[Rewrite] ]ทะลุมิติทั้งทีขอเป็นพระเอกไม่ได้หรือไง #ป๋อจ้าน

ตอนที่ 16 : I'm not moving

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 728
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 60 ครั้ง
    24 เม.ย. 63

16

l'm not moving

"ห๊ะ!!! เรื่องจริงเหรอ" จี้หยางร้องเสียงหลง เขาไม่อยากจะเชื่อเลยจริง ๆ ว่า มู่หยงฟู่จะมีความรู้สึกแบบนั้นให้เว่ยเฟิง

"เออสิ ฉันจะโกหกทำไม" เว่ยฟิงถอนหายใจเฮือกใหญ่

"แล้วพี่ชอบเขาไหมล่ะ" จี้หยางยิ้มกริ่ม แทนที่จะตกใจกับนิยายของตัวเองที่มันผิดเพี้ยนไปจนหมดกลับมีหน้าย้อนถามด้วยคำถามแบบนี้อีก

"จะบ้าเหรอ...ใครจะไปชอบ"

"ทำไมล่ะ เขาก็ดูหล่อดีนะ"

"จี้หยาง นายควรจะตกใจสิ ตัวละครนายมันผิดเพี้ยนไปหมดแล้ว นิยายนายก็ด้วย เราจะกลับบ้านกันยังไง" ท่าทางของจี้หยางกลับตรงกันข้าม รายนั้นไม่มีท่าทีสะทกสะท้านอะไร

"ก็..ตกใจนิดหน่อย ยังไงก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี" จี้หยางไหวไหล่ ท่าทีสบายใจปิดกับเว่ยเฟิงที่ปวดหัวจนความดันแทบขึ้น

'......"

"ไหนๆ เรื่องมันก็เป็นแบบนี้แล้ว พี่ก็เล่นตามน้ำไปเลย"

"ห๊ะ!! " เว่ยเฟิงได้แต่ภาวนาในใจว่าขออย่าให้เป็นแบบที่เขาคิด

"นิยายวายไง พี่เคยอ่านหรือเปล่า" ส่วนตัวจี้หยางนั้นอย่าให้พูดถึง เรื่องไหนที่ว่าสนุก เรื่องไหนที่ว่าเด็ด เรื่องไหนที่ว่าดัง ล้วนผ่านสายตาของจี้หยางมาแล้วทั้งสิ้น

"หยุด!! เดี๋ยวนี้เลยนะ!! หยุดทันที" เว่ยเฟิงยกมือขึ้นห้าม เรื่องแบบนั้นเขาไม่เอาด้วยหรอก

"ทำไมล่ะ พี่ไม่อยากกลับบ้านแล้วเหรอ"

"มัน..ก็อยากกลับแหละ..แต่ว่า" เขาไม่ปิดกั้นก็จริง แต่ก็ใช่ว่าใครจะเข้ามาได้ง่าย ๆ เช่นกัน

"ถ้าพี่ลงเอยกับใครสักคนได้ในเรื่องนี้ เราก็จะได้กลับบ้านกัน"

"...." สีหน้าของเว่ยเฟิงคล้ายกับคนที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างไรอย่างนั้น

"ไหนๆ พี่ก็เป็นดาราอยู่แล้วอ่ะ"

"....."

"บทนายเอกซีรี่ส์วายคงไม่ยากเกินฝีมือระดับพี่หรอกมั้ง"

 

ช่วงสายของวัน เว่ยเฟิงถูกเรียกพบที่เรือนรับรองกลางของสำนักสราญรมย์ เขารายงานความคืบหน้าที่ได้ไปสอบปากคำจากมู่หยงฟู่และเรื่องเฉียวฟงที่กลางป่า

