[JBJ ft.pd101] THEN #ดงเคน #ดงเคนชาติที่แล้ว

ตอนที่ 11 : บทสรุป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 21
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    12 มิ.ย. 62

     ย้อนกลับไปคืนก่อนพระราชพิธี


     “ถ้าทำแบบนี้ จะย้อนกลับไปไม่ได้แล้วนะจองกุกพัค จองซู เอ่ยขึ้นเมื่อมายืนอยู่ด้านหลังชายหนุ่มที่เพิ่งซัดยามเฝ้าประตูสลบไปทั้งสองนาย


     “ข้าไม่ได้เตรียมการทั้งหมดมาเพื่อให้มันสูญเปล่า..”คนตัวสูงเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบนิ่งแล้วเก็บดาบเข้าฝักดั่งเดิมก่อนจะหันหน้ามาประจันหน้ากับคนที่มาขัดจังหวะเขา


     “ทำการใหญ่คนเดียวย่อมพลาดได้ง่าย ถึงเจ้าจะได้ตัวท่านพัคจินซองไปอย่างไรเสียฝ่าบาทก็จะแต่งตั้งท่านดงฮันเป็นรัชทายาทอยู่ดีแม้ไร้ตัวพยานบุคคลก็ยังคงมีพยานหลักฐาน อย่าทำอะไรโง่ๆเลยจองกุกจองซูยังคงเอ่ยเตือน จองกุกเป็นเด็กคนนึงที่เขาเห็นมาแต่อ้อนแต่ออก เอ็นดูประหนึ่งลูกหลานแท้ๆอีกคนเลยทีเดียว


     “ข้ารู้ดี แต่จุดประสงค์จริงๆของข้ามิใช่เรื่องใครจะได้ขึ้นครองราชย์ นั่นมันแค่ผลพลอยไดั ข้าแค่ต้องการความจริงบางอย่าง...ข้าต้องใช้พัคจินซองดวงตากลมโตที่เคยสุกใสเหมือนกระต่ายในตอนนี้กลับสงบเรียบนิ่งดั่งมหาสมุทรยามค่ำคืนที่มิรู้ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น


     “....”


     “จริงๆข้าชอบดงฮันนะ เขาไม่ได้ทำอะไรผิด เขาแค่เกิดมามีสายเลือดของผู้หญิงชั่วคนนั้น...”


     .

     .

     .


     ที่กระท่อมกลางป่า 


     ร่างอ่อนแรงของชายชราค่อยๆยันกายลุกขึ้น เขามองไปรอบๆก็พบว่าตนถูกพาออกมาจากที่คุมขังมาที่ไหนก็ไม่รู้ อันที่จริงก็ไม่รู้ว่าจะเรียกเช่นนั้นจะถูกรึเปล่าเพราะมันทั้งสะดวกสบายและมีคนดูแลตลอด เพียงแต่ต้องอยู่ในที่ห่างไกลและกันดารในระดับหนึ่งเพื่อให้เขาหลบพ้นจากสายตาของศัตรูเท่านั้น


     ความทรงจำสุดท้ายของเขาคือเสียงเอะอะโวยวายและร่างสูงของใครบางคนที่บุกเข้ามาก่อนทุกอย่างจะดับวูบไป


     “ตื่นแล้วหรือขอรับท่านลุงจินซอง...”เสียงนุ่มคุ้นหูที่ดูจะทุ้มลงเล็กน้อยดังขึ้นเมื่อหันไปมองก็พบกับร่างของเด็กหนุ่มตัวสูงที่เคยพบเมื่ออีกฝ่ายยังเยาว์วัย แม้จะไม่ได้พบกันนานแต่ก็จำได้มิเคยลืม


     “จองกุก...นี่ลุงอยู่ที่ไหน...”


     “รู้แค่ว่ามันไกลจากพระราชวังพอสมควรก็พอขอรับ...”


     “เจ้าพาลุงออกมาทำไมจองกุก พรุ่งนี้ลุงต้องไปทำการสำคัญ พาลุงกลับไปเถิด


     “มิได้ขอรับ หากลับไปท่านลุงต้องมิพ้นถูกสังหารเป็นแน่...”คนเด็กกว่าตอบด้วยสีหน้าจริงจัง


     “เช่นนั้นก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามที่ฟ้ากำหนดเถิด แต่อย่างไรเสียลุงก็ต้องไปเพื่อเปิดเผยความจริง...”


     “พระราชามีหลักฐานอยู่แล้วคงมิจำเป็นต้องมีท่านลุงหรอก อยู่ที่นี่เถิดขอรับ...แล้วก็..ข้ามีอีกเรื่องอยากรบกวนท่านลุง...”


     จองกุกเอ่ยเช่นนั้นก่อนจะเดินไปยังห่อผ้าที่อยู่มุมกระท่อม เขากางมาออกก็พบกับโถเครื่องเคลือบ จองกุกประคองมันอย่างทะนุถนอมมาวางตรงหน้าชายชรา


     “นี่มัน...”


     “โถใส่เถ้ากระดูกจีมินขอรับ...”


     “แล้วเหตุใด..”ยังไม่ทันที่ชายชราจะถามจบจองกุกก็เปิดฝาโถออกพบกับเถ้าและเศากระดูกจำนวนหนึ่ง


     “ข้าสงสัยว่ากระดูกในโถนี้จะมิใช่กระดูกของจีมิน...ท่านช่วยตรวจสอบได้ไหมขอรับ..ข้าจะให้หมอคนอื่นตรวจสอบก็เกรงจะเป็นพรรคพวกของในวัง ข้ามิไว้ใจ


     ชายชรามีสีหน้าลำบากใจปนเจ็บปวด จีมินคือลูกชายของเขาที่เสียชีวิตไปเมื่อห้าปีก่อน


     ทางวังแจ้งมาว่าจีมินถูกสัตว์มีพิษร้ายแรงกัดกว่าจะมีคนไปพบก็เสียชีวิตเสียแล้ว ทางวังจึงจัดการเผาศพแล้วนำเถ้ากระดูกมาคืนให้ที่บ้านหลักของตระกูลเท่านั้น


     เขาจำได้ว่าตนร้องไห้แทบขาดใจที่ไม่มีโอกาสแม้แต้จะได้เห็นร่างของลูกชายเป็นครั้งสุดท้าย...


     “อะไรทำให้เจ้าคิดแบบนั้นจองกุก


     “การตายของจีมินมันแปลกขอรับ...แถมเขายังบอกว่าเผาร่างทันทีที่พบศพ มันแปลกเกินไป..”


     ชายชราเริ่มมีสีหน้าเคร่งเครียดมากขึ้น เขาคุ้ยเถ้ากระดูกจนเจอเศษกระดูกเป็นท่อน ใบหน้าที่เหี่ยวย่นตามการเวลาแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาก่อนจะคุ้ยหากระดูกชิ้นต่อไป เมื่อนำมาเรียงก็อดไม่ได้ที่จะเอามือมาปิดปากอย่างตกใจ


     ทำไมเขาจึงไม่เคยสังเกต...

