นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว

สงครามปฏิวัติต่างดาว

โดย Lucifer Nat

มันก็แค่อีกก้าวของสงครามระหว่างต่างดาวเท่านั้น...

ยอดวิวรวม

164

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


164

ความคิดเห็น


7

คนติดตาม


1
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  29 เม.ย. 58 / 12:49 น.
นิยาย ʧѵԵҧ

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้


โลก...ที่เราเคยคิดว่าสงบสุขเรื่อยมา

พวกเราล้วนใช้ชีวิตกันมาอย่างเกียจคร้าน

วันหนึ่งจานบินนับไม่ถ้วนก็ปรากฏบนท้องฟ้าราวกับหมู่ดาว

พวกนั้นไม่ได้มาดีกับพวกเรา

 

ไม่ช้า

โลกก็เกิดสงครามขึ้นกับต่างดาว



ถ้ามีคอมเมนท์มาเยอะๆก็อาจจะมีทำซีรีห์ต่อให้อ่านก็ได้นะจ๊ะ
>W<

เนื้อเรื่อง อัปเดต 29 เม.ย. 58 / 12:49


Extraterrestrial War of the Rebellion

สงครามปฏิวัติต่างดาว


 

คริสต์ศตวรรษที่ 2X

บรึม!!!!!

                ปัง!! ปัง!! ปัง!! ปัง!! ปัง!!

ตูม! ตูม! ตูม!

เปรี้ยง!! เปรี้ยง!! เปรี้ยง!! เปรี้ยง!!

ร่างบางสวมชุดของนายทหารดูคล้ายชุดอวกาศผสมกับชุดทหารราบสีขาวล้วนเปื้อนเศษดิน เธอก้าวเท้ารัววิ่งอยู่บนพื้นดินสีน้ำตาลคลุคละเป็นหลุมบ่อและชโลมด้วยเลือดสองสี หัวใจของเธอเต้นแรงจนหายใจแทบขัดกัน ร่างบางพยายามวิ่งหลบหลีกระเบิดที่ร่วงลงมาราวกับเม็ดฝนและกระสุนก็ระดมยิงใส่กันจนถี่หยิบ เธอวิ่งหลบแล้วไถลตัวไปอยู่หลังอาคารทรุดโทรมใกล้จะพัง

“แฮ่ก...แฮ่ก...” เธอเหนื่อยหอบและพยายามผ่อนลมหายใจให้ช้าลง หัวใจของเธอกลับมาเต้นปกติอีกครั้งหนึ่ง ฝ่ามือเล็กก็ปาดเหงื่อบนหน้าผากมน

“อเล็กซ์ เป็นไงบ้าง!” ทหารหญิงเหมือนกันกับเธอ วิ่งมาหลบอยู่ที่เดียวกันแล้วไม่ลืมจะถามไถ่ เธอไม่ได้ใส่หมวกป้องกันทำให้เห็นใบหน้าได้ชัดเจน เธอมีผมหยิกสีดำหมัดรวบไว้เป็นก้อน ผิวสีน้ำตาลไหม้ ดวงตาสีน้ำตาลคล้ายลูกสน ริมฝีปากหนา บ่งบอกว่าเธอเป็นชนชาติแอฟริกัน เธอวางปืนไรเฟิลลงแล้วบรรจุกระสุนใส่จนเต็ม

แกรก!

“ฟู่...เกือบแย่นะสิ!” หญิงสาวถอดหมวกออกเพื่อพูดคุยกับเพื่อน

หญิงสาวเจ้าของผมสีบลอนด์ทอง นัยน์ตาคมสีเขียวมรกต ดวงหน้าหวานคมเรียวได้รูป รูปร่างอวบอิ่มเอวบางและเจ้าของชื่อ อเล็กซ่า สตรอนเกรย์ เมื่อก่อนเธอเคยถูกเรียกว่า อเล็กซี่ แต่เมื่อเกิดสงครามระหว่างโลกกับเอเลี่ยน ผู้ชายเริ่มมีไม่พอในการรบทางรัฐบาลจึงสั่งให้เด็กหนุ่มสาวอายุตั้งแต่ 10 ปีไปเรียนเป็นทหาร

อเล็กซ่าถูกเกณฑ์มาเป็นทหารด้วยวัย 19 ปี กำลังเรียนอยู่ไฮสคูลปีสามมีชีวิตหรูหราคบเพื่อนดีๆและกำลังมีความรักกับรุ่นพี่เอซแห่งชมรมกรีฑา แต่ชีวิตของเธอกลับผลิกผันต้องมาจับปืนสู้กับเอเลี่ยน มิหนำซ้ำชื่อของเธอยังถูกเพื่อนๆในค่ายเรียกชื่อห้วนๆว่า อเล็กซ์ แทนที่จะเป็นอเล็กซ่าหรืออเล็กซี่ ที่ฟังดูเป็นผู้หยิงผู้หญิงหน่อย ตอนนี้เธอก็อายุ 21 ปีแล้วแต่ชีวิตของเธอก็ยังไม่หลุดพ้นจากสงครามบ้าๆนี้

“อเล็กซ์ อย่าเหม่อสิ นี้มันกลางสนามนะ!!” หญิงสาวแอฟริกันจับปืน แล้วหันมาเตือนเพื่อนสาวด้วยความเป็นห่วง

“รู้น่า รู้แล้ว แคทรี่” อเล็กซ์เอ่ยชื่อของเพื่อนสาวแล้วหันไปมองหน้า นัยน์ตาสีเขียวสบกับดวงตาสีน้ำตาลเข้ม

“เธอมีกระสุนพอหรือเปล่า” แคทรี่หรือชื่อจริง แคทริน่า ไมนิต้า ถอดถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะถามอย่างห่วงๆอีกครั้ง ถ้าเกิดกำลังยิงศัตรูอยู่แล้วกระสุนดันหมดขึ้นมาคงไม่มีใครจะช่วยเพื่อนเธอได้ทันแน่

“พออยู่” อเล็กซ์จับปืนออโต้ 9 มม.ขึ้นมาให้เพื่อนดูข้างในว่ามีบรรจุกระสุนอยู่เต็ม “ของเธอพร้อมหรือ?”

“พร้อม!” แคทรี่ยืนขึ้นและมองหน้าอเล็กซ์ไปด้วย “เราต้องรีบไปที่สะพานปล่อยยาน เพื่ออพยพไปเขตปกครองตนเองของออสเตรีย!

“เฮ้อ...” อเล็กซ์จับปืนออโต้ขึ้นมาไว้ในมือทั้งสองข้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอชำนาญนัก

อเล็กซ์กับแคทรี่ยืนพิงผนังอาคารเพื่อรอจังหวะให้หยุดยิงหรือศัตรูเผลอ แคทรี่ชะโงกหน้าออกไปสังเกตการณ์พยายามหาช่องทางหลบหนีฝ่ากระสุนไป

เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!

เปรี้ยง!

“ไป!!!” แคทรี่ตะเบ่งเสียงบอกเพื่อนสาว ทั้งคู่วิ่งออกมาจากที่ซ่อน อเล็กซ์วิ่งตามแคทรี่ไปติดๆเพื่อไม่อยากให้คลาดกันก่อนจะไปถึงสะพานปล่อยยาน

“ระวัง!!” อเล็กซ์ตะโกนเตือนแคทรี่ เอเลี่ยนโผล่มาทางด้านข้างและเล็งปืนไปทางเพื่อนสาว มือบางชักปืนขึ้นมาอัตโนมัติแล้วเล็งยิงใส่ศัตรูตรงหน้าทันที

ปัง!!!

กระสุนปืนนัดนั้น เจาะเข้าที่กะโหลกศีรษะของมัน ของเหลวสีฟ้าในร่างพุ่งออกมาทางปากแผล ร่างชุดสูทสีดำวาบล้มนอนลงบนพื้นคลุคละ

“ขอบใจ!” แคทรี่หันมาส่งยิ้มให้เพื่อน แล้วหันกลับไปมองทางตรงหน้าเหมือนเดิม ในมือถือปืนไรเฟินโหมดยิงแบบปืนกลทำลายศัตรูที่อยู่ตรงหน้าให้ร่วงอยู่แทบเท้า

เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!

เปรี้ยง!!

