ตอนที่ 2 : วันสิ้นโลกวันที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 375
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 40 ครั้ง
    10 ธ.ค. 61

วันสิ้นโลกวันที่ 1 
  
 
 
เจ็บ...นี่คือความรู้สึกแรกที่ฉันรู้สึกเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา ก่อนจะตามมาด้วยสารพัดความปวดตามร่างกายที่ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ ฉันกัดฟันคว้าขอบโต๊ะเพื่อยันกายขึ้นพิงผนังอย่างทุลักทุเลก่อนจะสอดส่ายสายตามองรอบๆกายที่มีเพียงเศษซากแห่งความหายนะและคราบเลือดที่ซาดกระเซ็นราวกับกลีบดอกไม้ที่กำลังเริงระบำ อีกทั้งยังไร้วี่แววสิ่งมีชีวิตใดๆผิดจากเมื่อก่อนที่จะได้ยินเสียงจากเด็กแผนกข้างเคียงเสมอๆ
 
ฉันก้มมองเสื้อนักศึกษาเปื้อนเลือดที่เป็นหลักฐานเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถยืนยันว่าฉันไม่ได้ฝันไป เมื่อก่อน หากมีคนมาถามฉันว่า "คุณเชื่อเรื่องวันสิ้นโลกมั้ย..."
 
แผ่นดินแยก...
 
ภูเขาไฟระเบิด...
 
น้ำแข็งขั้วโลกละลาย...
 
หรือง่ายกว่านั้น...สงครามไวรัส
 
เมื่อวานนี้ฉันอาจตอบแบบไม่คิดเลยว่า  "ไม่เชื่อโว้ย" ถ้ามีใครมาบอกอะไรนำนองนี้ใส่ ฉันจะถีบส่งมันไปเข้าโรงพยาบาบศรีธัญญาให้แบบฟรีๆไม่คิดค่ารับส่ง...แถมสมนาคุณจ่ายค่ารักษาให้อีกด้วย
 
...แต่
 
...ก็ต้องก่อนที่ฉันจะเจอเหตุการณ์ระทึกลุงยามเดินตุปัดตุเป๋เข้ามากัดขยำคอฉันที่กำลังนั่งก้มหน้าก้มตาสอบไฟนอลอย่างเมามันส์อยู่อ่ะนะ
 
เขา...
 
ไม่สิ...
 
จะเรียกให้ถูกคือ...มัน
 
เพราะลุงแกไม่ใช่คนอีกต่อไปแล้ว เป็นแค่สัตว์ร้ายกระหายเลือด ที่มีเพียงความต้องการเนื้อสดๆเท่านั้น...ซึ่งนับแต่นี้ไป ผมจะเรียกพวกมันว่า “ซอมบี้”
 
ฉันจำได้ลางๆว่า ฉันชักอย่างรุนแรงและไหลล้มลงไปนอนกองกับพื้นอย่างอนาถ ดวงตาอันพร่ามัวเหลือบเห็นอาจารย์และเพื่อนๆกำลังพยายามล็อคตัวชายคนนั้นที่กัดฉัน ก่อนจะเกิดเสียงกรีดร้องและโวยวายของนักศึกษาคนอื่นดังขึ้นต่อเนื่อง พวกมันเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่ เพิ่มจำนวนแบบทวีคูณ ซึ่งฉันคาดว่าคงจะเป็นการแพร่เชื้อโดยวิธีการกัดหรือข่วนแน่นอน เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนทุกคนตั้งตัวไม่ทัน ซึ่งถึงจะรวดเร็วกับใครหลายคน  แต่กับฉันที่ต้องนอนมองเพื่อนๆหลายคนกลายเป็นพวกมันโดยไม่สามารถช่วยอะไรได้...
 
มันช่าง...
 
ยาวนาน...
 
