[YAOI] The Last Day...ภาค กำเนิดนักล่าสีเงิน

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 892 Views

  • 16 Comments

  • 118 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    19

    Overall
    892

ตอนที่ 4 : วันสิ้นโลกวันที่ 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 283
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 41 ครั้ง
    10 ธ.ค. 61

วันสิ้นโลกวันที่ 3
 
 
แฮ่...พวกมันกรูกันเข้ามาจากทุกทิศ
 
แฮ่...พวกมันครางงึมงำในลำคอราวกับกำลังสื่อสารเรียกกันด้วยภาษาที่มีแต่พวกตนที่ฟังออก....และพวกมันก็ฉีกกระชากกัดกินเนื้อสดที่อยู่เบื้องหน้าราวกับสัตว์ป่า
 
งั่ม!!!
 
ฟิ้ว...ปั่กๆๆๆ
 
ผมสะดุ้งตื่นก่อนซัดมีดบินไปเบื้องหน้าก่อนจะคว้ามีดอีกเล่มมาถือไว้ในมือ “เฮ้อ...ฝันไปหรอเนี่ย ว่าแต่นี่มันอะไรอีกวะเนี่ย” ผมรีบบัดเศษน้ำแข็งออกจากผ้าห่มนาโนและกระเป๋าคู่ชีพเพราะกลัวกระสุนปืนจะชื้นซะก่อน ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเศษน้ำแข็งพวกนี้มันมาจากไหน ผมแทบไม่รู้สึกหนาวเลยด้วยซ้ำ ผมรู้สึกแค่ว่ามันเย็นสบายดีเท่านั้นทั้งๆที่ตอนนี้น้ำแข็งแทบจะลามไปทั่วทั้งห้องเลยอ่ะนะ
 
ผมเกาหัวแกร่กๆไปเก็บมีดบินที่ปักลึกเข้าไปในเนื้อประตูไม้จนเกือบจะถึงนิ้วแล้วนำไปเก็บใส่ซองของมันดังเดิมจากนั้นก็คุ้ยๆเอาผ้าเช็ดตัวในเป้แล้วเดินเข้าห้องน้ำของร้านนี้ เพราะไม่รู้อ่ะนะว่าต่อจากนี้ไปจะได้อาบน้ำอีกมั้ย ถือเวลานี้อาบให้สะอาดไปเลยเพราะในห้องน้ำนี้มีครบทุกอย่างทั้งยาสระผม สบู่ ยาสีฟัน และแปรงสีฟัน อาบเสร็จนี่หอมฉุยเลยเชียวล่ะ ผมบรรจงเช็ดตัวจงแห้งและสวมใส่ชุดกีฬาชุดเดิมต่อทันที
 
ผมเดินออกมาจากห้องน้ำอย่างสดชื่นแล้วเดินไปเก็บสัมภาระต่างๆเข้ากระเป๋าก่อนจะเหลือบมองกล้องวงจรปิดเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรจึงเดินลงไปยังหน้าร้านเพื่อหาอะไรกินก่อนจากที่นี่ไป อืม...ว่าแล้วก่อนจะไปผมต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้คนยังรอดชีวิตแล้วก็ต้องการอาหารหาที่นี่เจอ ก็แน่นอนล่ะ ผมกินได้แต่ของที่ผสมกาเฟอีน ของอย่างอื่นยังมีอีกเยอะ และแน่ล่ะมันเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นมากกว่าผมแน่นอน แบ่งๆกันไปน่าจะดีกว่า ว่าแต่จะทำยังไงดีล่ะ ผมเชื่อว่าพวกโทรศัพท์หรืออินเตอร์เน็ตไม่น่าจะอยู่ได้นานนัก ยิ่งด้วยสถานการณ์ที่มีเชื้อไวรัสเส็งเครงนี่ระบาดอยู่ด้วยอ่ะนะ
 
ผมยกขวดชารสน้ำผึ้งผสมมะนาวยี่ห้อดังเข้าปากแต่ก็ต้องงงอีกรอบเพราะว่าไม่มีน้ำสักหยดไหลลงคอผมเลยทั้งๆที่ผมเพิ่งจะแกะเกลียวขวดมาเมื่อกี๊เองกับมือ
 
เปรี๊ยะ!!!
 
