[Rewrite] ]ทะลุมิติทั้งทีขอเป็นพระเอกไม่ได้หรือไง #ป๋อจ้าน

ตอนที่ 18 : ศักดิ์ศรีนั้นสำคัญไฉน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 455
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 52 ครั้ง
    26 เม.ย. 63

18

ศักดิ์ศรีนั้นสำคัญไฉน

 

สำนักหัวซานจัดการประชุมชาวยุทธ์ขนาดย่อยขึ้นในช่วงสายของวัน ผู้เข้าร่วมชุมนุมยังคงเป็นเหล่าชาวยุทธ์จากสำนักน้อยใหญ่ที่มาเคารพศพของฟงซินหยางเมื่อวานนี้ รวมถึงคนที่ไม่ได้รับเชิญอย่างเว่ยเฟิงและจี้หยางก็มาเข้าร่วมชุมนุมด้วยเช่นกัน

ความจริงเว่ยเฟิงก็ไม่ได้อยากจะปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนสักเท่าไรเพราะสิ่งที่ได้คือสายตาและคำพูดดูถูกเหยียดหยามจากคนรอบข้างเหมือนเดิม ถ้าไม่ใช่ว่าจะตามจื่อเซียนมาเพราะอยากขอโทษเรื่องเมื่อคืน ให้ตายยังไงเขาก็ไม่มาหรอก

หลังจากเสร็จสิ้นพิธีศพของฟงซินหยาง สำนักหัวซานก็แต่งตั้งงักปุ๊กคุ้งขึ้นมาเป็นเจ้าสำนักรุ่นต่อมา ถึงแม้ว่าเว่ยเฟิงจะจำเนื้อเรื่อง กระบี่เย้ยยุทธจักรไม่ได้มากนัก แต่เขาก็ยังพอจะนึกออกอยู่ว่างักปุ๊กคุ้งเป็นเจ้าสำนักสายลมปราณและเป็นคนชุบเลี้ยงเล่งฮู้ชงมาตั้งแต่เด็ก แต่ภายหลังถูกความโลภเข้าครอบงำเพียงเพื่อชิงเพลงกระบี่พิชิตมาร จึงใส่ร้ายและขับไล้เล่งฮู้ชงออกจากสำนัก แต่สุดท้ายงักปุ๊กคุ้งก็สำเร็จเพลงกระบี่พิชิตมารและได้ขึ้นเป็นประมุขห้าขุนเขากระบี่ได้ในที่สุด

ต้องยอมรับว่าเซียวจ้านไม่ได้มีความรู้ในตัวละครเรื่องกระบี่เย้ยยุทธจักรมากนัก ถึงแม้จะเป็นงานเขียนของกิมย้งแต่ไม่ค่อยได้สนใจมากเท่าไร เขารู้เพียงแต่ว่าแต่เรื่องนี้กิมย้งได้เขียนในเชิงเสียดสีการเมืองในช่วงการปฏิวัติทางวัฒนธรรมของจีน ซึ่งอยู่ในช่วงการต่อสู้ภายในเพื่อแย่งชิงอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากโครงเรื่องของ The Count of Monte Cristo ของ Alexandre Dumas เช่นเดียวกับกระบี่ใจพิสุทธิ์ ซึ่งเขียนก่อนหน้านี้เพียงแต่แต่ไม่ได้เสียดสีการเมืองเท่านั้น

เพราะจี้หยางเล่นเอาตัวละครในจักรวาลกิมย้งมายำรวมกันแบบนี้ ทำให้เนื้อเรื่องยิ่งคาดเดาได้ยากว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปและแบล็กกราวน์ของเรื่องก็ผิดเพี้ยนไปด้วย

"ข้า งักปุ๊กคุ้ง ในนามเจ้าสำนักหัวซาน" เสียงประกาศก้องของเจ้าสำนักหัวซานคนใหม่ดังก้องไปทั่วบริเวณ ชายที่เลยวัยกลางคนไปค่อนหนึ่งยืนยื้มอ่างปีติที่ลานกว้างหน้าสำนัก

