[Rewrite] ]ทะลุมิติทั้งทีขอเป็นพระเอกไม่ได้หรือไง #ป๋อจ้าน

ตอนที่ 7 : มาเป็นพวกเดียวกันดีกว่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,685
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 155 ครั้ง
    5 เม.ย. 63

07

เรามาเป็นพวกเดียวกันดีกว่า

 

เว่ยเฟิงถ่ายลมปราณผ่านข้อมือของมู่หยงฟู่เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ มู่หยงฟู่เป็นคนที่มีวรยุทธ์และลมปราณที่ดีเยี่ยมอยู่แล้ว ใช้ลมปราณช่วยนิดหน่อยอาการของมู่หยงฟู่ก็น่าจะดีขึ้น

เว่ยเฟิงมองใบหน้าของมู่หยงฟู่ที่มีเม็ดเหงื่อใสเกาะอยู่บนหน้าผาก เขาถือวิสาสะเอาแขนเสื้อตัวเองค่อย ๆ ซับเหงื่อบนนหน้าผากนั้น ก่อนจะลุกขึ้นเข้าครัวเพื่อทำอาหารเลี้ยงปากท้องของตัวเองและมู่หยงฟู่ด้วย ในหนังจีนโบราณน่ะ ชอบถือคติที่ บุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระ หวังว่ามู่หยงฟู่จะถือคตินี้นะ…

ยังโชคดีที่เว่ยเฟิงได้เคยทำอาหารเองบ้าง อย่างน้อย ๆ การที่หลุดมาในนิยายเขายังสามารถเอาชีวิตรอดได้

“เอ้า ตื่นแล้วเหรอ” เว่ยเฟิงที่เข้ามาพร้อมกับข้าวต้มสองถ้วย เอ่ยทักเมื่อเห็นคนที่ควรจะนอนอยู่บนเตียงลุกขึ้นนั่ง สีหน้าของมู่หยงฟู่ไม่ค่อยสู้ดีมากนัก โดนไปขนาดนั้นแล้วยังลุกขึ้นนั่งได้ก็โคตรจะอึดแล้ว

“เจ้า...เจ้าช่วยข้าทำไม” มู่หยงฟู่พยายามควานหากระบี่คู่ใจแต่กลับพบว่ามันไม่อยู่ ตอกย้ำให้เขาต้องก็รู้สึกแย่มากขึ้นไปอีก แถมยังต้องมาอยู่กับคนที่ไว้ใจไม่ได้แบบเว่ยเฟิงด้วยแล้ว ไม่พ้นว่าจะโดนฆ่าเร็ว ๆ นี้เป็นแน่

“กระบี่นาย ฉันเอาไว้ไปวางไม่ตรงนู้นแล้ว” เว่ยเฟิงจัดการเอากระบี่ไปเก็บไว้อีกฟากของห้อง สองแขนยกขึ้นมากอดอกเอาไว้ ตอนนี้เขากำลังมองพฤติกรรมของมู่หยงฟู่อยู่

“จะฆ่าก็รีบฆ่า อย่ารอช้า” มู่หยงฟู่รู้ว่าเว่ยเฟิงเป็นใคร ไม่มีทางที่จะช่วยเขาเพราะสงสารแน่ๆ ไม่มีทาง

“คนอุตส่าห์ช่วย ถ้าจะฆ่านะ ฆ่าไปนานแล้ว ไม่แบกมาถึงนี่หรอก หนักก็หนัก” ถึงจะได้ยินแบบนั้นแต่สีหน้าของมู่หยงฟู่ก็ยังไม่วางใจ เว่ยเฟิงใช่คนธรรมดาเสียที่ไหนกัน มาทำดีด้วยแบบนี้ก็ต้องรู้สึกไม่วางใจเป็นเรื่องธรรมดา

“อาการยังไม่ดีขึ้นเหรอ” เว่ยเฟิงถามออกไป เสียงที่ได้กลับมาคือการพยักหน้ารับเบา ๆ จากมู่หยงฟู่เท่านั้น

“นี่ๆๆๆ นี่เจ้าจะทำอะไรน่ะ” มู่หยงฟู่ตกใจ ถอยตัวไปจนชิดผนังอีกฝั่งของเตียงเมื่อเว่ยเฟิงพยายามจะถอดเสื้อของเขาออก