เว่ยเฟิงช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ของมู่หยงฟู่ว่าฝ่ายนั้นไม่ได้รู้เห็นเป็นใจเกี่ยวกับการตายของจี้เยี้ยะ เพียงแต่เป็นเหยื่อที่ถูกเฉียวฟงใส่ร้ายป้ายสีก็เท่านั้น พอเล่าถึงตรงนี้เว่ยเฟิงแอบสังเกตเห็นสีหน้าท่าทางของจื่อเซียน ถึงแม้ใบหน้าจะราบเรียบราวกับไร้ความรู้สึกแต่ทว่าภายใต้ใบหน้าราวหยกสลักนั้นกลับมีสายตาที่แสดงออกอย่างชัดเจนถึงความไม่พอใจในชั่วครู่หนึ่ง เว่ยเฟิงไม่รู้ว่าจื่อเซียนคนนั้นมีวิธีการจัดการกับความรู้สึกนี้อย่างไร เวลาเพียงไม่นานแววตาของเขาก็กลับมาเป็นปกติ

เว่ยเฟิงเสนอความคิดว่าให้รีบตามล่าตัวเฉียวฟงเสียตั้งแต่ตอนนี้ เพราะฝ่ายนั้นโดนฝ่ามือเบญจพิษเล่นงานเข้าให้ อาจไม่ถึงตายแต่ท่าทางก็หนักเอาการ เขาแน่ใจเฉียวฟงจะต้องกบดานอยู่ที่ไหนสักแห่ง หากใช้โอกาสนี้ย่อมต้องได้ตัวเป็นแน่ แต่ความคิดนั้นเป็นอันต้องปัดตกไปเพราะจางหยวนฟู่ให้เหตุผลว่า

“เจ้าเพิ่งจะโดนวิชาร้ายกาจของเฉียวฟงมา อาการไม่แย่มากแต่ก็ใช่ว่าจะนิ่งนอนใจได้ พิษอาจกำเริบภายหลังอีกก็เป็นได้ เจ้าควรพักฟื้นร่างกายให้เป็นปกดีเสียก่อน หากเกิดอะไรขึ้นซ้ำอีกรอบ”

“......” จางหยวนฟู่หลุบตาลง ฟังได้ว่าท้ายประโยคนั้นเสียงของเขาเบาลงกึ่งหนึ่ง

“เกรงว่าจะเกิดความสามารถของสำนักสราญรมย์” ถึงแม้เว่ยเฟิงจะไม่ใช่คนสนิทชิดเชื้อกันแต่จางหยวนฟู่ก็เป็นห่วงเสมือนน้องร่วมสาบานคนหนึ่ง เว่ยเฟิงคนนี้ไม่มีพิษสงร้ายกาจเหมือนอาจารย์ของเขาแต่ทว่ากลับมีจิตใจสูงสงยิ่งกว่า

“ผมหายแล้วจริง ๆ นะ ร่างกายเป็นปกติ แข็งแรงดีทุกอย่างเลย” เว่ยเฟิงตอนนี้เหมือนนายตำรวจหนุ่มเลือดร้อนที่เพิ่งมาประจำการได้ไม่นานแล้วอยากจะจับโจรชั่วเสียเต็มแก่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการประมือครั้งแรกของเว่ยฟิงที่ทำให้ศัตรูตัวฉกาจของยุทธภพอาการสาหัส นี่จะเป็นโอกาสที่ทำให้เขาได้แสดงให้ทุกคนได้เห็นว่าเขาไม่ได้ร้ายกาจ ไม่ได้ฆ่าจี้เยี้ยะ และเขาบริสุทธิ์

“ถึงหายดีแล้วข้าก็ไม่อนุญาตให้เจ้าไปตอนนี้” จื่อเซียนที่เงียบมานานพูดออกไปบ้าง บรรยากาศตอนนี้ตกอยู่ในความเงียบ ไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมาอีก แม้แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้หาเหตุผลมารองรับคำพูดของตัวเอง

เป็นจังหวะเดียวกับที่ศิษย์ในสำนักเดินเข้ามากระซิบข้างหูของจางหยวนฟู่ สีหน้าเขาดูเคร่งเครียดขึ้นทันที ไม่นานนักจึงหันไปกระซิบกับจื่อเซียนอีกทอดหนึ่ง ก่อนจะออกไปจากที่นี่อย่างรีบเร่ง