"ขอประกาศว่าในอีกสองเดือนข้างนี้ จะมีงานชุมนุมชาวยุทธ์"

"และจะจัดให้มีการประลองยุทธ์ขึ้นเพื่อหาจ้าวยุทธภพประจำปี" สิ้นเสียงประกาศก็เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นา ๆ ดังระงมไปทั่วลานกว้าง

"ปีนี้สำนักหัวซาน สำนักง๊อไบ๊ สำนักบู๊ตึ๊ง สำนักช๊วนจินก่าและพรรคกระยาจกจะเป็นเจ้าภาพร่วมกันงานนี้ข้าขอเรียนเชิญชาวยุทธ์ทุกท่านเข้าร่วมงานและร่วมประลองยุทธ์เพื่อชิงตำแหน่งเจ้ายุทธภพของปีนี้" เสียงปรบมือพร้อมคำสรรเสริญแซ่ซ้องว่า ยุทธภพจงเจริญ ดังกระหึ่มทั่วหุบเขาหลงซาน ประมุขพรรคกระยาจกชูไม้เท้าตีสุนัขสูงขึ้นฟ้าพร้อมกับการสรรเสริญเยินยอในแบบฉบับพรรคกระยาจกนั่นคือการถ่มน้ำลายใส่หัวหน้าพรรค

เว่ยเฟิงและจี้หยางที่มองเหตุการณ์ตรงหน้าอยู่ต้องเบือนหน้าหนีทันที สีหน้าพะอืดพะอมเหมือนอยากจะสำรอกออกมาเสียให้ได้

เย่ลุกชี้ผู้เป็นหัวหน้าพรรคกระยาจกยกมือขึ้นเพื่อเป็นสัญญาณให้การถ่มน้ำลายนี้สิ้นสุดลง ความสงบจึงเกิดขึ้นอีกครั้ง

"ข้าเตี่ยจี้เก่งจากสำนักช้วนจินก่า ขอเรียนถามท่านเจ้าสำนักงักปุ๊กคุ้ง” เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ทุกสายตาล้วนจับจ้องไปที่ชายหนุ่มวัยกลางคนในชุดนักพรตสีเทาอ่อนที่กำลังประสานมือไว้ด้านหน้า

“เชิญ”

“ข้าเพียงแต่มีคำถามว่า หากสำนักสุสานโบราณจะเข้าร่วมงานชุมนุมชาวยุทธ์ครั้งนี้ได้หรือไม่”

“....” คนถามเงียบไปครู่หนึ่งเหมือนลองเชิงว่าแต่ละคนจะมีปฏิกิริยาอะไรเกิดขึ้นบ้างแล้วจึงเริ่มพูดต่อ

“เข้าเพียงแต่ถามเผื่อเว่ยเฟิงเท่านั้น เพราะข้าเห็นว่าเขามางานเคารพศพอดีตท่านเจ้าสำนักฟงซินหยาง แต่ก็มิอาจเข้าไปร่วมแสดงความอาลัยได้”

“....”

“เพราะสำนักสุสานโบราณมิได้รับเชิญ ข้าจึงถามเผื่อว่าหากเป็นงานชุมนุมชาวยุทธ์ในครั้งนี้”

“...”

“สำนักสุสานโบราณจะสามารถเข้าร่วมได้หรือไม่”

เตี่ยจี้เก่งเป็นอีกตัวละครหนึ่งในเรื่องมังกรหยกภาคสอง ถ้าใครได้ติดตามจะรู้ว่าตัวละครตัวนี้ร้ายกาจเพียงใด เว่ยฟิงรู้ดีว่าการถูกกล่าวถึงในที่ชุมนุมด้วยเรื่องแบบนี้เพียงเพราะเตี่ยจี้เก่งต้องการสร้างความอับอายให้เขาและสำนักสุสานโบราณเท่านั้น เจตนาหวังดีถามเผื่อนั่นปัดตกไปได้เลย

