[Rewrite] ]ทะลุมิติทั้งทีขอเป็นพระเอกไม่ได้หรือไง #ป๋อจ้าน

ตอนที่ 17 : ตัวละครใหม่ที่ไม่ได้อยู่ในเรื่อง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 487
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 52 ครั้ง
    25 เม.ย. 63

 

17

ตัวละครใหม่ที่ไม่ได้อยู่ในเรื่อง

 

 

ชาร้อนหอมกรุ่นกับบรรยากาศยามเช้าช่างเป็นอะไรที่น่าภิรมย์เสียจริง ๆ เสียดายที่เว่ยเฟิงไม่มีโอกาสได้ลิ้มลอง จี้หยางดื่มด่ำอากาศยามเช้าจนเต็มปอด เมื่อแสงแดดเพิ่มอุณหภูมิ เขาจึงย้ายตัวเองไปพักผ่อนหย่อนใจกับชาร้อนแก้วที่สองในห้องเว่ยเฟิง เพราะเช้านี้เขามีเรื่องต้องปรึกษากัน แต่ทว่าเจ้าของห้องยังไม่มีท่าทีว่าจะตื่น และเขาก็มีมารยาทพอที่จะไม่ปลุก

 

ให้ตายเถอะโรบิ้น!! นี่กะจะตื่นตอน 3 โมงเย็นหรือยังไง

 

"อื้อออออ ~" เจ้าของห้องส่งเสียงครางในลำคอ ฟังดูติดงอแงคล้ายไม่อยากจะตื่น เขาพลิกซ้ายพลิกขวาอยู่ครู่หนึ่งถึงได้สังเกตเห็นว่าห้องนี้ไม่ได้มีแค่เขาคนเดียว

"เข้ามาตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย..ไม่เห็นรู้เรื่องเลย" เว่ยเฟิงเอ่ยทักจี้หยางที่กำลังอ่านอะไรสักอย่างในมืออย่างสบายอารมณ์

"พี่จะไปรู้เรื่องอะไร ตื่นสายซะขนาดนี้" เว่ยเฟิงลุกขึ้นนั่งทันที พยายามขับไล่ความง่วงที่กำลังรุมเร้า ถ้าไม่รีบตื่นตอนนี้ ก็ไม่แน่ว่าตัวเขาอาจจะตื่นอีกทีในวันถัดไปเลยก็ได้ เพราะมันก็เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาแล้วตอนที่โหมงานอย่างหนัก 2 วันติด ชนิดที่ว่า มีเวลานอนรวมกันไม่ถึง 5 ชั่วโมง หลังจากหมดงานนั้นเซียวจ้านคนนี้ก็ได้นอนยาวๆ 13 ชั่วโมงติดสมใจอยาก

"แล้วนี่กี่โมงแล้วอ่ะ"

"เกือบจะเที่ยงแล้ว"

"เหรอ…นึกว่าเพิ่งเก้าโมง" ตั้งแต่ไม่มีนาฬิกาปลุก ไม่มีเวลาให้ดู เว่ยเฟิงรู้สึกว่าตัวเองเริ่มไร้วินัยในการตื่นนอนเข้าไปทุกที

"เมื่อกี้มีศิษย์ยกอาหารมาให้ พี่รีบไปล้างหน้าล้างตาแล้วรีบมากินสิ เดี๋ยวเย็นแล้วมันจะไม่อร่อย"

 

เว่ยเฟิงทำตามที่จี้หยางบอกอย่างว่าง่าย เขาใช้เวลาจัดการธุระส่วนตัวอยู่พักใหญ่ ก่อนจะกลับออกมาด้วยสีหน้าที่ดูสดชื่นขึ้นกว่าเก่า เว่ยเฟิงมองสำรับตรงหน้าอย่างชั่งใจครู่หนึ่ง ดูท่าทางว่าเขาจะตื่นสายมากไปจริง ๆ อาหารตรงหน้าเย็นชืดไม่หลงเหลือความร้อนใด ๆ อีกต่อไป

"เมื่อคืนเป็นไงบ้าง" จี้หยางรีบยิงคำถามใส่ทันทีเมื่อเว่ยเฟิงเริ่มตักโจ๊กเข้าปากไปคำแรก เขารอมานานแล้ว รอที่จะถามเว่ยเฟิงเรื่องนี้เพื่อดูผลของแผนการว่ามันสำเร็จไปได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนคนที่ได้ยินคำถามก็สำลักข้าวทันที ไอ้เด็กบ้านี่จะไม่ให้เขาตั้งตัวเลยหรือยังไง

"ก็...พยายามอยู่ มีหยอดบ้างไรบ้าง"

"....." สีหน้าของจี้หยางดูไม่ค่อยสบอารมณ์ขึ้นมานิดหน่อย

"มันก็ต้องค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป เดี๋ยวไก่ตื่น"

"แล้วพี่ไม่คิดว่าไก่จะอยากโดนจู่โจมบ้างเหรอ" ประโยคนี้ของจี้หยางทำเว่ยเฟิงสำลักโจ๊กที่กินเข้าไปทันที เม็ดข้าวสีขาวกระจายเต็มโต๊ะไม้

“จะบ้าเหรอ!! ไว้ท่าบ้างสิ ฉันเป็นนายเอกนะว้อย เหลือภาพลักษณ์ดี ๆ ให้กันบ้างสิ”

