไม่บ่น ...หรือจะเอาปัญหาระหว่างเธอกับพี่มาขอคำปรึกษาฉันก็จะนั่งฟัง ขอแค่...เธอกลับมามีชีวิต ...ฉันขอแค่นั้นจริงๆ”


          แล้วทุกอย่างก็เงียบลงไปอีกครั้ง เหมือนไม่มีอะไรเลยที่จะกล้าเคลื่อนไหวแม้แต่สายลม คล้ายกลับว่ากาลเวลาในที่แห่งนี้กำลังหยุดนิ่ง เข็มนาฬิกาที่ควรจะหมุนไปกลับไม่ยอมทำตาม ไม่มีใครยอมพูดอะไรอีก


          แต่ว่า...ไม่นานมือเรียวที่เกาะกุมอยู่บนแขนแข็งแกร่งก็ค่อยคลายออก และลดลงช้าๆ


          “...ขอโทษนะ...” เสียงใสสั่นเครือพึมพำ “ขอโทษจริงๆ...”


          ลู่หานยกมือขึ้นป้องปาก ไม่สามารถควบคุมเสียงไม่ให้สั่นได้ ในที่สุดน้ำใสที่เอ่อล้นก็ทิ้งตัวลงมาเปรอะแก้ม


          “ขอโทษ...ที่เรารักษาสัญญาไม่ได้” เม้มริมฝีปาก ฝืนมือของตัวเองสุดกำลังไม่ให้ชักกลับ ตะโกนบอกตัวเองว่าอย่าปล่อยมือข้างนั้น แต่หัวใจที่เจ็บเหมือนถูกเข็มนับพันทิ่มแทงก็ทำให้ร่างกายไร้เรี่ยวแรง จนไม่มีทางเลือกนอกจากยอมแพ้ “...ขอโทษ...แต่เรา...ไม่ไหวแล้วจริงๆ...เรา...”


          เจ้าลูกกวางพูดออกเพียงเท่านี้ การพยายามวิ่งและกระเสือกกระสนไปให้ถึงจุดหมาย เพื่อจะพบกับความเจ็บปวดและถูกผลักให้ตกลงมากระแทกพื้นเหมือนเดิม มันทั้งเศร้าและไม่สามารถหยุดน้ำตาได้ ถ้าจะโทษ...ก็ต้องโทษที่เขาดึงดัน ฝืนบังคับให้อีกฝ่ายพูดมันออกมา


          จนในตอนท้ายที่สุดแล้ว นอกจากจะไม่ได้อะไร...กลับยังเพิ่มคนเจ็บให้มีมากขึ้นโดยไม่จำเป็น


          มือเรียวค่อยๆ หลุดออกจากการเกาะกุมช้าๆ ยิ่งรับรู้ถึงอาการเฉยเมย ไม่เหนี่ยวรั้งหรือใดๆ ทั้งสิ้น หัวใจก็ยิ่งเจ็บ ลู่หานยกมือขึ้นปาดน้ำตา และเอ่ยเสียงสั่นกับเขาเป็นครั้งสุดท้าย


          “ ...ขอโทษจริงๆ...” แล้วร่างบางก็หันหลังกลับ วิ่งจากไปตามทางที่เมื่อแรกเดินเข้ามา


          ประตูทุกบานปิดตายลงแล้วในวันนี้ เขาคงต้อง...ทิ้งแอปเปิ้ลในมือจริงๆ แล้วล่ะนะ


          บอกกับตัวเอง ในขณะที่ร่างสูงยังคงยืนนิ่ง ไม่ได้หันตามหรือรั้งใครเอาไว้


          มือใหญ่กำแน่น มืออีกข้างลดลงช้าๆ เผยให้เห็นสีหน้าที่เจ็บปวดทรมาน สิ่งเดียวที่ไม่มีให้เห็นก็คือน้ำตา ใบหน้าหล่อจัดหันหนีไปทางอื่น เหนื่อยล้าเกินกว่าจะก้าวขาออก


          เป็นอีกครั้งแล้ว...ที่เขาถูกทิ้งให้ยืนอยู่เพียงลำพังกับสายลมที่พัดผ่านมา


          ความเจ็บปวดกำลังเกาะกุมความรู้สึก ความเงียบงันไม่หลงเหลือสิ่งใดกำลังทิ่มแทงหัวใจ


          ทุกอย่างถูกลบเลือนหาย กลับคืนสู่ความสงบที่ว่างเปล่า


          ทว่า ก่อนการหลับใหลที่ยาวนานจะมาถึง ทุกอย่างกลับถูกรบกวนด้วยเสียงหวีดหวิวดังลั่น


          สายลมกำลังกรีดร้อง เหมือนยางรถที่บดลงพื้นถนนอย่างไม่อาจควบคุม

 