“ย่อมได้ สำนักสุสานโบราณถือว่าเป็นสำนักที่มีวิชาล้ำเลิศ เจ้าอย่าลืมว่ายอดฝีมืออย่างเอี้ยก้วยและแม่นางเล่งอยู่ในสำนักนี้ด้วย ทั้งคู่ล้วนเป็นยอดฝีมือ” งักปุ๊กคุ้งคลายข้อสงสัยให้กับเตี่ยจี้เก่ง พร้อมกับรอยยิ้มบาง ๆ ที่ฉาบไว้บนใบหน้า

“ขอบคุณท่านเจ้าสำนักหัวซาน” เตี่ยจี้เก่งยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะลอบมองมาทางเว่ยเฟิง เขาทำความเคารพเจ้าสำนักหัวซานก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้สำหรับสำนักช้วนจินก่า

“ไอ้เตี่ยจี้เก่ง ปากดีนักนะมึง” จี้หยางสบถออกมาให้ได้ยินแค่สองคน ใบหน้าแสดงให้เห็นความโกรธอย่างไม่ปิดบัง

เว่ยเฟิงไม่ได้แสดงสีหน้ายินดียินร้ายอะไรตอบกลับไป จื่อเซียนหันมองเว่ยเฟิงอยู่ครู่หนึ่งเพราะเป็นห่วงว่าสิ่งที่ได้ยินจะทำให้ระคายหูและเกิดโทสะขึ้น แต่ทว่าเว่ยเฟิงนั้นกลับควบคุมอารมณ์ได้ดีกว่าที่เขาคาดการณ์เอาไว้

“ขอบคุณท่านเจ้าสำนักหัวซาน เว่ยเฟิงผู้นี้และสำนักสุสานโบราณซาบซึ้งยิ่งนัก รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานชุมนุมชาวยุทธ์” เว่ยเฟิงประสานมือเอาไว้ด้านหน้าเพื่อทำความเคารพและพูดขอบคุณไปตามมารยาทที่ควรจะทำ

“.....”

“แต่เกรงว่าจะทำขายหน้าพวกท่าน”

“....”

“ข้าน้อยขอเป็นแค่ผู้ร่วมชมการประลองยุทธ์ของเหล่าผู้มีฝีมือเพื่อเป็นบุญตาเท่านั้น”

“....” งักปุ๊กคุ้งเห็นท่าทีของเว่ยฟิงที่ดูอ่อนน้อมและรู้จักพูดจาก็ยิ้มออกมาบ้าง ๆ เขาลูบเคราสีดำยาวเฟิ้มของตัวเองอยู่สองสามทีก่อนจะพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“ขอขอบคุณความเมตตาจากท่านเจ้าสำนักหัวซาน” เว่ยเฟิงประสานมือทำความเคารพก่อนจะหันกลับไปมองเตี่ยวจี้เก่ง ตัวต้นเรื่องส่งรอยยิ้มบาง ๆ มาทางเขาพร้อมกับโบกพัดไปมาอย่างสบายอารมณ์

“ยินดี ยินดี” งักปุ๊กคุ้งว่าจบก็ร่ายยาวเรื่องรายละเอียดต่าง ๆ ในลำดับต่อไป

“โหหหหห เท่มากกก พี่พูดจีนโบราณเป็นด้วยเหรอ” จี้หยางถามออกไปด้วยความตื่นเต้น เพราะตั้งแต่เข้ามาในนิยาย เขาไม่เคยเห็นเว่ยเฟิงพูดจีนโบราณคำศัพท์ยาก ๆ แบบนั้นเลย

“ไม่เท่าไรหรอก” ตอนเป็นนักแสดงเขาเคยเล่นหนังพีเรียดอยู่เรื่องหนึ่ง เลยพอจำเคล้ารางสำนวนการพูดมาได้บ้าง

