[Rewrite] ]ทะลุมิติทั้งทีขอเป็นพระเอกไม่ได้หรือไง #ป๋อจ้าน

ตอนที่ 9 : ใคร !!

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,409
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 139 ครั้ง
    10 เม.ย. 63

09

ใคร??

 

จื่อเซียนลืมตาตื่นขึ้นเพราะความรู้สึกหนักอึ้งที่กองอยู่บนหน้าอก ก่อนจะพบว่าสาเหตุมันมาจากคนที่ควรจะนอนอยู่บนเชือกแต่กลับมานอนกอดเขาอยู่บนเตียงนี่ตั้งหาก

จื่อเซียนพยายามแกะมือที่เกาะอยู่หน้าออกของเขาออกอย่างเบามือที่สุด ถ้าหากว่าเว่ยเฟิงตื่นขึ้นมาแล้วต้องมาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ทั้งคู่มันต้องไม่ดีแน่ ไหนจะแขนที่เกาะเหนียวแน่นยังกับปลาหมึกในมหาสมุทรก็ไม่ปาน ไหนจะหัวที่กำลังซุกอยู่ที่ไหล่ของเขาอีก

ตุบ!!

“โอ้ยยยยยย!!! อะไรวะเนี่ย!! ” คนถูกกระทำร้องโอดครวญอยู่ที่พื้น หลังจากที่โดนถีบลงจากเตียงจนก้นกระแทกกับพื้นปูนอย่างแรง

“เจ้ามานอนที่เตียงข้าได้อย่างไร”

“ก็ตรงนั้นมันร้อน เตียงนายอ่ะ ลมโกรกเย็นสบาย ฉันก็แค่มาขอนอนด้วย” เว่ยเฟิงหน้ามู่ทู่ ลูบบั้นท้ายป้อยๆ ก็แค่..ขอมานอนแบบไม่บอกเท่านั้นเอง ทำไมจื่อเซียนต้องผลักตกเตียงขนาดนี้ด้วย ไม่รู้หลังหักไปหรือยัง

“แล้วทำไมเจ้าไม่บอกดีๆ ” จื่อเซียนหลบตาต่ำลง ลึก ๆ แล้วก็รู้สึกผิดที่ทำให้อีกฝ่ายเจ็บตัว

“โอ๊ยย!! ” เพียงแค่จะก้าวเดินออกจากห้องความเจ็บปวดก็สะท้านไปทั้วบริเวณบั้นท้าย เขากดคลึงตรงที่เจ็บอยู่สักพัก จู่ๆ ก็เหมือนมีแรงกดเพิ่มมาอีกเท่าหนึ่ง เป็นจื่อเซียนที่กำลังช่วยกดไล่ความเจ็บปวดที่บั้นท้ายของเว่ยเฟิง

“นั่นแหละ ๆ ตรงนั้นแหละ ๆ …..อื้อออ ซี๊ดดดด….ไม่ๆ ต่ำลงมาหน่อย สูงไปแล้ว” จื่อเซียนยืนออกคำสั่งโดยที่ไม่รู้เลยว่าคนที่อยู่ด้านหลังตอนนี้สีหน้าเป็นอย่างไร

“พอแล้วๆ ดีขึ้นเยอะเลย” เว่ยเฟิงโยกซ้ายโยกขวาอยู่สองสามทีก็ออกจากห้องไปปล่อยให้จื่อเซียนที่ใบหน้าแดงซ่านไปจนถึงใบหูอยู่กับความรู้สึกบางอย่างที่เขาเองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร

หลังจากที่ปลีกตัวเองมาที่ห้องพักเว่ยเฟิงก็นอนต่ออีกพักใหญ่ ๆ ก่อนจะจัดการอาบน้ำ แต่งตัวให้สดใสพร้อมรับวันใหม่ที่จะมาถึง

เว่ยเฟิงเดินไปยังตำหนักกลางของสำนักสราญรมย์ เห็นสองพี่น้องและศิษย์ในสำนักอยู่สองสามคนกำลังคุยอะไรกันสักอย่าง ดูสีหน้าและท่าทางคงเป็นเรื่องเครียดน่าดู เว่ยเฟิงถือวิสาสะเดินเข้าไปพร้อมรอยยิ้มทักทาย