“อ๊ากก!” แคทรี่กรีดร้องลั่น ร่างเธอทรุดเข่าลง แต่เธอก็พยายามใช้เข่ายันตัวเธอไว้และเอามือข้างซ้ายจับบริเวณท้องมุมขวาต้นต่อของความเจ็บปวด

“แคทรี่!” อเล็กซ์กวาดตามองหาศัตรู เมื่อพบมันแล้วเธอก็ไม่รีรอที่จะยิงมันทันที

ปัง!

หลังจากนัยน์ตาสีฟ้าเห็นร่างของมันล้มลงจึงรีบวิ่งไปดูอาการเพื่อน “แคทรี่! เป็นไงบ้าง!!” อเล็กซ์ถามทันที

“ไม่เป็นไร อย่าตะโกนกรอกหูได้ไหม?” แคทรี่น้ำเสียหยอกล้อพร้อมกับยิ้มเจียนๆมองหน้าเพื่อนสาว

“ยัยบ้า! เพราะฉันเป็นห่วงนะ ถึงได้ถามน่ะ!!” อเล็กซ์แสดงอาการโมโหพร้อมด้วยน้ำเสียงขุ่น คิ้วสิทองชิดติดกัน

“รีบไปกันเถอะ!” แคทรี่ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง แล้วเธอก็วิ่งนำหน้าไปต่อโดยมี อเล็กซ์ก้าวตามหลังเธอไปติดๆพร้อมกับฝ่าดงศัตรูออกไปด้วยกัน

 

 

ทั้งสองวิ่งเหยาะๆเพราะแคทรีน่ายังบาดเจ็บอยู่ จนกระทั้งห่างจากสนามรบ เมื่อเกือบจะถึงที่หมาย แคทรีน่าก็หยุดวิ่งต่ออเล็กซ์จึงหยุดวิ่งตาม

“เป็นอะไรไปน่ะ แคทรี่?” อเล็กซ์ถามเพื่อนสาวอย่างห่วงๆเมื่อสังเกตดูสีหน้าของแคทรี่ นัยน์ตาสีเขียวก็เบิกโพล่ง

ใบหน้าของแคทรี่มีเส้นเลือดดำปูดขึ้นมา เหงื่อไหลพราก ปากซีด หายใจรวยรินและเมื่อแคทรีน่าเอามือออกจากท้องบนปากแผลที่ถูกยิง ก็ปรากฏว่ามีรูใหญ่และเลือดไหลซึมออกมาเปื้อนเสื้อผ้า

ปืนที่แคทริน่าถูกยิงจากเอเลี่ยนนั้น มันไม่ใช่ปืนธรรมดา คล้ายๆปืนโปรตอนกับปืนไฟฟ้ารวมกัน หากโดนมันยิงแม้เพียงนัดเดียวมันจะเริ่มจากรูเล็กๆและจะขยายใหญ่ขึ้น เพราะมันกำลังทำลายเซลล์ในร่างกายของเหยื่อจนทรมาน

“แคทรี่! ทำไมเธอถึงไม่บอกว่าอาการเธอแย่ขนาดนี้!?” อเล็กซ์หวาดหวั่นจับเพื่อนสาวนอนพิงกับอาคาร นัยน์ตาสีฟ้าสั่นระริกมีน้ำตาคลอเบ้า

แคทรี่มองสีหน้าของเพื่อนก่อนจะเอ่ย “โทษทีนะ...ฉันคงไปกับเธอ...ไม่ได้แล้ว...”

“ไม่! เราต้องไปด้วยกันสิ!!” อเล็กซ์ตะโกนใส่หน้าปนด้วยน้ำเสียงสะอื้น

“ฉันถูกรังสีความร้อน...มันจะทำลายเซลล์ทุกอย่างในร่างกาย ไม่ช้าฉันก็จะตายแล้ว...” แคทรี่มีสีหน้าอิดโรย นัยน์สีน้ำตาลเข้มช้อนมองดวงหน้าเปื้อนคราบน้ำตาของเพื่อนปรือๆ

“อึ่ก!” อเล็กซ์ปาดน้ำตาลวกๆขณะที่แคทรี่กระชากป้ายแผ่นโลหะออกจากคอแล้วยื่นมันให้เพื่อน

แคทรี่กระหืดกระหอบ “รับไป...!

อเล็กซ์มือสั่นระริกชุ่มด้วยเหงื่อพยายามยกขึ้นมาเพื่อรับสร้อยคอมาจากแคทรี่ เมื่อเธอรับมาไว้ในมือ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มก็ปิดเปลือกตาลงสนิท ริมฝีปากหนายิ้มน้อยๆที่มุมปาก ใบหน้าสงบเหมือนยามเธอหลับ

“แคทรี่...” อเล็กซ์กำสร้อยในมือแน่นจนเธอเจ็บ เธอยืนขึ้นเหนือร่างไร้วิญญาณของแคทริน่า ไมนิต้า นัยน์ตาสีเขียวมรกตไหววูบก่อนจะปิดเปลือกตาแน่น ใบหน้าเรียวเบนไปข้างหลังแล้วทอดสายตามองถนนยางราบสีดำเบื้องหน้า

ถ้าเธอยังอยู่ที่นี้ ชีวิตที่เพื่อนเธออุตส่าห์เสี่ยงมาด้วยกัน เพื่อให้เธอรอดมันก็ไร้ความหมายและไร้ค่าตั้งแต่ต้น

“ลาก่อนนะ แคทริน่า”

อเล็กซ์ได้ตัดสินใจก้าวเท้าออกไปทิ้งร่างไร้วิญญาณของเพื่อนรักไว้ในเศษซากของอาคาร ด้วยดวงหน้าที่บิดเบี้ยวและหัวใจอันรวดร้าว

 

 

 

เคล้ง!

เสียงของถาดอาหารถูกวางกระทบลงบนโต๊ะใกล้ๆกันกับที่นั่งของอเล็กซ่า สตรอมเกรย์ เลยทำให้เจ้าของร่างอวบอิ่มสะดุ้งเล็กน้อย นัยน์ตาสีเขียวมรกตใสช้อนมองหญิงสาวผิวสีน้ำตาลไหม้รูปร่างกำยำยามเมื่อใส่เสื้อโชว์แขนกล้าม

“ไง! เธอเป็นเด็กใหม่หรือ? หือม์?” สาวเชื้อสายแอฟริกันขยับกายเข้ามาทักหญิงสาวที่นั่งเอียงอายคนเดียวโดดๆบนเก้าอี้ทานข้าวในโรงอาหาร

“ใช่...” อเล็กซ่าก้มๆเงยๆมองหน้าหล่อนตอบด้วยน้ำเสียงแผ่ว

“ฉันชื่อ แคทริน่า ไมนิต้า เป็นรูมเมทของเธอเอง ฝากตัวด้วย!!

 

ปิ๊บ! ปิ๊บ!

[“เหล่าทหาร ได้เวลาไปกินข้าวเช้าแล้ว”]

“อืม...”

สัญญาณปลุกตรงตามเวลา อเล็กซ์ขยี้เปลือกตาบางช้าๆ ร่างบางบนเตียงผ้าหยาบบิดขี้เกียจไปมารู้สึกว่านอนไม่ค่อยจะสบายตัวเท่าไรเป็นเพราะการฝึกทหารทุกวันทำให้ร่างกายของเธอมันฝืดเต็มที ร่างบางลุกนั่งบนเตียง นัยน์ตาสีเขียวขุ่นจ้องมองผนังห้อง

ตั้งแต่วันที่แคทรี่เสียชีวิตมันก็ผ่านมาสามวันแล้ว และสามวันแล้วที่เธอฝันถึงแคทรี่

ฝ่ามือบางทาบลงบนเปลือกตาทั้งคู่ก่อนจะเส่ยผมบลอนด์สีทองขึ้นไปเกยบนศีรษะ ร่างบางลุกออกจากเตียงแล้วหยิบผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่เดินตรงเข้าไปในห้องน้ำ

 

“เฮ้! แม่สาวหุ่นสะบึ่มนั้นใคร?” ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลทอประกายทองแดงแสกข้างถามเพื่อนชายข้างๆ แล้วชี้ไปที่เจ้าของร่างบนโต๊ะทานอาหารอีกฟากหนึ่งของโต๊ะพวกเขา

“นั้น...อเล็กซ่า สตรอมเกรย์ ผู้หญิงที่ได้รับภารกิจไปรบที่สเปน” เพื่อนของเขานั่งท้าวข้างตอบ เขามีผมสีดำสนิทลองทรงสั้น นัยน์ตาสีฟ้าประกายลึกลับ

“สเปน? ได้ข่าวว่าแพ้จนต้องถอยทัพกลับ ผู้เหลือรอดมีแค่ 3 คนเอง”

“ใช่...เธอเป็นหนึ่งในนั้นล่ะ ฉันขอเตือนว่าอย่าไปยุ่งกับแม่นั้นจะดีกว่า”

“ทำไมล่ะ?”