“ถ้างั้น ทำไมพี่ไม่พูดอ่ะ” จี้หยางถามขึ้น

“ก็เพราะไม่อยากพูดไง ไม่อยากทำตัวกลมกลืนกับคนที่นี่ ไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ อยากกลับบ้าน อีกอย่างฉันก็ไม่ถนัดพูดจีนโบราณด้วย นายก็เห็นว่าฉันพูดธรรมดาคนอื่นก็ฟังรู้เรื่อง” เพราะลึก ๆ แล้วเว่ยเฟิงก็กลัวถ้าวันนึงตัวเองปรับตัวได้หรือมีความผูกพันกับโลกใบนี้มากเกิน มันจะเป็นอันตรายต่อความรู้สึกของตัวเอง

“ถ้าเช่นนั้น หากวันชุมนุมชาวยุทธ์มาถึง ข้าขอให้เว่ยเฟิงได้แสดงวิชาล้ำเลิศของสำนักสุสานโบราณให้เป็นขวัญตาชาวยุทธ์สักหน่อย เจ้าว่าอย่างไร เว่ยเฟิง” คราวนี้เตี่ยจี้เก่งเอ่ยชื่อและเจาะจงมาทางเขาอย่างไม่ปิดบัง

“เช่นนั้นย่อมได้”

 

………………

 

เว่ยเฟิงยังคิดไม่ตกกับเรื่องงานชุมนุมชาวยุทธ์มาสามวันสามคืนแล้ว ไอ้บ้าเตี่ยจี้เก่งมันต้องเล่นงานเขาแน่ ๆ ลำพังแค่ตอนดูหนังเว่ยเฟิงก็เกลียดมากพอแล้ว แล้วยิ่งมาโดนทำกิริยาแย่ ๆ แบบนี้ใส่ก็ยิ่งเกลียดเข้าไส้ ถ้าหากว่าต้องสู้กับยอดฝีมือกับช้วนจินก่าหรือสู้กับเจ็ดนักพรตเว่ยเฟิงก็ยังพอจะสู้ไหวเพราะกระบวนท่าและเคล็ดวิชาของสำนักสุสานโบราณถูกบัญญัติขึ้นมาเพื่อต่อกรและรับมือกับกระบวนท่าของช้วนจินก่าโดยเฉพาะ แต่ถ้าเตี่ยจี้เก่งมันเล่นสกปรกขึ้นมาล่ะ

“เป็นอะไรอ่ะ ยังเครียดเรื่องนั้นอยู่เหรอ” จี้หยางที่มาพร้อมกับชามที่มีเมล็ดทานตะวันอยู่ค่อนถ้วย หย่อนตัวลงข้าง ๆ เว่ยเฟิง สองขาเรียวยาวจุ่มลงไปในบ่อน้ำตก

"อื้อ ไอ้เตี่ยจี้เก่งมันต้องเล่นสกปรกอะไรแน่" เว่ยเฟิงว่าก่อนจะหยิบเอาเมล็ดทานตะวันของจี้หยางมาแทะบ้าง

"วิชาของสำนักสุสานโบราณเก่งกว่าขอสำนักช้วนจินซะอีก พี่จะกลัวไปทำไม อาจารย์ยายของพี่บัญญัติกระบวนท่าไว้เพื่อต่อกรกับพวกนักพรตสำนักช้วนจินโดยเฉพาะ อย่าไปเครียดเลย"

"ขนาดอยู่เฉย ๆ ไม่ไปหาเรื่อง เรื่องก็มาหา" เว่ยเฟิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ดูเหมือนว่าเรื่องมันกำลังยุ่งยากขึ้นเรื่อย ๆ เข้าไปทุกที

"ถ้างั้นพี่จะฝึกวิชาเพิ่มไหมล่ะ มันยังมีวิชาของสำนักที่พี่ยังไม่ได้ฝึกอีกตั้งเยอะ" จี้หยางเอ่ยขึ้น ก่อนหยิบเมล็ดทานตะวันขึ้นมาแทะ

"วิชาอะไร"

"วิชาสตรีหยกไง"

“....”