“คารวะ จางหยวนฟู่” เว่ยเฟิงทำความเคารพเสร็จ คนที่อยู่ตรงหน้าก็ส่งยิ้มทักทายมาให้ ยิ่งมองใกล้ ๆ แบบนี้ยิ่งรู้สึกว่าคุ้นหน้าของจางหยวนฟู่เหลือเกิน เหมือนจะเคยเห็นที่ไหนมาก่อน นึกยังไงก็นึกไม่ออกจริงๆ

“เดินทางปลอดภัยนะจื่อเซียน รักษาเนื้อรักษาตัว” จางหยวนฟู่ออกคำสั่งสุดท้าย จื่อเซียนทำความเคารพแล้วหันหลังออกไปทันที เว่ยเฟิงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่มันต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเว่ยเฟิง

“นี่นายจะไปไหนอะ” เว่ยเฟิงรีบวิ่งไปขวางหน้าจื่อเซียนเอาไว้

“ไม่ใช่เรื่องของเจ้า” เขาตอบที่ได้ทำเอาเว่ยเฟิงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง เขากำลังรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกด่าทางอ้อม

“จื่อเซียนกำลังจะไปสำนักง๊อไบ้ไปหารือเรื่องมู่หยงฟู่น่ะ” แต่ยังไม่ทันได้ด่าอะไรออกไป จางหยวนฟู่ก็ช่วยคลายความสงสัยให้เสียก่อน

“ความจริงก็ไม่ได้อยากจะยุ่งนักหรอกนะ แต่ลืมไปหรือเปล่าว่านายทำอะไรไว้” เว่ยเฟิงยื่นข้อมือซ้ายที่ยังมีรอยแดงจาง ๆ ให้คนตรงหน้าดู

“จะไปไหนก็ไป ไม่ได้ห้าม แต่ก่อนไปช่วยเอาไอ้นี่ออกก่อนได้ไหม ทำอะไรไว้ก็รับผิดชอบบ้างนะ” จนแล้วจนเล่าเว่ยเฟิงก็พูดมันออกมาในที่สุด จื่อเซียนไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เขาหันกลับไปหาหยวนฟู่ที่ยังนั่งอยู่บนเก้าอี้นั้นคล้ายกับต้องการทางออกในเรื่องนี้

“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็พาเว่ยเฟิงไปด้วย”

“แต่..ศิษย์พี่” จื่อเซียนกำลังจะค้านเพราะไม่ควรจะพาเว่ยเฟิงไปด้วย รังจะเกิดปัญหาเปล่าๆ

“ไม่เป็นไรหรอก ให้เว่ยเฟิงไปด้วย ไม่มีปัญหาอะไรหรอก” จางหยวนฟู่ส่งยิ้มให้อีกครั้ง จื่อเซียนจึงต้องจำใจแบกเอาภาระก้อนใหญ่ใส่บ่าออกเดินทางในครั้งนี้ด้วย ในเมื่อจางหยวนฟู่บอกว่าไม่เป็นไร มันก็ต้องไม่เป็นไร

 

เมืองลู่ต้องใช้เวลาเดินทางสองวันฉะนั้นพวกเขาต้องแวะพักที่เมืองลี่จือที่เป็นทางผ่านเสียก่อน แต่เป็นเพราะว่าจอมยุทธ์หลายคนที่กำลังเดินทางไปเมืองลู่ต่างก็หยุดพักกันที่เมืองลี่จือทั้งนั้น ทำให้จื่อเซียนและเว่ยเฟิงได้ห้องเล็กมาและเป็นห้องสุดท้ายของโรงเตี๊ยมนี้

“เตียงเล็กแค่นี้จะนอนยังไงล่ะเนี่ย” ห้องพักก็นับว่าไม่ได้เล็กมากเหมือนพวกห้องพักเล็ก ๆ ในปักกิ่ง แต่เตียงที่อยู่ในห้องดันเป็นเตียงเดี่ยวที่มองยังไงก็รู้ว่านอนได้คนเดียว

“เจ้านอนบนเตียงก็ได้ คืนนี้ข้าคงไม่”