บรรยากาศน่าอึดอัดยิ่งกว่าเดิมเมื่อเหลือเพียงสองคน อีกคนหนึ่งก็ไม่พูดอะไร อีกคนหนึ่งก็อยากจะดูปฏิกิริยาของอีกฝ่าย เป็นจื่อเซียนที่ไม่สามารถอยู่ภายใต้สถานการณ์กดดันนี้ได้อีกต่อไป เขาลุกขึ้นแล้วเป็นฝ่ายไปในที่สุด แต่ทว่ายังไม่พ้นธรณีประตู สองเท้านั้นหยุดชะงักอยู่ครู่หนึ่ง

“อย่าทำให้ข้าเป็นห่วงนักเลย”

 

สามวันให้หลัง ความเบื่อหน่ายเริ่มก่อตัว ที่นี่ไม่มีสิ่งให้รื่นเริงบันเทิงใจเลยสักอย่าง ที่เที่ยวก็ไม่มี งานก็ไม่มีให้ทำ เว่ยเฟิงรู้สึกว่าชีวิตของเขากำลังเหี่ยวเฉาลงไปทุกที สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้คือนั่ง ๆ นอน ๆ เพื่อรอยาต้มรสชาติขมนรกแตกทุกวันหลังอาหารสามเวลา เผลอ ๆ มีถ้วยยารอบที่สี่โผล่มาก่อนเข้านอนอีกถ้วย จะไม่กินก็ไม่ได้เพราะจื่อเซียนเป็นคนเอามาให้เองกับมือทุกถ้วย แล้วเมื่อดื่มยาจนหมดถ้วยแล้วก็ต้องอ้าปากให้ดูว่ากลืนยาลงท้องไปหมดแล้วจริง ๆ ไม่อย่างนั้นแล้วล่ะก็ พ่อพระเอกหน้าหยกก็จะไม่ยอมไปแถมยังขู่อีกด้วยว่า ถ้าไม่ยอมกินยาดี ๆ จะจับกรอกปาก ที่จื่อเซียนต้องเล่นไม้โหดแบบนี้ก็เพราะว่า ครั้งหนึ่งเว่ยเฟิงเคยอมยาเอาไว้แล้วแอบคายทิ้งทีหลัง โชคดีไม่เคยเข้าข้างตัวร้ายอย่างเขา จังหวะที่เว่ยเฟิงกำลังจะบ้วนยาทิ้งนั้น จื่อเซียนกลับมาที่ห้องนอนของเขาแล้วเห็นเข้าพอดี หลังจากนั้นยาทุกหยดก็ไม่เคยไหลออกจากปากเว่ยเฟิงเลย

หลังจากที่เดินสำรวจรอบ ๆ สำนักสราญรมย์แล้ว สิ่งหนึ่งที่เว่ยเฟิงเพิ่งจะรู้ก็คือ พื้นที่ภายในสำนักค่อนข้างกว้างขวาง มีห้องหับมากมาย มีลานกว้างให้ได้ฝึกยุทธ์อยู่หลายแห่ง แต่ทว่าลูกศิษย์ในสำนักมีเพียงแค่ไม่กี่สิบคนเท่านั้น แล้วบรรดาพวกลูกศิษย์นั้นก็ไม่เคยมาป้วนเปี้ยนหรือเดินเพ่นพ่านให้เห็นกันง่าย ๆ เลย

เว่ยเฟิงหอบหิ้วเอาพู่กัน แท่นหมึกและกระดาษอีกสองสามแผ่นออกมาหามุมสงบ ๆ สักแห่ง ภูเขาสูงชันที่มีน้ำตกใสสะอาดไหลลงมาเป็นสาย มันอยู่ไม่ไกลจากสำนักสราญรมย์เท่าไรนัก เอาล่ะ เขาจะใช้ทักษะศิลปะวาดรูปแก้เบื่อสักหน่อย