“ก็ช่วยรักษานายไง นายต้องให้เลือดเสียข้างในมันออกมา จะได้ดีขึ้น ถ้าฉันไม่ช่วยแล้วใครจะช่วย อย่ามาชักช้าน่า มู่หยงฟู่ ทำตามที่ฉันบอก” เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะยอมให้เว่ยเฟิงถอดเสื้อ

“นี่...นี่เจ้า...จะทำอะไร” มู่หยงฟู่ร้องขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเว่ยเฟิงกำลังแกะผ้าคาดเอวสีดำสนิทและตามด้วยเสื้อผ้าชิ้นอื่น ๆ เหลือเพียงท่อนบนที่เปลือยเปล่าไร้อาภรณ์ใดปกคลุม

“ถามอีกแล้ว...ถ้าถามอีกรอบนี้จะปล่อยให้ตายแล้วนะ” เว่ยเฟิงเริ่มมีความรู้สึกรำคาญต่อมู่หยงฟู่มากขึ้น เป็นตัวร้ายระดับเอสบวกแท้ ๆ ทำไมเรื่องแค่นี้ถึงโง่นัก เมื่อจบประโยคมู่หยงฟู่ก็ไม่ได้ถามอะไรอีกปล่อยให้เว่ยเฟิงถ่ายพลังลมปราณผ่านแผ่นหลังกว้างของเขา เพียงครู่เดียวมู่หยงฟู่ก็กระอักลิ่มเลือดก้อนใหญ่อีกครั้งคราวนี้สีหน้าของเขาดูดีกว่าครั้งแรกขึ้นมาก

“เป็นไง ดีขึ้นไหม” เว่ยเฟิงยืนหน้าเข้าไปถามผ่านไหล่กว้างของอีกฝ่าย จนคางแทบจะเกยไหล่กันอยู่แล้ว มู่หยงฟู่ที่หันหน้ามาตามเสียงรีบเอี้ยวตัวหลบทันที ไม่เคยมีบุรุษคนไหนเคยทำกับเขาเช่นนี้เลย สักคนก็ไม่มี

“อื้ม” มู่หยงฟู่พยักหน้ารับช้า ๆ

“จะหลบหน้าทำไมนักหนา หันหน้ามาคุยกันหน่อยสิ”

“ไม่ล่ะ ขอบใจเจ้ามาก บุญคุณเจ้าครั้งนี้ข้าจะไม่มีวันลืม” มู่หยงฟู่ตัดบทเพราะไม่อยากจะหันไปมองมากนัก

“นี่...หันมาคุยกันดี ๆ ไม่ได้หรือไง...เอ๊ะ….หรือว่า…..” อยู่ ๆ เว่ยเฟิงก็คิดอะไรได้ เขาอาศัยจังหวะที่มู่หยงฟู่เผลอจับอีกคนนอนลงบนเตียงก่อนที่ตัวเองจะขึ้นคร่อม

“เขินฉันหรือไง” พูดจบเว่ยเฟิงก็ยิ้มเย๊าะเย๊ยทันที เขาจำได้ว่าตอนอ่านในนิยายนั้น มู่หยงฟู่ไม่ได้มีใจให้กับผู้หญิงคนไหนแม้แต่คนเดียว ทั้ง ๆ ที่มีจอมยุทธ์หญิงและคุณหนูตระกูลใหญ่หน้าตาสวยสะคราญมากมายมาทอดสะพานให้อยู่ตลอดก็ตาม สิ่งแรกที่เซียวจัานคิดได้ในตอนนั้นคือ...มู่หยงฟู่อาจจะเป็นพวกตัดแขนเสื้อหรือเปล่า ถึงได้ไม่ยอมแต่งหน้าหรือหาภรรยาเป็นตัวเป็นตนสักที คราวนี้สบโอกาส เซียวจ้านขอพิสูจน์ข้อสันนิษฐานของตัวเองหน่อยก็แล้วกัน

“ไม่...ข้าไม่….เจ้าออกไปจากตัวข้าเถอะ” มู่หยงฟู่หันหน้าหนีจนคอแทบหลุด ไม่รู้ว่าอาการที่แสดงออกมานั้นเรียกว่าเขินหรือรังเกียจกันแน่