“ไม่เป็นไรๆ นายนอนบนเตียงเถอะ ฉันนอนบนเชือกได้ ไม่งั้นจะนายจะปวดหลัง” พูดจบจื่อเซียนปักเชือกเข้ากับผนังทั้งสองข้างและผินตัวขึ้นไปนอนบนนั้น เป็นการบอกนัย ๆ ว่า เขายกเตียงหลังนั้นให้จื่อเซียนแล้ว

เว่ยเฟิงเผลอหลับไปพักใหญ่เพราะความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง เขาตื่นมาอีกทีเห็นจื่อเซียนกำลังอ่านหนังสืออะไรสักอย่าง เพียงชั่วครู่ความรู้แวบหนึ่งก็แล่นเข้ามาในความคิด เขารู้สึกเหมือนกับว่ากำลังโดนเสี้ยวหน้าเพียงครึ่งหนึ่งของจื่อเซียนดึงดูดให้ตกอยู่ในภวังค์ เว่ยเฟิงได้แต่ตั้งคำถามและพิจารณาเงียบๆ เพียงในใจ ขนาดอยู่ใต้แสงเทียนยังหล่อขนาดนี้เลย ถ้าจื่อเซียนอยู่ในโลกแห่งความจริงคงจะเป็นผู้ชายที่ดูดีมากทีเดียว

“ตื่นแล้วเหรอ” เสียงทักจากจื่อเซียนทำให้เว่ยเฟิงสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้เงยหน้ามามองเขาก็ตาม

“ฉันหลับไปนานหรือเปล่า” เว่ยเฟิงขยี้ตาตัวเองเบาๆ แสร้งทำเป็นว่าตัวเองเพิ่งตื่น

“อือ”

“สงสัยจะเพลีย แล้วล็อบบี้ข้างล่างยังมีอะไรให้กินไหม” เว่ยเฟิงลงจากเชือกก่อนจะเดินมาหาจื่อเซียนที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่

“เจ้าพูดอะไรของเจ้า” เป็นอีกครั้งที่เว่ยเฟิงเผลอพูดอะไรแบบนี้ออกไป แต่จะให้เขาทำยังไงได้ ก็มันชินนี่นา

“หมายถึง...ข้างล่างอ่ะ ที่เขานั่งกินน้ำชากันอ่ะ”

“ปิดแล้ว”

“อ้าว แล้วทีนี้จะกินอะไรล่ะเนี่ย” เว่ยเฟิงถอนหายใจก่อนเอามือเท้าคางมองหน้าจื่อเซียนที่กำลังสนใจเพียงหนังสือโบราณในมือนั้น ความจริงเขาก็ไม่ได้หิวอะไรมากมายนักหรอกเพียงแค่อยากกินเท่านั้นเอง แล้วเว่ยเฟิงก็เพิ่งเข้าใจตอนนี้ว่าเวลาเซ็ง ๆ แล้วได้มองคนหน้าตาดีนี่มันช่วยเยียวยาจิตใจได้จริง ๆ

“ข้าเก็บหมั่นโถวไว้ให้เจ้าสองลูก กินซะสิ” จื่อเซียนดันจานที่มีหมั่นโถวก้อนอวบอยู่สองลูกให้เว่ยเฟิง

“ว้าววว ขอบคุณนะ” สีหน้าและแววตาของเว่ยเฟิงตอนนี้เหมือนเด็กเล็ก ๆ ที่กำลังได้ของเล่น มันทั้งเปล่งประกายและดูมีความสุขแม้จะเป็นสิ่งเล็กน้อยก็ตาม

“กินเสร็จก็รีบนอนซะ พรุ่งนี้ต้องออกเดินทางแต่เช้า”

“ได้สิ ปลุกด้วยแล้วกัน” เว่ยเฟิงกัดหมั่นโถวเข้าคำใหญ่แล้วเคี้ยวมันด้วยความเอร็ดอร่อยจนต้องอุทานออกมาว่ามันอร่อยจริง ๆ เป็นหมั่นโถวที่รสชาติดีทีเดียว ไม่เหมือนโลกแห่งความจริง ต้องหาร้านดี ๆ ไม่งั้นจะได้หมั่นโถวคุณภาพแย่มาปาหัวหมาแทน