“เพราะว่า...”

หวอ! หวอ! หวอ!

ทุกคนในโรงอาหารต่างตื่นตระหนกร้องโวยวายกันลั่น อเล็กซ์ลุกขึ้นยืนรอฟังคำสั่งจากประกาศเสียง

[“ทหารตอนนี้เรากำลังถูกจู่โจม! ขอย้ำเรากำลังถูกจู่โจม! ศัตรูเคลื่อนที่มาใกล้ฐานของเราแล้ว! ขอให้ทหารทุกนายไปที่คลังอาวุธ!]

อเล็กซ์วิ่งออกไปจากโรงอาหารก่อนคนอื่นๆ ขณะที่หัวหน้าออกคำสั่งให้ทหารทุกคนยืนเข้าแถวกันเป็นระเบียบ เสียงของหัวหน้าดังไล่หลังเธอมาแต่อเล็กซ์ก็หาได้สนใจ

ตึก! ตึก! ตึก!

อเล็กซ์วิ่งไปถึงห้องเก็บคลังอาวุธ เธอรีบใส่ชุดเกราะและไม่รอช้ารีบใส่ผ่านรหัสลงบนกล่องเก็บอาวุธ เมื่อมันเปิดออกและเธอเลือกหยิบอาวุธเหมาะมือนั้นก็คือปืนออโต้ 9 มม. กระสุนหลายๆนัด ระเบิดหลายๆลูกใส่กระเป๋าเสื้อ

บรึม!!!

!!!” อเล็กซ์หันไปตามเสียงของระเบิดที่ดังอยู่ไม่ไกลนัก ถ้าพิเคราะห์ดีๆมันดังมาจากโรงอาหาร ไม่นานก็ปรากฏทหารหนุ่มรุ่นเดียวกันหนึ่งนายวิ่งมาถึงห้องเก็บคลังอาวุธ

อเล็กซ์มองใบหน้าซีดเซียวของเขาก่อนจะถามเสียงเรียบ “เกิดอะไรขึ้น”

“มัน...พวกมันบุกมาทำลาย ฆ่าทุกคนหมดเลย” ชายหนุ่มตอบเธอด้วยน้ำเสียงแหบ ผมลองทรงสีดำกระเซอะกระเซิง ใบหน้าซีดเผือดเหงื่อไหลตามขมับ นัยน์ตาสีฟ้าไหววูบมองเธอ

“อย่ามัวชักช้าอยู่เลย รีบสวมชุด หยิบปืนขึ้นมา” อเล็กซ์สั่งเสียงเข้ม

หญิงสาวก้าวเท้าออกห่าง ร่างบางจับปืนไว้แนบอกแล้วไปยืนชิดริมผนัง ชะโงกหน้าออกไปเล็กน้อย นัยน์ตาสีมรกตแพรวพราวสังเกตการณ์ภายนอก โชคยังดีที่ศัตรูยังไม่บุกมาถึง ดวงหน้าหวานถอนหายใจอย่างโล่งอก

ชายหนุ่มหลังจากเตรียมตัวพร้อมแล้ว เขามองร่างบางที่คุ้นเคยก่อนจะเอ่ยเรียกเสียงแผ่วเบา “อเล็กซี่”

“?” อเล็กซ์หันไปมองคนเรียกอย่างฉงน “ไม่เคยมีใครเรียกชื่อของฉันอย่างนั้นตั้งแต่ฉันออกจากไฮสคูล...”

“ใช่...ก็เพราะว่าฉันเคยเรียนที่เดียวกันกับเธอน่ะสิ” เขาฉีกยิ้มนัยน์ตาสีฟ้าระยิบระยับ “ฉัน อีธาน แคลป์เบอร์ เราเคยเจอกันที่ชมรมกรีฑาไง ตอนนั้นเธอยังมาคอยเชียร์ตอนเราซ้อมทุกวันเลย”

“อ้อ อีธาน ฉันจำได้ตอนนั้นนายทำลายสถิติด้วยนี้น่า พวกรุ่นพี่กับโค้ชยังอึ่งเลย” อเล็กซ์มีสีหน้าผ่อนคลาย ริมฝีปากที่เคยเม้มเรียบสนิทตอนนี้กำลังฉีกยิ้มและเปล่งน้ำเสียงไพเราะ

“ใช่ ตอนนั้นเธอยังผมสั้นดัดลอนด้วย” อีธานหัวเราะร่า เขายังจำเธอได้ทุกอย่างราวกับว่าเขาสนิทกับเธอ ทั้งๆที่ทั้งสองต่างไม่เคยคุยกันเลยสักครั้ง

บรม!!!!!

เสียงของระเบิดดังด้านนอกอยู่ตรงมุมทางเดิน ทำให้ทั้งสองต้องนิ่งอึ่งไป อเล็กซ์ชะโงกหน้าออกไปมองลอดผ่านประตูก็ปรากฏว่า...ศัตรูรูปร่างสูงใหญ่สัก 7 ฟุตสวมชุดมันวาบสีดำ สวมเกราะหมวกอันใหญ่เทอะทะ ถือปืนฉายรังสีความร้อนอันใหญ่กว่ามือ ก้าวเท้าหนักโผล่ออกมาบริเวณทางเดิน เมื่อมันหันหน้ามาเพื่อสังเกตการณ์ อเล็กซ์จึงต้องหลบเข้าไปอย่างกระหืดหระหอบ

“เกิดอะไรขึ้น...” อีธานถามอย่างหวาดหวั่น

“มันมาแล้ว เงียบไว้” อเล็กซ์สั่งเสียงเข้มและเงียบ ร่างบางค่อยๆก้าวถอยออกมาจากทางเข้าห้องเก็บคลังเคลื่อนที่อย่างเชื่องช้าไปยืนแนบข้างกับอีธาน

อีธานกระซิบข้างหูเธอ “แล้วจะเอายังไงดีล่ะ?”

“ยังไม่รู้...” อเล็กซ์เหงื่อไหลพราก “คงต้องรอให้มันผ่านไป”

ตึก! ตึก! ตึก! ตึก!

เสียงฝีเท้าหนักอึงดังขึ้นเป็นจังหวะก้าวเข้ามาใกล้หน้าทางเข้าเรื่อยๆแล้ว อเล็กซ์และอีธานเหงื่อผุดขึ้นบนใบหน้า หัวใจเต้นแรงจนหายใจติดขัด ทั้งคู่ก้าวเท้าเบาๆไปหลบอยู่หลังตู้เก็บชุดเกราะ

ศัตรูร่างสูงใหญ่สวบชุดสีดำมันวาบคล้ายของนักบินอวกาศถืออาวุธหนักก้าวเท้าเข้ามาข้างในแล้ว อเล็กซ์กำปืนในมือแน่นจนสั่น ขณะที่มันกำลังฉงนอยู่กับตู้เก็บคลังอาวุธ อีธานยกปืนออโตเมตริกขนาด 11 มม.และเปลี่ยนโหมดเป็นกระสุนเจาะเกราะได้ขึ้นเล็งตรงศีรษะเอเลี่ยน

ปัง!!

