[YAOI] The Last Day...ภาค กำเนิดนักล่าสีเงิน

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 892 Views

  • 16 Comments

  • 118 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    19

    Overall
    892

ตอนที่ 5 : วันสิ้นโลกวันที่ 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 264
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    10 ธ.ค. 61

วันสิ้นโลกวันที่ 4
 
 
 
“แฮ่...กรอด...” เจ้าซอมบี้หัวโจกหันมาขู่ตะคอกผมพลางมองตามเจ้าหมาน้อยเนื้อตัวมอมแมมในอ้อมกอดผมด้วยอาการน้ำลายไหลเยิ้ม...
 
“หงิง...หงิง...หงิง...” เมื่อเจ้าหมาน้อยมั่นใจแล้วว่าผมไม่ได้มากินมันเหมือนเจ้าพวกนี้ มันก็ขยับเข้ามาซุกอกผมอย่างออดอ้อนพร้อมครางหงิงๆด้วยหน้าตาน่าสงสาร
 
“แฮ่...แฮ่...แฮ่...(ส่งอาหารมาแล้วข้าไม่ทำอะไรแก : แปลฉับพลัน)”
 
อ่ะเด๊ะ!!! ทำไมอยู่ๆก็ฟังเจ้าพวกนี้รู้เรื่อง แต่เรื่องอะไรจะมาสั่งให้ผมส่งน้องหมาสุดน่ารักไปเป็นอาหารให้พวกมันฟร่ะ เมินเสียเถอะ... ผมปรี่เข้าไปเตะกล่องดวงใจของเจ้าซอมบี้หัวโจกดังผลัวะ แต่แล้วก็พบว่ามันไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด บัดซบ! ติดนิสัยมาจากตอนเป็นผู้หญิงจนได้ ก็คุณน้า(ครูฝึกศิลปะป้องกันตัวของผม)เขาผมบอกว่าถ้ามีเรื่องกับผู้ชายให้เตะกล่องดวงใจอีกฝ่ายแบบแรงๆนี่หน่า แต่สงสัยมันจะใช้ไม่ได้กับพวกซอมบี้ ก็พวกนี้มันตายอยู่แล้วสินะ
 
ช่วยไม่ได้...สงสัยต้องเล่นบทโหดเสียหน่อยแล้ว
 
“อยู่ตรงนี้ก่อนนะหมาน้อย เกาะให้ดีๆด้วย”
 
“บ็อก..”
 
ผมเอาน้องหมาวางไว้บนหัวก่อนจะเอื้อมไปหยิบสปาต้ามาถือไว้ในมือ ส่วนอีกข้างก็ถือมีดสั้นเอาไว้หลวมๆ แล้วกระโจนเข้าไปฟัดกับฝ่ายตรงข้ามทันที
 
“เอาล่ะน้า!!! เกิดเป็นคนรักหมาต้องทำใจ...ตะลุมบอนกับซอมบี้ต้องไม่ตาย!!!”
 
ผมปรี่เข้าไปหาเจ้าซอมบี้หัวโจกก่อนจะเปิดฉากฟันมันด้วยสปาต้าเล่มยาว มันถอยก่อนจะคำรามเสียงดังจนซอมบี้รอบข้างเริ่มเข้ามาโจมตีผมต่างจากตอนแรกที่ดูเหมือนจะสนใจแค่น้องหมาของผมเท่านั้น ผมกระโดดถอยหลังก่อนจะเหวี่ยงสปาต้าเข้าไปปาดคอเจ้าซอมบี้ตัวหนึ่งที่อยู่ในรัศมีจนคอของมันขาดหลุดออกจากตัวทันที
 
ตุบ...เสียงหัวของซอมบี้ตัวที่ผมฟันขาดตกกระทบพื้นข้างๆเท้าผมพร้อมเลือดสีดำที่ขุ่นคลักที่มีกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ด้านความเหม็นของพวกมันกระจายนองพื้นไปทั่วบริเวณ ผมก้มมองหัวที่กลิ้งลุนๆมาแนบเท้าซึ่งสิ่งที่เห็นก็คือดวงตามนุษย์ที่เบิกโพลงสีแดงกล่ำของผู้ติดเชื้อมรณะและผิวที่ขาวซีดมีเส้นเลือดดำโผล่ขึ้นมาให้เห็นประปรายเต็มไปทั้งใบหน้า
 