     

     “ทำไมหรือขอรับท่านลุง...”


     “จองกุก...กระดูกนี่น่ะ ดูสิอันที่ติดกัน..”

     

     “...”


     “ดูอย่างไรก็เป็นกระดูกซี่โครง แต่ซี่นึงกลับใหญ่ไม่ถึงนิ้วก้อยข้าด้วยซ้ำ...เหมือนมิใช่กระดูกมนุษย์...”


     ชายทั้งสองมองหน้ากันแบบรู้ทันทีว่าพวกเขาเพิ่งพบเจออะไร


     ในโถนี้ มิใช่กระดูกของจีมิน


     แล้วจีมินอยู่ที่ไหนล่ะ...


     .

     .

     .


     นั่นคือสาเหตุที่แท้จริงที่จองกุกก่อเรื่องขึ้น ในตอนนี้เขายืนอยู่ที่ริมตำหนักกลางคอยเฝ้ามองความวุ่นวายในลานพิธี ถึงในตอนที่มีศรพุ่งมาปักอกท่านลุงจินซองเขาจะตกใจจนเกือบจะเผยตัวออกไป แต่ก็ยังนึกถึงคำของท่านลุงที่บอกให้มันเป็นไปตามฟ้ากำหนด


     เขายังมีเรื่องสำคัญกว่านั้นต้องทำ


     ทั้งลานพิธีตกอยู่ในความเงียบเพียงเสี้ยววิก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะตัดสินใจเข้าปะทะกัน ทหารองครักษ์หลายนายที่ยังคงจงรักภักดีกับราชวงศ์นำชีวิตเข้าแลกเพื่อให้พระราชาหนีไปยังที่ปลอดภัย เหล่าเจ้าชายและเขื้อพระวงศ์ที่รองลงมาถูกพากลับตำหนัก เหล่าทหารพยายามจะฝ่าวงล้อมของกบฏเพื่อพานายเหนือหัวไปยังที่ปลอดภัย แต่พวกมันมีมากเหลือคณา


     ศพแรกได้ร่วงลงสู่พื้น ศพที่สองและสามตามมาอย่างรวดเร็ว ทุกคนล้วนใส่เครื่องแบบของทหารแต่กลับแบ่งเป็นสองผ่ายจนดูไม่ออกว่าใครคือมิตรใครคือศัตรู ฝ่ายพระราชากำลังเสียเปรียบเนื่องจากกำลังพลที่น้อยกว่าและไม่สามรถแยกระหว่างศัตรูและพวกตนได้


     จองกุกเหลือบไปเห็นว่าวงล้อมถูกแหวกออกตรงบริเวณที่ใกล้กับองค์กษัตริย์ พระมเหสีนั่นเองที่กำลังหลบหนี 


     ถึงเวลาของเขาแล้ว...


     .

     .

     .

     

     “รีบพาฝ่าบาทหนี เร็ว!!!”หัวหน้าองครักษ์ที่เพิ่งฟาดฟันใช้ดาบคร่าชีวิตทหารฝ่ายกบฏที่อาจหาญพุ่งเข้าใส่นายเหนือตัวจนกลายเป็นร่างไร้วิญญาณไปถึงสี่ศพพื้นเจิ่งนองไปด้วยของเหลวสีแดงที่ไหนออกมาจากปากแผลที่ทั้งลึกและกว้างมีบางส่วนกระเด็นเปรอะฉลองพระองค์ไปบ้าง เหล่านายทหารชั้นสูงค่อยๆฝ่าวงล้อมโดยมีนายเหนือหัวอยู่ตรงกลาง ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตพวกเขาก็ต้องปกป้องฝ่าบาท แต่มันไม่ง่ายเลยที่จะต้องต่อกรกับทหารนับร้อยที่ไม่รู้ว่าใครเป็นมิตรหรือศัตรูแต่ใครก็ตามที่เข้าใกล้นายเหนือหัวพร้อมอาวุธเขาจะถือเป็นศัตรูทั้งสิ้น


     ฝ่ายพระราชาถอยร่นเข้ามาเรื่อยๆจนต้องเข้าไปในโถงท้องพระโรงก่อนตะถูกล้อมอย่างรวดเร็ว แต่แล้วสถานการณ์ที่กำลังไดเสัยเปรียบกลับพลิกผันเมื่อมีทหารชุดดำกว่ายี่สิบคนกระโดดลงมาจากที่ใดก็มิอาจทราบ พวกเขากระโดดลงไปกลางกลุ่มศัตรูที่ล้อมอยู่แล้วชักอาวุธออกมาก่อนจะเรื่มการสังหารหมู่เหล่ากบฏทรยศในแบบที่อีกฝ่ายซึ่งเป็นเพียงทหารชั้นเลวมิสามารถต่อกรสร้างความเสียหายใดๆได้


     กองทหารพิเศษของพระราชานั่นเอง ทหารหน่วยนี้ตั้งขึ้นตั้งแต่เหตุการณ์กบฏเมื่อหลายสิบปีก่อนเพื่อเหตุการณ์เข่นนี้โดยเฉพาะ เหล่าทหารพวกนี้คือนักสู้ มือสังหาร และองครักษ์ชั้นหัวกะทิที่คัดเลือกมาจากหน่วยต่างๆ จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะเก่งยิ่งกว่าผู้ใด


     ตอนนี้เมื่อทหารหน่วยนี้ออกโรงพระราชาก็มิจำเป็นต้องกังวลพระทัยเรื่องความปลอดภัยของพระองค์อีก แต่กับคนอื่นๆเล่าจะเป็นอย่างไรบ้าง...


     .

     .

     .


     พระมเหสีและหัวหน้าผู้รับใช้ส่วนพระองค์จ้ำอ้าวเข้ามาในตำหนักก่อนจะสั่งปิดทางเข้าออกมิให้ใครเข้ามาได้ พระนางนั่งลงแล้วหายใจหอบอย่างรุนแรงจนหัวหน้าผู้รับใช้ต้องเข้ามาช่วยให้ทรงหาจากอาการตกพระทัย


     “หัวหน้าชิม ไปเรียกองครักษ์มินมาเดี๋ยวนี้...”ชิมยุนอาก้มหัวลงเล็กน้อยแล้วเดินออกไปบอกนางในหน้าห้องให้ไปตามองครักษ์มินยุนกิมาพบพระนาง ในเวลานี้นางจะปล่อยให้พระมเหสีอยู่คนเดียวไม่ได้ตามคำสั่งของท่านขุนนางจอนผู้เป็นบิดาของพระมเหสีซึ่งที่เลี้ยงดูตนอยู่


     ไม่นานนักร่างในชุดเครื่องแบบเต็มยศก็เดินมาในตำหนัก มินยุนกิรู้ดีว่าภายนอกกำลังเกิดเหตุการณ์ใหญ่แต่ตามหน้าที่แล้วเขาคือองครักษ์ของพระมเหสี หากพระนางยังไม่ถูกปลดเขาก็ต้องทำตามหน้าที่ต่อไป