ร่างสูงใหญ่ล้มลงแผ่บนพื้นเรียบ ของเหลวสีฟ้าไหลออกมาท้วมทางเดิน อีธานก้าวเข้าไปร่างแน่นิ่งแล้วใช้เท้าข้างหนึ่งเขี่ยเพื่อเช็คดูว่ามันตายแล้วหรือยัง

“โดนยิงที่ศีรษะแบบนั้น ไม่รอดหรอก” อเล็กซ์แนะนำ ก่อนจะชะโงกหน้าออกไปมองลาดเลา

“ไม่มีพวกมันแล้วใช่ไหม?” อีธานลดปืนลงถามกับอีกฝ่าย

“ไม่...” อเล็กซ์หันมามองหน้า “เราจะไปกันไหม”

“ไปไหนกันล่ะ?” อีธานฉงนคิ้วสีดำขมวดขึ้นถามอเล็กซ์

“ถึงเราอยู่นี้ พวกมันก็คงจะแห่กันมา เราน่าจะออกไปหาผู้รอดชีวิตหรือไม่ก็ขอความช่วยเหลือที่ศูนย์ส่งสัญญาณ” หญิงสาวอธิบาย นัยน์ตาสีมรกตมองเขาอย่างคาดคั้น

“ฉันเห็นด้วยนะ” อีธานฉีกยิ้มแล้วเขาก็ยกปืนขึ้นประทับบนบ่ากว้าง “ฉันรู้ทางลัดไปที่ห้องศูนย์ส่งสัญญาณตามฉันมาติดๆล่ะ”

อเล็กซ์ยิ้มอย่างภูมิใจในคำพูดของเขา “หือม์ ฉันจะคอยระวังหลังให้นายเอง”

 

 

ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

เจ้าของร่างสูงใหญ่สวมชุดมันวาบสีดำล้มลงระเนระนาดบนพื้นสีเทา มนุษย์ทั้งสองคนต่างทิ้งน้ำหนักวางเท้าเบาๆและก้าวเร็วๆ ไปยังศูนย์ส่งสัญญาณ แม้มันจะเป็นทางลัดหลีกเลี่ยงการพบปะกันบริเวณกว้างโล่ง แต่ศัตรูก็เริ่มมีมากขึ้นทุกที อเล็กซ์มองคนวิ่งนำหน้ารู้สึกหวั่นใจไหวๆว่ากระสุนของอีธานอาจจะหมดซะก่อน

ทางเดินเรียบลาดยาวจนแทบไม่สิ้นสุด ผนังสีเทากลบกลืนกับพื้นและเพดานห้อง แต่มีรอยพลุนขนาดใหญ่มาจากการบุกเข้ามายังพื้นที่และการยิงกัน เนื่องจากมีเหตุระเบิดเกิดขึ้นจนทำให้พื้นสั่นไหวหลายครั้ง

“ใกล้ถึงหรือยัง” อเล็กซ์ถามคนข้างหน้า

“เกือบแล้วล่ะ” อีธานก้าวเท้าเร็วๆไปยังจุดหมาย เขาเองก็หวั่นใจว่าถ้าเกิดศูนย์ส่งสัญญาณถูกทำลายไปแล้ว พวกเขาก็อาจไม่มีหนทางรอดแล้วก็ได้ ขออย่าให้อย่าไปเป็นยังงั้นเลย

ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก

ในที่สุดก็มาถึงหน้าทางเข้ามีร่องรอยการยิงกันและคราบของเหลวสองสีติดฝาผนัง ทั้งสองก้าวขาเข้าไปข้างในพบศพของทหารสื่อสารห้านายนอนราบกับพื้นนิ่งคราบเลือดไหลนองและกระเซ็นเปื้อนแผงควบคุม อีธานเดินเข้าไปปาดคราบเลือดบนหน้าจอแล้วหยิบหูฟังขึ้นมาสื่อสาร ปลายนิ้วหนากดพิมพ์หาสัญญาณ

“นี้ศูนย์ส่งสัญญาณค่ายพักทหารฝั่งอเมริกา ศูนย์บัญชาการทหารตอบด้วย!” อีธานเริ่มทำการสื่อสาร

[“ซ่า...! ซ่า! นี้ศูนย์บัญชาการเปลี่ยน...นี้ใคร...โปรดแจ้งนาม...ซ่า...!]

อีธานโล่งอก “ผมอีธาน แคลป์เบอร์ นายทหารราบ นี้ศูนย์ค่ายพักทหารฝั่งอเมริกานะ เราถูกเอเลี่ยนบุกตอนนี้มีผู้รอดชีวิตเพียงผมกับเพื่อน 2 นาย พวกคุณช่วยส่งคนมารับพวกเราที?”

[“เข้าใจแล้ว...ซ่า!....แคลป์เบอร์...ตอนนี้เราส่งคนมีฝีมือไปที่นั้นคุณอาจ...จะเจอ...ซ่า! ซ่า!!]

“ที่ไหน! ที่ไหน!!” อีธานตะเบ่งเสียงมือจับหูฟังจนชุ่มเหงื่อ

[“ซ่า...ซ่า...ซ่า....”]

สัญญาณขาดหายไปแล้ว ราวกับความหวังอยู่ใกล้แค่เอื้อมริบหรี่ลง อีกแค่นิดเดียวแท้ๆ ถ้ารู้ว่าฝ่ายมาช่วยพวกเขาอยู่ที่ไหนสักแห่งก็ยังพอมีทางรอดอยู่บ้าง ในสถานการณ์นี้มันกำลังบีบบังคับเขาจนแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว

“โธ่เว้ย!!!” อีธานสบถเสียงลั่น สีหน้าบิดเบี่ยวคิ้วขมวดชิดติดกันด้วยอารมณ์โกรธเกรี้ยว

อเล็กซ์ลดปืนลงแล้วก้าวมาใกล้ๆ “อยู่ที่นี้ไปก็ไม่มีประโยชน์อีกแล้ว เราไปจากที่นี้กันเถอะ”

“หือม์...” ใบหน้าคมเปลี่ยนสีหน้าเป็นผ่อนคลาย เขาถอดหูฟังออกหยิบปืนออโตเมตริกขนาด 11 มม.ขึ้นมาไว้ข้างกายอีกครั้ง คราวนี้...อเล็กซ์เป็นฝ่ายเดินนำเขาไป

ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก

อเล็กซ์เดินนำทางมาที่โรงอาหาร นัยน์ตาสีมรกตไหววูบเมื่อเห็นศพของเพื่อนๆหลายนาย หัวหน้า และครูฝึกร่างกายมีสภาพถูกยิงจนพรุนและถูกดาบแทงเป็นรูจนชิ้นส่วนอวัยวะภายในทะลุออกมา บ้างก็ถูกหักกระดูก ทั่วทุกที่ ทั้งพื้น ทั้งเสา และผนังเปื้อนด้วยของเหลวสีแดงสดจากร่างกายของพวกเขา เธอมองอย่างเวทนาก่อนจะเบี่ยงหน้าหนี

อีธานพบศพของเพื่อนเจ้าของผมสีน้ำตาลทอประกายทองแดงถูกดาบแทงทะลุร่าง เลือดในกายไหลซึมออกมานองพื้น นัยน์ตาเบิกกว้างอย่างตื่นตกใจ เจ้าของนัยน์ตาสีฟ้ามีแววเศร้าหมอง ร่างสูงโปร่งคุกเข่าลงแล้ววางฝ่ามือหนาทาบลงบนใบหน้าคมแล้วเลื่อนเปลือกตาปิดลงให้

อเล็กซ์มองอีธานอย่างเข้าใจ และนึกถึงตัวเองเมื่อก่อน...

อีธานหลับตาเหมือนเก็บงำอารมณ์ก่อนจะถอดถอนหายใจ “เรารีบไปกันเถอะ”

“อื้ม...” หญิงสาวพยักหน้าหนึ่งที

ตึก!

เสียงก้าวเท้าหนักดังขึ้นจากข้างหลังร่างบาง อเล็กซ์หันไปตามปฏิกิริยา แล้วนัยน์ตาสีเขียวมรกตก็เบิกโพล่ง ศัตรูร่างสูงใหญ่สัก 8 ฟุตยืนตระง่านอยู่ข้างหลังเธอ นัยน์ตาสีเทอร์คอสย์ดวงโตของมันจ้องมองเธอ ร่างบางหวาดกลัวจนตัวแข็ง แล้วมันก็ค่อยๆคว้าดาบอันใหญ่เกือบจะเท่าตัวออกมาจากแผ่นหลังกว้าง เตรียมจะผ่าร่างของอเล็กซ์เป็นสองซีก

มุมที่เจ้าเอเลี่ยนยืนอยู่นั้นอับเสียจนเขาไม่อาจตั้งระยะเล็งยิงได้ในทันที

“อเล็กซี่!!!” อีธานร้องตะโกนเพื่อหวังให้หญิงสาวได้สติ

อเล็กซ์สะดุ้งโหยงเพราะเสียงเรียกของอีธาน เธอรีบคว้าปืนออโตเมตริก 9 มม.ขึ้นมาแต่ว่ามันก็ดูเหมือนจะสายไปเสียแล้ว ดาบใหญ่ยักษ์ชูขึ้นบดบังแสงก่อนจะฟาดลงมายังร่างเบื้องล่าง

เปรี้ยง!!!!

“อึก!” อีธานหลับตาปี๋ก่อนจะฝืนใจเปิดตาขึ้นมามองภาพของหญิงสาวที่น่าจะกลายเป็นสยดสยองไปแล้ว...

