คืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด
คุณแน่ใจว่าต้องการคืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด ?
ลำดับตอนที่ #1 : Kill End. 1 เราคือตระกูลของนักฆ่า
“ตระกูลของเราหลายคนต่างก็เป็นนักฆ่าที่เลื่องชื่อ ในเมืองดาราโคไม่มีใครไม่รู้จักตระกูลของเราจำเอาไว้นะ ดิออร์น้อยโตขึ้นลูกก็ต้องเติบโตเป็นนักฆ่าเหมือนพ่อ แม่และพี่สาว” เสียงอันอบอุ่นดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง “การเป็นนักฆ่าพวกเราไม่ใช่คนเลว เมื่อโตอีกหน่อยลูกก็จะเข้าใจว่าทำไมพ่อถึงพูดเช่นนี้” เขาเว้นวรรคก่อนจะพูดต่อว่า “สุขสันต์วันเกิดดิออร์น้อยสอบขวบแล้วนะ” ดิออร์น้อยวัยสองขวบนอนมองผู้ที่ซึ่งเป็นบิดาของเขาด้วยสายตาที่ใสซื่อเหลือเกิน เกินกว่าจะเชื่อได้ว่าเด็กผู้นี้คือเด็กในตระกูลของดิออร์จริงๆ “วันนี้พ่อคงคุยให้เจ้าฟังแค่นี้นะดิออร์น้อย วันนี้พ่อมีภารกิจ ให้ตายสิ่อยากใช้เวลากับลูกให้นานกว่านี้หน่อยจริงๆ” เสียงชายคนนั้นยังดังขึ้นอย่างต่อเนื่องพร้อมกับลูบหัวลูกชายตัวน้อยของเขาอย่างอ่อนโยน หญิงสาวผู้มีผมสีเทามองภาพตรงหน้าอย่างอบอุ่นใจนี่คงจะเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบที่สุด พวกเขาเป็นนักฆ่าจริงๆหรอทำไมถึงได้อ่อนโยนกับลูกเช่นนี้กันนะ หรือบางทีนักฆ่าก็มีหัวใจล่ะมั้ง
“เอ็ดมานนนนนนน ฉันจะฆ่าแกให้ได้เลยยยยยยยยย” เสียงหญิงสาวที่ใครผ่านมาก็ต้องเดาได้ไม่ยากว่ากำลังฉุนจัด “ฮ่าๆ ยังไงพี่ก็ชนะฉันไม่ได้หรอกน่า” เสียงชายหนุ่มที่บ่งบอกความทะเร้นได้เป็นอย่างดี ไม่ได้รู้สึกกลัวเอฟเฟคที่พี่สาวกำลังจะปล่อยใส่เลยซักนิด หญิงสาวที่ตอนนี้จ้องชายหนุ่มที่ขึ้นชื่อว่าเป็นน้องด้วยสายที่ยากเกินจะอธิบายแต่ถ้าเป็นคนภายนอกเห็นคงจะได้ขนลุก พรึบกันแน่ๆ แต่ชายหนุ่มตรงหน้าที่นอกจากจะไม่ขนลุกแล้วยังไม่รู้สึกกลัวและยังมีเสียงหัวเราะมาเป็นของแถมอีกตั้งหาก ดูท่าแล้วศึกครั้งนี้ของสองพี่น้องจะยังไม่จบลงง่ายๆ ในระหว่างที่สองพี่น้องกำลังทะเลาะกันอย่างเอาเป็นเอาตาย มีชายหนุ่มได้เฝ้ามองพวกเขาด้วยสายตาที่อ่อนโยนที่สุดในอาณาจักร “เอียน ไปตามลูกๆมาพบฉันสิ อ่าและก็ให้ทั้งสองคนแต่งชุดมาด้วยล่ะ” ชายหนุ่มพูดกับลูกน้องคนสนิทโดยสายตายังไม่ละจากลูกๆด้วยซ้ำ คนเป็นลูกน้องก็ยิ้มให้ความอ่อนโยนที่เจ้านายของเขามีเหลือเกิน และเขาก็ค่อยๆออกจากห้องไป แน่นอนว่าข้างล่างข้างริมธารยังมีสองพี่น้องที่ทะเลาะกันไม่เลิก จนกระทั่ง