คืนนี้เขาไม่ได้พูดคุยเรื่องอะไรมากมายกับจื่อเซียนมากนักเพียงแค่ถามไถ่เรื่องราวนิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้นเพราะเห็นว่าพรุ่งนี้ยังมีภารกิจสำคัญรอจื่อเซียนอยู่เว่ยเฟิงก็ไม่อยากจะรบกวนมากนัก เพราะฉะนั้นคืนนี้เขาจะปล่อยจื่อเซียนไปก่อนก็แล้วกัน

 

 ………………………………………

 

เพราะเว่ยเฟิงถูกอีกคนปลุกให้ลุกขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ทำให้ต้องมายืนหาวหวอดๆ อยู่หน้าประตูไม้บานใหญ่ที่มีป้ายตัวท่าบ้านอ่านได้ว่า ง๊อไบ๊ ให้ตายเถอะ ขอเอสเปรสโซ่แก้วนึง

เพราะเป็นหวังจื่อเซียนจากสำนักสราญรมย์เขาจึงได้รับการต้อนรับอย่างดีเยี่ยม เว้นก็เสียแต่เว่ยเฟิงที่ถูกสายตาจ้องมองราวกับเป็นตัวประหลาดคนหนึ่ง 

ไม่เป็นไรนะเว่ยเฟิง เซียวจ้านคนนี้จะใช้ชีวิตอย่างดีไม่ให้นายโดนฆ่า

แต่เมื่อเข้ามาในห้องโถงขนาดใหญ่ของง๊อไบ๊มีเสียงเซ็งแซ่และการวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นา ๆ ดังให้ได้ยินเป็นระยะ ๆ เว่ยเฟิงไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนั้นมากนักจึงได้ยินไม่ถนัดว่าผู้คนกำลังพูดคุยถึงเรื่องอะไรกันอยู่

“ขออภัยหวังจื่อเซียน เช้านี้สำนักง๊อไบ๊เรามีเรื่องเกิดขึ้นทำให้ไม่สามารถต้อนรับพี่น้องชาวยุทธ์ได้ครบถ้วน” หญิงสาววัยกลางคนในชุดสีขาวสะอาดเดินออกมาต้อนรับหวังจื่อเซียนด้วยท่าทางคล่องแคล่ว ผิดกับหญิงสาวคนอื่น ๆ ทั่วไปในเมือง แต่ก็อย่างว่า ที่นี่มันคือสำนักง๊อไบ๊ยังไงล่ะ

“เกิดอะไรขึ้นรึ” จื่อเซียนถามกลับแต่สิ่งที่ได้ไม่ใช่คำตอบแต่เป็นความสงสัยในตัวของคนที่มากับเขาด้วย

“นั่น...เว่ยเฟิงหรือไม่”

“ใช่” จื่อเซียนเป็นคนตอบคำถามนั้น แต่เพียงแค่ได้รับคำตอบ คนจากสำนักง๊อไบ๊ก็แตะที่กระบี่ข้างเอวทันทีและพร้อมที่จะใช้คมกระบี่ปลิดชีวิตเว่ยเฟิงได้ทุกเมื่อ

“เขามากับข้า ไม่ทำอันตรายใครแน่ สำนักสราญรมย์ขอยืนยัน”

“ในเมื่อท่านและสำนักสราญรมย์ยืนยันเช่นนั้นข้าก็วางใจ ก็หวังว่าเว่ยเฟิงจะไม่ก่อเรื่องอะไร ถ้าไม่เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจแน่” จื่อเซียนก้มหน้าเล็กน้อยเป็นการยอมรับและขอบคุณ เธอเดินจากไปพร้อมกับทิ้งไว้เพียงความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับสำนักง๊อไบ๊กันแน่

ทั้งคู่เข้านั่งประจำที่ที่ง๊อไบ๊ได้จัดไว้ให้พร้อมกับเครื่องดื่มรับรอง เว่ยเฟิงรีบคว้าเอาชาในถาดไม้นั้นขึ้นมาดื่มเผื่อว่าจะทำให้เขาตื่นขึ้นมาบ้างแต่ก็ไม่ได้ผล ชาแก้วนี้ใสโจ๋เจ๋งยังกับน้ำล้างจาน ไม่นึกว่าสำนักใหญ่ ๆ แบบนี้จะไร้รสนิยมเรื่องชาโดยสิ้นเชิง