บรรยากาศสดชื่น หอมกรุ่นกลิ่นน้ำและดอกไม้บาง ๆ ทำให้อารมณ์ขุ่นมัวของเว่ยเฟิงที่สั่งสมกันมาหลายวันผ่อนคลายลงเล็กน้อย เมื่อหาที่นั่งได้เหมาะเจาะแล้วจึงเริ่มลงมือฝนหมึกอย่างละเมียดละไม สะบัดปลายพู่กันลงบนกระดาษอย่างใจเย็น

“ฝีมือวาดภาพของเจ้าไม่เลว ลายเส้นแปลกตา” เสียงคุ้นหูของใครบางคนถามขึ้น แต่เว่ยเฟิงก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับเขามากนัก ยังคงเพ่งสมาธิไปที่การวาดภาพด้วยพู่กันจีนโบราณครั้งแรกของตัวเองอย่างตั้งอกตั้งใจ

“.....” เว่ยเฟิงไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เขารู้อยู่แล้วมีคนกำลังเดินมา อาจเป็นเพราะวรยุทธ์ที่มีทำให้เขามีโสตประสาทที่เฉียบแหลม สามารถได้ยินเสียงในระยะไกลได้ คนที่เสนอหน้ามาให้เว่ยเฟิงเห็นได้บ่อยที่สุดในช่วงนี้จะเป็นใครไปได้นอกจาก จื่อเซียน

“นี่เป็นลายเส้นเฉพาะสำนักสุสานโบราณหรือ” ภาพวาดของเว่ยเฟิงมีรูปร่างผิดแผกไปจากภาพวาดที่เขาเคยเห็นไปอยู่หลายส่วนแต่ก็ยังมีความงดงามอยู่

“ก็...ทำนองนั้น” เว่ยเฟิงขี้เกียจจะอธิบายให้มากความว่าศิลปะในยุคปัจจุบันนั้นหลากหลายและไร้ขอบเขต จึงได้แต่เออออไปตามนั้น สักครู่ใหญ่ก็ปรากฏเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งขึ้นบนหน้ากระดาษนั้น

“น่ารักไหม” เว่ยเฟิงยื่นแผ่นกระดาษนั้นให้จื่อเซียนดูด้วยท่าทางตื่นเต้น คนถูกถามขมวดคิ้วเข้าหากันและมองสัตว์ตัวนั้นอย่างพิจารณา

“ทำไมเสือของเจ้ามัน...อ้วนแบบนั้น” ภาพทิวเขาด้านหลังยังพอทำเนา แต่จื่อเซียนไม่เคยเห็นเสือตัวอวบอ้วนแบบนั้นมาก่อนเลยจริง ๆ

“อะไรเล่า..น่ารักจะตาย” เว่ยเฟิงชักกระดาษกลับมา งานศิลปะไม่มีถูกหรือผิด ไม่เห็นความน่ารักของเสืออ้วนก็ไม่เป็นไร แค่มันน่ารักในสายตาของเขาก็พอแล้ว

“แค่ก ๆ ” เว่ยเฟิงสำลักก้อนเลือดออกมาคำใหญ่จนกระเด็นไปเปรอะเปื้อนไปทั่วรูปวาดนั้น จื่อเซียนรีบคว้าข้อมือของอีกฝ่ายไปตรวจอาการทันที เขาใช้เวลาไม่นานนักก็รู้ผล

“ร่างกายของเจ้ายังขับพิษออกมาไม่หมด”

“.....” เว่ยเฟิงก้มมองที่ข้อมือในพันธนาการของจื่อเซียนครู่หนึ่งก่อนจะหันไปมองเสื้ออ้วนในกระดาษที่ตอนนี้กลายเป็นเสือโลหิตไปแล้ว เขาควรจะรู้สึกแย่กับเรื่องไหนก่อนดีล่ะ

“หลังจากนี้ต้องกินยาตามที่ข้าสั่งจนกว่าจะหายดี”

“ฉันรอนานขนาดนั้นไม่ได้หรอกนะ” จื่อเซียนรู้ดีว่าสิ่งที่เว่ยเฟิงพูดนั้นหมายถึงอะไร ยังไงตอนนี้เว่ยเฟิงก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเฉียวฟงอยู่ดี