“ถ้าพี่ได้วิชานี้นะ ช้วนจินก่าทั้งสำนักพี่ก็เอาอยู่”

“พูดง่ายจังนะ นายจะมาเป็นคู่ฝึกให้ฉันไหมล่ะ” วิชาสตรีหยกถือเป็นสุดยอดวิชาของสำนักสุสานโบราณ เป็นวิชาต้องฝึกสองคนเพื่อป้องกันธาตุไฟแทรก คิดจะยากฝึกก็ฝึกได้เสียเมื่อไรกัน

“ผมไม่มีวรยุทธ์แบบพี่สักหน่อย จะไปฝึกด้วยได้ยังไงล่ะ นู่นนน ลองไปถามคนนู้นสิ ว่าเขาจะยอมไปฝึกกับพี่หรือเปล่า” ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าจี้หยางนั้นหมายถึงใคร

“มันจะฝึกได้เหรอ ผู้ชายกับผู้ชายมันจะไม่มีผลข้างเคียงอะไรใช่ไหม”

“ไม่มีหรอก ขนาดเอี้ยก้วยกับเซียวเหล่งนึ่งยังฝึกด้วยกันได้เลย แค่มันต้องถอดเสื้อผ้าเวลาฝึกเพื่อให้ความร้อนระบายออกมาได้และป้องกันธาตุไฟเข้าแทรก แต่เพื่อความไม่ผิดผี สำนักสุสานโบราณเลยบัญญัติว่าต้องเป็นสตรีและสตรีฝึกด้วยกันเท่านั้น ความจริงแล้วใครก็ฝึกได้ทั้งนั้นแหละ แต่ต้องสองคน” จี้หยางอธิบาย ความจริงข้อนี้เว่ยเฟิงเองก็รู้มาบ้าง แต่ก็อดรู้สึกกังวลไม่ได้ กลัวว่าจะมีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้น

“.....” สีหน้าของเว่ยเฟิงดูเครียดขึ้น ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง

“พี่ก็ลองถามคนนั้นดูสิ ว่าเขาจะไปฝึกกับพี่ได้หรือเปล่า ผมว่าจื่อเซียนไม่ใจร้ายกับพี่หรอก” ตั้งแต่เกิดเรื่องคืนนั้น เว่ยเฟิงก็ไม่ได้มีโอกาสคุยกับจื่อเซียนอีกเลย ไม่รู้ว่าตอนนี้ฝ่ายนั้นจะคิดอะไรหรือรู้สึกอะไรไปบ้างแล้ว แล้วถ้าหากว่ากลับไปคุยด้วยเรื่องนี้จื่อเซียนจะยอมช่วยเขาหรือเปล่านะ

 

----------------------------------------------------

 

เว่ยเฟิงยืนชั่งใจอยู่หน้าหอคัมภีร์อยู่หลายนาที คิดไม่ตกเรื่องจื่อเซียนสักที ไม่รู้ว่าจะต้องทำหน้าแบบไหน ไม่รู้ว่าควรจะเริ่มทักทายด้วยคำไหนดี แล้วถ้าหากพูดเรื่องคืนนั้นขึ้นมาอีกจื่อเซียนจะโกรธไหม ถ้าบอกว่าไม่ได้ตั้งใจ ที่ทำไปเพราะอาการเมาจื่อเซียนจะรู้สึกแย่หรือเปล่า

เว่ยเฟิงพยายามใช้เสียงให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะไม้เตี้ยตัวเดียวกับจื่อเซียน ใบหน้าคุ้นเคยยังคงเรียบนิ่งเหมือนกับทุก ๆ ครั้ง

"อ่านอะไรอยู่เหรอ" เว่ยเฟิงเริ่มประโยคสนทนา นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ของตัวเองย่ำแย่อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

"ตำราของสำนัก" จื่อเซียนตอบแค่นั้น เขายังคงรักษากิริยาเอาไว้เช่นเดิม

"แล้ว...กินข้าวหรือยัง" เว่ยเฟิงนึกอยากจะตบปากตัวสักสิบที บ้าจริง คิดคำถามที่สร้างสรรค์กว่านี้ไม่ได้หรือไง