“จื่อเซียน”

“....” จื่อเซียนไม่ได้ตอบอะไรเพียงหันมองคนที่เรียกเขาเท่านั้น

“ถามเขาให้หน่อยสิว่ามีกาแฟไหม ขอกาแฟดำแก้วนึง” ง่วงขนาดนี้เว่ยเฟิงคิดว่าเอสเปรสโซ่ก็ไม่น่าจะเอาอยู่

“อะไรของเจ้า” เว่ยเฟิงมักจะพูดอะไรออกมาให้เขางุนงงอยู่เสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกัน

“ไม่ไหวแล้วเนี่ย จะหลับแล้ว” เมื่อวานตอนถึงที่พักเขาก็หลับเลย ตื่นอีกทีก็ตอนดึก แล้วกว่าจะนอนอีกครั้งก็เกือบจะเช้า แถมยังถูกปลุกตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างอีก

เพียงไม่นานก็มีคนออกมายังที่นั่งด้านหน้าตรงนั้น เว่ยเฟิงไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ถ้าให้เดา อาจจะเป็นจี้เยี๊ยะเจ้าสำนักรุ่นที่สี่ของง๊อไบ๊ก็ได้

“ข้าต้องขออภัยพี่น้องทุกท่านที่ทำให้รอนานและไม่ได้ให้การต้อนรับที่ดีแก่พวกท่าน เช้านี้สำนักง๊อไบ๊ต้องขอแจ้งข่าวร้ายว่า”

“จี้เยี้ยะ เจ้าสำนักของง๊อไบ๊นั้น ถูกคนชั่วฆ่าตายอยู่ในห้องนอน” แค่จบประโยคนั้นเสียงเซ็งแซ่ก็ดังขึ้นอีกครั้ง พวกเขาต่างวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา

“พวกเราเพิ่งรู้เมื่อเช้านี้ ตอนที่กำลังจะไปตามท่านเจ้าสำนัก”

“แล้วใครเป็นคนฆ่าเจ้าสำนักจี้เยี๊ยะ” ใครสักคนหนึ่งพูดขึ้นมา แน่นอนว่ามันเป็นคำถามที่ทุกคนกำลังมีในตอนนี้ ตัวเว่ยเฟิงเองก็เช่นกัน ถ้าอิงจากมังกรหยกล่ะก็ จี้เยี้ยะนี่แหละ เป็นตัวร้าย ไม่ใช่ตัวร้ายที่ถูกปูมาให้ร้ายตั้งแต่ต้นเรื่องเหมือนเว่ยเฟิงหรือลี้มกโช้วอาจารย์ของเขา แต่เป็นตัวร้ายที่แฝงตัวอยู่ในสำนักที่เป็นฝ่ายธรรมะ

“เรื่องนั้น ง๊อไบ๊ไม่ปล่อยไว้แน่ ทุกท่านโปรดวางใจ”

“ต้องเป็นเว่ยเฟิงแน่ ๆ ข้าเห็นเขาอยู่ที่นี่ ต้องเป็นฝีมือเขาแน่ ๆ” ใครสักคนเสนอความเห็นนี่ขึ้นมาและมันก็เป็นประเด็นที่ทุกคนดูจะเห็นด้วย เจ้าของชื่อได้ยินแบบนั้นก็ตกใจ อยู่ดี ๆ ก็โดนลากเข้าไปเกี่ยวกับการตายของจี้เยี๊ยะทั้งที่ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อนด้วยซ้ำ

“ลี้มกโช้วชั่วช้าเช่นไร ศิษย์อย่างเว่ยเฟิงก็ชั่วช้าไม่ต่างกัน” ไม่เพียงแค่คำกล่าวหาเท่านั้น ยังมีคนที่เห็นด้วยและร่วมกันออกความเห็นใส่ร้ายเว่ยเฟิง