"...." จื่อเซียนเงียบไปครู่หนึ่ง ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากให้เว่ยเฟิงหาย ทุกวันนี้ที่ขับเขี้ยวให้กินยาสี่เวลาก็เพราะอยากให้อาการบาดเจ็บและพิษในร่างกายขับออกมาโดยเร็วก็เท่านั้น

"ว้าาา ~ เลอะหมดเลย"

"....." จื่อเซียนหันมองตามการกระทำของคนตรงหน้า

"วันหลังค่อยวาดใหม่แล้วกัน" เว่ยเฟิงก้มมองผลงานศิลปะชิ้นล่าสุด เสือเพศผู้ตัวอวบอ้วนเต็มไปด้วยคราบเลือดจนไม่เหลือเค้าโครงของความน่ารักอีกต่อไป เขาส่ายหัวเบา ๆ ก่อนจะหอบหิ้วอุปกรณ์จิตรกรขนาดย่อมกลับออกไป เหลือเพียงจื่อเซียนที่ยังคงมองภาพวาดเสืออ้วนเลือดท่วมตัวนั้น

 

สามสัปดาห์ให้หลัง เว่ยเฟิงเริ่มฝึกฝนวรยุทธ์และลมปราณเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและคุ้นชินกับกระบวนท่าต่าง ๆ มากขึ้น โดยมีจี้หยางคอยช่วยแนะนำเกี่ยวกับตัวละครตัวนี้ที่เขาสร้างมันขึ้นมาจากจินตนาการของตัวเอง

ส่วนนักเขียนที่ทะลุเข้ามาเป็นศิษย์ปลายแถวไร้วรยุทธ์ก็ไม่ได้มีใจฝักใฝ่จะฝึกอะไรทั้งสิ้น ซ้ำยังตั้งหน้าตั้งตาแต่งนิยายเรื่องใหม่เอาไว้เป็นแผนสำรองเผื่อว่าติดอยู่ที่นี่ไปตลอดก็จะได้เอานิยายนี้ไปขายได้

คืนวันนั้นจื่อเซียนยังคงทำหน้าที่แพทย์ประจำตัวของเว่ยเฟิงโดยไม่ขาดตกบกพร่อง ระยะหลังมานี้ จากที่ต้องกินยาวันละสามถึงสี่มื้ออาหารก็เหลือเพียงวันละครั้งก่อนนอนเท่านั้น เว่ยเฟิงมองถ้วยยาในมือของจื่อเซียนแล้วลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่

“ถ้วยนี้เป็นถ้วยสุดท้ายแล้วได้ไหม” แค่นึกถึงว่าต้องกินมันในวันต่อไป เว่ยเฟิงก็ไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกแล้ว ถ้วยกระเบื้องเคลือบลายดอกเหมยจะต้องทำเขาหลอนไปอีกนานแน่ ๆ

“.....” สีหน้าของจื่อเซียนยังคงเรียบนิ่งดังเดิม สายตาหลุบต่ำมองยาน้ำสีชาค่อนถ้วย เว่ยเฟิงจะรู้หรือไม่ว่ายาทุกถ้วยนั้นเขาต้มเองและพิถีพิถันกับมันเป็นพิเศษเพื่อให้ได้โอสถบำรุงร่างกายที่ดีที่สุด

“ตอนนี้ร่างกายฉันแข็งแรงแล้ว”

“.....”

“ไม่เชื่อก็ลองตรวจอาการดูสิ” เว่ยเฟิงยื่นแขนข้างหนึ่งให้จื่อเซียน สองนิ้วของเขาแตะลงบนข้อมือเล็กคอดอย่างแผ่วเบา ใช้เวลาไม่นานนักคำวินิจฉัยก็ออกมา ลมปราณของเว่ยเฟิงแข็งแกร่งและครบส่วนแล้ว ดูเหมือนว่าเว่ยเฟิงจะควบคุมมันได้ดีขึ้นด้วย

“ถ้าเช่นนั้นยาถ้วยนี้ก็เป็นถ้วยสุดท้ายของเจ้าแล้ว”