ยาวนานเสียจนกระทั่งฉันหมดสติไป…
 
เมื่อฉันตื่นมา...อย่างแรกที่ฉันทำคือการไปเข้าห้องน้ำ ซึ่งดีนะที่ฉันเป็นศิษย์รักของอาจารย์แก ทำให้ฉันรู้ที่ซ่อนกุญแจห้องน้ำอาจารย์ของแผนก ฉันค่อยๆไขกุญแจให้เสียงเบาที่สุดและแทรกตัวเข้าไปแบบไร้เสียง เพราะจากหนังแนวซอมบี้ที่ฉันเคยดู พวกมันแห่กันมาเมื่อได้ยินเสียงดังเสมอ
 
/”กรี๊ดดดด!!!!”/ ฉันกรีดร้องแบบไร้เสียงเมื่อเห็นเงาที่สะท้อนในกระจกเงาของฉันชัดๆ
 
เงาที่สะท้อนในกระจกคือตัวฉันในเวอร์ชั่นที่ห่างไกลจากเวอร์ชั่นเดิมไปแบบล้านปีแสง ตาสีน้ำตาลอ่อนที่ฉันเคยภูมิใจหนักหนาว่ามันแตกต่างจากทุกคนในครอบครัวที่มีสีน้ำตาลเข้มบัดนี้มันกลับเป็นสีแดงสดราวกับเลือดเลยทีเดียว เส้นผมหยักศกสีเดียวกับตาของฉันกลับเป็นสีเงิน ผิวของใบหน้าฉันที่เคยดำกว่าผิวตัวกลับแปลเปลี่ยนเป็นขาวขึ้นจนเหมือนกับว่าฉันได้ไปทำสปาเกรดนางฟ้าที่ราคาแพงที่สุดในโลกมา ที่สำคัญที่สุด...
 
หน่มน๊ม...
 
หน่มน๊มของฉัน...มันหายไป!!!
 
ฉันกรีดร้องในใจอีกครั้งก่อนจะลูบไล้ตามแผงอกที่เคยประดับไปด้วยสองก้อนเนื้อนิ่มๆอันน่าสัมผัส ซึ่งบัดนี้มันได้อันตธานให้ไปราวกับไม่เคยมีมาก่อน
 
ฮือ...ลาก่อนนะหน่มน๊ม 20 ปีที่เราอยู่ด้วยกัน ฉันจะไม่ลืมเลย ว่าแต่...เอ๊ะ ไอ้นี่มันอะไรอ่ะ!!!      ฉันถกกระโปรงขึ้นก่อนจะคว้าหมับเข้าที่ส่วนเกินของร่างกายที่ผมจำไม่ได้ว่าเคยมีมันมาก่อน เพราะมันคือ...ช้างน้อย!!!
 
หน่มน๊มหายไป...ได้ช้างน้อยมาแทน...แปลว่า....แปลว่า...ตอนนี้ผมเป็นผู้ชายแล้วน่ะเซ่!!! (ขอเปลี่ยนสรรพนามแทนตัวอย่างรวดเร็ว)
 
ยะฮู้วววววว...จุดพลุฉลองแป๊บ ผมฝันอยากเป็นผู้ชายมาตลอดเลยครับ เพราะตั้งแต่เกิดผมชอบทำอะไรที่มันลุยๆ ปั่นจักรยาน ปีนเขา ว่ายน้ำ และอื่นๆอีกมากมาย แต่ส่วนมากนี่เป็นกิจกรรมเอ้าท์ดอแทบทั้งสิ้น แตกต่างจากน้องชายผู้น่ารักที่ชอบถักผ้าพันคอเป็นไหนๆ
 
ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมผมถึงไม่ตายหรือกลายเป็นพวกมัน รอยแผลที่โดนกัดก็หายไปราวกับเหมือนไม่เคยมีมาก่อน ถึงจะรู้สึกขัดๆที่บางทีรู้สึกไม่เหมือนว่าเป็นร่างกายตัวเองบ้างก็เถอะ แต่มันคงเป็นเรื่องดีๆเพียงอย่างเดียวที่เกิดขึ้นตอนนี้ล่ะมั้ง
 