ผมรีบปล่อยขวดชาในมือทันทีเมื่อพบว่าน้ำในขวดถูกเปลี่ยนสภาพจากของเหลวเป็นของแข็งอุณหภูมิติดลบที่พวกเรารู้จักกันดีในชื่อน้ำแข็ง...แล้ว...น้ำแข็งมันมาจากไหนล่ะ ผมมองมือเปล่าๆของตนอย่างเงียบๆก่อนจะปิ๊งไอเดียเด็ดเดินไปที่ตู้แช่น้ำเปล่าและเทมันลงพื้นจนไหลเจิ่งนอง แต่ผมไม่สนใจหรอก ผมคุกเข่าลงกับพื้นบริเวณที่ไม่เปียกน้ำและใช้นิ้วแตะลงไปทันที
 
เปรี๊ยะ!!!
 
น้ำที่เคยไหนนองก็แปลเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลวเหมือนชาในขวดทันที ไม่ดีแน่...ถ้าเป็นอย่างต่อไปไม่ดีแน่ เพราะผมจะดื่มน้ำยังไงถ้าแค่จับขวดแล้วมันยังแข็งเป้กอย่างนี้ แต่ก็อธิบายได้เรื่องหนึ่งล่ะว่าเศษน้ำแข็งเมื่อเช้านี้มาจากไหน ผมเริ่มทดลองหยิบขวดน้ำด้วยวิธีต่างๆ อาทิ ใช้นิ้วหยิบที่ปากขวดและอื่นๆที่มากมายแต่สุดท้ายก็มาจบด้วยวิธีเบสิคๆอย่างการใช้ผ้าจับที่ขวดเวลายกดื่มจนได้ สงสัยผมต้องไปหาถุงมือมาใส่ซะแล้ว ผมคิดในใจลังเหลือบมาขวดน้ำหลายขวดที่กลายสภาพเป็นของเหลวอย่างเซ็งๆ ผมเลยตัดสินใจยัดมันใส่ตู้แช่เหมือนเดิมนั่นแหล่ะ
 
แต่เอ..ผมจำได้ลางๆว่าตอนเข้ามาผมเห็นชุดประถมพยาบาลอยู่ใต้เคาทเตอร์ มันอยู่ไหนน้า...อ๊ะใช่ๆ อยู่นี่ไงๆ มาแอบซะลึกเลย เล็กกะทัดรัดน่าพกพาซะไม่มี แต่กระเป๋ามันก็ยังดูตุงๆอยู่ดีอ่ะ สงสัยผมจะต้องรีบกลับไปเอากระเป๋าปีนเขาของผมซะแล้วสิ เพราะมันทั้งใหญ่และจุของได้เยอะกว่าปัจจุบันมาก แต่ก็แน่ล่ะ พวกต้องทำงานพิเศษตั้งหลายเดือนกว่าจะซื้อมันมาได้ แต่แน่นอนว่าผมยอมจ่ายเพื่อความปลอดภัยในการไปผจญภัยของผม
 
เอาล่ะ...ตอนนี้ก็น่าจะได้ฤกษ์ออกเดินทางจากเซเว่นแห่งนี้ซะที ผมเขียนตัวหนังสือด้วยภาษาไทยตัวใหญ่ว่า “ที่นี่มีอาหาร น้ำ และยา ที่สำคัญไม่มีซอมบี้...ผมปิดเสียงกริ่งประตูแล้วเข้ามาได้เลย ปล.เอาไปแต่พอกิน เสร็จแล้วอย่าลืมล็อคประตูให้ตามเดิมด้วยนะ” ผมหวังเล็กๆนะว่าคนที่ยังรอดและมาเจอร้านนี้จะเป็นคนที่อ่านภาษาไทยออก เพราะสมัยนี้ส่วนมากเข้าใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง แต่สำหรับผมที่เรียนมาเฉพาะการสื่อสารและเขียนได้แค่ประโยคสำคัญอย่างสวัสดีตอนเช้า คุณสบายดีมั้ย และไม่มีเวลาพอให้ผมไปค้นดิกชันนารีมาเปิดทำจึงได้แต่ตัดสินใจเขียนลงกระดาษไปด้วยตัวบรรจงเท่านั้น
 