     “มีอะไรให้กระหม่อมรับใช้หรือพะย่ะค่ะองครักษ์ตัวขาวคุกเข่าลงตรงหน้า


     “จัดกำลังคนมาเฝ้าหน้าตำหนักเราอย่าให้ใครเข้ามาได้เป็นอันขาด เข้าใจหรือไม่?!”พระนางสั่งการ หัวหน้ามินนอบรับคำสั่งแล้วเดินออกจากห้องไป เมื่อประตูปิดลงภายในห้องก็เหลือพระนางประทับอยู่เพียงพระองค์เดียว ส่วนหัวหน้าชิมนั้นคงอยู่หน้าห้องรอคำสั่งเช่นเคย พระมเหสีเปิดลิ้นชักโกยของมีค่าใส่ในถุงผ้าแพร เผื่อพระนางต้องหลบหนีในกรณีที่ฝ่ายพระราชาเป็นผู้กำชัย พระองค์ไม่เอานางไว้แน่ๆ อย่างดีก็ถูกปลดอย่างร้ายที่สุดก็ประหาร นางไม่ยอมตายหรอก!!


     “เอาปิ่นอันนี้ไปด้วยสิพะย่ะค่ะเสด็จป้า...”เสียงนุ่มใสเอ่ยขึ้นที่ด้านข้าง ร่างสูงค่อยๆเดินออกมาจากมุมมืดหลังเสาตำหนัก ดวงหน้าน่ารักเหมือนกระต่ายกรีดยิ้มเย็นแล้วโยนปิ่นทองคำประดับทับทิมไปไว้บนโต๊ะด้านหน้าพระนาง


     “..จองกุกพระนางเบิกพระเนตรกว้างอย่างตกพระทัย ทรงรู้อยู่แก่ใจว่าจองกุกอยู่คนละฝ่ายก็ตน


     “อะไรกัน เห็นหลานแล้วทำไมทรงทำพระพักตร์เช่นนั้น ไม่ดีใจหรือที่หลานมาเยี่ยมจองกุกย่างสามขุมเข้าหาพระมเหสีจนพระนางต้องถอยองค์ เสียหลักล้มลงไปนอนบนพื้น


     “หัวหน้ามิน หัวหน้ามิน!!!!”พระนางตะโกนเรียกหาหัวหน้าองครักษ์ แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับ เพียงอึดใจเดียวมินยุนกิก็เดินเข้ามาด้วยท่าทางสบายๆในมือขาวกำลังลากคอเสื้อด้านหลังของหัวหน้าชิมที่สลบอยู่แล้วโยนร่างของนางไปกองไว้กลางห้อง 


     “จะทำอะไรก็รีบทำสิจองกุก ปล่อยให้นางแหกปากโวยวายแบบนี้เดี๋ยวทหารก็แห่กันมาหรอก ไอ้เด็กนี่จากหัวหน้าองครักษ์ผู้เยือกเย็นได้เปลี่ยนสีหน้าไปเป็นปีศาจความดันต่ำที่ทำหน้ามุ่ยใส่เจ้าเด็กตัวโตที่เอาแต่เล่น ยิ้มไม่รู้หนาวรู้ร้อน


     เกลียดจริงๆไอ้คนที่มีรอยยิ้มน่ารักแต่ฆ่าคนได้อย่างเลือดเย็นแบบนี้ ขนลุกแท้


     “หัวหน้ามิน?!! เจ้าเป็นกบฏหรืออย่างไร รีบมาจัดการมันสิ!!!”พระนางสั่นด้วยความกลัวเมื่อหลานชายคนเดียวดึงดาบออกมาจากฝักโดยไม่ละสายตาจากตน แม้จะยังมีรอยยิ้มแต่สายตาที่เรียบนิ่งจนน่าขนลุกนั้นมันทำให้พระนางรู้ว่าหากไม่รีบทำอะไรสักอย่างตัวเองจะมีจุดจบอย่างไร


     “อย่าโหดร้ายกับหลานสิเสด็จป้า หลานแค่จะมาถามคำถามเท่านั้นเอง


     “คำถามอะไรของเจ้า ออกไปนะ อย่าเข้ามา!!!”นางกรีดร้องเมื่อเห็นกรประกายของคมดาบเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ


     “จีมินอยู่ที่ไหน...”จองกุกยิงคำถามแบบตรงไปตรงมา เมื่อเอ่ยถึงคนคนนั้นรอยยิ้มน่ารักก็หายไปจากใบหน้าแทบจะในทันที


     “จีมินอะไร ข้าไม่รู้เรื่อง!”


     โครม!!


     คนตัวสูงฟันโต๊ะไม้ด้านข้างขาดครึ่งเพื่อขู่ บีบให้นางเอ่ยความจริง


     “อย่ามาทำไขสือ ก็พัคจีมินที่พระองค์ฆ่าเขาอย่างไรเล่า!!! ท่านเอาเขาไปไว้ที่ไหน?!!!”จองกุกตวาด


     “ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น!! อย่าอะไรบ้างนะ ข้าเป็นพระมเหสีเชียวนะ เป็นป้าของเจ้า!!”


     “ข้ารู้หมดแล้วว่าท่านสังฆ่าจีมินเพราะเขารู้ความจริงเรื่องเจ้าชายแทฮยอนและพยายามจะเปิดโปง!! ข้าไม่มีอะไรจะเสียไปมากกว่านี้อีกแล้วเสด็จป้า ตั้งแต่ท่านพรากสิ่งมีค่าที่สุดในชีวิตของข้าไป เป้าหมายเพียงอย่างเดียวของข้าคือพระเศียรนั่นแหละ...”ปลายดาบคมชี้ตรงไปยังพระพักตร์ที่กำลังตื่นตระหนก เขายังก้าวเข้าไปเรื่อยๆจนดาบจอเข้าที่ผิวของพระนาง คมดาบบาดผิวบางงจนพระโลหิตไหลออกมาเป็นสาย


     จองกุกจำได้ดีในวันที่คนตัวเล็กมาเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟังก่อนเดินทางไปเข้าเฝ้าพระมเหสีเพื่อให้พระนางสารภาพ จีมินน่ะเป็นคนดี เขาหวังในนางสารภาพเพื่อให้โทษหนักเป็นเบา แต่เมื่อได้ข่าวอีกทีก็กลายเป็นโถใส่เถ้ากระดูกของจีมินที่ถูกส่งไปยังตระกูลพัค


     เขาเชื่อว่าบนศพจีมินจะต้องมีหลักฐานอะไรนางถึงพยายามปกปิด การจะเผาศพๆหนึ่งมันเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีใครเห็น ร่างกายมันไม่ได้เผาไหม้เร็วเช่นนั้นกว่าจะกลายเป็นเถ้าได้ต้องเผากันเกือบวัน...