โชคดีที่ไม่ใช่ แต่กลับเป็นเจ้าของร่างสูงใหญ่แทน มันมีรูใหญ่กลวงโบ๋ตรงกลางศีรษะ ของหลวสีฟ้าพุ่งออกจากปากแผลเป็นแห่งแรก ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะล้มลงนอนอยู่แทบเท้าของอเล็กซ์ ร่างบางยืนอึ่งเพราะตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ทุกขณะจิต

อีธานวิ่งไปเขย่าไหล่บาง “อเล็กซ์! อเล็กซี่!! เป็นไงมั่ง!

“มะ ไม่เป็นไร” อเล็กซ์พลันได้สติ เธอส่ายหน้าช้าๆตอบอีธานเสียงแผ่ว

และจู่ๆก็มีเสียงไม่คุ้นเคยแทรกเข้ามา “ไม่ไหว...ไม่ไหว...”

ทั้งคู่ต่างหันไปเพ่งมอง ผู้มาใหม่เป็นหญิงสาวไม่สวมใส่หมวกป้องกันทำให้เห็นใบหน้าของเธอชัดเจน ผมสีน้ำตาลสั้นปลิวสะไหวลู่ตามลม นัยน์ตาเรียวสีนิลเชือนคมราวกับเย้ยหยันอีกฝ่าย ริมฝีปากเรียบสีเชอร์รี่ฉีกยิ้มเยาะ รูปร่างสูงโปร่งส่วนสัดน่ามองสวมชุดเกราะสีเทาเข้มประดับตราทหารไว้บนอก ในมือข้างซ้ายถือปืนฉายรังสีความร้อนอันใหญ่สีเงินมันวาว เธอสาวท้าวเข้ามาใกล้ทั้งสองคน

“คุณเป็นใคร?” อเล็กซ์ถามขึ้นทันทีที่คนแปลกหน้าเดินเข้ามาใกล้ตัวเธอ

เธอยิ้ม “ฉันคือ ผู้กอง เอมิเลีย ฟรังค์โก้ ได้รับหน้าที่ให้มาช่วยเหลือผู้รอดชีวิต”

“ผู้กองงั้นหรือ?” อเล็กซ์คิ้วขมวดใหญ่

“ใช่...แล้วมีคนอื่นอีกไหม?” เอมิเลียเริ่มถามทั้งสองคน

อีธานกระอักกระอวยตอบ “...เหลือ...แค่เราครับ...ผู้กอง”

เอมิเลียเงียบไปชั่วขณะ “...งั้นเหรอ...” น้ำเสียงของเธอแผ่วเบาลงไปมาก

“ผู้กอง แล้วเราจะไปจากที่นี้ได้ยังไงกันค่ะ” อเล็กซ์ถามด้วยสีหน้าคร่ำเครียด

“อื้ม...พรรคพวกของฉันจะมารับในอีก 12 ชั่วโมงที่ลานเฮลิคอปเตอร์ทางตะวันออกเราต้องรีบกันแล้วล่ะ” เอมิเลียเริ่มสั่งแผนการทันทีและทั้งสองคนก็พยักหน้ายอมรับ เพราะต่างคนก็ไม่มีทางเลือกให้รอดอยู่แล้ว

เอมิเลียหันไปถามอีธาน “เธอรู้ไหมว่าทางไปเอารถได้อยู่ที่ไหน เราต้องใช้มัน”

อีธานพยักหน้าแล้วเริ่มบอกเส้นทางแก่เอมิเลีย

 

ทั้งสามต้องเดินแผ่นหลังชิดกับผนังที่ใกล้จะพังทลายเต็มทีเพื่อคอยระวังศัตรูเพราะว่ามันอาจจะโผล่มาด้านไหนก็ได้ เมื่อเดินมาถึงขอบของผนังเอมิเลียชะโงกหน้าออกไปมองปรากฏว่ามีศัตรูร่างใหญ่เหมือนที่เคยเจออยู่ถึงสี่ตนเดินวนไปวนมาหน้าบริเวณทางเข้าโรงเก็บรถ สถานการณ์บีบบังคับให้เอมิเลียต้องรีบตัดสินใจ

เอมิเลียหันไปมองหน้าทั้งสองคน “ฟังนะ นี้เป็นแผน ฉันกับแม่นี้จะจัดการศัตรูและเบนความสนใจของมัน ส่วนนาย พ่อหนุ่มฉันอยากให้นายไปที่โรงรถแล้วรอสัญญาณจากพวกเราแล้วค่อยเอารถออกมา เข้าใจนะ”

“แต่ผมอยากอยู่ช่วยนะครับ ผู้กอง” อีธานเอ่ยเสียงเข้ม

“สิ่งที่ฉันสั่งนายนั้น มันจะช่วยพวกเราได้มากเลยล่ะ ทีนี้ทำตามแผนฉันนะ” เอมิเลียทำสีหน้าดุดันและน้ำเสียงแข็งกร้าว อีธานจึงผงกหัวเหมือนยอมจำนนต่ออีกฝ่ายที่มียศสูงกว่าตน

เอมิเลียจับปืนฉายรังสีคู่กายมาไว้แนบข้างกาย นัยน์ตาคมสีดำมองศัตรูเบื้องหน้าแล้วเตรียมเล็งยิง ตนที่เธอเลือกคือตัวอยู่ที่อยู่ตรงหน้าประตูนั้นแหละ

เปรี้ยง!!!

ลำแสงสีส้มพุ่งออกมาจากปลายปืนราวกับหิ่งห้อยตัวใหญ่รวดเร็วปานกระสุนปืนกลพุ่งเข้าใส่ร่างของเอเลี่ยนชะตาขาดตนนั้น มันกรีดร้องทันทีที่โดนยิงตรงช่วงอกเป็นรูโหวไม่ช้าร่างสูงใหญ่ก็ล้มลงนอนและของเหลวสีฟ้าไหลออกมาอาบพื้น ส่วนเอเลี่ยนอีกสามตนก็ขวัญเสียทีเดียวตามคาดการณ์ไว้ของเอมิเลีย ริมฝีปากเรียบฉีกยิ้มอย่างพอใจ

แล้วเธอก็หันไปสั่งการกับอเล็กซ์ให้เริ่มยิ่งพวกมันทีละตัวได้

ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

เมื่อเสียงปืนออโตเมตริกของอเล็กซ์ลั่นขึ้น เอมิเลียจึงตะเบ็งเสียงสั่งอีธาน “ไป!!

อีธานรีบสาวเท้าวิ่งออกไปด้วยความรวดเร็วของอดีตนักกีฬากรีฑาหลบซ้ายหลบขวาบ้างเล็กน้อย จนในที่สุดเขาก็วิ่งเขาไปในโรงรถ เขากวาดตามองหารถจนกระทั่งเจอมันอยู่ในสุดของโรงรถ ฝ่ามือหนากระชากผ้าคลุมสีเขียวซีดออกปรากฏเป็นรถฮัมวี่หรือHMMWV ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 1970 ยังถูกเก็บไว้ใช้เพื่อฝึก มีกำลังขับเคลื่อน 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมงบวกกับปืนกล 50 มม.คงช่วยให้ทั้งสามคนหนีใช้ได้ทันทวงที เขากระโดดเข้าไปนั่งบนเบาะและจัดการเสียบกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์ ไฟหน้ารถฉายขึ้นเขารีบขับตรงไปยังหน้าประตูโรงรถแล้วรอสัญญาณ

เสียงปืนเงียบลงแล้ว ก็รอเสียงเรียกจากผู้กองสาวผมสั้นสีน้ำตาล

เอมิเลียตะโกนบอกอีธาน “เคลียร์!!

บรึนนนนนนนน!

อีธานขับรถออกมาจอดหน้าทั้งสอง สองสาวก้าวเท้าขึ้นรถ เอมิเลียนั่งรถบนเบาะรถข้างคนขับ ส่วนอเล็กซ์ไปยืนประจำการแท่นบังคับปืนกล 50 มม.โดยไม่มีใครสั่ง

“เร่งเครื่องเลย” เอมิเลียสั่งการคนขับ อีธานเหยียบคันเร่งทันทีแล้วรถฮัมวี่ก็แล่นออกไปจากบริเวณนั้น

 

 

ผ่านมาได้สักพักพื้นที่โดยรอบก็เปลี่ยนเป็นภูมิลำเนาป่าเขานั่นก็สร้างไว้สำหรับการฝึกซ้อมรบเช่นกัน เอมิเลียมองเวลาในนาฬิกาปรากฏว่าพวกเธอยังพอมีเวลาเหลือให้ได้พักหายใจกันบ้าง ร่างบางเจ้าของผมสีน้ำตาลสั้นเอนหลังผิงกับเบาะรถแล้วถอดถอนหายใจเบาๆ ซึ่งทั้งอเล็กซ์และอีธานไม่ได้สังเกตเห็น

นัยน์ตาคมเลื่อนไปมองคนด้านข้าง “จริงสิ ฉันยังไม่รู้เลยว่า นายชื่ออะไรทหารราบ?”