“คุณหนู นายน้อย” เสียงเรียกของลูกน้องคนสนิทที่มีชื่อว่าเอียนนั่นแหละ เขาอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวมีลายเป็ดคาบมีดปักอยู่ที่อกด้านซ้าย กระดุมเม็ดที่สองไม่ถูกติดอย่างจงใจเผยให้เห็นผิวขาวเนียนของลูกน้อง หน้าตาไม่ต้องพูดถึงผมสีดำเงากับผิวขาวซีดของเขาช่างตัดกันเหลือเกินแววตาที่สุขุมเยือกเย็นบัดนี้ได้คล้ายๆว่าแววตาคู่นั่นจะเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนทันที่ทีเห็นคุณหนูและนายน้อย “มีอะไรหรอคะ พ่อบ้านเอียนนี่” จากเสียงที่โกรธจัดเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนได้อย่างไม่น่าเชื่อ ฝ่ายน้องมองผู้เป็นพี่อย่างอึ้งๆนี่พี่เขาสามารถเปลี่ยนอารมณ์ได้เร็วขนาดนี้งั้นเลยหรอ “นายใหญ่ให้ไปพบน่ะครับ และก่อนไปเปลี่ยนชุดด้วยนะครับ” เมื่อเอียนพูดจบหญิงสาวถึงกับหน้าขึ้นสีทันที ก็แน่ล่ะ ในตอนนี้หญิงสาวอยู่ในชุดสายเดียวสีครีมเรียบๆกับกางเกงขาสั้นสีฟ้า ไม่ได้ต่างอะไรจากหญิงสาวทั่วไป ถึงแม้ว่าหญิงสาวผู้นี้จะมีหน้าตาที่งดงามเหลือเกินราวกับภูติในนิยายก็ว่าได้ ผมสีทองของเธอที่ยาวลงมาถึงกลางหลังพริ้วไหวไปตามสายลมอ่อนๆ ใบหน้าที่มีสีแดงแต่งเติมอยู่นั้นยิ่งทำให้หญิงสาวคนนี้ดูน่ามองยิ่งขึ้น ดวงตาสีม่วงของเธอใครมองก็คงจะหลงไหลกันทั้งนั้น ริมฝีปากเล็กๆที่รับกับใบหน้าอย่างลงตัวนั้นใครๆก็คงอยากครอบครอง หญิงสาวคนนี้ไม่มีที่ติเลยจริงๆ “หน้าแดงพี่สาว” หญิงสาวที่กำลังตกอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง หันมามองหน้าน้องชายตัวดีพร้อมกับปล่อยเอฟเฟคใส่น้องชายแต่นั่นยิ่งทำให้น้องชายที่ในชุดเสื้อกล้ามสีดำกับกางเกงขาสั้นสีน้ำตาลหัวเราะมากกว่าเดิม ฝั่งน้องน้องชายหน้าตาหล่อยังกับเทพบุตร ผมสีเทายุ่งๆของชายหนุ่มคนนี้คงจะเป็นคล้ายๆกับเอกลักษณ์ประจำตัวไปเสียแล้ว ดวงตาสีม่วงจะว่าม่วงก็ไม่ใช่จะว่าแดงก็ไม่เชิง กับส่วนที่เหลือก็จัดได้ว่าเหมือนคนพี่อย่างกับแกะกันมาถ้าจับมาใส่วิกก็คงจะหน้าคล้ายกันมากเพียงแต่ฝ่ายพี่หน้ามนกว่าเท่านั้นเอง เมื่อทั้งสองปล่อยเอฟเฟคใส่กันอย่างเพียงพอแล้วทั้งคู่ก็แยกย้ายไปที่ห้องของตนเองเพื่อไปเปลี่ยนชุด
ในห้องตอนนี้มีชายวัยกลางคนที่หน้าเด็กเหลือร้ายกับหญิงสาวหนึ่งคน ชายหนุ่มอีกหนึ่งคน ทั้งสามคนมองหน้ากันพอเป็นพิธีก่อนที่ฝ่ายชายวัยกลางคนจะพูดขึ้นมา “เอ็ดม่า” เสียงชายวัยกลางคนดังขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ หญิงสาวที่อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวและมีเป็นคาบดาบปักไว้ที่อกด้ายซ้าย ผมที่เคยปล่อยให้พลิ้วไหว บัดนี้ได้กลายถูกรวบและมีปิ่นปักผมในการยึดผม