“Yes!!!! ” เว่ยเฟิงอุทานออกมาเสียงดัง ใบหน้าเผยยิ้มกว้างออกมาก่อนจะคว้าเอาถ้วยยาซดทีเดียวจนหมด ต่อไปนี้เขาก็ไม่ต้องกล้ำกลืนฝืนทนกินยาขมรสชาตินรกแตกนี่อีกแล้ว

แม้จะหมดธุระเรื่องยาแล้วแต่จื่อเซียนก็ยังคงนั่งนิ่งไม่เอ่ยอะไรออกมา ครู่หนึ่งเขาจึงหยิบบางอย่างออกจากอกเสื้อแล้วส่งให้ แม้จะเกิดความงุนงงอยู่เล็กน้อยในตอนแรก แต่หลังจากที่เห็นมันเต็มสองตา รอยยิ้มกว้างปรากฏออกมาอีกครั้ง มันคือภาพวาดเสือตัวอ้วนที่เว่ยเฟิงเคยวาดเอาไว้เมื่อคราวก่อน แต่ครั้งนี้ต่างกันตรงที่ จื่อเซียนเป็นคนวาดภาพนี้ต่างหาก

"ให้ฉันเหรอ"

"อันเก่าของเจ้าเลอะเทอะไปหมด ข้าเลยวาดมาให้เจ้าใหม่"

"เจียนกั่ววววว ปะป๊าคิดถึงจังเลยยยยย" พอรู้ว่าจื่อเซียนตั้งใจวาดมาให้ บวกกับความคิดถึงสัตว์เลี้ยงขนนุ่มที่คอนโดจึงเอารูปวาดแผ่นนี้แนบกับอกของตัวเองในท่ากอด

"ขอบคุณนะจื่อเซียน นายรู้ไหมว่าฉันคิดถึงเจียนกั่วมากขนาดไหน"

"...." จื่อเซียนยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเว่ยเฟิงชอบมันมากขนาดไหน

"พักหลังมานี้มัวแต่ฝึกวรยุทธ์ ก็เลยไม่ได้วาดต่อ ขอบคุณนายมากนะจื่อเซียน" พูดจบก็โผเข้ากอดคนวาดรูปนี้ทันที คนถูกกอดหน้าถอดสีไปครึ่งหนึ่ง ร่างกายเหมือนถูกแช่แข็งไปชั่วขณะ เว่ยเฟิงไม่เพียงแต่กอดเอาไว้เท่านั้น ซ้ำยังพูดถึงเจียนกั่วไม่หยุด ฝ่ามือใหญ่ที่เคี่ยวกรำเพลงกระบี่และกระบวนท่ามานักต่อนักกลับแข็งทื่อและดูเกะกะไปเสียหมด ไม่รู้จะเอามันไปวางไว้ที่ตรงไหนดี ในเสี้ยววินาทีจอมยุทธ์หนุ่มก็วางมันลงอย่างแผ่วเบาที่เอวของอีกฝ่าย แต่ทว่าไม่กี่อึดใจเว่ยเฟิงก็ผละออก ก่อนจะเช็ดน้ำตาที่คลออยู่น้อย ๆ ในดวงตาคู่นั้น

"จื่อเซียน" เว่ยเฟิงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน

"...." จื่อเซียนนิ่งเงียบรอฟังประโยคถัดไปอย่างตั้งใจ

"ร้องเพลงให้ฟังหน่อยได้ไหม"

"...." ถึงแม้จะตกใจกับคำขอนั้นแต่สีหน้าของจื่อเซียนก็ไม่ได้แสดงอาการอะไรออกไป และไม่ได้ตอบอะไรออกไปเช่นกัน

"นะ...ร้องเพลงให้ฟังหน่อยสิ" เว่ยเฟิงก็แค่อยากรู้ว่าจื่อเซียนจะยอมทำตามที่ขอไหม ถ้าหากว่ายอมทำตามจริง ๆ เขาก็อาจจะพิจารณาบทนายเอกซีรี่ส์วายดูสักครั้งก็เป็นได้

"ข้า...ข้าร้องไม่เป็น"

"หือออ ได้ไงกัน สำนักสราญรมย์ครอบคลุมทุกศาสตร์ รวมถึงเรื่องเพลงกลอนด้วยหนิ ทำไมนายถึงร้องเพลงไม่ได้ล่ะ" เว่ยเฟิงใช้คำพูดเชิงจิตวิทยาดูอาการของจื่อเซียนสักหน่อย ทว่าอีกฝ่ายกลับหลุบตาต่ำ ท่าทางเหมือนกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก

"....."