“โอเคคคคค” เว่ยเฟิงยอมลงมาจากตัวมู่หยงฟู่เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายมีอาการบาดเจ็บก็ไม่อยากจะแกล้งมากนัก ถ้าหากอาการกำเริบหนักมากกว่านี้เดี๋ยวจะยุ่ง

“ฉันทำข้าวต้มไว้ให้ รีบกินซะล่ะ เดี๋ยวมันจะเย็นหมด”

“.....” ไร้การตอบรับใด ๆ จากมู่หยงฟู่ แม้แต่คำว่าขอบคุณ

“หรือต้องให้ป้อนด้วย”

“ไม่ต้อง..ข้ากินเองได้” มู่หยงฟู่ปฏิเสธทันควัน แค่เหตุการณ์เมื่อครู่นี้ก็ทำให้เขาขายหน้าแทบแทรกเผ่นหนีแล้ว

“กินเองได้ก็มากินสิ มากินบนโต๊ะนี่ ฉันมีเรื่องจะพูดกับนาย” เว่ยเฟิงไม่อ้อมค้อม พร้อมกับตบโต๊ะสองสามทีเป็นเชิงว่าให้มู่หยงฟู่รีบมา

“มีเรื่องอะไรก็พูดมาตรงนี้เลยก็ได้” มู่หยงฟู่มองถ้วยข้าวต้มด้วยสายตาไม่ไว้ใจ แค่เว่ยเฟิงช่วยชีวิตเขามาแบบนี้มันก็ไม่น่าไว้ใจตั้งแต่แรกแล้ว

“ฉันไม่ได้ใส่ยาพิษไว้ในข้าวต้มนายหรอกน่า ถ้าจะฆ่านายนะ ฉันเอากระบี่แทงนายแค่จึกเดียวนายก็ตายแล้วป้ะ ไม่เห็นจะต้องไปซื้อยาพิษเลย ฉันไม่ได้มีเงินมากขนาดนั้นนะ” เว่ยเฟิงเริ่มรู้สึกรำคาญมู่หยงฟู่ขึ้นไปทุกที

ตอนในนิยายมู่หยงฟู่เป็นฉลาดหลักแหลม ทะเยอทะยาน วิชาล้ำเลิศ แต่ทำไมที่เจอตอนนี้มันคนละฟีลกันเลยวะ ทำตัวให้มันสมกับตัวร้ายระดับเอสบวกหน่อยสิเว้ย!!!!

มู่หยงฟู่ค่อยๆ ลุกขึ้นมานั่งบนโต๊ะแล้วตักข้าวต้มเข้าปากไปคำหนึ่ง สีหน้าไม่ได้บ่งบอกอาการอะไร ก่อนจะมองเจ้าของข้าวต้มที่จ้องเอาเป็นเอาตาย

“เป็นไง อร่อยใช่ไหมล่ะ” ถึงจะไม่ค่อยได้ทำกับข้าวกินเพราะส่วนใหญ่ชีวิตของเขาอยู่ในกองถ่าย แต่ก็ใช่ว่าจะทำอาหารไม่เป็นสักหน่อย

“อื้ม..ก็ดี”

“เข้าเรื่องเลยแล้ว เรื่องฉันอยากจะพูดด้วยก็คือ…”

“......”

“เรามาเป็นพวกเดียวกันดีกว่า” พูดจบมู่หยงฟู่ก็สำลักข้าวต้มอุ่น ๆ นั้นทันที เขาไออยู่สองสามทีเพราะอาการสำลัก

“เจ้า..เจ้าว่าไงนะ” ถ้ามู่หยงฟู่ได้ยินไม่ผิด คือ เว่ยเฟิงจะขอมาเป็นพวกเดียวกับเขาเหรอ

“ได้ยินไม่ผิด เรามาเป็นพันธมิตรกัน มีเรื่องอะไรเราก็ช่วยเหลือกันไง” เว่ยเฟิงก็แค่ขออยากมีพันธมิตรไว้สักคน เผื่อวันไหนถึงคราวดวงซวยที่พระเอกมันมาตามฆ่าจะได้มีที่หลบลี้ภัย

“ข้าขอคิดดูก่อน”

“เอ๊ะ!! ยังจะต้องคิดอะไรอีก ฉันอุตส่าห์ช่วยนายมานะ” เว่ยเฟิงลุกขึ้นยืน สองมือเท้าเอว เขาไม่สบอารณ์อย่างยิ่ง