"ข้ากินแล้ว" ทุกอย่างจบลงที่ประโยคคำตอบของจื่อเซียน บรรยากาศเข้าสู่ความอึดอัดโดยสมบูรณ์แบบ เว่ยเฟิงกัดริมฝีปากของตัวเองเบา ๆ หัวสมองกำลังใช้ความคิดอย่างหนักกับสถานการณ์ตรงหน้า

"ฉันคิดว่า..จะกลับไปฝึกวิชาที่สำนักสุสานโบราณ" หลังจากรวบรวมความกล้าอยู่ครู่หนึ่งเว่ยเฟิงก็พูดมันออกมา

"...." จื่อเซียนยังคงนิ่งเงียบและตั้งใจอ่านตำราในมือต่อไป

"วิชาสตรีหยกของสำนักสุสานโบราณต้องฝึกปรือด้วยกันสองคน เพื่อป้องกันธาตุไฟเข้าแทรก"

"...."

"นายไปกับฉันได้ไหม"

"...." จื่อเซียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้ามองเว่ยเฟิง สายตาว่างเปล่าและสีหน้ายังคงเรียบนิ่งเช่นเดิม

"ไปฝึกวิชาสตรีหยกกับฉันที่สำนักสุสานโบราณเถอะนะ..." คราวนี้เว่ยเฟิงใช้น้ำเสียงอ่อนลงและยื่นมือไปกุมฝ่ามือข้างหนึ่งของอีกฝ่ายไว้เป็นเชิงขอร้อง จื่อเซียนไม่ได้ตอบอะไร เขาไม่ได้ขัดขืนหรือสะบัดออกแต่อย่างใด มุมปากของจื่อเซียนกระตุกยิ้มขึ้นในเสี้ยววินาทีหนึ่งก่อนที่ทุกอย่างจะเป็นเหมือนเดิม น่าเสียดายที่เว่ยเฟิงไม่ทันได้เห็นมัน ความรู้สึกบางอย่างกำลังก่อตัวขึ้น พลังความร้อนวิ่งพล่านไปทั่วร่างกาย จื่อเซียนไม่เข้าใจว่าอาการที่เกิดขึ้นกับเขาเหล่านี้มันคืออะไร นี่เขากำลังโดนธาตุไฟเข้าแทรกรึ

 

------------------------------------------------

 

กิมย้งเป็นนักเขียนนิยายแนวกำลังภายใน เขาเป็นคนฮ่องกงค่ะ ชื่อตัวละครก็เลยอาจจะแปลกๆ ไปบ้างสำหรับหลายๆ คนนะคะ

 

 

กลับมาแล้วค่ะทุกคนนนนน ใช้เวลารีไรท์กันไปพักใหญ่ๆ เลย

 

ขอกำลังใจเป็นคนละเม้นท์นะคะ

 

ตอนนี้แบบห่อเหี่ยวมากๆ เลย

 

รู้สึกว่าฟิคเรื่องนี้ของเรามันยังคงไม่ค่อยสนุกเท่าไร คงยังไม่ถูกใจรีดหลายๆ คน

 

ถ้าต่อไปฟีดแบคไม่ค่อยดีแล้วเราคงปิด แงงง ไม่อยากจะพิมพ์เยอะเลย มันอัดอั้น กลัวรีดจะรำคาญด้วย

 

แต่ตอนนี้ยังเปิดให้อ่านกันก่อนคะ ขอดูฟีดแบคไปเรื่อยๆ ก่อนค่ะ

 

ขอบคุณรีดที่คอยอยู่ข้างๆ คอยให้กำลังใจเรามาตลอดตั้งแต่แรกนะคะ

 

เราจำได้หมดเลยว่าใครเป็นใครบ้าง

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 52 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

175 ความคิดเห็น

  1. #175 เคียงจันทร์ (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 17 มกราคม 2564 / 00:34