“ผม อีธาน แคลป์เบอร์” อีธานเบนหน้ามามองแววหนึ่งก่อนจะเลี้ยวกลับไปมองทางต่อ

“แล้ว...เธอล่ะ?” เอมิเลียหันไปพูดคุยกับคนข้างหลัง

อเล็กซ์หันมามองหน้าเอมิเลียก่อนจะตอบเสียงเรียบ “อเล็กซ่า สตรอนเกรย์”

“หรือ...” เอมิเลียฉีกยิ้มตรงมุมปากน้อยๆแล้วกลับไปเอนกายผิงเบาะรถต่อและทำท่าเหมือนจะหลับอีกด้วย

ปัง!!!

เสียงปืนกล 50 มม.ทำงานขึ้นทำให้เอมิเลียต้องสะดุ้งตื่นจากภวังค์แล้วหันไปมองอเล็กซ์ เธอทำสีหน้าตกใจเลกน้อยขณะมองใบหน้าของอเล็กซ์ที่มีสีหน้าคร่ำเครียดนัยน์ตาสีฟ้าตื่นตระหนก

“มันมาอีกแล้ว!” อเล็กซ์ตะเบ่งเสียง อีธานพยายามเร่งเครื่องให้เร็วแต่รถยนต์ก็มีความเร็วได้เพียงเท่าที่มันมี มันเร็วไม่พอจะหนีศัตรูที่บุกมากะทันหันได้สีหน้าของเขาเริ่มหวาดวิตก ยกเว้นแต่เอมิเลียนัยน์ตาสีดำสังเกตสิ่งรอบข้างอย่างเรียบเฉย

เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!

เอเลี่ยนชุดดำมันวาบมีกันราวๆสิบตนได้หรืออาจจะมากกว่านั้นหลบอยู่ในพุ่มไม้และรอจังหวะยิงคนขับ ร่างบางผมสีน้ำตาลหยิบปืนขึ้นมาข้างกายและสังเกตหาตัวศัตรูอย่างใจเย็น

เอมิเลียใช้สายตาคมเล็งหา “คิดว่าจะพ้นหรือ...”

เปรี้ยง!!!

ร่างสูงใหญ่ตนหนึ่งชะตาขาดทันที เอมิเลียกับอเล็กซ์ช่วยกันระดมยิงใส่ศัตรูในพุ่มไม้ ในขณะที่อีธานพยายามเลี้ยวรถหลบหลุมและลำแสงจากปืนมาปะทะกับเครื่องยนต์หรือยางของรถ

เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง! ปัง! ปัง! เปรี้ยง! บรม!! เปรี้ยง!!!

รถฮัมวี่แล่นเฉียงไปเฉียงมา อีธานรีบหมุนพวงมาลัยหักขวา จนอเล็กซ์ล้มก้นกระแทกพื้นรถ เธออดทนเก็บเสียงไว้แต่อีธานดูเหมือนจะได้ยินชัดเจน

เขาตะโกนขอโทษเธอ “โทษที!

“ช่างมันก่อน! รีบขับเร็ว!!” เอมิเลียตะเบ่งเสียงพูดแทรก อีธานสะดุ้งโหยงก่อนจะกลับไปเพ่งมองทางข้างหน้าต่อ

“เมื่อไรจะถึงลานจอดเฮลิคอปเตอร์ซะทีล่ะ” อเล็กซ์เอ่ยถามขณะมือยังกดปุ่มยิงอัตโนมัติใส่ศัตรู

“อีกนิดเดียวจะถึงแล้ว!” อีธานตอบด้วยสีหน้าคร่ำเครียด ฝ่ามือหนาปาดเหงื่อบนหน้าผากกว้างไปมา

รถฮัมวี่แล่นมาไกลจนกระทั้งมาถึงทางลู่กว้างช่วยให้มองเห็นศัตรูได้ถนัดมากขึ้น อีธานขับพามาถึงลานจอดสีดำมีตัวอักษร H ขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง เขารีบเหยียบเบรกกะทันหันจนรถเกือบเอียงจนคนล้มไปทางด้านข้าง

เอี๊ยดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!

นัยน์ตาสีเขียวมรกตมองซ้ายมองขวาบนท้องฟ้าสีส้มแกมเหลือง “ไหนล่ะ? ไม่เห็นมารับเลย”

คำถามของอเล็กซ์ทำให้บุคคลทั้งสองหวาดหวั่น เอมิเลียปาดเหงื่อก่อนกุมลงมองเวลาในนาฬิกาไฮเทค

“ทำไมล่ะ! เกิดอะไรขึ้น!!?” นัยน์ตาสีดำแข็งกร้าว คิ้วสีน้ำตาลขมวดมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ริมฝีปากบางเม้มแน่นเรียบสนิทอย่างโกรธแค้น

“ผู้กอง! มันมากันอีกแล้วครับ!” อีธานลุกขึ้นยืนจากเบาะคนขับแล้วคว้าปืนออโตเมตริกยาว 11 มม.ใส่แมกกาซีนจนเต็มมาไว้ในมือ

เอเลี่ยนร่างสูงใหญ่สวมชุดสีดำมันวาบมีประกายสีฟ้าถือปืนฉายรังสีหรือบางตัวก็ถือดาบยักษ์มากับเอเลี่ยนร่างเล็กรูปร่างคล้ายๆสัตว์ตัวเล็กๆมีขนดกเต็มตัวก้าวเท้าเข้ามาเป็นขบวนตรงมาหาพวกเขา

“บ้าจริง!?” อเล็กซ์สบถ เธอหลับตาแล้วกำป้ายเหล็กสีเงินเก่าๆปั้มตัวอักษรภาษาอังกฤษว่า Catreena Minita ไว้แน่นจนชุ่มเหงื่อ

หากนี้จะเป็นวาระสุดท้าย ก็ขอสู้จนกว่าจะสิ้นใจ!

อเล็กซ์ปล่อยสร้อยคอลงแล้วมือทั้งสองก็จับปืนกล 50 มม.เล็งยิงศัตรูไม่ยั้งมือ อีธานระดมยิงศัตรูร่างเล็กๆมันกระโดดเข้ามาหาทุกครั้งเขาจึงต้องสนใจพวกมันเป็นพิเศษ ส่วนเอมิเลียก็เล็งยิงร่างสูงใหญ่อย่างใจเย็นที่สุด

แกรก!

เอมิเลียสะดุดกับเสียงหนึ่ง นัยน์ตาสีนิลเหลือบลงไปมองหาต้นเสียงปรากฏว่าระเบิดลูกเล็กกลมสีดำประกายแสงวิบวับตกอยู่บนเบาะรถ

นัยน์ตาสีดำเบิกกว้างพร้อมเสียงตะโกน “ทุกคน! ออกจากรถ!!

ทั้งสามรีบกระโดดออกมาจากรถแล้วนอนราบกับพื้นและรีบกลิ้งออกไปให้ไกลได้ทันก่อนที่ระเบิดลูกเล็กนั้นจะทำงานทันที

บรึม!!!!

รถฮัมวี่รุ่นเก่าลุกเป็นไฟร้อนระอุ ยางรถยนต์อันใหญ่สีดำติดไฟกระเด็นออกมาจากตัวรถกลิ้งเป็นวงกลมแล้วล้มลงพื้นราบ ทั้งสามคนรีบคว้าปืนแล้วลุกยืนขึ้นเพื่อสู้ต่อไป

ปัง! เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง! ปัง! ปัง! เปรี้ยง! บรม!! เปรี้ยง!!!