"ไม่เป็นไร วันนี้ฉันอารมณ์ดี เดี๋ยวร้องให้ฟังก่อนก็ได้" เว่ยเฟิงไม่ได้ตั้งความหวังไว้ เขาอยู่แล้วว่าจื่อเซียนต้องไม่ยอมร้องเพลงแน่ ๆ สงสัยจะเขิน

"...."

"ส่วนนาย" เว่ยเฟิงชี้นิ้วไปที่จื่อเซียน

"....." คนถูกชี้เงยหน้าขึ้นมอง

"ตั้งใจฟัง แล้วจำ วันหลังจะได้มาร้องให้ฉันฟัง"

"Cause if one day you wake up and find that you’re missing me

And your heart starts to wonder where on this earth I could be

Thinkin maybe you’ll come back here to the place that we’d meet

And you’ll see me waiting for you on the corner of the street

So I’m not moving, I’m not moving"

 

เว่ยเฟิงเลือกเพลงสากลในลิสต์ของตัวเองขึ้นมาเพลงหนึ่ง

 

"บทเพลงของเจ้าไพเราะดี สำเนียงแปลกหู ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน" จื่อเซียนรู้ว่านี่ไม่ใช่บทเพลง กลอนหรือลำนำทั่วไป มันไม่ใช่ภาษาท้องถิ่น ไม่ใช่ภาษาพื้นเมือง มันไม่ต้องมีกู่ฉินหรือกู่เจิ้งมาประกอบก็มีความไพเราะอยู่ในตัว

"เป็นเพลงเฉพาะสำนักสุสานโบราณน่ะ" เว่ยเฟิงเลี่ยงที่จะบอกชื่อเพลง ถ้าไม่อย่างนั้นล่ะก็อาจจะต้องอธิบายกันอีกยาว

"...." ส่วนจื่อเซียนก็พยักหน้าเข้าใจอย่างว่าง่าย

"มีแค่ฉันกับอาจารย์ลี้มกโช้วเท่านั้นแหละที่ร้องได้ อาจารย์อาเซียวเหล่งนึ่งกับอาจารย์อาเอี้ยก้วยยังร้องไม่ได้เลย" ไหนๆ ก็ไหนๆ ละ เว่ยเฟิงขอโม้สักหน่อยก็แล้วกัน

"ฟังจากคำร้องในบทเพลง คงไม่ใช่ภาษาที่ชาวเราใช้กัน เจ้าช่วยอธิบายให้ข้าฟังได้หรือไม่ว่าบทเพลงนี้หมายถึงสิ่งใด" ดูท่าท่างจื่อเซียนคงจะสนใจเพลงของ The script น่าดู เว่ยเฟิงอมยิ้มน้อยๆ ก่อนจะพยักหน้ารับ

"หมายถึงผู้ชายอกหักคนนึงที่ยังรักแล้วก็ยังรอคนรักของเขาอยู่ที่เดิม ไม่ไปไหน"

"........"

"I’m not moving แปลว่า ฉันจะไม่ไปไหน"

"แอม...น็อต มู๊บ วิ่ง" จื่อเซียนพูดตามช้า ๆ ถึงจะออกเสียงตะกุกตะกักไปเสียหน่อยแต่ก็ยังพอฟังรู้เรื่อง

"yes I’m not moving too"

 