    มาต่อเถอะนะขอร้อง😢😢

    #175
    0
  2. #173 I am KEI (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 20:57
    แวะมาให้กำลังใจค่า เพิ่งมาตามอ่านเลย แอบแวะมากอดให้กำลังใจไร้ท์ก่อนนะคะ
    #173
    0
  3. #172 anonaa (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2563 / 23:57

    แง้งงงงงงงงง สู้ๆ นะคะไรท์ เรา ชอบมากๆเลยค่ะ อยากให้แต่งต่อนะคะ แต่ก็เคารพการตัดสินใจของไรท์นะคะ แต่เราชอบมากจริงๆนะคะไม่อยากให้ปิดเลยแง้
    #172
    0
  4. #169 SKY4U_Y (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 / 20:30
    เราเป็นคนนึงเเหละที่อยากติดตามผลงานไรท์ เราไม่อยากให้ไรท์คิดมากเลย เอาเป็นว่ารอติดตามเสมอนะเตงง😊
    #169
    0
  5. #168 momoji46 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 19:00

    งื้อออออกลับมาแล้วแย้
    #168
    0
  6. #167 SinSin park (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 18:17
    สนุกมากๆเลยค่ะคุณไรท์! เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #167
    0
  7. #166 Alljae (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 13:21
    แงงงร้ายกาจจ
    #166
    0
  8. #163 Nithinan66 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 06:08

    รอตอนต่อไปค่ะเป็นกำลังใจให้ไรท์สู้ๆนะ
    #163
    0
  9. #162 furnnee (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 01:14
    รอตอนต่อไปค่าาาา อยากเห็นเค้าฝึกกัน😝🤭
    #162
    0
  10. #161 17122512 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 17:57
    ชอบมากๆค่ะ มาต่อนะคะ คิดว่าจะไปหานิยายมาอ่านเพื่อทำความเข้าใจตัวละคร สู้ต่อไปด้วยกันนะคะ
    #161
    0
  11. #160 56523a (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 15:13

    😻😻😻😻😻😻😻
    #160
    0
  12. #159 H.I.D.E. (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 14:01
    เราชอบน่ะ ไรต์เขียนสนุก เข้ามาอ่านเรื่อยๆแต่ไม่ได้เม้น รอตอนต่อไปของไรต์น่ะ สู้ๆ
    #159
    0
  13. #158 Sunshine sky (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 08:58

    ติดตามอยู่นะคะ...รอตอนต่อไปเรื่อยๆค่ะ
    #158
    0
  14. #157 Koonpungpondjuff (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 03:10
    สนุกจะตายยยย เรายังติดตามอยู่น๊าาา
    #157
    0
  15. #156 Rieng (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 02:16

    เย้ๆๆๆดีใจๆ!!!อัพแล้ว ชอบ ชอบ ชอบค่ะ รอตอนต่อไปอยู่ตลอดนะคะ เป็นกำลังใจให้ไรท์นะคะ ขอบคุณค่ะ ♥️💕♥️💕

    #156
    0
  16. #155 noodern (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 01:38

    หายไปนานมากไรท์ เค้ายังติดตามอยู่น๊าาาา https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/yy-08.png https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/yy-big-03.png

    #155
    0
  17. #154 R.chura (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 01:32
    แงงงงงง อย่าปิดนะคะ ไหว้แล้วว เราชอบเรื่องนี้มาก พล็อตเราก็ชอบ ฮืออออ อย่าเทเลยนะคะ

    😢
    #154
    0
  18. #153 Ped kabb (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 00:39
    ไรต์อย่าปิดนะะะะะะ ขอล้องงง สำหรับเราถึงชื่อตัวละครจะเยอะและค่อนข้างจำยาก(สต.เราเป็นคนขี้สับสนค่ะ แฮะๆ) แต่โดยรวมแล้วเราชอบทั้งพล็อตเรื่องทั้งการค่อยๆเดินเรื่องมากค่ะ ไรต์สู้ๆน้า เป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #153
    0
  19. #152 Nui Namitta (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 00:07
    แงง รอติดตามกันอยู่นะคะไรท์ สู้ๆนะคะ
    #152
    0