พวกมันมีมากเกินไปไม่ช้าทั้งสามก็ถูกร่ายล้อม เอมิเลียไม่ได้มีสีหน้าห่อเหี่ยวแต่อย่างใด ริมฝีปากเรียบฉีกยิ้มกว้างตรงมุมปากแล้วหันไปมองอเล็กซ์กับอีธาน

“โทษทีนะ ที่ฉันช่วยพาเราออกไปไม่ได้...” เอมิเลียเอ่ยน้ำเสียงแผ่วเบา

อเล็กซ์ยืนระวังหลังให้อีธานหันมามองแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปทางเดิมพร้อมพูดเสียงแข็ง “สีหน้าดูไม่เหมือนรู้สึกผิดเลยนะ”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผู้กองทำเต็มที่แล้วล่ะ” อีธานยิ้มด้วยสีหน้าซีดเผือดเหงื่อไหลท่วมหน้า

“เหรอ...” เอมิเลียตอบเพียงสั้นๆเสียงแผ่วลั่นคง เธอเคยร่วมสนามรบมาก็มากมาย เพิ่งจะเคยรู้สึกท้อแท้เป็นครั้งแรกก็วันนี้ แต่ไม่เป็นไร ไม่มีใครโทษเธอเลยสักคน

พับ! พับ! พับ!

เสียงใบพันหมุนเร็วอยู่เหนือศีรษะ อเล็กซ์ เอมิเลียและอีธานเงยหน้าขึ้นไปสบมอง แล้วนัยน์ตาทั้งสามคู่ก็ปรากฏแววตาระยิบระยับ เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ลำเล็กสีดำใบพัดหมุดขนาดใหญ่บินอยู่ไม่ห่างจากตัวพวกเขากำลังร่อนลงมาหาตรงช่องประตูมีนายทหารสองนายถืออาวุธหนักมาพร้อม

“โทษนะทีมาช้า ผู้กอง!” ชายหนุ่มผิวสีแทน ผมสั้นทรงสกินเฮด รูปร่างกำยำ ใบหน้าโครงใหญ่มีไรเคราบางๆ นัยน์ตาสีเทาเหลือบมอง ริมฝีปากหนาฉีกยิ้มส่งเสียงดังลงมาทักทาย

“ช้าจริง!! ไบรอัน!!” เอมิเลียฉีกยิ้มพร้อมด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

ชายหนุ่มผมบลอนด์ทองสั้น นัยน์ตาสีน้ำตาล ตีสีหน้าเรียบเฉยยืนอยู่อีกฝั่งพูด  “อย่ามัวแต่คุยซิ” แล้วถือปืนกลขึ้นมาไว้ในมือและเล็งยิงศัตรูเบื้องล่าง

ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

“เอ่อๆ เข้าใจแล้ว” ชายที่ชื่อไบรอันหันไปพูดกับจอห์นแล้วตะโกนลงไปบอกคนเบื้องล่าง “เฮ้! เราจะหย่อนบันไดเชือกลงไปนะ จับให้ดี!

บันไดเชือกถูกหย่อนลงมาอย่างรวดเร็ว เอมิเลียรีบสั่ง “อเล็กซ์ขึ้นไปก่อน!

อเล็กซ์ลดปืนลงพร้อมถอยหลังแล้วเอื้อมมือไปคว้าบันไดเชือกแล้วร่างบางรีบไต่ขึ้นไปอย่างรวดเร็วที่สุด ตามมาด้วยอีธานไต่ตามเธอขึ้นไป เอมิเลียยิงปืนใส่ศัตรูหลายนัด ขาเรียวค่อยๆก้าวถอยหลังไปช้าก่อนจะคว้าบันไดไว้ได้

“บินขึ้นเลย!” ไบรอันสั่งกับคนขับเฮลิคอปเตอร์

พับ! พับ! พับ! พับ!

เฮลิคอปเตอร์บินออกห่างจากพื้นมากขึ้น เอมิเลียค่อยๆไต่บันไดขึ้นมาอย่างใจเย็นต้องคอยระวังไม่ให้ปืนพาดบ่าร่วงลงไป เมื่อเธอไต่มาถึงหน้าประตูนั้นเอง

นัยน์ตาสีดำก็สะดุดกับฝ่ามือบางของอเล็กซ์ เอื้อมเข้ามาหาเพื่อหวังจะช่วยพยุงให้ เอมิเลียคว้ามือนั้นทันทีร่างบางรีบขึ้นมายืนวางท่าให้เห็นและส่งสายตาไปมองชายตัวใหญ่กำยำ

“ทำไมถึงมาช้าห๊ะ! ไบรอัน!” เอมิเลียหันไปทะเลาะกับคนตัวโตกว่าอย่างไม่กลัวเกรงไม่ใช่เพราะว่าเธอมียศสูงกว่าเขาแต่เพราะทั้งสองคนเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งนานแล้ว

“เฮ้ๆ อย่ามาลงที่ฉันคนเดียวสิ” ไบรอันส่ายหน้าแล้วโบกมือไม่ยอมรับผิดแล้วชี้ไปทางจอห์น แต่ถึงยังงั้นร่างเล็กกว่าก็ยังพยายามจะหาเรื่องกับเขาให้ได้อยู่ดี

อเล็กนั่งท้าวคางมองทั้งสองคนนั้นทำให้นึกถึงตัวเธอกับแคทรี่ขึ้นมา นัยน์ตาสีเขียวมรกตไหววูบ ก่อนริมฝีปากอิ่มจะถอดถอนหายใจเฮือกใหญ่

“ไม่เป็นไรนะ?” อีธานนั่งอยู่อีกฝั่งหันหน้าเข้าหาเธอ เอ่ยถามเสียงเบาและอ่อนโยน

“ฉันโอเค” คำตอบสั้นๆห้วนๆน้ำเสียงเรียบเปล่งออกจากริมฝีปากอิ่มสวย “ไม่เป็นไรหรอก”

นัยน์ตาสีเขียวมรกตสอดประสานกับนัยน์ตาสีฟ้าอย่างไม่ได้ตั้งใจ เพียงครู่เดียวที่ทั้งคู่ต่างเห็นประกายระยิบระยับในดวงตา แล้วเสียงทุ้มใหญ่ของไบรอันก็แทรกเข้ามาทำให้ทั้งคู่ตื่นจากภวังค์

“อะแฮ่ม! เดี๋ยวเราจะมุ่งตรงไปยังศูนย์บัญชาการนะ” ไบรอันพูดเสียงเข้มบอกกับทั้งสองคน อีธานผงกหัวรู้เรื่อง แต่อเล็กซ์กลับเบนหน้าหนีอีกฝ่าย เธอกุมสร้อยคออีกครั้งหนึ่งคราวนี้เธอจับมันมาประคองเอาไว้เบาๆมือนัยน์ตาสีเขียวมรกตทอดสายตามองเบื้องล่างทั่วทั้งค่ายลุกเป็นไฟกลายเป็นซากปรักหักพังไปเพียงไม่ถึงวัน เฮลิคอปเตอร์นำพวกเขามุ่งกลับไปยังศูนย์บัญชาการ ซึ่งเป็นแหล่งที่พึ่งได้เป็นแหล่งสุดท้าย...

 

 

 

นี้มันก็แค่อีกก้าวหนึ่งเท่านั้นเอง

สงครามนี้มันยังไม่จบลงง่ายๆหรอก

ผลงานอื่นๆ ของ Lucifer Nat

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

7 ความคิดเห็น

  1. #7 pimpattra love
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2558 / 13:00
    อ่านสนุกมากเรื่องนี้มาอ่านตามคำพูดที่หนูบอกแล้วนะคะ
    #7
    0
  2. #6 T.Satan
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2557 / 13:28
    ผมก็เป็นมือใหม่เลยไม่กล้าวิจารณ์มาก เอาเป็นสนุมมาก เป็นกำลังใจให้นะครับ
    #6
    0
  3. #5 T.Satan
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2557 / 13:27
    ผมก็เป็นมือใหม่เลยไม่กล้าวิจารณ์มาก เอาเป็นสนุมมาก เป็นกำลังใจให้นะครับ
    #5
    0
  4. วันที่ 26 พฤษภาคม 2557 / 18:44
    ก็สนุกดีนะครับ แต่ว่าอย่างให้กระชับกว่านี้แล้วจะมันส์ขึ้นครับ พูดตรงๆ
    #4
    0
  5. วันที่ 1 พฤษภาคม 2557 / 22:06
    ขอบคุณสำหรับคำติชมค่ะ ปลื้มมาก>W #3
    0
  6. วันที่ 1 พฤษภาคม 2557 / 21:32


    mso-fareast-font-family:"Times New Roman"">                สวัสดีค่ะ แอดมินแป้งโกกิจากกลุ่มนัก(อยาก)เขียนมือใหม่ใจเกินร้อย มาคอมเมนท์ให้ในกิจกรรม "Times New Roman"">Miracle Gun นะคะ เอาล่ะ! เริ่มกันเลยค่า~



    mso-fareast-font-family:"Times New Roman""> 



    mso-fareast-font-family:"Times New Roman"">1. เนื้อเรื่องตรงกับหัวข้อ 10 คะแนน



    mso-fareast-font-family:"Times New Roman"">            mso-fareast-font-family:"Times New Roman"">- ในเรื่องปืนความมหัศจรรย์ของปืนคือสามารถฆ่าเอเลี่ยนได้ ซึ่งถือว่าค่อนข้างตรงกับหัวข้อค่ะ แต่ถ้าอ่านดูดีๆ แล้วเหมือนความมหัศจรรย์ไปอยู่ที่กระสุนมากกว่า ที่เป็นกระสุนพิเศษสามารถฆ่าเอเลี่ยนได้ ตรงนี้น่าจะลองปรับให้ปืนมีความมหัศจรรย์ในตัวของมันเองค่ะ