     “ถะ...ถ้าข้าตอบแล้วเจ้าต้องไว้ชีวิตข้านะจองกุกพระนางเริ่มหาทางต่อรองเพื่อรักษาชีวิตตนไว้ 


     “ก็ได้พะย่ะค่ะ...”หลานชายตัวสูงตอบ แล้วยืนรอคอยคำตอบ


     “ข้าให้หัวหน้าชิมเอาร่างของมันไปทิ้ง ข้าไม่รู้ว่าเอาไปทิ้งที่ไหน ข้าพูดจริงๆนะจองกุกพระนางตอบเสียงสั่น เพียงเท่านั้นคมดาบก็ละออกจากลำคอไปจนอดโล่งพระทัยไม่ได้ แต่ไม่ทันจะหายใจหายคอคมดาบเล่มเดิมก็ปักเข้าที่กลางอกจนเมื่อถอนออกมาพระโลหิตซึมเปรอะฉลองพระองค์ย้อมผ้าแพรชั้นดีจนกลายเป็นสีแดงฉาน


     สายพระเนตรมองมายังหลานชายอย่างไม่เชื่อสายตา


     “หลานบอกแล้วว่าหลานไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว กะอีแค่โกหกมันก็ไม่ได้อยากอะไร...ทรงคิดจริงๆหรอว่ากระหม่อมจะปล่อยให้พระองค์ลอยหน้าลอยตาใช้ชีวิตต่อไปหลังทำเรื่องชั่วๆแบบนั้น


     ที่นี้ก็เหลือแค่รอหัวหน้าชิมฟื้นขึ้นมา นางต้องรู้แน่ๆว่าร่างของจีมินอยู่ที่ไหน


     .

     .

     .

     

     ในลานพระราชพิธียังคงวุ่นวายเต็มไปด้วยเสียงโห่ร้องและเสียงเหล็กกระทบกัน พระราชาถูกพาออกไปพร้อมทหารที่ไว้ใจได้ แต่เจ้าชายดงฮันกับเคนตะกลับตกอยู่ในวงล้อมของฝ่ายศัตรู ดูเหมือนดงฮันเองก็จะเป็นเป้าหมายของฝ่ายนั้นเช่นเดียวกัน เพราะเขาคือก้างชิ้นใหญ่ที่ขวางทางไปสู่อำนาจของฝ่ายนั้นอยู่


     “เจ้าชาย...เดี๋ยวกระหม่อมจะออกไปล่อพวกมัน พระองค์รีบเสด็จนะพะย่ะค่ะเคนตะเอ่ยบอกแล้วกระชับมีดสั้นที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อ เขาไม่มีทักษะการต่อสู้ใดๆเลย แต่ถ้าแค่ถ่วงเวลาก็คงพอจะทำได้อยู่


     “ได้ที่ไหนกันเคนตะ เราต้องไปด้วยกันสิ!”ดงฮันเอ่ย เพราะนี่เป็นพระราชพิธีสำคัญนอกจากองครักษ์และทหารยามแล้วใครก็ไม่ได้รับอนุญาตให้พกอาวุธทั้งสิ้น


     “สภาพนี้รอดทั้งคู่ไม่ได้หรอกพะย่ะค่ะเคนตะพยายามจะวิ่งออกไปเพื่อจะใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อแต่ก็ไม่ไวไปกว่าเจ้าชายตัวสูงที่คว้าข้อมือคนตัวเล็กแล้วดึงเอาไว้ ดวงตาสีนิลที่มองมาอย่างแน่วแน่นั้นทำเอาเคนตะไม่กล้าที่จะขัดบัญชาของเจ้านาย


     ดงฮันและเคนตะกลายเป็นเป้านิ่งทั้งสองมองหาทางหนีทีไล่จนมองเห็นแสงสะท้อนจากคมดาบของศัตรูที่พุ่งเข้ามาในตอนนั้นก็มีนายทหารใจกล้าวิงเข้ามารับคมดาบแทน


     “ฝ่าบาท หนีเร็วพะย่ะค่ะนายทหารคนนั้นปิดหน้าปิดตาด้วยผ้าสีดำคลับคล้ายว่าจะเป็นทหารที่อยู่ในหน่วยพิเศษของพระราชาแต่บนอกข้อมือที่ไรกำไลพระราชทานนั้นบ่งบอกว่าไม่ใช่ แต่เรื่องนี้ไม่มีใครรู้นอกจากตัวผู้นำสูงสุดอย่างกษัตริย์ ทั้งสองคนที่เห็น่าน่าจะเป็นทหารของพระราชาก็ตามไปอย่างไม่ลังเล ฝีมือของนายทหรนายนี้ช่างเก่งกาจเสียจนน่าตกใจเขาเปิดทางพาทั้งสองหนีด้วยการฟาดฟันศัตรูที่ดาหน้าเข้ามาล้มลงไปนอนทีละคนสองคน หยาดเลือดสีแดงสดนองเต็มพื้นงานพระราชพิธีจนได้ยินย่ำน้ำเสียงเวลาที่ก้าวย่างไปในแต่ละครั้ง ปลายฉลองพระองค์สีสดนั้นถูกย้อมไปด้วยสีแดง เมื่อปนเข้ากับสีน้ำเงินของผ้ามันจึงกลายเป้นสีม่วงที่ทั้งงดงามและน่าสยดสยอง


     เพราะทางเข้าตำหนักนั้นคราคร่ำไปด้วยศัตรูและคนไม่น่าไว้วางใจนายทหารผู้นั้นจึงพาทั้งสองคนเลี่ยงมาอีกทางหนึ่ง เลียบตามกำแพงวังไปเรื่อยๆจนไกลออกมาจากลานพระราชพิธีที่ปลายอีด้านของกำแพงนั้นมีแสงจากคบเพลิงและกองกำลังจำนวนหนึ่งรออยู่แล้ว ที่ด้านหน้าของกองกำลังนั้นปรากฎร่างสูงสง่าของผู้สูงศักดิ์ที่บัดนี้อยู่ในฉลองพระองค์ที่ค่อนข้างคล่องตัวประทับนั่งอยู่บนอาชาสีน้ำตาลตัวใหญ่ ฮยอนบินนั่นเอง เนื่องจากเขาถูกกักบริเวณในตอนนี้จึงไม่ได้อยู่ใน้เหตุการรืวุ่นวายในลาน แต่พระนั้นสายขอเขายังคงคอยส่งข่าวเรื่อยๆ แม้จะต้องตกพระทัยกับสิ่งที่ได้รับรู้เรื่องพี่ชายใหญ่ยังไม่ทันไรก็ได้ข่าวว่าเกิดการกบฏ มันทำให้เขาต้องรุดออกมจากตำหนักเพื่อเข้าช่วยเหลือ แม้จะเข้าไม่ถึงในลานพระราชพิธีแต่ได้ยินว่าเสด็จพ่อได้เสด็จไปยังที่หลบภัยแล้วจึงโล่งใจไปเปราะหนึ่ง ขาดก็แต่น้องชายหัวแก้วหัวแหวนที่ติดอยู่ในความวุ่นวายนั้น

 