“กรร...กร๊าซซซซซซ” 
 
“เข้ามาซะทีสิ ขู่อยู่ได้น่ารำคราญ” ผมตวัดสายตาใส่เจ้าหัวโจกที่เริ่มขู่เสียงดังขึ้นก่อนจะถลาเข้าไปเอาสปาต้าเหวี่ยงใส่หน้ามันทันที แต่แล้วดูเหมือนอีกฝ่ายก็พอมีชั้นเชิงด้านการต่อสู้เหมือนกัน มันกระโดดหลบก่อนจะถลาเข้ามาหมายจะกัดแขนข้างที่เอาไปฟันมันจนน้องหมาที่น่าสงสารของผมบนหัวผมต้องร้องเอ๋งอย่างตกใจเพราะเหลือบเห็นปากกว้างที่มีฟันแหลมคมใกล้เข้ามาหาตัวผม ผมจึงตวัดตัวอีกครั้งก่อนจะใช้ศอกเสยคางเจ้าหัวโจกอย่างแรงจนปากมันกระแทกเข้าหากันดังลั่น แต่ดูเหมือนมันไม่คิดจะถอยหรือยอมแพ้เลยสักนิด กลับกันมันเริ่มบ้าคลั่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
 
ตูม...เจ้าหัวโจกโผเข้ามาที่ผมอย่างแรงปานคู่รักที่ไม่ได้พบเจอกันมานาน แต่ผมหลบทันเสาไฟฟ้าข้างๆเลยหักลงไปแทน
 
นี่ไม่ดีแน่...ไม่ดีแน่นอน มันคลั่งและเริ่มมีแรงมหาศาล ถ้าชักช้าผมนี่แหล่ะที่จะเสียเปรียบ สู้กันเสียงดังอย่างนี้มีหวังได้เชิญเจ้าพวกซอมบี้ละแวกอื่นมาปาร์ตี้ด้วยแน่ ผมจึงตัดสินใจปัดป้องการโจมตีของเจ้าหัวโจกและหันไปเก็บเจ้าลูกกระจ๋อกรอบๆก่อนทันที เริ่มที่เจ้าตัวที่มองตามน้องหมาผมจนน้ำลายยืดนี่แหล่ะ ผมเสียบมีดสั้นไว้ที่กระเป๋าด้านหนึ่งก่อนจะล้วงหยิบมีดบินทั้งสามเล่มออกมาแทน แน่นอนว่ามีดบินนี้มีความยาวแค่คืบกว่าๆ คนทั่วไปเลยอาจเข้าใจได้ว่ายากนักที่จะสร้างความเสียหายให้แก่คน แต่นั่นมันในกรณีที่คนๆนั้นใช้มีดบินไม่เป็นด้วยอ่ะนะ ผมเปิดฉากเล็งซัดมีดบินเข้าไปเบ้าตาซอมบี้ตัวหนึ่ง ด้วยการซัดทำให้ใบมีดของมีดบินจมลึกเข้าไปจนเหลือแค่ด้ามจับน้อยๆที่โผล่ออกมาไม่ถึงนิ้ว ซอมบี้ตัวนั้นหงายหลังแล้วแน่นิ่งไป ผมเลยวางใจได้แน่แล้วว่าการทำลายสมองเป็นอะไรที่แน่นอนสุดในการกำจัดซอมบี้ แน่นอนว่ามันน่าขยะแขยงมากเมื่อนึกว่าต้องไปเอามันออกมา แต่ยังไงก็ต้องทำล่ะนะ ผมบ่นงึมงำในใจก่อนจะทำการซัดซอมบี้ตัวถัดไปทันที ผมทำซ้ำๆจนกระทั่งมีดหมด จนสุดท้ายตอนนี้เหลือแค่สปาต้าเล่มเดียวกับซอมบี้หักโจกหนึ่งตัว
 
“เอาล่ะน้า....”
 