“ผมไม่ได้ฆ่าจี้เยี๊ยะ อย่ามาใส่ร้ายกันนะ” เว่ยเฟิงลุกขึ้นยืนปฏิเสธข้อกล่าวหานั้น เขาเดินไปด้านหน้าที่มีคนของสำนักง๊อไบ๊คนนั้นนั่งอยู่ เว่ยเฟิงพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก็เดาว่า คนตรงหน้านั้นน่าจะเป็นกั๋วชิ่ง ศิษย์เอกของ มิกจ้อซื่อไท่ เจ้าสำนักคนเก่าของง๊อไบ๊ เจ้าของกระบี่อิงฟ้าที่เว่ยเฟิงครอบครองอยู่ตอนนี้

“ถ้าเจ้าไม่ได้ทำแล้วใครจะทำ” เว่ยเฟิงยังโดนคนผู้เดิมนั้นกล่าวหา

“ถ้าผมทำจริงก็หาหลักฐานมาสิ ไหนล่ะหลักฐานที่บอกว่าผมเป็นคนฆ่าจี้เยี๊ยะ” เว่ยเฟิงเถียงกลับไปอย่างไม่ยอมแพ้

“ข้าว่าไม่ต้องมีหลักฐานอะไรนั่นหรอก กระบี่อิงฟ้าที่ตัวเจ้านั่นแหละ หลักฐาน”

“กระบี่อิงฟ้า ผมเอามาจากมิกจ้อซือไท่ก็จริง แต่จะบอกอะไรให้นะ ถ้าผมไม่ขโมยมา จี้เยี๊ยะก็ต้องเอากระบี่อิงฟ้าและดาบฆ่ามังกรของอาจารย์อาเอี้ยก้วยมาตีจนหักอยู่ดี” ทุกคนเงียบไปครู่หนึ่ง แต่ก็นั่นแหละ เว่ยเฟิงเป็นตัวร้ายตั้งแต่กำเนิด วีรกรรมของอาจารย์ลี้มกโช้วยังติดตราตรึงใจชาวยุทธภพอยู่ ไม่แปลกที่ใคร ๆ จะมองว่าเป็นฝีมือของเว่ยเฟิง

"คนโกหกกะล่อนปลิ้นปล้อนอย่างเจ้า ใครจะเชื่อ”

“ไม่เชื่อก็ถามจื่อเซียนดูสิ ว่าเมื่อคืนผมอยู่ที่ไหน” นี่แหละ พยานเพียงคนเดียวของเว่ยเฟิง หวังว่าหมอนี่มันจะไม่โกหกบอกว่าเขาไปฆ่าจี้เยี้ยะจริง ๆ หรอกนะ

“เมื่อคืนข้าอยู่กับเว่ยเฟิงทั้งคืน...อยู่กับเขาจนกระทั่งหลับ” จื่อเซียนทำหน้าที่เป็นพยานที่อยู่ให้เว่ยเฟิงได้อย่างดี เพียงแค่ได้รับคำยืนยันจากหวังจื่อเซียนจากสำนักสราญรมย์ที่เก่งกาจและเป็นที่นับถือที่สุดในยุทธภพ คำกล่าวหาว่าเว่ยเฟิงเป็นคนฆ่าจี้เยี้ยะจึงถูกปัดตกไป

“ถ้าเช่นนั้นก็ต้องเป็น มู่หยงฟู่ ต้องเป็นมู่หยงฟู่แน่” เป็นอีกครั้งที่ผู้คนถูกปลุกระดมด้วยความคิดที่ไร้ทิศทางและไร้มูลความจริงโดยสิ้นเชิง

“ใช่ ๆ ต้องเป็นมู่หยงฟู่”

“เป็นฝีมือมู่หยงฟู่คนชั่ว”

และคำครหาอีกมากมายที่มีต่อมู่หยงฟู่ เว่ยเฟิงยอมรับว่าความเป็นไปได้มันมีค่อนข้างสูง เพราะมู่หยงฟู่มีแรงจูงใจ แต่ก็เป็นไปได้ว่ามู่หยงฟู่อาจจะไม่ได้เป็นคนฆ่าจี้เยี้ยะ

“นอกจากเจ้าสำนักจะโดนฆ่าแล้ว ยังมีหยกภูผาที่ถูกขโมยไป” กั๋วชิ่งพูดจบ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ตามมาอีกชุดใหญ่