ผมล้างคราบเลือดต่างๆออกจากร่างกายและรวบรวมกำลังที่เหลือน้อยอยู่เต็มทีเพื่อกลับไปยังห้องสอบที่ผมถูกกัดนั่นแหล่ะ ผมต้องเริ่มรวบรวมสิ่งของที่จำเป็นเพราะไม่รู้ว่าตอนนี้เชื้อแพร่ไปถึงไหนแล้ว ดูจากวันที่ที่ปรากฏอยู่บนนาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์ของห้องว่าผมสลบไปถึง 48 ชั่วโมงเลยทีเดียว ผมไล่กวาดกระเป๋าของสมาชิกในห้องมาเทกองรวมกัน เพื่อเลือกของที่น่าจะใช้งานได้ทีละอย่าง (เลือกได้แบบชิวสุดๆ เพราะในห้องมีผมคนเดียว) แต่ของที่ใช้ได้ก็มีไม่มากนักเนื่องจากช่วงที่ผมสอบมันคาบบ่ายเข้าไปแล้ว พวกแบตสำรองต่างๆก็ถูกใช้ไปจนเกือบหมดแล้วด้วย
 
เป้ของนัทเพื่อนคนหนึ่งของผม...คืออย่างแรกที่ผมเลือก เพราะมันเป็นไอ้บ้าที่ชอบแบกอะไรต่ออะไรมาโรงเรียนเสมอๆ เพราะทั้งกว้างและสะดวกต่อการเคลื่อนไหวอีกด้วย แถมดันเหมือนโชคหล่นทับที่ไอ้บ้าหอบฟางนี่ชอบยัดเสื้อผ้ามาเปลี่ยนไปเข้ายิมหลังเลิกเรียน
 
ผมนี่รีบถอดเสื้อผ้าเปลี่ยนทันทีเลยครับ เพราะกระโปรงนี่มันโล่งมากๆเมื่อตอนนี้ผมดันมีส่วนเกินงอกขึ้นมากลางลำตัว ลมพัดนี่ทำเอาหวิวไปเลย รองเท้าเดี๋ยวไปสอยเอาดาบหน้าพร้อมๆพวกเสียงแล้วกันนะ สหกรณ์วิทยาลัยตอนนี้ไม่รู้มีอะไรบ้าง แต่กิ๊ฟชอร์ปกับเซเว่นหน้าวิทยาลัยน่าจะเหลืออะไรอยู่บ้างแหล่ะ
 
สรุป...ของที่ได้จากสมาชิกในห้องมีแค่เป้และเสื้อผ้าของเพื่อนนัท, แบตสำรองขนาด 50,000   mAh ที่ถูกใช้ไปเล็กน้อย กับของที่เป็นของผมทั้งหมด (เวลาผมไปวิทยาลัย ผมจะเตรียมพวกลูกอมและของหวานไว้ในกระเป๋าเสมอ รวมถึงพวกยาสามัญประจำบ้านเล็กน้อยด้วย) และเป็นโชคดีอีกข้อที่ตอนนี้ไฟฟ้าของเมืองยังใช้งานได้อยู่ ผมเลยถือโอกาสเปิดคอมเสิร์จหาข่าวที่พลาดไปในระหว่างที่ผมสลบไป ถึงอาจจะต้องเสียเวลาไปไม่น้อยในการตามหาสมุดจดพาสเวิร์คอินเทอร์เน็ตของอาจารย์ที่ผมจำไม่ได้ว่าล่าสุดแกเอาไปซุกไปที่ไหน แต่หลังจากค้นไปค้นมาเกือบ 5 นาที ผมก็พบว่ามันถูกใส่ถุงซีนอย่างดีและยัดใส่ไว้ในตู้เย็น...
 
ผมเลยได้รู้ว่า พวกมันเป็นคนที่ติดเชื้อจากไวรัสที่มีชื่อว่า "Z(ซี)" ไวรัสที่มีฤทธิ์เปลี่ยนผู้ที่ติดเชื้อให้มีพฤติกรรมเยี่ยงสัตว์ป่า หิวกระหายเนื้อสด ออกล่าด้วยสัญชาติสัตว์ชั้นต่ำ เชื้อแพร่กระจายจากส่วนหนึ่งของโลกที่มีชื่อเสียงเรื่องการก่อการร้ายลามมาจนถึงไทย...ข่าวนี้อัพเดทหลังจากวันที่ผมสลบไปไม่กี่ชั่วโมง แปลว่าขณะนี้ยังมีผู้ที่รอดชีวิตอยู่ข้างนอกสินะ
 