          นั่นคือภาพสุดท้ายในดวงตากวางที่เบิกโต


          ทุกอย่างถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็ว

 


          ดับสลายเหลือเพียงความมืดมิดที่หนาวเหน็บ แม้แต่แสงสว่างก็สาดส่องไปไม่ถึง...




TBC*




อาจจะเศร้าไปบ้าง
ใครยังไหวอดทนอยู่ด้วยกันก่อนนะคะ
เราจะผ่านมันไปด้วยกันน้า


ปกใกล้เสร็จแล้ว
เดี๋ยวจะเอามาให้ชื่นชมด้วยกันนะคะ


ฝนตกอากาศเปลี่ยนดูแลตัวเองดีๆ นะคะ
นี่เป็นหวัดกับไปหลอดลมอักเสบไปแล้ว


พูดคุยสรรเสริญคุณพระเอกไปพร้อมกันได้
ที่คอมเมนต์และแท็กนะคะ


เทคแคร์ค่า.



Hashtag
#ฟิคห้ามจูบ

 





 

 

 

 

T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 172 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,559 ความคิดเห็น

  1. #3548 Sssaiparnnn (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 15 เมษายน 2563 / 15:48
    พังจนแบบไม่ไหวแล้ว ใจข้างในมันพังมากๆๆๆๆๆ นั้มตาไหล
    #3,548
    0
  2. #3526 Tangkwa Maneewan (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 / 02:46
    โครตสงสารลู่หานอะเอาจริงเเบบฟังทุกอย่างใจมันจะเจ็บเเค่ไหนกัน
    #3,526
    0
  3. #3484 prsh (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2561 / 18:42
    เออมีนใช่ความผิดแกที่ไหนเซฮุน ส่วนเจ้ากวางก็ยังคิดถึงแต่คนอื่น กลับมานึกถึงใจตัวเองบ้างไหม
    #3,484
    0
  4. #3463 sunsweets (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 / 10:59
    เซฮุนไม่ผิดสะหน่อยอย่ารู้สึกผิดเลยนะ
    #3,463
    0
  5. #3453 Annonymus (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 / 00:07
    แบกความรู้สึกผิดไว้นานไปหรือเปล่าเซฮุน โทษตัวเองจนไม่เปิดรับคนอื่น
    จะไม่บอกว่าโทษตัวเองไม่ได้นะ แต่ลองปรับให้มันดีขึ้นกว่านี้ดีไหม อย่างน้อยๆยังมีเพื่อนเเละเสี่ยวลู่นะ
    #3,453
    0
  6. #3422 Maylovechanbaek (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2561 / 12:20
    สงสาร2คนเลยㅠㅠ
    #3,422
    0
  7. #3363 NLHH12 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 23:15
    เซฮุนถ้าไม่รักลู่หานที่เป็นลู่หาน ก็ปล่อยเค้าไปเถอะ สงสารลู่ เบื่อเซฮุนเรื่องมันก็ผ่านมาแล้วนายควรทำปัจจุบันให้ดีสิโว้ยยยย
    #3,363
    0
  8. #2953 polypoll (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 1 เมษายน 2561 / 21:53
    เบื่อที่ลู่หานเป็นแบบนี้อ่ะ รักเขาหัวปักหัวปำ เจ็บเท่าไหร่ก็ไม่จำ ปวดใจคนเป็นแม่เหลือเกิน
    #2,953
    0
  9. #2833 MomayThesw (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 30 มีนาคม 2561 / 11:48
    สงสารทุกคน แต่ลู่หานมีอะไรที่คล้ายยอยฮวาจริงๆ
    #2,833
    0
  10. #2569 JongjitSriyan (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 12 มีนาคม 2561 / 13:19
    เหมือนภาพฉายซ้ำเข้ามาอีกครั้ง ลู่หานมีอะไรที่คล้ายยอนฮวา อย่าเป็นอะไรเลยนะ
    #2,569
    0
  11. #2379 hyunbam (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 8 มีนาคม 2561 / 20:14
    ม่ายยยยยยยย โอ้ยยยบีบหัวใจ
    #2,379
    0
  12. #2354 hh_9094 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 4 มีนาคม 2561 / 18:28