"ในที่สุดพี่ก็ยอมรับสักทีนะว่าพี่เป็นนายเอก ฮ่าๆๆๆ " จี้หยางยกมือขึ้นกอดอกอย่างชอบใจ หลายวันที่ผ่านมาเว่ยเฟิงไม่เคยปริปาก ไม่เคยยอมรับว่าต้องสวมบทเป็นนายเอกนิยายวายเลยสักครั้ง

"เพราะมันจำเป็นหรอกน่า จะได้กลับออกไปเร็ว ๆ ไง" เว่ยเฟิงไม่ค่อยสบอารมณ์สักเท่าเพราะไอ้เด็กจี้หยางนี่มันจอมบงการไปซะทุกเรื่องแถมยังรู้ดีไปซะทุกเรื่องอีก

"เอ้อนี่ จี้หยาง..ฉันถามอะไรหน่อยสิ"

"หืมม ถามอะไรเหรอ"

"ก็เรื่องตอนก่อนที่นายจะเข้ามาในนิยายน่ะ" เขานึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้เมื่อตอนอาบน้ำ นี่เป็นโอกาสที่เขาจะได้ถามจี้หยางอีกครั้ง

"อ้อ..เรื่องนั้นเหรอ"

 

การสนทนานี้กินเวลาไปเกือบ 2 ชั่วโมงแต่ทว่าสิ่งที่เว่ยเฟิ่งได้รู้ว่าการมาของจี้หยางนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน

จี้หยางเล่าว่าก่อนหน้านี้ได้มาเที่ยวที่ประเทศไทยคนเดียว สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะอยู่ในกรุงเทพ ไปเที่ยวตามแลนมาร์คที่เว็บไซต์จัดอันดับไว้ สถานที่ยอดฮิตของคนจีนคงหนีไม่พ้น การขอพรเรื่องความรักกับพระตรีมูรติที่หน้าเซนทรัลเวิร์ล จี้หยางเล่าว่าตนก็ขอเรื่องความรักเช่นกันแต่ก็ไม่ได้จริงจังอะไรเพราะไม่ได้เชื่อขนาดนั้น ต่อด้วยการไปไหว้พระพิฆเนศตรงแยกห้วยขวาง โดยความเชื่อแล้วพระพิฆเนศเป็นเทพเจ้าแห่งศิลปะและความสำเร็จและจี้หยางก็อยากจะประสบความสำเร็จด้านงานเขียนอีกครั้ง ที่นั่นมีองค์จำลองพระพิฆเนศมากมายหลายขนาดตั้งวางเอาไว้บริเวณใกล้ ๆ กัน หลังจากเดินดูได้สักพักจึงตัดสินใจเช่าบูชาพระพิฆเนศองค์สีทองอร่ามขนาดกลางกลับมาด้วย เพราะรู้สึกถูกชะตาอย่างบอกไม่ถูก แล้วทริปนั้นก็จบลงด้วยสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของคนจีนอีก 2-3 ที่

"แล้วหลังจากกลับมาได้อาทิตย์นึงก็เกิดอุบัติกับผม"

"หืมม...อุบัติเหตุอะไร" เว่ยเฟิงตั้งคำถามด้วยความสนใจใคร่รู้ เพราะมันคือสิ่งที่จี้หยางไม่ได้เล่าให้ฟังก่อนหน้านี้

"ผมจำได้ว่า กำลังจะแก้นิยายเรื่องนี้แหละแล้วมือไปโดนเป๊บซี่หกใส่คอม แล้วผมก็โดนไฟช็อต แล้วภาพก็ตัดมาที่ผมนอนอยู่ในห้องเก็บฟืนที่ช้วนจินก่าแล้วอ่ะ"

เว่ยเฟิงเงียบไปครู่หนึ่ง เขากำลังใช้ความคิดและประมวลผล "นายเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไหม" เขาจับทางของเรื่องนี้ได้แล้ว สิ่งที่จี้หยางและเว่ยเฟิงมีเหมือนกันคือ อุบัติเหตุและสิ่งศักดิ์สิทธิ์

"ก็ห้าสิบห้าสิบอ่ะ...ทำไมเหรอ" จี้หยางไม่ใช่คนที่จะเชื่ออะไรจนงมงาย การดำเนินชีวิตของเขาจะตั้งอยู่บนความเป็นจริงมากกว่าการอ้อนวอนขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์

"ก็เพราะว่า-"

"ขออภัยขอรับ ท่านจางหยวนฟู่เรียกท่านทั้งสองให้ไปพบด่วน" การถูกเรียกพบด่วนของเว่ยเฟิงทำให้การสนทนานี้ถูกตัดจบอย่างน่าเสียดาย แต่เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ตอนนี้จางหยวนฟู่ต้องมีเรื่องอะไรเร่งด่วนอีกแน่ ๆ