ผมเก็บทุกอย่างเข้ากระเป๋าก่อนหันซ้ายหันขวาและเดินออกมาจากห้อง ถึงแม้ผมจะไม่ติดเชื้อแต่มันก็ยังรับประกันไม่ได้นี่หน่าว่าพวกมันจะมันโจมตีผมอีก กันไว้ดีกว่าแก้ล่ะนะ
 
ผมใช้ทางลัดที่คาดว่าใกล้ที่สุดย่องไปจนถึงห้องกรรมการคุมกฏของโรงเรียน เพราะที่นี่เป็นที่เดียวที่ผมนึกออกว่าจะหาอาวุธได้น่ะนะ เชื่อเถอะว่า ถึงวิทยาลัยนี้จะสถานศึกษาที่ดีที่สุดในภาคตะวันออกของประเทศไทย แต่เรื่องเด็กดีกันก็มีอยู่จนแทบเป็นเรื่องปกติ แถมออฟชั่นเสริมนี่ก็มีตั้งแต่มีดยันระเบิดประดิษฐ์ เอาเถอะนาทีนี้คงต้องขอบคุณพวกกรรมการคุมกฏล่ะนะที่ตาดียึดมาเก็บจนเป็นคลังแสงแบบนี้
 
เมื่อผมช็อปจนหน่ำใจก็รูดซิปปิดกระเป๋าทันที ได้ไปพอสมควรแร่ะ อย่าดูถูกผมเชียวนะ ถึงอดีตผมจะเคยเป็นผู้หญิงแต่ด้วยการชอบทำกิจกรรมแบบระห่ำ ผมจึงฝึกศิลปะการต่อสู้ต่างๆมาพอสมควรเชียวล่ะ แต่ถึงแม้ผมจะอยากเอาไปเยอะกว่า แต่มันก็ขนย้ายลำบาก รังแต่จะทำให้การเดินทางช้าลงด้วยนี่สิ ส่วนใหญ่ที่ผมเน้นจึงจะออกไปทางมีดเสียมาก เพราะลงมือได้ไม่มีเสียง เอาปืนไปยิงสุ่มสี่สุ่มห้ามีแต่จะชี้เป้าให้มันเห็นว่าอยู่ไหนผมเลยเอาไปแค่อันเดียวพอ เรื่องของเรื่องคือมีปืนกระบอกเดียวในนี้ที่มันไม่ดัดแปลงหรือเป็นปืนประดิษฐ์อ่ะนะ กระสุนนี่มีเท่าไหร่เอาไปหมดครับ
 
เฮ้อ...ไหนจะต้องไปหาเสบียงเอาดาบหน้าอีก สงสัยต้องหากระเป๋าถืออีกใบแฮะ ผมค่อยๆย่องออกจากวิทยาลัยที่ไร้ผู้คนและสิ่งทีชีวิต...รวมถึง...พวกมันด้วย...
 
อ่อ...ลืมแนะนำตัวไปสินะ สวัสดีครับทุกคน ผมชื่อวรินทร (วะ-ริน-ทอน) เรียกสั้นๆว่านิลก็ได้ ผมเป็นแค่คนธรรมด๊าธรรมดา...ที่ตอนนี้บอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าผมคือผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวจากไวรัสมหันตภัยบ้าบอนี้...ถึงจะยังไม่รู้ว่ามันหายไปอยู่ไหนกันหมด แต่ก็เป็นโอกาสดี และจุดหมายเเรก...ร้านกิ๊ฟชอร์ปและเซเว่นหน้าวิทยาลัยนั่นเอง
 
 
 
 
โปรดติดตามตอนต่อไป...
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 40 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #2 VCVeonaCamilas (@VCVeonaCamilas) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2561 / 21:26

    จากหญิงกลายเป็นชายไม่เป็นไรน้องนิลเดียวอนาคตหนูได้มีผัวเน้อ
    #2
    0