“เจ้าไม่น่าไว้ใจ ศิษย์ลี้มกโช้วอย่างเจ้าก็คงไม่ต่างจากอาจารย์ของเจ้า แบบนี้จะให้ข้าเชื่อได้อย่างไรว่าจะไม่โดนเจ้าทรยศหักหลัง”

“เห้ออ จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่นายก็แล้วกัน เหนื่อยจะพูด” เว่ยเฟิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ เมื่อพบว่าอุปสรรคก้อนโตคือการที่คนอย่างเว่ยเฟิงไม่มีเครดิตให้น่าเชื่อถือ โปรไฟล์ไม่ดี ไมมีความดีให้สรรเสริญ แค่นี้ชีวิตก็จบแล้ว

“กินเสร็จแล้วก็นอนบนเตียงนั่นซะ มันจะหนาวหน่อย แต่ช่วยเรื่องพลังลมปราณได้ดี นอนคืนเดียวก็ฟื้นปราณได้แล้ว พรุ่งนี้ถ้าหายจะกลับเลยก็ได้นะ”

“......” มู่หยงฟู่ไม่ได้พูดอะไร แต่ก็รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายดูสิ้นหวังไปพอตัว

“ทางเข้ามีค่ายกล ถ้าจะออกก็ใช้ลมปราณขั้นต้นทลายเถาวัลย์เส้นที่สามก็ออกได้แล้ว”

เว่ยเฟิงเดินไปอีกฝั่งของห้องที่ไม่ไกลมากนัก เขาขึงเชือกกับผนังทั้งสองข้างก่อนจะผินตัวขึ้นไปนอนบนเชือกเส้นนั้น การนอนบนเชือกนี้มีแค่คนของสำนักสุสานโบราณเท่านั้นถึงจะทำได้ แสดงให้เห็นถึงวิชาขั้นสูงของสำนักและวรยุทธ์ของตัวบุคคล

“มองอะไรนักหนา นอนได้แล้ว” เว่ยเฟิงหันมองอีกคนที่กำลังมองมาทางเขา

 

“มีอะไรก็เรียกแล้วกัน จะนอนแล้ว”

 

“ฝันดี” เว่ยเฟิงสะบัดนิ้วหนึ่งที เปลวเทียนที่สว่างทั่วห้องก็ดับลงทันทีเป็นสัญญาณว่าการสนทนาและข้อตกลงของเขากับมู่หยงฟู่เป็นอันต้องจบลง

 

 

…………………………

 

เช้าวันถัดมาเว่ยเฟิงก็ต้องไม่สบอารมณ์อย่างยิ่งเมื่อเตียงหยกหิมะที่มันควรจะต้องมีมู่หยงฟู่นอนอยู่ กลับว่างเปล่า ไม่มีใครนอนอยู่ ไม่มีเลย ไม่มีแม้แต่เงา จริงอยู่ที่เมื่อคืนเขาบอกมู่หยงฟู่ไว้ว่า ถ้าหายก็กลับได้เลย แต่นี่...ไม่คิดจะลา ไม่คิดจะขอบคุณกันสักคำ

“เหอะ พอหายดีก็รีบแจ้นกลับทันที”

 

“เตียงก็ให้นอน”

 

“ฉันอุตส่าห์เสียสละให้นอนเตียงหยกหิมะเพื่อปราณนายจะได้ฟื้นเร็ว ๆ ยอมไปนอนบนเชือก แล้วนี่อะไร…” เว่ยเฟิงยืนบ่นอยู่ข้างเตียงหยกหิมะที่แม้จะไร้ร่างของมู่หยงฟู่ก็ตาม

 

“เนรคุณชัด ๆ ฉันไม่น่าช่วยนายเลยจริง ๆ ไอ้มู่หยงฟู่สารเลว”

 

บ่นได้ไม่ทันขาดคำเว่ยเฟิงก็รู้สึกถึงการโดนบุกรุกจากใครสักคนที่ด้านนอก แต่ยังไม่ทันที่จะได้วิ่งออกไปดู คนที่เป็นต้นเหตุก็อยู่ตรงหน้าเขาแล้ว

 

“จะ...จื่อเซียน” ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนตรงหน้าเขาคือใคร ลักษณะท่าทางและใบหน้าตรงตามคำบรรยายทุกอย่างที่เซียวจ้านเคยอ่านมา และวันนี้เขาก็ได้กระจ่างแล้วว่าใบหน้าที่แท้จริงของพระเอกเรื่องนี้นั้น...ดูดีมากจริง ๆ