“หรือจะเป็นเจ้า เว่ยเฟิง เจ้าขโมยกระบี่อิงฟ้าไปแล้วยังจะขโมยหยกภูผาไปอีกรึ” ยังไงชื่อของเว่ยเฟิงก็ยังไม่ถูกปัดตกไปจากผู้ต้องสงสัยสินะ

“ก็บอกแล้วไงว่าไม่ได้ทำอะ” จะต้องให้พูดอีกกี่ทีว่าไม่ได้ทำ “แล้วผมก็คิดว่า คนทำอาจจะไม่ใช่มู่หยงฟู่” เว่ยเฟิงพูดต่อ

“มู่หยงฟู่นั้นต้องการจะรวบรวมผู้คนและกอบกู้ชื่อเสียงตระกูลมู่หยงขึ้นมาอีกครั้ง แต่เพราะความทะเยอทะยานของเขา ทำให้การกอบกู้นั้นแปลเปลี่ยนเป็นความละโมบโลภมากเข่นฆ่าผู้คน ล้างผลาญตระกูลเล็กตระกูลน้อยจนหมดสิ้นทั้งตระกูล แต่ก็ไม่ได้มีสิ่งใดหายไปจากตระกูลใช่หรือไม่”

“แต่กรณีของจี้เยี้ยะนั้น คนร้ายฆ่าเขาเพียงคนเดียวแถมยังเอาของสำคัญของสำนักไปอีก ผมคิดว่า คนร้ายอาจจะไม่ใช่มู่หยงฟู่” พอเว่ยเฟิงวิเคราะห์ตามความคิดของตัวเองจบ ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ เป็นการออกความเห็นในเรื่องคนร้ายที่ไม่ใช่มู่หยงฟู่และไม่ใช่เว่ยเฟิง ใช่!! ทุกคนกำลังเดาว่า ถ้าไม่ใช่ตัวร้ายทั้งสองคนนี้แล้วจะเป็นใครไปได้อีก

เป็นเวลาอยู่เกือบสองชั่วโมงกว่าทุกอย่างจะเคลียร์กันได้ลงตัว เรื่องที่จะหารือกันวันนี้ในตอนแรกนั้นเป็นอันว่าปัดตกไป สำนักง๊อไบ๊ขอความร่วมมือจากตระกูลเล็ก ใหญ่ สำนักและพรรคต่าง ๆ ว่าถ้าหากเจอใครที่น่าสงสัยหรือเจอหยกภูผาอยู่ที่ใดให้รีบแจ้งง๊อไบ๊ทันที จากนั้นจึงทยอยกลับกัน

เหลือเพียงประมุขไม่กี่พรรคเท่านั้นที่ยังอยู่ต่อเพื่อไว้อาลัยให้แก่จี้เยี้ยะและออกเดินทางในเช้าวันพรุ่งนี้ รวมถึงเว่ยเฟิงและจื่อเซียนด้วย พวกเขาก็พักที่สำนักง๊อไบ๊กันต่อเพื่อไว้อาลัยให้แก่จี้เยี้ยะ

คืนนั้นเหมือนว่าจื่อเซียนจะมีธุระอะไรสักอย่างกับกั๋วซิ่งเลยออกไปจากห้องแล้วทิ้งให้เว่ยเฟิงอยู่คนเดียว เขาจึงใช้โอกาสนี้สำรวจรอบ ๆ สำนักนางชีหนึ่งเดียวในยุทธภพสักหน่อย

สำนักง๊อไบ๊นี้นับว่าเป็นสำนักนางชีที่มีชื่อเสียงที่สุดในจักรวาลกิมย้ง มีชื่อเสียงด้านกำลังภายใน ศิษย์ในสำนักเป็นผู้หญิงทั้งหมด แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะต้องโกนหัวห่มขาว เพียงแต่สำนักแห่งนี้จำกัดว่าคนที่เจ้าเป็นศิษย์ได้นั้นต้องเป็นผู้หญิง

เว่ยเฟิงก้าวเท้าช้า ๆ ตั้งใจดื่มด่ำกับบรรยากาศนี้ให้ได้มากที่สุด ต้นท้อขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ริมสระบัวกลางสวน กลีบดอกท้อสีชมพูร่วงหล่นลงบนสระจนพื้นน้ำกลายเป็นสีชมพู เป็นภาพที่สวยงามจนอยากจะเก็บมันเอาไว้ให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