เมื่อมาถึงก็เห็นสีหน้าเคร่งเครียดของสองศิษย์พี่น้องสำนักสราญรมย์ พอได้ชี้แจงแถลงไขถึงได้ทราบความว่ามีจดหมายจากสำนักหัวซานว่าพบศพ ฟงซินหยางที่ผาสำนึกผิด คาดว่าเป็นฝีมือของเฉียวฟงอีกเช่นกัน สิ่งที่หายไปคือตำราเคล็ดวิชา 9 กระบี่เดียวดาย ซึ่งเป็นสุดยอดวิชาที่ฟงซินหยางบัญญัติขึ้น ถึงแม้ว่าเฉียวฟงจะได้เคล็ดวิชานี้ไป แต่ก็ยังไม่มีการฝึกกระบวนท่าอย่างจริงจัง ส่วนลูกศิษย์ที่ได้รับการถ่ายทอดทั้งกระบวนท่าและเคล็ดวิชานั้นมีเพียงหนึ่งเดียวนั่นคือ เล่งฮู้ชง แต่ทว่ารายนั้นกลับไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เขาเป็นคนประเภทที่ว่า ชีวิตนี้ขอมีเหล้าไว้ให้กินก็สุขใจแล้ว ส่วนเรื่องที่ว่าเฉียวฟงเป็นคนร้ายนั้นทางสำนักสราญรมย์ได้ส่งจดหมายป่าวประกาศให้สำนักต่าง ๆ ได้รับทราบแล้วโดยทั่วกัน

และมติในที่ประชุมขนาดย่อมของสำนักสราญรมย์ก็จบด้วยการที่เว่ยเฟิงและจื่อเซียนจะต้องออกไปตามหาตัวเฉียงฟงและจับมาลงโทษให้เร็วที่สุด และตามธรรมเนียมแล้ว สำนักต่าง ๆ ในยุทธจักรจะต้องไปเคารพศพของฟงซินหยาง อดีตเจ้าสำนักหัวซาน ในส่วนของพิธีศพ สำนักหัวซานจึงเป็นผู้จัดแจงความเรียบร้อยทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ

วันถัดมา จื่อเซียน เว่ยเฟิงและจี้หยางออกเดินทางไปยังสำนักหัวซานแต่เช้าตรู่เพื่อให้ทันพิธีเคารพศพโดยพร้อมเพรียงกับสำนักอื่น ๆ

ตัวแทนจากสำนักน้อยใหญ่ตบเท้ากันมาอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง เพราะสำนักหัวซานก็ถือเป็นสำนักดาบและวรยุทธ์ที่มีชื่อเสียงอยู่ไม่น้อย

การปรากฏตัวของเว่ยเฟิงไม่ได้น่ายินดีเท่าไรนัก เขาถูกสายตาเหยียดหยามและโดนคำพูดเสียดแทงจากผู้คนที่อ้างตัวว่ามีคุณธรรมหนักหนา แต่ทว่าเว่ยเฟิงก็ไม่ได้สนใจคำพูดไร้สาระและไม่คิดจะเก็บเอามันมาใส่หัวให้รกสมอง และวันนี้เขามาในฐานะตัวแทนของสำนักสุสานโบราณ

จี้หยางหน้าซีดเผือดเมื่อได้ยินคำด่าทอเหล่านั้น มันค่อนข้างรุนแรงเลยทีเดียว และไม่ใช่ว่าด่ากันคนสองคนซะเมื่อไร ใครที่ผ่านไปผ่านมาเห็นเว่ยเฟิงก็ต้องทิ้งคำด่าทอเอาไว้ให้เจ็บใจเล่น ๆ

จื่อเซียนคว้าเอาข้อมือของเว่ยเฟิงแล้วออกแรงให้อีกฝ่ายเดินตามเร็วขึ้น คำด่าทอและสายตาเหยียดยามเหล่านั้นจื่อเซียนรับรู้มันทั้งสิ้น ใจจริงเขาอยากจะปกป้องเว่ยเฟิงให้ได้มากกว่านี้แต่สิ่งที่ทำได้คือพยายามหลีกเลี่ยงคนพวกนั้นให้ได้มากที่สุด

“เว่ยเฟิง เจ้าก็มาเหมือนกันหรือ” เจ้าของเสียงวิ่งโร่มาหาเว่ยเฟิงทันที ใบหน้าดุดันแต่แฝงไปด้วยความคมคายที่คุ้นเคยกำลังฉีกยิ้มแล้วส่งมันมาให้เว่ยเฟิงแต่เพียงผู้เดียว

“อ้าว มาด้วยเหมือนกันเหรอ” เว่ยเฟิงทักทายตามมารยาท บทสนทนาดำเนินไปได้ครู่เดียวมู่หยงฟู่ก็จำต้องหยุดมันไว้แค่นั้น เขาเองก็ไม่ได้อยากจะอยู่ตรงนี้กับจื่อเซียนนานนักจึงเป็นฝ่ายที่ถอยออกมาก่อน

ไม่นานนักก็เป็นเวลาที่ตัวแทนแต่ละสำนักจะเข้าไปแสดงความไว้อาลัยให้กับฟงซินหยาง ส่วนเว่ยเฟิงกับจี้หยางนั้นไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปด้วยเหตุผลที่ว่าสำนักสุสานโบราณไม่ได้รับเชิญ

หลังถูกหักหน้าจะไม่เหลือชิ้นดีเว่ยเฟิงกับจี้หยางเลยเลือกที่จะออกมาเดินเที่ยวในเมืองเพื่อฆ่าเวลาระหว่างที่รอจื่อเซียนทำพิธีเคารพศพ

ระหว่างที่กำลังเดินพูดคุยกับจี้หยางและสูดบรรยากาศตลาดยามเช้าฉบับย้อนยุคอยู่นั้น เสียงเอะอะมะเทิ่งตรงถนนด้านหน้าก็ทำลายสุนทรียะของเว่ยเฟิงจนหมดสิ้น เขาหมดอารมณ์ในการเสพบรรยากาศและมุ่งหน้าไปยังต้นเหตุที่ทันที