 

ตามไทม์ไลน์ของเนื้อเรื่องนายต้องมาตอนที่ฉันลักพาตัวเมียนายสิ มาตอนนี้มันเร็วไปโว้ยยยยยย

 

“มู่หยงฟู่อยู่ไหน”

“อ่อ...หนีไปแล้ว” แม้สีหน้าของคนถามจะราบเรียบราวกับไร้ความรู้สึก แต่ทว่ากลับทำให้คนฟังเสียวสันหลังวูบแบบแปลก ๆ

“โกหก” แม้น้ำเสียงจะเรียบนิ่ง แต่มันกลับเชือดเฉือนและน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก

“ฉันไม่ได้โกหกนะ มู่หยงฟู่หนีไปแล้วจริงๆ ”

“......”

“ฉันช่วยมู่หยงฟู่มาก็จริง เมื่อคืนก็ช่วยรักษาจนหายดี แต่เช้ามาก็หายไปแล้ว”

“.....”

“ฉันไม่รู้จริง ๆ ว่ามู่หยงฟู่หายไปไหน” ยิ่งจื่อเซียนไม่ตอบ เซียวจ้านก็ยิ่งกลัว สีหน้าเรียบนิ่งไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมา ไม่สามารถเดาได้เลยว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกอย่างไรก็แน่ เห็นหน้านิ่งแบบนั้นอาจจะชักกระบี่มาฟันคอเขาไปเฉย ๆ ก็ได้ใครจะไปรู้ นี่อาจจะเป็นจุดจบของตัวร้ายอย่างเว่ยเฟิงแล้วก็ได้...

“เจ้าต้องชดใช้”

“ห๊ะ!!! ”

“โทษฐานที่ทำศัตรูของข้าหนีไป”

 

 

………………………………..

 

 

 

 

 

 

ขอบคุณทุกคอมเมนท์จริงๆค่ะ เรามีกำลังใจเพราะคอมเมนท์จริงๆ

 

มีเยอะ ก็มาเร็วค่าาาาาา

 

..........................

 

 

 

สวัสดีตัวละครใหม่

 

มู่หยงฟู่

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 155 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

175 ความคิดเห็น

  1. #141 nnic (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 มีนาคม 2563 / 01:27
    คือนิยายที่เซี่ยวจ้านอ่านคือย้อนยุคอะ แล้วตอนเซี่ยวจ้าพูดคือมันคือไม่ใช่แนวโบราณอะ...
    #141
    0
  2. #64 p0021 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2562 / 11:00
    อุแงเพิ่งมาเห็นอิมเมจมู่หยงฟู่ เคยเห็นรูปเขาในพินแต่ไม่รู้ว่าชื่ออะไร แต่แอบๆย่องไปเรือ #มู่หยงเว่ย แล้วยิ่งตอนยัยเว่ยเฟิงขึ้นคร่อมเขาเพราะจะเค้นว่าเขาเขินตัวเองใช่ไหม
    #64
    0
  3. #42 Kawaiimm (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 / 19:39
    ชั้นเกือบก้าวขาลงเรือพิมู่แล้วเชียว5555
    #42
    0
  4. #39 paeng foon (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 / 23:51
    น้องไปกับพระเอกนะคะส่วนสู่หย่งฝูพี่จัดการเอง
    #39
    0
  5. #27 kbrrcngkeux (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 / 21:43

    มาต่อด่วนค่ะ ตอนรู้ว่าอัพ เผลอเผาเสื่อสุดที่รัก(?)ไปแล้ว เลยต้องเอาเก้าอี้มาแทน มันไม่สบายเท่าเสื่อเวลารอนะค่ะ=__=//แถสีข้างถลอกเพื่อให้ไรท์มาอัพ

    #27
    0
  6. #26 0801044 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 / 18:27

    มู่หยงฟู่งานดีอยู่น้าาา
    #26
    0
  7. #25 mppmpp9651 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 / 08:52
    ต่อครับ
    #25
    0
  8. #23 ฮิซาโอะ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 / 00:15
    BL????
    #23
    0
  9. #22 Aimjung.K (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 / 23:48
    เจอกันแล้วว
    #22
    0