เมื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศจนหนำใจแล้ว เว่ยเฟิงก็ตัดสินใจว่าคืนนี้เขาควรจะพักผ่อนได้แล้ว อีกอย่าง ถ้าหากว่าจื่อเซียนกลับมาจากหารือแล้วไม่เจอเขามันจะเป็นเรื่องใหญ่เอาน่ะสิ แต่ในขณะที่กำลังเดินกลับ เว่ยเฟิงรู้สึกถึงเงาดำสายหนึ่งกำลังเดินตามหลังมา แต่เมื่อหันหลังกลับไปมองก็พบกับความว่างเปล่า

เว่ยเฟิงเดินไปเรื่อย ๆ เลือกทางที่ค่อนข้างลับตาคนและเดินให้ไวขึ้น เขาหลบอยู่หลังเรือนไม้หลังหนึ่ง ลอบมองการเคลื่อนไหวของคนผู้นั้นจากเงาที่สะท้อนบนพื้นและ!!

 

เขาจับไอ้สโตรกเกอร์นี่ได้แล้ว

 

“แกเป็นใคร แอบตามฉันทำไม” เว่ยเฟิงล็อกคอไอ้หมอนั่นเอาไว้อย่างแรงจนมันดิ้นอยู่ในอ้อมแขนของเขาเพราะมันใกล้จะขาดอากาศหายใจเต็มที

“เดี๋ยวๆๆ แค่กๆ ..ปล่อยก่อน..ปล่อยผม…” ไอ้หมอนั่นพยายามตะเกียกตะกายดึงแขนของเขาออกแต่ก็ไม่เป็นผล

“บอกมาก่อน ว่าแกเป็นใคร ไม่งั้นฉันจะจิ้มแก้ด้วยกระบี่อิงฟ้าจริง ๆ นะ”

“เดี๋ยวก่อน..คุณ..คุณเซียวจ้าน” ทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น เขาก็คลายวงแขนที่ล็อกคอเอาไว้เมื่อครู่นี้ออก

“เมื่อกี้..พูดว่าอะไรนะ” มันจะเป็นไปได้ยังไง..หรือว่าเขาหูฟาด

“แค่กๆ ...โอ้ยยย” ไอ้หมอนั่นยืนหอบหายใจกอบโกยเอาออกซิเจนเข้าปอดอย่างโหยหา

“เมื่อกี้นายเรียกใคร” หัวใจของเซียวจ้านเต้นแรงจนตัวเขาเองก็กลัวว่ามันจะเต้นแรงจนเกินไปและอาจหยุดเต้นไปเลยก็ได้

“ก็เรียกคุณนั่นแหละ”

“.....”

“คุณเซียวจ้าน”

 

 

....................................

 

ขอคนละเม้นได้มั้ยเอ่ยยยย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 139 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

175 ความคิดเห็น

  1. #85 NoonSrichanthep (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2562 / 18:13
    แงงง ลุ้นนนใครง่าา
    #85
    0
  2. #73 Ped kabb (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2562 / 00:46
    โดนความน่ารักของน้องเว่ยตกแล้วววววววววววววววว
    #73
    0
  3. #53 momoji46 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2562 / 20:14

    อ้ากกรอค่าาาใครกันน่อ
    #53
    0
  4. #52 Aimjung.K (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2562 / 10:05
    ไม่มาอัพแล้วหรอ
    #52
    0
  5. #51 anonaa (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2562 / 22:27
    ใครกันนนนนน
    #51
    0
  6. #49 Kawaiimm (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2562 / 23:04
    อ้าว คนในโลกปจบ.หรอ จะเป็นนักเขียน หรือระบบกันนะ
    #49
    0
  7. #48 judit (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2562 / 17:03
    ใครๆๆๆๆๆ
    #48
    0
  8. #47 pirunrat0495 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2562 / 04:41
    ใครน้อออ
    #47
    0
  9. #46 amanoyuei (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2562 / 04:41
    ใครอ่ะ?!? มีคนเข้ามาในนิยายได้อีกหรอ อยากอ่านตอนต่อไปเลยอ่ะ รอๆๆๆ
    #46
    0