ชาวมุงขนาดย่อมกำลังสนทนากันอย่างออกรสออกชาติถึงชายที่อยู่ตรงหน้า หมอนั่นแต่งตัวซอมซ่อดูคล้ายขอทานก็ไม่เชิงเพราะเนื้อตัวก็ไม่สกปรก ผมเผ้ายังได้รับการดูแลอยู่บ้างไม่ถึงกับยุ่งเหยิง ในมือกอดไหเหล้าเอาไว้อย่างหวงแหน ปากก็ตะโกนเถียงพ่อค้าโชคร้ายคนนั้นไม่ตกฟาก

“ข้าก็บอกท่านแล้วไงว่าเงินของข้าถูกขโมยไป ประเดี๋ยวข้าเอาเงินมาจ่ายให้ รอก่อนไม่ได้หรือไงเล่า”

“ไม่ได้ๆๆๆๆ ไม่มีเงินเจ้าก็เอาของของร้านข้าไปไม่ได้”

“....”

“นี่ของซื้อของขาย เงินมาของไป งดเชื่อเบื่อทวง!! ”

“โธ่ เถ้าแก่ ข้าขอกินสักอึกสองอึกไม่ได้หรือยังไง ประเดี๋ยวข้าจะหาเงินมาจ่ายให้ครบเลย”

“ไม่ได้ๆ ไม่มีเงินก็วางเลย วางเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน” เถ้าแก่เจ้าของร้านร่างอ้วนพลุ้ยทำท่าจะทุ่มไหเหล้าขนาดกลางใส่หัวคู่กรณี

“อย่าๆๆๆ อย่าทำข้านะ อย่าทำข้า พวกท่านดูสิ เขาจะทำร้ายข้า ดูสิๆๆ ” หมอนั่นทำท่าทางหวาดกลัวพร้อมกับส่งเสียงโวยวายไปด้วย เว่ยเฟิงมองปราดเดียวกับรู้ทันทีว่าท่าทางและสีหน้าแบบนั้นมันการแสดงชัด ๆ อยู่ในวงการบันเทิงมากี่ปี ฝีมือการแสดงห่วยแตกขนาดนี้ทำไมจะดูไม่ออก ใครไม่รู้ว่าเป็นการแสดงก็ควายแล้ว

“โธ่...พ่อหนุ่ม ยังหนุ่มยังแน่นแท้ ๆ ไม่น่ามาเป็นขอทานเลย” ทันทีที่ความคิดในหัวจบลง เสียงชาวมุ่งคนหนึ่งก็ดังเข้ามาในโสตประสาทของเว่ยเฟิงทันที เขาหลับตาแล้วสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วบอกกับตัวเองว่า นี่มันยุคสมัยที่ผู้คนยังไม่ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง อย่าหงุดหงิดไปเลยน่าาา

“พี่ น่าส่งสารอ่ะ ช่วยเขาหน่อยสิ” จี้หยางสะกิดเว่ยเฟิงและเสนอความคิดไปว่าควรจะช่วยขอทานคนนั้น

“หืมมมม?? ”

“ดูสิ หน้าตาก็ดี ไม่น่าเป็นบ้าเลยอ่ะ” คำพูดตัดพ้อปนสงสารของจี้หยางทำเอาเว่ยเฟิงแทบบ้า ไม่มีใครดูออกกันเลยหรือยังไงว่านั่นมันคือการแสดง

“นายดูไม่ออกหรือไงว่าหมอนั่นมันแกล้งบ้า”

“เหรอ..ผมดูไม่ออกอ่ะ” จี้หยางส่ายหน้าเบา ๆ

“....”

“แต่เขาหน้าตาดีนะ พี่น่าจะช่วยเขาสักหน่อย” ถึงแม้เหตุผลของจี้หยางจะฟังไม่ขึ้น แต่เว่ยเฟิงก็ถือเอาสามัญสำนึกของตัวเองเป็นที่ตั้งว่าเราควรจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันมิใช่หรือ

“หยุดๆๆ หยุดก่อนเถ้าแก่” ในจังหวะที่เท้าของชายร่างพลุ้ยเจ้าของร้านกำลังจะกระทืบลงไปชายคนนั้น เว่ยเฟิงรีบเข้าไปห้ามทันที

“คุณชาย ท่านรู้จักไอ้ขี้โกงคนนี้ด้วยหรือ” เถ้าแก่หันมาถาม สีหน้าน้ำเสียงเอาเรื่องน่าดู

“ข้าไม่รู้จักเขาหรอก แต่ท่านช่วยละเว้นเขาหน่อยได้หรือไม่”

“.....”

“เงินค่าสุราของเขาข้าจะเป็นคนจ่ายให้ทั้งหมด” เว่ยเฟิงเอาเหรียญทองแดงที่มีรูเหลี่ยมตรงกลางวางไว้บนโต๊ะเกือบสิบเหรียญ

เถ้าแก่ยอมรับเงินจำนวนนั้นโดยดี ก็แน่ล่ะสิ มันต้องมากกว่าค่าเหล้าที่ไอ้หมอนี่มันกินซะอีก แบบนั้นน่ะ กำไรชัด ๆ

จัดการเรื่องจบชาวมุงก็แยกย้ายกันไป รวมถึงเว่ยเฟิงและจี้หยางด้วยเช่นกัน คราวนี้เขาจะได้เดินเที่ยวแบบสบายหูสบายตาสักที