หลังจากคอสดูแลคนป่วยระยะสั้นจบลงจื่อเซียนก็เป็นฝ่ายขอตัวออกมาก่อน พรุ่งนี้เขายังมีธุระภายในสำนักต้องทำอีกมากมาย จะมัวโอ้เอ้อยู่แต่ในห้องพักของเว่ยเฟิงไม่ได้ แต่ทว่าขณะที่กำลังเดินกลับ ร่างของใครบางคนก็ปรากฏขึ้น ด้ามพัดหยกจิ้มไปบนหน้าอกของจื่อเซียนพร้อมกับยื่นตำราให้เล่มหนึ่ง

"สิ่งนี้คืออะไร" จื่อเซียนรับมันมา ตัวอักษรบนหน้าปกผิดแปลกไปจากที่เขาเคยเห็นจนไม่สามารถจับใจความได้

 

สุดยอดตำรา 18+ ฉบับ yaoi

 

"เอาไปอ่านเดี๋ยวก็รู้เองแหละ" หมดหน้าที่ภารกิจในคืนนี้จี้หยางก็หมุนตัวกลับทันที แต่กลับโดนอีกฝ่ายรั้งเอาไว้เสียก่อน

"เย่ด แอม น๊อด มู๊บ วิ่ง ทู...แปลว่าอะไร" จื่อเซียนเป็นคนหัวดี หัวไว ความจำเป็นเลิศ เขาเลยจำสิ่งที่เว่ยเฟิงพูดเอาไว้ก่อนหน้านี้ได้ทั้งหมด คนถูกถามครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามกลับไป

"แล้วก่อนหน้านี้นายพูดออกไปว่าอะไร เว่ยเฟิงถึงได้ตอบกลับแบบนั้น"

"เขาพูดคล้ายกับข้า เพียงแต่ไม่มีคำหน้าและคำหลัง"

"อ๋ออออออ" ใช้เวลาคิดอยู่ครู่หนึ่งจี้หยางก็เข้าใจในที่สุด

"...."

"นายพูดกับเว่ยเฟิงว่า l'm not moving ซึ่งมันแปลว่า ฉันจะไม่ไปไหน แล้วเว่ยเฟิงก็ตอบกลับมาว่า yes I’m not moving too มันแปลว่า"

"....."

“ฉันก็จะไม่ไปไหนเหมือนกัน"

 

-------------------------------------------

 

จี้หยาง เธอมันแน่ แน่ตลอด!!

 

 

 

รูปแมวอ้วนที่เว่ยเฟิงวาดไว้แล้วจื่อเซียนเอากลับไปวาดให้ใหม่ค่ะ

*เครดิตตามภาพเลยนะคะ

Happy Valentine’s Day จ้าาาา อัฟฟิคเป็นของขวัญให้แล้วกันนะคะ

**แน่ะ ตกใจกันล่ะสิ เอ๊ะ เรื่องนี้ชุ้นไม่เคยอ่าน ไม่เคยเฟบ ทำไมขึ้นแจ้งเตือน เราเปลี่ยนชื่อเรื่องค่ะ แต่ทุกอย่างยังเหมือนเดิมนะคะ

 

 

เพลงที่เว่ยเฟิงร้อง

The Man Who Can’t Be Moved - The Script

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 60 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

175 ความคิดเห็น

  1. #138 anonaa (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 9 มีนาคม 2563 / 23:29
    เลาก็แอมน๊อตมูฟวิ่งทูค่าาา
    จี้หยางนายมันแน่จริงๆ 5555555555
    #138
    0
  2. #137 Alljae (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 8 มีนาคม 2563 / 11:19
    เขินนนนนนนน
    #137
    0
  3. #129 Nadearlsk_ (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:32
    แม่จ๋าาาาเขาร้องเพลงจีบกันนนน
    #129
    0
  4. #128 Ped kabb (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 / 00:02
    ไรต์เตอร์ อิส คัมแบ็ค ~~~
    😍😍😍😍
    ปล.จี้หยางนายแน่มาก555
    #128
    0
  5. #127 17122512 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:29

    เยส ไอ แอม ก้อน็อทมูฟวิ่งคือกัน
    #127
    0
  6. #126 Tisalnohc (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 / 16:25
    OMG รี้ดก็แอมน็อทมูฟวิ่ง 555
    #126
    0