ว่าแต่ผมจะเดินทางยังไงดีล่ะเนี่ย ให้ผมเดาแบบไม่ต้องเป็นหมอดูชื่อดังผมก็ฟันธงตรงนี้ได้เลยว่าไม่มีทางเดินทางได้ด้วยรถบนถนนสายนี้แน่นอน อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นเมืองของผมมีอัตรารายได้ประชากรต่อหัวสูงมาก คนที่อาศัยอยู่ก็รวมกันสุดๆมีรถขับกันคนละคันเป็นอย่างต่ำ เท่าที่ผมคาดการณ์จากตอนที่ผมโดนกัดช่วงนั้นเป็นเวลาประมาณ 15.30 – 16.30 น. ซึ่งมันเป็นเวลาเลิกเรียนของโรงเรียนปกติ ทั้งคนทั้งรถบนถนนจึงเยอะมาก ถ้าตอนนั้นเป็นช่วงที่เชื้อไวรัสนี้เริ่มระบาดละก็ ผมคิดว่ามีประชากรอย่างต่ำ 2 ใน 3 ส่วนของเมืองนี้ที่ติดเชื้อแน่นอน เพราะฉะนั้นการเดินทางด้วยรถตอนนี้จึงเป็นอะไรที่สิ้นคิดสุดๆ
 
เอาเป็นว่าเดินไปก่อนก็แล้วกัน...เดินเล่นแบบฉบับบ้านผมอ่ะนะ
 
ตึก...ตึก...ตึก....ใช่ครับเดินแบบฉบับบ้านผมคือการเดินบนหลังคาตึกหรือบ้านต่างๆนั่นเอง ซึ่งจริงๆแล้วมีชื่ออันเป็นทางการอย่างไพเราะว่า “ฟรีรันนิ่ง” (FreeRunning เป็นการฝึกที่จะเอาชนะอุปสรรคในเส้นทางหนึ่งๆ ด้วยท่าทางต่างๆตามธรรมชาติ ใช้ในการเดินทางโดยพยายามที่จะผ่านอุปสรรคให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด หรือในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทักษะต่างๆ เช่น การกระโดด การปีน หรือท่าทางพิเศษอื่นๆใน FreeRunning ได้ถูกใช้จริงแล้ว จุดประสงค์หลักของ FreeRunning คือ การไปจากสถานที่หนึ่งไปสถานที่อื่นๆโดยใช้เฉพาะ ร่างกายของเรา และของต่างๆในสิ่งแวดล้อม อุปสรรคอาจจะเป็นได้ทุกอย่างหนึ่งในนั้นก็อาจจะเป็นธรรมชาติ แต่ FreeRunning พบบ่อยว่าฝึกในเขตชุมชนเมือง เพราะว่ามีสิ่งก่อสร้างสาธารณะที่เหมาะสม เช่น ตึก หรือ ราวต่างๆ บางครั้ง)
 
ดีนะที่เมืองนี้เป็นชุมชนแอดอัด ส่วนมากอาคารหรือบ้านที่ปลูกในตัวเมืองจึงจะเป็นแบบอาคารพาณิชย์และคอนโดมีเนียมต่างๆ ผมจึงยังสามารถเดินทางได้อย่างสะดวก แต่อุปสรรคอย่างหนึ่งที่ได้พบก็คือ...อุณหภูมิครับ แดดประเทศไทยแม่งอย่างร้อนนนน!!!
 
แสงน่ะมีปะโยชน์ แต่ความร้อนนี่เก็บไปได้มะ เย็นๆอ่ะเย็นๆ ผมเริ่มสะกดจิตตัวเองในใจว่า “จงเย็น...จงเย็น...จงเย็น...” จนสักพักความเย็นก็เกิดขึ้นรอบๆตัวผมทันที...พร้อมๆกับน้ำแข็งที่แผ่ขยายใต้ฝ่าเท้าผมด้วยอ่ะนะ ผมว่าบางทีผมอาจจะต้องฝึกใช้พลังนี่แบบจริงๆจังๆซะแล้ว เพราะอนาคตมันคงมีประโยชน์ไม่น้อยเชียวล่ะ
 
แต่ตอนนี้เราอย่ามัวมาเสียเวลาพูดคุยกันอยู่เลย บ้านผมห่างออกไปอีกตั้งเกือบ 8 กม. แต่อย่าพึ่งบ่นครับทุกคน แม่ทำเพราะคิดว่าเมืองนี้มลพิษเยอะ ไปอยู่ชานเมืองน่ะดีแล้ว แต่บางทีผมก็แอบบ่นคุณหญิงไม่ได้นะว่าทำไมจะต้องไปสร้างบ้านซะนอกเมืองขนาดนั้น เพราะมันทำให้ผมต้องแหกขี้ตาตื่นแต่เช้าเพื่อนั่งรถประจำทางไปวิทยาลัยทุกวันเลยทีเดียว
 
แฮ่...แฮ่...แฮ่....
 