"เดี๋ยวๆๆๆ คุณชายทั้งสอง ข้าขอบคุณพวกท่านที่ช่วยเหลือข้านะ บุญคุณนี้ข้าจะไม่ลืมเลย"

"อืม ๆ ช่างเถอะ ทีหลังก็อย่าเที่ยวไปขโมยใครเขาอีกล่ะ" เว่ยเฟิงไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก แล้วอีกอย่างเงินนั้นมันก็ไม่ใช่เงินเขา มันคือเงินของจื่อเซียนตั้งหาก

"ข้าเข้าใจแล้ว ชีวิตนี้ข้าคงอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีสุราให้ดื่ม" เขาว่าจบด้วยสีหน้ายิ้มแย้มก่อนจะหันหลังกลับไป

 

เอ๊ะ …. เดี๋ยวนะ

 

"เดี๋ยวก่อน" ในช่วงเสี้ยววินาทีหนึ่งที่เว่ยเฟิงฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ "นายน่ะ...ชื่ออะไร" เว่ยเฟิงเอ่ยปากถามออกไป สีหน้าของหมอนั่นเปลี่ยนไปจากครั้งแรกที่กล่าวขอบคุณพวกเขาในครั้งแรก

"แล้วเจ้าจะอยากรู้ไปทำไม" หลังจากขอบคุณเสร็จก็เปลี่ยนสรรพนามกันเลยทันที สีหน้าท่าทางแบบนี้มันกวนกันชัด ๆ เมื่อกี้เพิ่งจะบอกว่าบุญคุณนี้จะไม่ลืมไปอยู่หยก ๆ

"เอ่อ..งั้นแลกกัน นายบอกชื่อฉัน ฉันบอกชื่อนาย โอเคไหมล่ะ"

หมอนั่นทำท่านึกอยู่พักหนึ่ง "ข้าไม่ได้อยากรู้ชื่อเจ้าสักหน่อย"

"....."

"ข้าไม่เห็นประโยชน์ของการรู้จักชื่อกันและกันเลยสักนิด" ว่าจบก็หมุนตัวกลับแล้วเดินจากไปโดยไม่สนใจไยดีอะไร

จี้หยางที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่แรกก็เกิดโทสะขึ้น เขาเขวี้ยงสมุดในมือออกไปหวังจะให้โดนหัวไอ้บ้านั่นเพื่อระบายความแค้นสักหน่อย แต่ทว่ามันดันหลบได้ เว่ยเฟิงเลยเปิดฉากการต่อสู้นี้ด้วยการใช้กำลังภายในประลองกันสักกระบวนท่า แต่ทว่าการประลองครั้งนี้ของเว่ยเฟิงไม่ใช่เพราะบันดาลโทสะ แต่เขารู้สึกตงิดในใจว่าไอ้คนแกล้งบ้านี่มันต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน

ต่อสู้กันไปได้ไม่กี่กระบวนท่า จื่อเซียนและมู่หยงฟู่ที่พิ่งเสร็จจากพิธีเคารพศพก็รีบเข้ามาจับทั้งคู่แยกออกจากกันทันที

"เหตุใดเจ้าจึงมีเรื่องกับเว่ยเฟิงได้" หลังจากสงบศึกขนาดย่อมนี้ได้ มู่หยงฟู่ก็เริ่มไตร่ถามคู่กรณีทันที

"อ้อ เป็นศิษย์ลี้มกโช้วหรอกหรือ มิน่าเล่า นิสัยเสียซะไม่มี" ไม่ว่าเปล่า ไอ้หมอนั่นเหลือมองเว่ยเฟิงครู่หนึ่งก่อนจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่น

"นี่!! " ปรอทอารมณ์พุ่งขึ้นสูงอย่างรวดเร็วเมื่อโดนกระทำด้วยกริยาแบบนั้น เขาชี้นิ้วใส่หน้าฝ่ายตรงข้ามด้วยโทสะที่กำลังเดือดดาล

"...."

"พูดให้มันดี ๆ นะ ใครกันแน่ที่นิสัยเสีย"

"...."

"ฉันอุตส่าห์เข้าไปช่วยนายจากไอ้เถ้าแก่หมูตอนนั้นนะ หึ ถ้าฉันไม่ช่วยนะ มีหวังได้ตายคาตีนหมูตอนแน่ ๆ " ยอมกันซะที่ไหน ถ้ารู้ว่าไอ้หมอนี่มันกวนอวัยวะเบื้องล่างขนาดนี้ สัญญาเลยว่าจะไม่มีทางไปช่วยมันเด็ดขาด

"แล้วได้ขอป้ะล่ะ"

"นี่ ฉันเห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง จะให้ฉันสาธยายความระยำตำบอนของแกไหมล่ะ" จี้หยางออกความเห็นบ้าง เห็นท่ามันแบบนั้นแล้วอดโมโหแทนไม่ได้

"ข้าว่าพอก่อนเถอะนะ" มู่หยงฟู่รีบยุติสงครามขนาดย่อมนี้เสียก่อนที่มันจะกลายเป็นไฟลามทุ่งแล้วเกิดเรื่องใหญ่โตขึ้นมาอีก

“เล่งฮู้ชง ข้าว่าเจ้าไปเคารพผู้อาวุโสฟงก่อนเถอะ เรื่องบาดหมางเพียงเล็กน้อย อย่าได้ใส่ใจ” มู่หยงฟู่ผายมือเชื้อเชิญเล่งฮู้ชงให้ไปยังสำนักหัวซานก่อนจะเดินตามไปติด ๆ