ไม่ต่างอะไรจากน้องชายที่อยู่ในชุดแบบเดียวกันผมที่ถูกจัดมาให้ยุ่งมันช่างรับกับใบหน้าของเขาจริงๆ สองพี่น้องบัดนี้ได้กลายเป็นคนที่สุขุม เยือกเย็น คาดว่าอุณหภูมิในห้องนี้คงจะติดลบในไม่ช้าก็เร็ว เอ็ดม่าส่งยิ้มอ่อนๆให้กับผู้เป็นพ่อ ผู้เป็นพ่อก็ยิ้มรับเช่นกัน “ลูกอายุยี่สิบปีแล้วสิ่นะ” คนเป็นพ่อพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนเหลือเกิน ชายวัยกลางคนที่มองหน้าแล้วยังไงอายุก็คงไม่เกินสามสิบเป็นแน่ แต่กลับหารู้ไม่เลยว่าชายผู้นี้มีอายุที่มากโข “พ่อจะให้เอ็ดมันไปเรียนกับลูก” เมื่อผู้เป็นพ่อพูดเสร็จ เอ็ดม่าผู้เป็นพี่สาวก็พยักหน้ารับจริงๆเธอเห็นด้วยกับผู้เป็นพ่อที่จะให้น้องชายตัวดีไปเรียนกับเธอจะได้เปิดน้องชายที่เอาแต่เก็บตัวอยู่กับบ้านเช่นนี้ ถึงจะได้ออกก็ได้ไปแค่ตอนทำภารกิจเท่านั้น “แต่พ่อ” ไม่ทันไรเสียงลูกชายตัวดี เอ็ดมัน ก็ขัดผู้เป็นพ่อเสียแล้ว “ผมไม่อยากไป พ่อก็รู้ให้ผมอยู่บ้านเถอะ ผมจะเป็นเด็กดี” เอ็ดมันพูดเป็นฉากๆ ผู้เป็นพ่อได้แต่ยิ้มให้กับความดื้อของลูกชายตัวดีของเขาคนนี้จริงๆ และไม่เคยมีครั้งไหนที่ผู้เป็นพ่อไม่เคยยอมแต่ครั้งนี้คงจะยอมไม่ได้จริงๆ “เอ็ดมันลูกอายุสิบแปดแล้วนะออกจากบ้านไปหาประสบการณ์ใหม่ๆเถอะ” ผู้เป็นพ่ออธิบายให้ฟัง “ครั้งนี้พ่อคงจะยอมลูกไม่ได้จริงๆ พ่อส่งใบสมัครไปแล้ว” เมื่อฝ่ายพ่อพูดจบ เอ็ดมันก็พยักหน้ารับ อันที่จริงเขาไม่อยากขัดใจพ่อแต่ตัวเขาเองเป็นคนไม่มีเพื่อน แน่ล่ะใครจะมาอยากเป็นเพื่อนกับนักฆ่า เอ็ดมันอายุสิบแปดปีฆ่าคนมาแล้วไม่ต่ำกว่าแปดสิบคนทำภารกิจมาทั้งหมดแปดสิบภารกิจ ยิ่งพี่สาวไม่ต้องพูดถึงฆ่าคนครั้งแรกตอนอายุสี่ขวบ เพราะเป็นเช่นนี้จึงไม่มีใครอยากจะคบค้าสมาคมกับสองพี่น้องนักฆ่าเท่าไร “งั้นเดินทางวันนี้เลย” สิ้นเสียงผู้เป็นพ่อไม่ใช่แค่เอ็ดมันจะตกใจ แต่เอ็ดม่าก็ยังตกใจเช่นเดียวกัน “ทำไมถึงให้รีบไปล่ะคะพ่อ อีกตั้งสิบวัน” เอ็ดม่าถามอย่างนึกสงสัย “ก็พาน้องไปรู้จักกับ” คนเป็นพ่อเว้นวรรคก่อนจะพูดต่อว่า “เมืองมิเดิลไลน์ เมืองหลวงของเรายังไงล่ะ” พูดจบคนเป็นพ่อก็ยิ้ม แต่นั่นยิ่งทำให้เอ็ดมันหนักใจ
เมืองนี้เป็นเมืองที่ขึ้นตรงกับทุกๆเมืองเป็นเมืองที่มีคนเยอะแยะและพลุกพล่าน เป็นเมืองผู้ดีมีทหารยามเฝ้าตลอด มีท่านผู้นำของเมืองที่มีอำนาจมากที่สุดแถมยังเป็นเมืองที่พระราชาและพระราชินีประทับอยู่อีก ที่เขากังวลหาใช่เรื่องเงินทองหรือเรื่องฐานะของตนแต่กลับเป็นว่าถ้าไม่มีเพื่อนเมืองนี้จะเป็นเมืองที่อยู่ยากเหลือเกิน ผู้เป็นพ่อเหมือนกับจะอ่านความคิดลูกชายตัวดีของเขาออก “หาเพื่อนคงไม่ยากใช่ไหม” พูดจบผู้เป็นพ่อก็บอกให้ทั้งสองคนไปขึ้นรีบไปนั่ง ฟารีเซอร์ คือยานพาหนะ ทั้งสองออกจากห้องไปขึ้นฟารีเซอร์ที่เตรียมไว้ เอียนยิ้มให้กับคุณหนูทั้งสองก่อนจะเดินไปหาเจ้าคาน เอียนลูบหัวเสือดาวอย่างเอ็นดู เจ้าคานก็ใช้หัวไถไปกับมือของเอียนอย่างน่ารัก ในระหว่างที่เอียนเล่นกับเจ้าคานอยู่นั้น สองพี่น้องก็ได้ขึ้นมาอยู่บนรถลากที่ดูยังไงก็ไม่น่าปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว เอียนพูดกับเจ้าคานไม่นานฟารีซอร์ที่มีเจ้าคานไปตัวขับเคลื่อนก็เคลื่อนตัวไปอย่างรวดเร็ว
“เจ้าคาน อีกนานมั้ยกว่าจะถึง” เอ็ดมันเอ่ยถาม ข้างๆมีพี่สาวที่กำลังหลับสนิท ฟ้าก็เริ่มมืดขึ้นแล้ว “อีกชั่วโมงครึ่งก็ถึงแล้วครับนายน้อย” พอเสียงแหบๆเจ้าคานพูดจบ เอ็ดมันก็หันไปมองพี่สาวที่ตอนนี้ใช้ไหล่ของเขาเป็นหมอนไปเสียแล้ว ใช้เวลาไปไม่นานก็ถึงตัวเมืองมิเดิลไลน์อย่างที่เจ้าคานบอก ในเมืองในยามค่ำคืนได้ติดไฟประดับประดราไว้อย่างสวยเหมือนกับในเมืองตอนนี้กำลังมีเทศกาลแต่ไม่ใช่นี่เป็นเพียงค่ำคืนธรรมดาคืนหนึ่งเท่านั้น แม้ฟ้าจะมืดแล้วก็ตามแต่คนในเมืองก็ยังเยอะ ใบหน้าของทุกๆคนประดับไปด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุข “เอ็ดมันถึงแล้วหรอ” เอ็ดมันพยักหน้าให้กับพี่สาวที่พึ่งตื่นนอน “เอ็ดมันฉันมีเรื่องที่ต้องไปสะสางหน่อย แกอยู่ได้…” เอ็ดม่าพูดยังไม่ทันจบ เอ็ดมันก็โบกมือเป็นเชิงว่าจะไปไหนก็ไป หญิงสาวมองน้องชายอย่างเหนื่อยใจ “เอ็ดมัน แกไม่ได้มาทำภารกิจนะ ระวังโดนประณาม เมืองนี้เป็นยังไงแกก็น่าจะรู้ดี” พูดจบเอ็ดม่ากระโดดลงจากรถไปดื้อๆและหายไปด้วยความรวดเร็วกว่าที่คนทั่วไปจะมองเห็น “เฮ้อออ” เอ็ดมันถอนหายใจออกมายาวๆ ใช่แล้ว เมืองนี้ถ้าไม่มีเพื่อนจะถือว่าเป็นพวกมาร ไม่มีคนคบและจะโดนประณามแถมยังโดนเผาอีกตั้งหาก นี่มันยุคไหนกันแล้วทำไมยังเชื่อเรื่องแบบนี้ได้อยู่อีก เอ็ดมันคิดไปถอนหายใจไป ไม่นานฟารีเซอร์ก็เข้าไปจอดในที่จอดพาหนะ เอ็ดมันลงไปเข้าเช่าห้องพัก
“สวัสดีค่ะ โรงแรมปริ๊นเซสขอต้อนรับค่ะ โรงแรมเราเป็นโรงแรมของพระราชาและพระราชินีขอให้ท่านโปรดดูเงินในกระเป๋าของท่านว่าพอกับค่าใช้จ่ายหรือไม่” เอ็ดมันมองผู้หญิงที่เป็นพนักงานต้อนรับอย่างไม่สบอารมณ์
“จองไว้” เอ็ดมันพูดด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น พนักงานหญิงตอนนี้ไม่ต้องพูดถึงขนลุกพรึ่บไปแล้ว “อะ คะ คือไม่ทราบว่าชื่ออะไรคะ” พนักงานหญิงพูดติดๆขัดๆ หล่อนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมถึงกลัวคนตรงหน้า แค่เพียงเขาพูดออกมาพนักงานหญิงก็ไม่กล้าแม้จะสบตาอย่าว่าแต่สบตาเลยแค่พูดด้วยยังไม่กล้าจะพูด “ดิออร์ เอ็ดมัน ดิออร์” สิ้นเสียงเอ็ดมัน ก็เหมือนระเบิดลง พนักงานหลายคนไม่ใช่แค่พนักงาน แขกที่มาพัก ก็หันมามองเขาเป็นตาเดียว และก็เกิดเสียงซุบซิบขึ้นต่างๆนาๆ