ผลั๊ก! ผมโผเข้าถีบยอดอกของฝ่ายตรงข้ามก่อนจะวาดมีดใส่หมายตัดคอ แต่ดูเหมือนโอกาสจะไม่เป็นใจนัก เพราะเจ้าซอมบี้หัวโจกใช้มือขึ้นกันมีดของผมไว้แล้วจับเหวี่ยงไปฟาดกับเสาไฟอย่างแรงจนน้องหมาร่วงลงแล้วกลิ้งลุนๆเข้าข้างทางไป
 
“หงิง...หงิง...” ผมเหลือบมองน้องหมาที่โอดครวญอย่างน่าสงสารเพราะดันแลนดิ้งลงผิดท่าจนขาไปฟาดกับคอนกรีตอย่างแรง ไม่ต้องห่วงนะน้องหมา เดี๋ยวพี่จัดการตรงนี้เสร็จจะกลับไปเอาน้ำแข็งปะคบให้แน่นอน
 
/แฮ่ๆๆๆ ( : แปลฉับพลัน)/
 
ผมหันไปมองตามเสียงก่อนจะพบกับซอมบี้ฝูงใหม่ที่เดินพากันเฮโลกันมาอย่างช้าๆเพราะสภาพร่างกายของแต่ละตัวที่ไม่เอื้ออำนวยเท่าไหร่นัก บางตัวถูกแทะขาไปก็ยังพยายามคลานกันมาเลย อนุมานว่าซอมบี้ที่สภาพดีๆคงจะแห่ตามมนุษย์ที่ยังไม่ติดเชื้อกันไปหมดแล้ว เหลือแต่ซอมบี้แก่ๆไม่ก็พิการที่ยังเหลือรอดอยู่ประปราย ถ้าจะให้บรรยายจนเห็นภาพ เอาเป็นว่าซอยนี้ถนนเส้นนี้ยาวประมาณเกือบ 500 เมตร ผมมองไปก็เจอกับฝูงซอมบี้ที่พากันเยื้องย่างเข้ามาแถวๆปากซอยพอดี ผมเหลือบเจ้าซอมบี้หัวโจกที่ตาเริ่มแดงกล่ำขึ้นกว่าเดิมอย่างไม่รู้สาเหตุแต่ถ้าจะให้เดา เจ้านี่ต้องเป็นคนเรียกเจ้าพวกนั้นมาแน่นอน เพราะผมตีกับมันมาสักพักจนเริ่มสังเกตได้ว่าสายตาที่มันมองผมกับสายตาที่มันมองเจ้าหมานี่แทบจะเป็นคนละอารมณ์เลย มันมองเจ้าหมาแบบอยากกิน แต่มันมองผมแบบโกรธแค้นที่บังอาจมาแย่งอาหารมันมากกว่า
 
ผมตัดสินใจตั้งท่าพร้อมสู้ก่อนจะเปลี่ยนไปจะมีดในมืออีกทางให้ตัวมีดแนบยาวไปกับรูปแขนแล้ววิ่งเข้าสวนใส่ในจังหวะที่เจ้าซอมบี้หัวโจกเข้ามาโจมตีผมทันที เจ้านั่นปากกว้างเตรียมจะกัดผมให้จมเขี้ยว ในขณะเดียวกันผมก็เบี่ยงตัวหลบและสะบัดปลายมีดใส่มันทันที
 
“โฮก....!!! (ฝากไว้ก่อนเถอะแก๊!!! : แปลฉับพลัน)” เจ้าซอมบี้หัวโจกแผดเสียงดังลั่นครั้งสุดท้ายก่อนก่อนจะล้มลงสิ้นใจ(อีกรอบ)เมื่อใบมีดยาวทะลุดันสมองเป็นทางยาว
 
I am the winner!!!
 
“ในที่สุด...อึก...ก็ชนะสักที” ผมเช็ดมีดที่เปื้อนเลือดข้นๆสีดำของซอมบี้หัวโจกกับกางเกงก่อนจะปาดเลือดที่ย้อยลงมาจากหัวอย่างเซ็งๆเพราะโดนเจ้าซอมบี้หัวโจกจับฟาดกับเสาไฟ ดีนะที่แค่หัวแตกนิดหน่อยกลับไปหยอดยาสักนิดก็น่าจะหาย ผมไล่เก็บมีดที่ใช้งานอย่างหนักก่อนจะหยิบถุงก๊อบแก๊บแถวนั้นมาหนึ่งใบแล้วใส่ลงไปก่อนจะเก็บลงกระเป๋าอย่างขยะแขยง เฮ้อ...มันเป็นอะไรที่เละเทะมากขอบอก ผมเช็ดมือที่เปื้อนลงบริเวณกางเกงอีกข้างที่ยังสะอาดทันทีแล้วเดินไปหอบสัมภาระต่างๆที่กระจัดจายขึ้นมา
 