     ฮยอนบินเคยเป็นเจ้าชายที่ได้รับแต่งตั้งให้ดูแลเรื่องทหารและกองกำลังต่างๆจึงไม่แปลกเลยถ้าจะมีทหารภักดีกับเขาอยู่มาก เขาได้ส่งมือดีที่สุดเพื่อไปช่วยน้องชายของตนออกมา เมื่อทั้งสามคนมาถึงก็ออกคำสั่งให้นายทหารนำม้าไปมอบให้ทั้สามคนเพื่อเตรียมตัวหนี


     เมื่อเป้าหมายใหญ่เช่นพระราชาไม่อยู่ให่สังหารแล้วอย่างไรเสียเป้าหมายต่อไปก็คงจะเป็นดงฮันผู้มีสิทธิ์ในการสืบทอดบัลลังค์เป็นอันดับหนึ่ง


     เขาจะไม่ยอมให้น้องชายตัวเองตายด้วยน้ำมือของพวกกบฎเด็ดขาด


     ฮยอนบินสั่งแปรขบวนให้ทหารล้อมรอบดงฮันไว้โดยมีเขาอยู่ด้านหน้าสุด จุดหมายของพวกเขาคือตำหนักที่อยู่บนเขามันค่อนข้างไกลก็จริงแต่ทั้งยุทธศาสตร์และสภาพแวดล้อมนั้นช่างเหมาะแก่การเป็นที่หลบภัยและตั้งรับ ด้วยภูมิประเทศที่เป็นที่ราบสูง ภูเขาแถมยังมีผาอยู่ด้วย ทันทีที่รูปขบวนเข้าที่เข้าทางอดีตองค์ชายรองที่บัดนี้กลายเป็นองค์ชายใหญ่ก็ส่งสัญญาณแล้วกระตุกบังเหียนให้อาชาตัวใหญ่ออกวิ่งไปตามเส้นทาง


     แม้ใจยังมีห่วงเพราะยังหาเจ้าแมวตัวน้อยของเขาไม่พบแต่อย่างไรความปลอดภัยของพระอนุชาต้องมาก่อน เขาได้แต่หวังว่าซังกยุนจะเอาตัวรอดได้ในสถานการณ์เช่นนี้ 


     เขาเชื่อว่าเจ้าแมวของเขาจะมีชีวิตรอด...


     .

     .

     .


     “ถึงแค่นี้หรอดงฮันเอ่ยถามคนที่นั่งอยู่บนเตียงคนไข้


     “เปล่า มันมีอีก แต่...เรารู้ใช่ไหม...”เคนตะก้มหน้าลงแล้วช้อนตามองคนเด็กกว่าด้วยความลำบากใจ เขาไม่อยากพูดมันออกกมาเท่าไหร่ มันค่อนข้างจะสะเทือนใจ..


     “รู้สิครับ ผมจำได้ทั้งหมดนั่นแหละ ตลอดทางมันราบรื่นดีจนกระทั่งพ้นเขตเมืองหลวง..”


     .

     .

     .


     “คุ้มกันองค์ชาย!!”ฮยอนบินตะโกนแล้วกระชากบังเหียนให้อาชาที่ตนขี่อยู่หยุดเพื่อเปลี่ยนเส้นทาง


     พวกเขาโดนดักซุ่มโจมตี...ไม่สิ น่าจะเรียกว่าพวกมันตามมาดักหน้าเสียมากกว่า เส้นทางในตอนนี้ถือเป็นความลับสุดยอด ถ้าพวกมันไม่มีญาณหยั่งรู้ก็มีเกลือเป็นหนอนในกองกำลังของเขาเป็นแน่


     ทหรทั้งกองแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มนึงคุ้มกันองค์ชายแล้วเปลี่ยนเส้นทางอ้อมขึ้นเขาไปเพื่อหลบเลี่ยงศัตรู อีกกลุ่มคอยสกัดไม่ให้พวกมันตามมาได้ ด้วยความที่ถูมิประเทศเป็นที่ราบสูงทำให้ม้าวิ่งได้ช้าลงถมยังไม่คล่องตัวจนแบจะกลายเป็นเป้านิ่ง นายทหารคนแล้วคนเล่าถูกศรอาบพิษของศัตรูปักกลางหลังร่วงลงจากม้าไปทีละคนๆ รูปขบวนที่ตอนแรกเป็นวงกลมล้อมสองชั้นแปรเปลี่ยนเป็นล้อมเพียงชั้นเดียวแล้วให้ทหารลงไปคุ้มกันด้านหลังให้มากทีสุดเพื่อไม่ให้ศรร้ายเล็ดลอดเข้าไปปลิดชีพองค์ชายเคนตะเองกลดความเร็วม้าลงเพื่อไปอยู่ด้านหลังดงฮันโดยแสร้งว่าม้าของเขาวิ่งช้าเพื่อไม่ให้เจ้าชายน้อยต้องพะวงกับความปลอดภัยของเขา


     พวกเขาควบมหาม้าจนถึงยอดเขาที่เป็นที่ตั้งของตำหนักสมทบเข้ากับกองทหารที่คอยอยู่แล้ว ดงฮันและฮยอนบินถูกพาเข้าไปด้านในก่อนตามด้วยเคนตะและผู้บังคับบัญชาที่เข้าไปรักษาความปลอดภัย 


     “ไม่บาดเจ็บนะพะย่ะค่ะเคนตะเอ่ยถามแล้วหมุนตัวดงฮันไปมาเพื่อเช็คดูว่าเจ้าชายน้อยของเขาปลอดภัยดี รอยเลือดบนฉลองพระองค์ทำเอาเขาใจไม่ดีเท่าไหร่ ถึงใจนึงจะค่อนข้างมั่นใจ่ารอยเลือดเหล่านี้ไม่ใช่ของดงฮันแต่ก็อดห่วงไม่ได้


     “ไม่ๆๆ ข้าปลอดภัยดี เจ้าล่ะเคนตะ ไม่เป็นไรนะ


     “โถ่ ยังจะมาห่วงกระหม่อมอีก..จริงๆเลยนะท่านดงฮัน


     “เคนตะ พี่หญิงซึลกิส่งจดหมายมาว่าตอนนี้ทหารและท่านแม่ทัพคังเข้าควบคุมสถานกาณร์ในพระราชวังได้แล้ว องค์ราชาปลอดภัยดี แต่ยังมีพวกมันบางส่วนหนีรอดมาได้ ตอนนี้คังอึยกอนกำลังนำกำลังออกตามล่าอยู่ฮยอนบินอ่านข้อความสั้นๆจากกระดาษที่มากับนกส่งสารในขณะที่นายทหารกำลังให้อาหารมันอยู่


     “องค์ชายรองแล้วซังกนุยล่ะพะย่ะค่ะเคนตะหันไปถามหาเจ้าตัวยุ่งที่หายหน้าหายตาไป ตลอดทางเข้าก็แอบเป็นห่วงว่าหายไปไหนแต่ใจนั้นห่วงดงฮันมากกว่าจนไม่ได้เอ่ยถาม


     ได้แต่หวังว่าเจ้าเพื่นหน้าแมวของเขาจะปลอดภัย


     “ข้าก็ไม่รู้ แต่ซังกยุนเอาตัวรอดได้อยู่แล้วฮยอนบินเอ่ยพร้อมหย่อนกายลงนั่งบนตั่งอย่าโล่งอกโล่งใจ เหมือนสถานการร์ตอนนี้จะกำลังคลี่คลายไปได้ด้วยดี ต้องขอบคุณตระกูลคังที่สามารถเข้าควบคุมทุกอย่างให้สงบได้ภายในชั่วยามเดียวทั้งๆที่เกิดเหตุสุดวิสัยเช่นนี้


     แม้จะห่วงแต่ก็เชื่ออยู่เต็มหัวใจว่าซังกยุนจะปลอดภัย เผลอป่านนี้คงกลับไปรอเขาที่ตำหนักแล้วกระมัง...