“เจ้าเจ็บตรงไหนหรือไม่” หลังเหตุการณ์สงบลง จื่อเซียนรีบเข้ามาถามไถ่อาการทันที โดยมีสายตาของจี้หยางคอยเก็บข้อมูลอย่างละเอียด

“ไม่ ๆ ไม่เป็นอะไร...นั่นคือเล่งฮู้ชงเหรอ” เว่ยเฟิงไม่ได้บาดเจ็บส่วนไหนอย่างที่พูดไปจริง ๆ แต่ถ้าหากสิ่งที่เขาถามไปได้รับการยืนยันล่ะก็ นั่นเท่ากับว่านิยายเรื่องนี้จะมีตัวละครนอกเรื่องเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งตัว

“อื้อ” เมื่อได้รับการยืนยันตัวตนชัดเจน จี้หยางและเว่ยเฟิงหันหน้ามองกันอย่างฉับพลัน

 

กว่าจะจัดการเรื่องทั้งหมดให้เรียบร้อยตะวันก็จวนจะตกดินเสียให้ได้ จื่อเซียน เว่ยเฟิงและจี้หยางจึงจำเป็นต้องค้างที่เมืองหัวซานก่อนหนึ่งคืน พรุ่งนี้เช้าถึงจะเดินทางกลับสำนักสราญรมย์

เมืองหัวซานเป็นเมืองหน้าด่านขนาดกลาง ไม่ได้เงียบเหงาแต่ก็ไม่ได้ใหญ่โตโอ่อ่า ยามค่ำคืนยังมีสิ่งรื่นเริงให้เสพสมกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหอนางโลม โรงน้ำชา การแสดงดนตรี ร่ายรำ รวมถึงร้านรวงต่าง ๆ ที่ยังคงเปิดทำการค้าขาย

นักท่องราตรีสองคนกำลังพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ พลันสายตาของเว่ยเฟิงก็เหลือบไปเห็นใครคนหนึ่งที่เขาจำได้ดีและชาตินี้ขอสัญญาว่าจะไม่มีทางลืมแน่นอน

“นั่นเล่งฮู้ชงใช่หรือเปล่า นายช่วยฉันมองหน่อยสิ” เว่ยเฟิงชี้นิ้วไปยังร้านสุราด้านหน้า ถึงแม้ผู้คนจะไม่ได้พลุกพล่านมากนัก แต่เว่ยเฟิงก็อยากได้คำยืนยันอีกเสียง

“ใช้ ผมจำมันได้ติดตาเลย หึ คนอะไร นิสัยโคตรเสีย” จี้หยางเบะปาก เกิดมาก็เพิ่งจะเจอคนผู้ชายนิสัยเสียแบบนี้ครั้งแรก

“ฉันมีความคิดว่าจะดึงเล่งฮู้ชงให้มาเป็นพันธมิตรด้วย นายว่าไง” เว่ยเฟิงถามความเห็น เพราะถ้าหากได้เล่งฮู้ชงมาเป็นพันธมิตรด้วยล่ะก็ ชีวิตของเขาก็จะปลอดภัยและได้รับการคุ้มครองอย่างแน่นหนาเชียวละ

“ห๊ะ...ผมว่าแค่จื่อเซียนกับมู่หยงฟู่พี่ก็ปลอดภัยไปตลอดชีวิตแล้ว จะดึงตัวละครอื่นของกิมย้งมาทำไม เรื่องมันจะไม่บานปลายหรอ” แค่ที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็บานปลายไปมากพอแล้ว

“ไม่หรอกน่า เอามาเป็นพวกเรา จะได้ช่วยจัดการกับเฉียวฟงด้วยอีกแรง”

“ตามนั้นก็ได้” จี้หยางคล้อยตามอย่างว่าง่าย

“....” เมื่อได้รับการตอบรับไปในทิศทางเดียวกัน มุมปากด้านขวาก็ยกขึ้นโดยอัตโนมัติ

“งั้นพี่ก็เลี้ยงเหล้าเขาเยอะ ๆ แล้วกัน หว่านล้อมให้ได้ เดี๋ยวผมจะไปเดินเล่นแถวนี้หน่อย”

 

เมื่อตกลงกันได้ แผนการซื้อใจของเว่ยเฟิงก็เริ่มต้นขึ้น เขาเข้าไปนั่งร่วมโต๊ะด้วยท่าทีสบาย ๆ ก่อนจะคว้าเอาจอกสุราขนาดเล็กของเล่งฮู้ชงมาดื่มเสียเอง ถึงแม้รสชาติมันจะห่วยแค่ไหนก็ต้องดึงหน้าเอาไว้ให้เหมือนไม่รู้สึกอะไร

“นั่นมันสุราของข้า มีสิทธิ์อะไรมาเอาของข้าไปดื่ม” เล่งฮู้ชงดูท่าว่าจะไม่ค่อยยินดีกับการมาครั้งนี้ของเว่ยเฟิงเท่าไร

“ไม่ต้องห่วง คืนนี้กินไม่อั้น ฉันเลี้ยงนายเอง” ว่าจบก็ล้วงถุงผ้าแพรสีเหลืองทองที่มีเงินอยู่จำนวนหนึ่ง เว่ยเฟิงรู้ดีว่าต้องเข้าทางเล่งฮู้ชงด้วยสิ่งไหน