“หงิง...หงิง....”เจ้าหมาน้อยทำท่าทีมองซ้ายมองขวาก่อนจะเดินเข้ามาหาผม หึ...มีแววฉลาดแต่เด็กเลยนะ เช็ดก่อนซะด้วยว่าปลอดภัยมั้ย
 
“เอาล่ะ...เราควรกลับบ้านกันสักที ถ้ามัวแต่ยืนอยู่ตรงนี้มีหวังเจ้าพวกที่หน้าปากซอยได้เข้ามาหาเรื่องเราอีกแน่ๆเลยเนอะเจ้าหมาน้อย”
 
“บ๋อกๆๆ” ผมยิ้มก่อนก้มลงอุ้มเจ้าหมาน้อยขึ้นมาแนบอกก่อนจะดีดตัวขึ้นบนหลังคาอาคารใกล้ๆ
 
“นี่เจ้าหมาน้อย ผมจะตั้งชื่อแกว่าอะไรดีนะ แกมีชื่อมั้ยหึ”ผมพูดพลางกระโดดถีบตัวจากหลังคาอาคารหนึ่งไปยังอีกอาคารหนึ่งอย่างรวดเร็ว เจ้าหมาน้อยจึงเงยหน้ามองอย่างคาดหวังด้วยสายตาหมาหิว “เอาล่ะๆ ฉันจะตั้งให้ใหม่แล้วกัน งืมๆ ฉันพึ่งพบว่าตัวเองมีพลังในการสร้างน้ำแข็งล่ะ งั้นฉันตั้งชื่อแกว่าสโนว์ (Snow) แล้วกันนะ”
 
“บ๋อก...แผล่บๆ”เจ้าหมาน้อยร้องอย่างดีใจ มันจึงกระโจนขึ้นมาเลียหน้าเลียตาผมด้วยอาการกระดี๊กระด๊าทันที โดยที่ไม่รู้เลยว่าเจ้าหมาน้อยได้เลียเลือดหลายหยดที่ไหลรินออกจากแผลที่กำลังสมานตัวเองของเขาไปด้วย
 
“ฮ่าๆๆ พอแล้วๆ เดี๋ยวก็ลงไปโหม่งพื้นทั้งคู่หรอกสโนว์ เราต้องกลับให้ถึงบ้านก่อนเย็นนะ” ผมกล่าวก่อนจะมุ่งหน้าเดินทางต่อไป...จุดหมายคือบ้านของผมนั่นเอง
 
ผมกระโดดผ่านร้านค้าหลายร้านที่เต็มไปด้วยเลือดบริเวณหน้าร้าน ผ่านอาคารบริษัทหลายที่ที่เต็มไปด้วยร่องลอยการต่อสู้ ผ่านบ้านหลายหลังที่ไร้ผู้คน จากเมืองเมืองหนึ่งที่มีประชากรเฉลี่ยเป็นอันดับต้นๆของประเทศ ตอนนี้เป็นเพียงเมืองร้างไร้ผู้คนกับพวกมันอีกจำนวนหนึ่งเท่านั้น ผมใช้เวลาไม่นานนัก ในที่สุดผมก็มาถึงบ้านหลังน้อยที่ผมเคยอาศัยอยู่ตั้งแต่แบเบาะ
 
ผมกระโดดข้ามรั้วสูงก่อนจะปล่อยน้องหมาให้ลงเดินเล่นบนพื้นสวนที่พ่อปลูกดอกไม้ดอกเล็กๆไว้ ผมพลิกกระถางเล็กๆของต้นยิปซีก่อนจะหยิบกุญแจสำรองอันน้อยขึ้นมาไขประตูบ้านเข้าไปด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความรู้สึกหลายอย่าง ถ้าผมไม่เจอใครเลยผมจะรู้สึกอย่างไรนะ หรือถ้าถ้าผมเปิดเข้าไปแล้วเจอครอบครัวของตนเองกลายเป็นพวกมัน ผมจำทำใจฆ่าพวกเขาเหมือนที่ทำในวันนี้กับซอมบี้ตนอื่นๆได้หรือเปล่า
 