     “พวกเราจะพักอยู่ที่นี่สักระยะจนกว่าจะได้รับการยืนยันความปลอดภัย ตอนนี้แม้แต่ในวังหลวงก็อันตรายนักสำหรับดงฮัน


     ในตอนนั้นที่ทุกอย่างตั้งท่าจะจะสงบเรียบร้อยก็กลับมีเสียร้องของทหารดังมาจากด้านนอกจนทุกคนในตำหนักต้องหันไปมองต้นทางเป็นตาเดียว ทั้งเสียงเหล็กกระทบเหล็กและเสียงร้องนั้นบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเกิดอะไรขึ้น


     “เคนตะ พาดงฮันไปหลังตำหนัก แล้วก็ดงฮัน..กระบี่ที่อยู่บนชั้นวางนั่นใช้ได้ทุกเล่ม เลือกหยิบไปเสียฮยอนบินเอ่ยดยไม่หันมามองแล้วชักเอาพระขรรค์ขึ้นมาอยู่ในท่าเตรียมพร้อมรับมือกับศัตรู สายพระเนตรมองตรงไปยังบานประตูที่ยังคงนิ่งสงบต่างจากเสียความวุ่นวายข้างนอก พวกที่หนีรอดมา..ตามมาได้ถึงนี่เชียวหรือ


     ทั้งสองคนรีบทำตามที่ฮยอนบินบอก ดงฮันเลือกหยิบเอากระบี่เล่มกลางๆ ถอดปลอกทิ้งไว้แถวนั้นแล้ววิ่งออกไปด้านหลังพร้อมกับเคนตะ  


     ทีด้านหลังของตำหนักนั้นเป็นศาลาที่นั่งริมผาที่จัดสวนเอาไ้ว้อย่างสวยงาม แม้วิวทิวทัศน์จะน่ามองแค่ไหนแต่สถานการร์ตอนนี้ก็บีบคั้นเสียจนไม่สามารถเอ่ยชมความงามออกมาได้เลย


     “เคนตะ อยู่หลังข้านะดงฮันหันไปทางตำหนักที่มีเสียงพังประตูดังขึ้น ปราการด่านแล้วด่านเล่าที่ขาวงกั้นเขากับศัตรูเริ่มถูกทลายลงเรื่อยๆ พระหัตถ์กำด้ามกระบี่เเน่นเสียจนเห็นเส้นพระโลหิตปูดปนขึ้นมา ความตึงเครียดอย่างหนักที่ปรากฏบนพระรพักตร์ของเจ้าชายน้อยเป็นครั้งแรกนั้นช่างน่าเป็นกังวล


     “ไม่ได้พะย่ะค่ะ พระองค์นั่นแหละอยู่หลังกระหม่อมเถิด อย่างไรความปลอดภัยของท่านก็ต้องมาก่อนเคนตะเอ่ยเถียงแล้วก้าวไปอยู่ข้างหน้าพร้อมกับมีดสั้นในมือที่ได้รับมอบมา


     “เคนตะ แต่ถ้าเจ้าเป้นอะไรไปข้าก็ม่อยากอยู่หรอกนะ มาอยู่ข้างหลังข้าเถอะได้โปรดดงฮันจับให้เคนตะหันมาแล้วมองสบตาเพื่อยืนยันในคำพูด ยิ่งอันตายนั้นเข้ามาใกล้มากเท่าไหร่เขายิ่งหวั่นใจ


     “นี่ไม่ใช่เวลาจะมาเอาแต่พระทัยนะพะย่ะค่ะ พระองค์คือผู้ที่มันหมายหัว ความปลอดภัยของท่านคือสิ่งที่สำคัญที่สุดเคนตะจ้องกลับด้วยแววตาแน่วแน่ไม่แพ้กัน


     “เคนตะนั่นสียงอึยกอน พวกเราปลอดภัยแล้ว!”ดงฮันละสายตาไปมองยังต้นเสียงที่เขาคุ้นเคย เสียงตะโกนสั่งการนั่นเป็นเสียงของคังอึยกอนไม่ผิดแน่


     “ดีแล้วพะย่ะค่ะ...ท่านดงฮัน ระวัง!!!”เคนตะหันไปมองทางต้นเสียงบ้างแต่สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือประตุที่เปิดออกพร้อมกับแสงสะท้อนจากปลายศรเหล็กกล้าที่พุ่งตรงมา คนตัวเล็กพลิกตัวหันหน้าเข้ารับศร  ด้วยความที่ศรนั้นถูกเล็งเข้าไปยังหัวใจของดงฮันซึ่งตัวสูงกว่าทำให้มันปักเข้าที่ไหล่ของเคนตะแทน พิษของงูเห่าที่เคลือบยู่นั้นออกฤทธิ์รวดเร็วทันใจ ความปวดร้าวที่ไหล่นั้นแล่นไปทั่วร่างเสียจนอยากจะร้องออกมา


      เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัวนั้นทำเอาดงฮันตกตะลึง จนเผลอปล่อยกระบี่หลุดมือเพื่อรับร่างของเคนตะที่ล้มลงมา แต่ศัตรูไม่ปล่อยเวลาให้พวกเขานานนัก มันชักเอาดาบออกมาจากหลังแล้ววิ่งพุ่งตรงมายังดงฮันหมายจะพลีชีพเพื่อบรรลุเป้าหมย เคนตะอาศัยช่วงเวลาตอนนั้นผลักดงฮันให้ล้มไปด้านข้าง คมดาบแหลมคมเสียบทะลุร่างบอบบางของขุนนางตัวน้อย แรงปะทะนั้นทำให้ทั้งสองคนกระเด็นไปด้านหลัง เคนตะอาศัยเเรงเฮือกสุดท้ายตวัดเเขนรัดร่างคนร้ายแล้วใช้น้ำหนักตัทั้งหมดถ่วงไปด้านหลัง


     ทั้งหมดนั้นผ่านการคิดคำนวณจากหัวของขุนนางตัวน้อยมาเสียสิ้น ด้านหลังนั่นเขาเห็นท่านอึยกอนกำลังฝ่าเข้ามาและกำลังจะถึงตัวดงฮันแล้ว เหลือแค่คนร้ายคนนี้เท่านั้นที่เป็นอันตราย..