เอี๊ยด!!!
 
ชะอุย...ผมชะงักเท้าและเข้าไปซ่อนที่ระเบียงห้องของคอนโดหลังหนึ่งที่ผมจำชื่อไม่ได้แต่จำได้แค่ว่าราคาเช่านั้นมหาโหด แต่ทายสิว่าผมเจออะไร ผมเจอซอมบี้ฝูงขนาดย่อมคละเพศชายหญิงกำลังเดินสำรวจเมืองรอบสายไงล่ะ
 
โอเค.เรามาเริ่มเข้าสู่หมวดตายจากซอมบี้กันเลยนะครับ สิ่งที่คุณควรรู้เมื่อเผชิญหน้ากับซอมบี้ ข้อแรก.ซอมบี้ไม่ใช่มนุษย์เหมือนกับเราๆทั่วไป สังเกตได้จากการรอยแรกกัดที่ทำให้พวกเขาติดเชื้อ พวกมันมีผิวสีซีดที่มีเส้นเลือดสีดำประปรายไปทั่ว และมันมันพูดได้แค่คำว่า”แฮ่” ข้อสอง.พวกมันกินแต่เนื้อสด ข้อสาม.พวกมันเดินช้ามาก เมตรหนึ่งใช้เวลากว่าสิบหน้าทีกว่าจะเดินพ้น และข้อสี่.พวกมันโง่...โง่มากด้วย แค่มีเสียงอะไรดังพวกมันก็จะกรูเข้าไปหากันทันที
 
บ๊อกๆๆๆ...
 
โอ๊ะๆๆ ดูท่าทางพวกมันจะได้มื้อสายในวันนี้แล้ว ผมมองตามเจ้าซอมบี้ฝูงเดิมที่กำลังเยื้องย่างเข้าไปหาเป้าหมายซึ่งขดตัวซ่อนอยู่ในกองขยะ ซอมบี้เพศชายท่าทางกร่างๆดูท่าทางจะเป็นหัวโจกของกลุ่มขยุ้มเข้าที่หลังคอของเป้าหมายก่อนจะลากออกมาจากกองขยะ
 
ไอ้สาดดดดด...นั่นมันไซบีเรียนฮักกี้ หมาน้อยในฝันที่ราคาแพงกว่ากระเป๋าปีนเขา 3 – 4 เท่า น้องหมาที่ผมได้แค่ฝันจะมาไว้ในครอบครองเพราะงบประมาณในกระเป๋าไม่อำนวย อ๊า...มันจะแดกน้องหมาของผมแล้ว...นั่นหมาผม น้องหมาของผมน้า!!!
 
ฟิ้ว....ฉึก
 
ผมปามีดเข้าไปปักมือเน่าๆของซอมบี้หัวโจกที่บังอาจแตะต้องน้องหมาของผมก่อนจะผละออกจากที่กำบังและถลาเข้าไปหมายจะช่วยชีวิตน้อยๆของมันทันที
 
แฮ่...แฮ่...โฮก...!!!
 
โอ๊ะโอ๋...ดูท่าทางจะต้องเพิ่มเนื้อหาในหมวดหนีตายจากซอมบี้อีกข้อซะแล้ว สิ่งที่คุณควรรู้เมื่อเผชิญหน้ากับซอมบี้ ข้อห้า.ถ้าเราทำมันเจ็บต่อหน้ามัน มันจะใช้สกิลเรียกเพื่อนมาเพิ่มอีกเป็นฝูงเลย
 
โอเค! เรามาทำความเข้าใจกันก่อนนะ ผมบอกแล้วใช่มั้ยว่าธรรมดาผมเป็นคนที่สุภาพมาก แต่ไม่ใช่กับพวกที่หมายเข้ามาขยำคอผมแบบ ณ ตอนนี้
 
เพราะฉะนั้นถึงเวลาละเลงเลือดแล้ว…น้องหมาต้องเป็นของผมเท่านั้น!!!
 
 
 

โปรดติดตามตอนต่อไป...
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 41 ครั้ง

0 ความคิดเห็น