“ได้ เอาตามที่เจ้าว่า...แล้วมาหาข้าถึงที่นี่มีธุระอะไร” เล่งฮู้ชงไม่ใช่คนโง่ การมาของเว่ยเฟิงครั้งนี้ต้องมีอะไรบางอย่างแบบแฝงอยู่แน่นอน และถ้าหากว่าข้อเสนอของเว่ยเฟิงไม่ถูกใจล่ะก็ คืนนี้เตรียมตัวหมดตูดได้เลย

เว่ยเฟิงไม่รอช้า รีบพูดข้อเสนอนั้นไปทันที นั่นคือการร่วมมือกันตามหาตัวเฉียวฟงมาลงโทษ เล่งฮู้ชงก็ไปตามเอาตำราวิชาของฟงซินหยางกลับมา ส่วนเขาก็จะเอาตัวเฉียวฟงมาตัดสินโทษตามกระบวนการยุติธรรม แต่ทว่าเล่งฮู้ชงกลับไม่ได้ตอบรับหรือออกความเห็นในทันที แถมฝ่ายนั้นดูเหมือนจะจับจุดได้ว่าเว่ยเฟิงนั้นไม่สันทัดเรื่องการดื่มสุรา จึงนึกสนุกอยากแกล้งคนตรงหน้าขึ้นมา ก่อนจะเทสุราแบบไม่ยั้งมือสักนิด

“เน่!!! ว่าไง...จะเอาไงเนี่ยย ตอบมาสักเทสิ!!! เมาแล้วนะเว้ยย” เว่ยเฟิงชี้โบ๊ชี้เบ๊ไปทั่ว ร่างกายโอนเอนไปมาเหมือนต้นไผ่ลำเล็กลู่ลม น้ำเสียงยานครางจนแทบจะฟังไม่ได้ศัพท์

“สุราแค่ครึ่งขวดเจ้าก็เมาแล้วหรือ…” เล่งฮู้ชงส่ายหัวไปมาอย่างระอา คนอย่างเว่ยเฟิงนี่ช่างไม่สมเป็นชายชาตรีเอาเสียเลย สุราชั้นเลิศเช่นนี้ไม่รู้จักดื่มด่ำให้คุ้มค่า

“เออ!!! มาวเว้ย รีบตอบ..มาาสักที ก่อนที่ช้านน จะคุยไม่รู้วเรื่อง” เว่ยเฟิงยังพอมีสติรับรู้เรื่องทุกอย่างว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และรู้ว่าเล่งฮู้ชงยังไม่ให้คำตอบ แต่เพียงแค่ว่าเขาควบคุมสติไม่ได้เท่านั้นเอง

“เห้ยยย!! ทำไมเมาเป็นหมางี้อ่ะ” จี้หยางที่เพิ่งเดินเล่นเสร็จแวะเข้าไปที่ร้านเพื่อที่จะได้จะกลับที่พักพร้อมกัน แต่สิ่งที่เจอคือ เว่ยเฟิงกำลังเมาจนแทบจะไม่ได้สติ

“เห้ย!! ไม่ใช่หมาเว้ย นี่คน!!! ” เว่ยเฟิงหันไปเอ็ดใส่จี้หยางที่กล่าวหาว่าตนเป็นหมา สติของเว่ยเฟิงเริ่มเลือนรางเข้าไปทุกที ๆ

“ถ้าคุยธุระเสร็จแล้วฉันขอพาเขากลับก่อนนะ” ร่างเล็ก ๆ ของจี้หยางแบกเอาร่างของเว่ยเฟิงขึ้นหลัง ยิ่งเห็นหน้าไอ้เล่งฮู้ชงนั่นก็ยิ่งรู้สึกไม่ชอบ นอกจากจะนิสัยไม่ได้แล้วยังมอมเหล้าคนอื่นอีก แบบนี้มันใช้ได้เหรอ

“ถ้าได้สติแล้วข้าฝากบอกด้วยแล้วกันว่าข้าตกลง”

 

กว่าจะถึงโรงเตี้ยมได้ทำเอาจี้หยางหลังแทบหักเพราะเว่ยเฟิงเดินเองไม่ได้เลย จื่อเซียนยืนรอที่หน้าโรงเตี๊ยมอยู่แล้วรีบวิ่งเข้ามาทันที

“เกิดอะไรขึ้น ทำไม...เว่ยเฟิงถึงมีสภาพเยี่ยงนี้” เมื่อเห็นว่าเว่ยเฟิงหายไปนานกว่าเวลาที่ตกลงกันไว้ จื่อเซียนจึงตัดสินใจลงมารอที่ด้านล่าง

“โดนเล่งฮู้ชงมอมเหล้ามาอ่ะดิ….” จี้หยางส่งต่อเว่ยเฟิงให้จื่อเซียนเป็นคนดูแล ถึงแม้ระยะทางระหว่างร้านสุรากับโรงเตี๊ยมจะไม่ไกลมากนัก แต่การที่ต้องเอาคนที่ตัวหนักกว่ามาแบกไว้บนหลังก็ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ “โอ้ยย ปวดหลังชะมัด”

“ฮึก..จาอ้วกอ่ะ”

“เห้ยยย!! ” จี้หยางดึงเว่ยเฟิงไปกระถางต้นไม้มุมหนึ่งหน้าโรงเตี๊ยมและค่อย ๆ ลูบหลังให้