     เพราะพุ่งมาด้วยแรงทั้งหมดที่มีรวมกับถูกเคนตะดึงไปด้านหลังทำให้ทั้งสองร่างนั้นติดไปด้วยกันแล้วร่วงลงหล่นลงจากผาไปด้วยกัน


     เหตุการณ์ทั้งหมดกินเวลาเพียงไม่กี่อึดใจแต่กลับดูยาวนานในสายตาคนมอง ในขณะที่ร่างกำลังร่วงหล่นลงไปสูงความมืดมิดเบื้องล่าง คำสุดท้ายที่เคนตะได้ยินคือเสียงของจ้าชายน้อยที่ตะโกนเรียกชื่อของเขาสุดเสียง


     ตะโกนได้แบบนี้แสดงว่าปลอดภัยแล้วสินะ


     เพียงเท่านี้แหละที่เคนตะต้องการ เขาไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว


     .     

     .

     .

     

     “พี่เห็น...ถึงแค่นี้เคนตะก้มหน้างุด พยายามกลั้นน้ำตาที่รื้นอยู่ตรงขอบตาไม่ให้ร่วงหล่นลงมา แต่แล้วหยาดน้ำนั้นก็หยดลงเปื้อนผืนเตียงเป็นวง


     “งั้นแสดงว่า..พี่ตายจริงๆสินะดงฮันยิ้มออกมาอย่างเศร้าๆ


     “คงงั้นแหละ...”


     “หลังจากนั้นน่ะ ผมตามหาพี่ตลอดเลยนะ จนกระทั่งตอนจะตายผมยังสั่งให้คนออกตามหาพี่เลย ผมมีความหวังว่าพี่จะรอดเพราะเรายังไม่พบร่างพี่..แต่ก็นะ ทั้งโดนดาบแทงทั้งตกผา แถมพิษงูเห่าอีก คงรอดยาก..”


     “แล้ว...ซังกยุนล่ะเคนตะเอ่ยถามอีกคนที่เขาเองก็เป็นห่วงไม่แพ้กัน หวังว่าจะได้คำตอบที่ทำให้โล่งใจ แต่ดงฮันตอบกลับมาแค่ใบหน้าเศร้าๆ


     “เราหาพี่เขาเจอ แต่พี่เขา...ถูกฆ่าแล้วครับ เขาบอกกันว่าเป็นฝีมือของจอนจองกุก แต่หลังจากเหตุการณ์นั้นก็ไม่มีใครพบตัวจอนจองกุกเหมือนกัน แต่ผมก็ไม่รู้ว่าจองกุกจะฆ่าซังกยุนไปทำไมรู้จักกันก็ไม่รู้จักเสียหน่อย เสด็จแม่เองก็ตายครับ ข้าราชบริพารก็ถูกสังหารหมดตำหนัก คนที่เห็นเหตุการณ์บอกว่าเป็นฝีมือของจองกุกอีก แต่มันน่าแปลกที่หาองครักษ์ของท่านแม่ไม่เจอ คนตัวขาวๆที่ชื่อมินยุนกิน่ะครับ แปลกมากๆ


     “คงมีอะไรบางอย่างที่เราไม่รู้นั่นแหละดงฮัน..”เคนตะเอื้อมมือไปลูบหัวปลอบเจ้าหมาตัวโตี่ทำหน้าเศร้า


     “พี่ฮยอนบินน่ะดูช็อคไปเลยล่ะครับตอนมีคนเอาศพพี่ซังกยุนกลับมาที่วัง เหมือนพวกเขาจะรักกันอยู่มั้งผมก็ไม่ค่อยมั่นใจ


     “แล้วเจ้าชายแทฮยอนล่ะ...”


     “พี่แทฮยอนถูกตัดสินให้ถอดยศและเนรเทศครับ แต่ว่าถูกเนรเทศไปอยู่ตำหนักที่ห่างไกล ไม่ได้ลำบากอะไรมากเพราะพี่เขาไม่รู้เรื่องและไม่ได้ทำอะไรผิด แถมยังไม่ได้ร่วมมือกันกบฏด้วย พี่เขาใช้ชีวิตอยู่สงบๆ น่าจะแก่ตายมั้งครับ


     “แล้วเราล่ะ..หลังจากนั้นเราเป็นไงบ้างเคนตะเอ่ยถามคนที่เขาห่วงที่สุดจากเรื่องราวที่เห็นเขาก็พอรู้ว่าดงฮันมีชีวิตรอด แต่มันเกิดอะไรขึ้นต่อล่ะ


     “ผมก็ฟูมฟายอยู่หลายวันเลยครับ...ข้าวปลาไม่กิน ทำเอาป่วยจนเขาห่วงกันไปหมด


     “จริงๆเลยนะเจ้าเด็กคนนี้ ยังไม่วายทำให้ห่วงอีก...”


     “โถ ให้เวลาผมเสียใจหน่อยสิ พี่ตายทั้งคน..เออพี่ แต่ผมก็ไม่ได้ครองราชย์หรอกนะ พี่ฮยอนบินต่างหากที่เป็นคนขึ้น เพราะผมตายซะก่อนน่ะ แหะๆ แต่ก็ดีแล้วนะเพราะผมนะไม่มีชายาไม่มีทายาท พี่ฮยอนบินน่ะมีชายาเยอะแยะ มีคนสืบราชบัลลังค์เพียบลยดงฮันเกาแก้มเบาๆ


     “ห้ะ ไปทำอะไรตาย!”ไอ้ประด็มันไม่ได้อยู่ตรงใครเป็นพระราชาหรอกนะ มันอยู่ตรงดงฮันตายนี่แหละ


     “ป่วยน่ะครับ หลังจากนั้นเราต้องออกรบกันอีกนิดหน่อย ผมไปติดโรคจากในป่ามาจนป่วยตาย ก่อนตายน่ะ ผมภาวนาตลอดเลยนะว่าขอเจอพี่อีกสักครั้งเพราะอยากบอกในสิ่งที่ผมยังไม่ได้บอก...เหมือนพระเจ้าจะเห็นใจนะครับ ผมเลยจำพี่ได้ไม่เคยลืมเลย..จำได้ตลอด


     จำได้มาหลายชาติแล้วแต่มีอุปสรรคทุกที ซึ่งดงฮันตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่บอกเคนตะเด็ดขาดว่าความจริงพวกเขาเจอกันมาหลายชาติแล้วแต่มันมีปัญหานิดหน่อยเลยไม่ไดคุยกันเสียที


     “เห็นใจหรือใจร้ายกันแน่ ให้จมอยู่กับความทรงจำร้ายๆแบบนั้นตลอดน่ะ


     “เห็นใจสิครับ ถึงจะมีความทรงจำแย่ๆ แต่มันก็ทำให้ผมไม่ลืช่วงเวลาดีๆที่เราอยู่ด้วยกันนะ


     “แล้วอยากบอกอะไรพี่ล่ะ

     

     “ก็มันเป็นคำที่ผมอยากพูดกับพี่มาตั้งนานแล้วแต่ผมไม่บอกเพราะตอนนั้นผมไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้มันเรียกว่าอะไร...น่าจะยังเด็กไปด้วยมั้งครับ ตอนนั้น16เองมั้ง...”