    โอ๊ยยยเกิดอะไรขึ้น! ลู่หรอไม่รั!
    #2,354
    0
  13. #2325 wrfnz (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 4 มีนาคม 2561 / 09:47
    ลู่เป็นคนไม่เข็ดจริงๆ เห้ออออ
    #2,325
    0
  14. #2189 PC Memie (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 1 มีนาคม 2561 / 09:27
    ร้องไห้จริงจัง;-;
    #2,189
    0
  15. #2188 oengoeithum (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 / 00:24
    ชอบดราม่าาา อยากให้เซฮุนเจ็บสะบ้าง ลู่ถอนออกมาจริงๆเถอะนะTT
    #2,188
    0
  16. #2185 Namfahmini (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 / 23:46
    หน่วงเกินไปแล้ววว ฮือออ
    #2,185
    0
  17. #2184 Nut66665240 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 / 12:02
    ลู่หานต้องไม่เป็นอะไร
    #2,184
    0
  18. #2183 hunnnielu947 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 / 08:27
    เราไม่ไหวแล้วววว ฮืออออ เริ่มจากหน่วงสุดๆ จนตอนนี้น้ำตานองหน้าแล้ว ลู่หานต้องไม่เป็นอะไรนะ
    เราบอกหรือยังว่าทั้งเรื่องชอบคยองซูที่สุดแล้ว 555555555 ชอบที่จะถีบเพื่อนและเพื่อนเฮงซวยของยูตกไปเลย อหห เด็ดมากชอบๆๆๆ
    #2,183
    0
  19. #2182 Kusama Daniel (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 / 06:58
    ก็ยังไม่เข้าใจลู่หานจนตอนนี้ -.-
    #2,182
    0
  20. #2181 KanjanaYodboplub (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 / 01:28
    มันจะจบเเบบเเฮปปี้ไหม? ลู่หานตัดใจไม่ได้ เซฮุนไม่ยื้อ ชานยอลยังไม่ถูกกำจัด(ปฏิเสธ) ถ้าเราเป็นลู่หานคงเป็นโลกซึมเศร้าไปแล้ว TT
    #2,181
    0
  21. #2180 sunicha1409 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 / 20:15
    ฮืี่อออออ พ่อมดใจร้าย ยอมรับเถอะว่าตัวเองก็ชอบลู่หาน แต่แค่ไม่อยากเจ็บเหมือนเดิม มันอาจจะไม่ต้องเจ็บเหมือนก็ได้นะ โอ้ยยเศร้าใจ
    #2,180
    0
  22. #2179 Ballerina320947 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 / 17:46
    เพราะแบบนี้เองสินะเซฮุน เพราะไม่อยากให้ความรู้สึกเดิมๆกลับมาอีก เพราะไม่อยากให้เรื่องแบบนี้กลับมาเกิดขึ้นอีก...ลู่หานเหมือนยอนฮวามากจริงๆ...แต่มันก็เกิดขึ้นอีกครั้งจนได้ เห็นไหมล่ะว่าต่อให้พยายามหนีแค่ไหนก็หนีไม่พ้น แต่คราวนี้จะยอมให้จบเหมือนกันหรือเปล่า? จะปล่อยให้มันซ้ำรอยเดิมอีกหรือเปล่า? แค่เสี้ยววินาที ใกล้แค่เอื้อมมือ หากคว้าเอาไว้ก็อาจเปลี่ยนทุกสิ่งได้ จะเลือกทำแบบนั้นหรือเปล่าล่ะ? หัวใจที่ซื่อสัตย์ของเสี่ยวลู่สมควรแล้วหรอที่จะต้องหายไปโดยที่ไม่ถูกรักตอบ? ช่วยทีเถอะนะเซฮุน ช่วยลู่ ช่วยที...ฮึกกกกก T^T
    #2,179
    0
  23. #2176 pin051243 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 / 10:41
    จะร้องงง ฮืออออ
    #2,176
    0
  24. #2174 pincesri (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:48
    โอ้ยยยยย แงงงงงงง นุลูกกกกกกอยากกอดน้องมากๆอ่ะ งื้อออออ
    #2,174
    0
  25. #2173 MJJJYY (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 / 21:53
    ลู่หานลูก
    #2,173
    0