“เว่ยเฟิงจะเป็นอะไรหรือไม่” ตั้งแต่เกิดมาจื่อเซียนก็เพิ่งจะเคยเจอคนเมาด้วยตัวเองแบบนี้เป็นครั้งแรก เขาทำอะไรไม่ถูกเลยจริง ๆ ไม่รู้ว่าต้องรับมือกับคนเมายังไง

“ไม่เป็นไรหรอก อาการคนเมาแหละ”

“ถ้างั้น..เจ้าต้องการน้ำแกงสักถ้วยหรือไม่” จื่อเซียนเคยได้ยินว่าน้ำแกงร้อน ๆ จะช่วยให้คนสร่างเมาได้

“ไม่ต้องหรอก” จี้หยางบอกปฏิเสธ ก่อนจะหันไปตะโกนบอกเจ้าของโรงเตี๊ยมที่อยู่ด้านใน “เถ้าแก่ ขอน้ำสะอาดหน่อยสิ!! ” เถ้าแก่โรงเตี๊ยมวิ่งออกมาดูสถานการณ์ด้านนอกก็เข้าใจทันทีและรีบจัดหาน้ำสะอาดตามคำสั่ง

จี้หยางตัดสินใจล้วงคอเว่ยเฟิงเพื่อให้ร่างกายอาเจียนเอาแอลกอฮอล์ออกมา ไม่นานนักน้ำสีใสก็พุ่งออกมาจากปากสายหนึ่ง พร้อมกันกับที่น้ำสะอาดเดินทางมาถึงพอดี จี้หยางจัดการชำระล้างคราบสกปรกต่าง ๆ ให้เรียบร้อยก่อนจะขอตัวไปนอนพักผ่อน หน้าที่ในการดูแลเว่ยเฟิงจึงตกไปอยู่ที่จือเซียน

อาการของเว่ยเฟิงดีขึ้นกว่าครั้งแรกมาก แต่ก็ยังไม่สร่างเมา เขาปล่อยให้เว่ยเฟิงนอนอยู่ในเตียงหลังกว้างนั้นแต่เพียงผู้เดียวก่อนจะเป็นฝ่ายหาผ้าและน้ำสะอาดมาเช็ดชำระตามร่างกายให้ตามคำแนะนำของจี้หยาง

“นายชอบฉันเหรอ” อยู่ๆ เว่ยฟิงก็ถามขึ้น ดวงตาคู่สวยฉ่ำปรือเพราะฤทธิ์สุรา

“.....” จื่อเซียนชะงักไปครู่หนึ่งแต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป

เมื่อไม่ได้ยินคำตอบ เว่ยเฟิงจึงเอื้อมมือข้างหนึ่งสอดเข้าไปที่ท้ายทอยของจื่อเซียนพร้อมกับออกแรงให้อีกฝ่ายโน้มต่ำลงมา ในระยะกระชั้นชิด เว่ยเฟิงมอบสัมผัสผะแผ่วให้ที่ริมฝีปาก คนใต้ล่างเริ่มรุกล้ำริมฝีปากของคนด้านบนอย่างอาจหาญ ทั้งขมกัด ดูดดึง รวมไปถึงลิ้นร้อนที่กำลังเข่นเคี้ยวกวาดต้อนลิ้นของอีกฝ่ายอย่างชำนาญ มือบางออกแรงกดท้ายทอยของจื่อเซียนอีกเล็กน้อยเพื่อให้สัมผัสครั้งนี้แนบแน่นยิ่งขึ้น เว่ยเฟิงครางอื้ออึงในลำคออย่างพึงพอใจ ก่อนสัมผัสสุดท้ายจะสิ้นสุดลง เว่ยเฟิงไม่วายส่งลิ้นร้อนไปโลมเลียริมฝีปากที่อยู่ตรงหน้าอย่างอ้อยอิ่ง มันทั้ง เชื่องช้า โหยหา และหวานหอม ก่อนจะพาตัวเองเข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง

 

------------------------------------------------------------

 

 

เคยล้วงคอเพื่อนให้มันอ้วกกันมั้ยคะ 5555

 

 

 

 

กลับมาแล้วค่าาา หลังจากหายไป 1 เดือน

ขอโทษที่ทำให้ต้องรอนานนะคะ มีงานฟรีแลนซ์เข้ามาแบบหนักหน่วงมาก

ต่อไปจะพยายามมาให้เร็วขึ้นอีกนะคะ

ขอบคุณที่ยังติดตามนะคะ

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 52 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

175 ความคิดเห็น

  1. #171 anonaa (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2563 / 23:38

    สู้ๆ นะคะ รออ่านน้าาาาสนุกมากๆเลยค่าา เว่ยเฟิงจะรู้ตัวไหมนะไปจูบเขาน่ะ เขินนนนน
    #171
    0
  2. #150 Ped kabb (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 22:47
    ไรต์ฯกล้บแล้วววววววว คิดถึง555
    #150
    0
  3. #145 bbowwipa-12 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 20 มีนาคม 2563 / 14:16
    รอติดตามนะค่ะ สนุกมากเลย~~~
    #145
    0
  4. #144 Tisalnohc (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 20 มีนาคม 2563 / 10:28
    ฮื่อออออออ
    #144
    0
  5. #143 momoji46 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 20 มีนาคม 2563 / 09:54

    จูบกันแล้ววว
    #143
    0
  6. #142 R.chura (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 20 มีนาคม 2563 / 01:42
    กรี๊ดดดด มาแล้วววว //ซับน้ำตาาา
    ยัยเว่ยเฟิงงงง ไม้เรียวสั่นนนน
    #142
    0