     “อ่าห้ะ...”


     “คือ…”


     “?”


     “พี่เคนตะ หลังจากที่พี่จากไปผมเหงามากๆเลยเหมือนผมอยู่ตัวคนเดียวบนโลก เหมือนโลกของผมมันว่างเปล่า มืดมิดไปหมด พี่คือแสงสว่างในโลกของผมนะครับ...”


     “…”


     “ผมรักพี่นะครับ ช่วยอยู่กับผมตลอดไปทีนะครับ


     ตลอดไป ทุกๆชาติ 


     ตลอดไปจนกว่าดวงวิญญาณนี้จะดับสูญ


     ตลอดไปตราบกาลนาน


     ตลอดไปจนกว่าฟ้าจะแยกเราจากกัน...


     แม้ไม่ได้เอ่ยทั้งหมดนั้นออกมาแต่นัยน์ที่สื่อผ่านมาทางสายตาของคนเด็กกว่ามันก็ทำให้เคนตะรับรู้ได้ถึงความในใจนั้น ริมฝีปากบางเผยยิ้มออกมาเมื่อคนเด็กกว่าพูดประโยคนั้นจบ


     “งั้นพี่ขอพูดบ้างนะ..”


     “ครับ


     “ขอโทษที่ปล่อยให้รอนะ ตอนนี้ไม่ต้องอยู่คนเดียวแล้วนะดงฮัน


     คนเด็กกว่าเผยยิ้มออกมากว้างกว่าครั้งใดๆตั้งแต่รู้จักกันมา


     “พี่ก็รักเรานะดงฮัน...”


     หลังจากนี้ไม่ต้องเดียวดายและนะองค์ชายของข้า..


     ข้าขอสาบานว่าจะอยู่เคียงข้างท่านตลอดไป


     .

     .

     .


     “…ไม่เข้าไปหรอพี่ฮยอนบินกระซิบถามคนที่แอบมองส่งผ่านช่องเล็กๆของประตูบานเลื่อน


     “ฮืออออออฮยอนบินตกใจจนตาตี่ๆนั้นเบิกกว่าที่คนหน้าแมวปล่อยโฮออกมา ใบหน้าที่เคยเก๊กหล่อเสียเต็มประดานั้นยู่ยี่เลอะน้ำมูกน้ำตาจนน่าสงสาร


     “เฮ้ยพี่เป็นไร หรือว่าพี่เคนตะเป็นไรคนตัวโตตกใจจนเอื้อมมือไปจะคว้าเอาที่จับประตูแต่โดนซังกยุนจับข้อมือไว้เสียก่อน


     “แม่งซึ้งกว่าซีรี่ย์ที่กูดูเมื่อคืนวานอีก ฮืออออออ กูประทับใจมากซังกยุนสะอื้นไปปาดเอาน้ำมูกน้ำตาที่ไหลลงมาไปด้วยจนเเขนเสื้อเปียกชื้อหมด เมื่อหมดพื้นที่ที่จะใช้เช็ดน้ำตาบนชุดตัวเองก็หันไปแกล้งซบไหล่เจ้าเด็กตัวโตแทน เนียนว่าเศร้าจนอยากหาที่กอด ที่จริงคือแค่หาที่ซับน้ำมูกแค่นั้นแหละ...ฮยอนบินน่ะรู้ทันแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร แถยังวาดแขนโอบรอบเอวคนจอมเนียนเพื่อหากำไรเล็กๆน้อยๆ


     “โอ๋ๆนะครับ ไม่ร้องนะเอ่เอ๊ฮยอนบินจับซังกยุนโยกไปโยกมาเหมือนจะปลอบใจ


     “แบบนี้กูไม่หายหรอก เลี้ยงข้าวกูดิหยุดร้องเลยคนที่ร้องไห้อยู่ผละออกมา ฮยอนบินปล่อยหัวเราะเสียงดังจนซังกยุนต้องเอากำปั้นไปอุดปากไว้ไม่ให้เสียงเจ้าเด็กนี้เข้าไปรบกนพระนางซีรี่ย์ของซังกยุนที่เลนฉากจบอยู่ในห้องพยาบาล


     “เบาๆสิวะไอ้บ้านี่ ตกลงเลี้ยงไม่เลี้ยง ไม่เลี้ยงกูจะร้องต่อ


     “ถ้าพี่จะหยุดร้องไห้ให้เลี้ยงตลอดชีวิตเลยยังได้ครับ


     “พูดแล้วน้าาา กูความจำดีนะไม่มีทางลืม


     “ครับผม พูดแล้วพูดเลยไม่คืนคำ ไหนอยากกินไรบอกผมมาเลย


     “กระเป๋าแหกแน่มึง..”



     FIN


     ในที่สุด ก็ จบ...ฮอือออออออออออออ ฮยอนบินพาน้องไปเลี้ยงข้าวทีน้องร้องไห้แล้ว อ้อ ลืมไปไม่ใช่ซังกยุน//ซับน้ำตา

ปมของจีมินเราไม่เคลียร์ในพาร์ทหลักนะคะ ถือว่าเป็นเรื่องรองแล้วเคนตะไม่รู้เรื่องเลยไม่ได้เขียนเฉลยในนี้ เอาไว้ถ้ามีแรงเราจะมาต่อตอนพิเศษให้นะคะ ฮืออออ แต่ตอนพิเศษชาติก่อนๆของดงฮันมีแน่ๆค่ะ รอติดตามได้เลย รับประกันว่าพีคที่สุดในเนื้อเรื่อง เป็นพาร์ที่เราอยากแต่งที่สุดเรยยยย


     ตอนท้ายไม่มีพาร์ทอดีตเพราะพี่เคนตะดับแล้วจ้า แงๆ แต่เขาก็กลับมาเจอกันแล้วนะ


     โอเคและสุดท้ายนี้คือเรารู้ตัวว่าเราหายไปนานมาก เพราะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ การเรียน และการเงิน(ข้อสุดท้ายนี่โหดร้ายมากค่ะคุณขา) อยากจะขอโทษทุกๆคนจริงๆค่ะ รู้สึกผิดมาก เพื่อนเราก็ตามทวงทุกวี่ทุกวันให้ลงสักทีๆ เมื่อไหร่มึงจะลงอีกสัส นี่ก็คอลกันอยู่บอกมันว่าพิมพ์อยู่มันบอก สักทีอีสัส555 จะจบๆของมึงเนี่ย


     เออจบละนะ แง ใจหายมากเด้อค่า 


     ถึงวงเราจะยุบแล้วแต่กัปตันเราขยันพายจนชิปเปอร์ไม่มีงานทำกันแบบนี้เดี๋ยวจะมีเรื่องหน้าแน่นอนค่ะ แต่เอาตอนพิเศษชาติก่อนๆของดงฮันก่อน แง 


     ซียูตอนหน้านะคะทุกคน เราขอไปนอนก่อน ตอนนี้หวัดกินหนักมาก เอื้อ





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

24 ความคิดเห็น