    ส่วนนี้ให้ 7 / 10 คะแนนค่ะ



    mso-fareast-font-family:"Times New Roman""> 



    mso-fareast-font-family:"Times New Roman"">2. การดำเนินเรื่อง 10 คะแนน



    mso-fareast-font-family:"Times New Roman"">            "Times New Roman"">- การดำเนินเรื่องบางฉากช้าไปเล็กน้อย อย่างฉากที่แคทรี่บาดเจ็บสาหัสหนัก ที่จริงเธอไม่น่าจะมีแรงวิ่งไปขนาดนั้น น่าจะให้เธอสิ้นใจตรงที่ถูกทำร้ายมากกว่า และเก็บแรงเฮือกสุดท้ายไว้สั่งเสียกับอเล็กซ่าแทนค่ะ



    mso-fareast-font-family:"Times New Roman"">                ส่วนนี้ให้ 9 / 10 คะแนนค่ะ



    mso-fareast-font-family:"Times New Roman""> 



    mso-fareast-font-family:"Times New Roman"">3. การบรรยายและการใช้ภาษา 10 คะแนน



    mso-fareast-font-family:"Times New Roman"">                - การบรรยาย ค่อนข้างเห็นภาพค่ะ แต่จะมีบางประโยคที่อ่านแล้วเหมือนยืดเล็กน้อยค่ะ เช่น...



    mso-fareast-font-family:"Times New Roman"">                สัญญาณปลุกตรงตามเวลาของมัน อเล็กซ์ขยี้เปลือกตา ร่างบางบนเตียงผ้าหยาบบิดขี้เกียจไปมารู้สึกว่านอนไม่ค่อยสบายตัวเท่าไหร่แต่เพราะการทนฝึกทหารทุกวันทำให้ร่างกายของเธอตอนนี้ต้องทนรับสภาพไป



    mso-fareast-font-family:"Times New Roman"">                ถ้าลองปรับเป็น...



    mso-fareast-font-family:"Times New Roman"">                สัญญาณปลุกทำให้อเล็กซ์ขยี้เปลือกตา ร่างบางบนเตียงบิดขี้เกียจไปมารู้สึกเหมือนน้อยไม่ค่อยสบายตัว แต่เพราะการฝึกทหารทุกวันทำให้เธอต้องทนรับสภาพไป



    mso-fareast-font-family:"Times New Roman"">                จะเห็นว่าประโยคมันกระชับขึ้น ซึ่งยังมีอีกหลายประโยคที่ยังสะดุดอยู่ ยังไงลองอ่านทวนดูนะคะ นอกจากนี้มีเรื่องที่อยากแนะนำคือ...



    mso-fareast-font-family:"Times New Roman"">                • การเว้นวรรคหลังเครื่องหมายไม้ยามก มีบางจุดที่ลืมเว้นวรรคไปค่ะ ควรจะเว้นวรรคหนึ่งครั้ง เพราะตามปกติมาตรฐานสำนักพิมพ์จะให้เว้นวรรคหนึ่งครั้ง ฝึกให้ชินมือไว้ค่ะ เผื่อเวลาได้ส่งต้นฉบับจะได้ไม่ต้องมานั่งแก้ไขค่ะ



    mso-fareast-font-family:"Times New Roman"">                ต่อมาเป็นเรื่อง...



    mso-fareast-font-family:"Times New Roman"">                - การใช้ภาษา ใช้คำง่ายอ่านแล้วเข้าใจ แต่ยังมีคำผิดอยู่บ้าง เช่น...



    mso-fareast-font-family:"Times New Roman"">                ผลิกพัน – พลิกผัน, ตะเบ่ง – ตะเบ็ง



    mso-fareast-font-family:"Times New Roman"">                ซึ่งอาจจะมีคำผิดอยู่อีก ยังไงลองอ่านทวนดูอีกทีนะคะ



    mso-fareast-font-family:"Times New Roman"">                ส่วนนี้ให้ 8 / 10 คะแนนค่ะ



    mso-fareast-font-family:"Times New Roman"">               



    mso-fareast-font-family:"Times New Roman"">4. ตัวละคร 10 คะแนน



    mso-fareast-font-family:"Times New Roman"">                - ตัวอเล็กซ่าค่อนข้างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวค่ะ เธอเป็นคนที่เก่งและน่าติดตามว่าต่อไปชีวิตเธอจะเป็นอย่างไร แต่อาจจะเพราะในเรื่องมีตัวละครเยอะสำหรับเรื่องสั้น เลยทำให้ความโดดเด่นลดลงไปค่ะ



    mso-fareast-font-family:"Times New Roman"">                ส่วนนี้ให้ 8 / 10 คะแนนค่ะ



    mso-fareast-font-family:"Times New Roman";mso-bidi-font-family:"Cordia New""> 



    mso-fareast-font-family:"Times New Roman"">5. ประทับใจกรรมการ 10 คะแนน



    mso-fareast-font-family:"Times New Roman"">                - เรื่องนี้มีทั้งบู้และดราม่าหลากหลายอารมณ์มากค่ะ มันทำให้ชวนติดตาม และในตอนท้ายยังสามารถจินตนาการต่อไปได้ด้วยค่ะ



    mso-fareast-font-family:"Times New Roman"">                ส่วนนี้ให้ 10 / 10 คะแนนค่ะ



    mso-fareast-font-family:"Times New Roman""> 



    mso-fareast-font-family:"Times New Roman"">รวมคะแนนทั้งหมดจากแอดมิน 42 / 50 คะแนนค่ะ



    mso-fareast-font-family:"Times New Roman""> 



    mso-fareast-font-family:"Times New Roman"">                ที่แป้งแนะนำไปทั้งหมดเป็นความเห็นของนักอ่านคนหนึ่งเท่านั้น อย่าเพิ่งท้อแท้นะคะ หมั่นพัฒนาฝึกฝนบ่อยๆ แป้งเชื่อว่าจะต้องเก่งขึ้นแน่นอนค่ะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ



    mso-fareast-font-family:"Times New Roman""> 



    ***หมายเหตุ mso-fareast-font-family:"Times New Roman"">: คะแนนจากแอดมินยังไม่ใช่ตัวตัดสินนะคะ



    ยังคงมีคะแนนโหวตอยู่อีกค่ะ มาพยายามไปด้วยกันนะคะ***



    mso-fareast-font-family:"Times New Roman""> 



    mso-fareast-font-family:"Times New Roman"">By : แอดมินแป้งโกกิ


    #2
    0
  7. วันที่ 30 เมษายน 2557 / 14:53
    โอ้วว สุดยอดมากกค่ะ สนุกมากเลยอะ แบบว่าอ่านไปลุ้นไปตื่นเต้นไป อย่างกับว่ากำลังดูหนังอยู่เลย ไรต์ทำเอาหนูเกือบหัวใจวายตายตอนที่เฮลิคอปเตอร์ยังไม่มานึกว่าทั้ง3คนจะโดนหักหลังแล้วสะอีก ลุ้นจริงๆค่ะ แต่ยังแอบมีบางช่วงที่งงๆ แต่โดยรวมหนูว่ามันสนุกมากกกก^๏^ ขอบคุณมากๆนะคะ^๏^ ตื่นเต้นดีจริงๆค่ะ^๏^ (ถ้าแต่งภาคต่อก็บอกกันหน่อยนะคะ กำลังอินเลย555^๏^)
    #1
    0