ครืด...ผมกลั้นหายใจก่อนจะเปิดประตูเข้าไป ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำเอาผมชาวาบไปจนถึงปลายนิ้ว เพราะมันคือภาพของชายและหญิงที่เป็นผู้ให้กำเนิดกำลังตระคองกอดกันบนโซฟาตัวใหญ่ในห้องนั่งเล่นของบ้าน พวกเขามีใบหน้าขาวซีดไร้ชีวิตชีวา และที่สำคัญบนโต๊ะเบื้องหน้าของพวกเขายังวางเข็มฉีดยาปริศนาที่ผ่านการใช้งานไปแล้ว 2 อัน
 
ติ๋ง....ผมไม่แปลกใจนักที่พวกเขาตัดสินใจทำอย่างนั้น แน่นอน...โรงเรียนของผมเป็นที่แรกที่ระบาด ผมมีสิทธิ์ติดเชื้อแบบไม่ต้องสงสัย และน้องของผมเขาก็ต้องเดินทางไปกับโรงเรียนของเขาที่ได้รับโอกาสพิเศษให้เข้าเยี่ยมชนสถานที่ดำเนินงานที่สำคัญของรัฐ ซึ่งไม่รู้แน่ว่าตอนนี้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ถ้าเป็นผม...ผมก็เลือกจะทำอย่างพวกเขาเช่นกัน
 
ติ๋ง....ติ๋ง...ผมเดินเข้าไปหาคนทั้งสองก่อนจะพนมมือกราบแนบตักของพวกท่านอย่างเนิ่นนานโดยไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่
 
“หงิง....”เสียงดังขึ้นเบาๆก่อนจะแรงกดน้อยๆบนตัก เป็นหมาน้อยสโนว์นั่นเองที่ใช้อุ้งเท้าแตะลงบนหน้าขาผม
 
“ไม่เป็นไรสโนว์ ผมไม่เป็นไร...” ผมปาดน้ำตาอย่างลวกๆก่อนจะเดินไปยังห้องเก็บของแล้วหยิบจอบออกมา “เราไปฝังพ่อแม่กันเถอะสโนว์" ผมเลือกทำเลที่ดีที่สุดในบ้านแล้วขุด...ขุด...แล้วก็ขุด....ผมต้องการจะฝังพวกเขาเอาไว้ด้วยกันในบ้านของเรา....ตลอดไป
 
เมื่อขุดได้ความลึกที่ต้องการ ผมก็อุ้มพวกเขาทั้งสองมาใส่หลุมทีละคนก่อนจะเริ่มกลบด้วยมืออย่างช้าๆ ทำไมผมเลือกจะฝังน่ะหรอ ก็เพราะผมแน่ใจแล้วไงล่ะว่าพวกเขาคงไม่กลายร่างแน่นอน ถ้าจะกลายร่างต้องกลายตั้งแต่ตายใหม่ๆแล้ว
 
ตุบๆ....ผมเหลือบมองอุ้งตีนน้อยๆที่เข้ามาช่วยผมกลบอีกแรง “หงิง...หงิง...หงิง...” เจ้าหมาน้อยครางเบาๆก่อนจะขยับเข้ามาซุกที่อกของผมแล้วเลียหน้า สงสัยคงจะเป็นการแสดงการปลอบใจสินะ
 
“ไม่เป็นไรหรอกสโนว์ พวกเขาไม่ได้ไปไหนหรอก พวกเขายังมีชีวิตอยู่นะ อยู่ในนี้ไง” ผมชี้ไปที่หัวใจของตนก่อนจะบอกเจ้าหมาน้อยอีกรอบว่า “พวกเขายังมีชีวิตเสมอตราบเท่าที่เรายังจดจำพวกเขาได้”
 
“บ๋อก...”
 
“เอาเถอะๆ นี่ก็เย็นแล้วนะ เราไปอาบน้ำกันดีกว่า สกปรกไปหมดแล้วเนี่ย” ผมว่าก่อนจะปล่อยเจ้าหมาลงพื้นหญ้า
 
“บ๋อก....”เจ้าหมาเห่าอย่างดีใจก่อนจะวิ่งนำผมเข้าบ้านไปทันที หึ...รู้ทางไปห้องน้ำหรือไงนะเจ้าหมาบ้องเอ๊ย
 



โปรดติดตามตอนต่อไป...
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

0 ความคิดเห็น