เอ็ดมันไม่ได้สนใจเสียงเล่านั้นเลย พอพนักงานหญิงยื่นนามบัตรที่เป็นแผ่นใสๆ เขาก็เดินจากไป เหลือไว้แต่เพียงเสียงซุบซิบนินทาเท่านั้น เอ็ดมันเข้าไปในห้องพักก็พบว่าห้องนี้ช่างเหมาะกับเขาจริงๆ ทั้งห้องเป็นห้องที่ไม่มีแสงรอดผ่าน เตียงนอนหรือโต๊ะต่างๆถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ ห้องนั่งเล่นที่ถูกขั้นไว้ด้วยชั้นหนังสือทำให้ห้องนี้ลงตัวเป็นอย่างมากผนังห้องสีแดงกับพื้นสีดำเป็นสิ่งที่เขาชอบที่สุด ในความคิดของเขาสีดำก็หมายถึงดาราโก สีแดงย่อมหมายถึงเลือดสำหรับเขาที่เป็นนักฆ่าแล้วเลือดเป็นสิ่งที่จรรโลงใจมากจริงๆ เอ็ดมันค่อยนอนลงบนโซฟาอย่างอ่อนแรง เพราะความเหนื่อยทำให้เขาเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างง่ายดาย
เช้าที่สดใสแสงอาทิตย์เจิดจ้า แต่นั้นก็ไม่สามารถเข้ามายังห้องที่ไม่มีแสงลอดผ่านได้ เอ็ดมันค่อยๆยืดตัวขึ้นและมองไปรอบๆห้องอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้สัมภาระของเขาก็ได้มาถึงแล้ว เขาลุกไปอาบน้ำก่อนหยิบเสื้อเชิ้ตสีขาวที่มีลายเป็ดคาบมีดออกมาใส่อีกครั้งชุดวันนี้ไม่ต่างอะไรจากชุดเมื่อวานซักนิด เอ็ดมันมองดูลายที่เสื้อเชิ้ตก่อนจะส่ายหัวและยิ้มออกมา “นี่มันตราประจำตระกูลนักฆ่าจริงๆหรอ” เอ็ดมันพึมพำอยู่คนเดียว และเขาก็เดินออกไปจากห้องพอมาถึงที่เดิมที่มีพนักงานหญิงบางคนก็มองด้วยสายตาตื่นเต้น บางคนก็มองด้วยสายที่โกรธแค้น บางคนก็มองด้วยสายตาที่กลัวสุดขีด แต่เอ็ดมันไม่ได้สนใจลายละเอียดปลีกย่อยอะไรขนาดนั้นเลย
ผลั่ก ! ”เป็นอะไรไหม” เอ็ดมันถามเสียงนิ่ง อยู่ดีก็มีผู้หญิงจากไหนไม่รู้วิ่งมาชน หญิงสาวส่ายหน้ารัวสามสี่ที เอ็ดมันเห็นหน้าหญิงสาวชัดๆเป็นครั้งแรก น่ารัก นี่คงจะเป็นคำแรกที่เอ็ดมันคิด ผมสั้นซอยประบ่า ผิวสีน้ำผึ้งกับผมสีน้ำตาลปากเล็กๆที่กำลังกัดปากเพราะความกลัวทำให้เอ็ดมันอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ ดวงตาสีน้ำฟ้าน้ำทะเลอันที่จริงไม่ได้เข้ากับใบหน้าเลยแต่มันก็ช่วงมองอย่างเลี่ยงไม่ได้ ดวงตาสีฟ้าเห็นตราที่อกซ้ายของเอ็ดมันก็ยิ่งกลัวเข้าไปใหญ่จนไม่กล้าลุกไปไหนเลยเพราะคนที่ตนเองชนเป็นถึงนักฆ่า เอ็ดมันยื่นมือให้หญิงสาวที่ล้มไปกองอยู่กับพื้นเพราะกางเกงขาสั้นตัวน้อยนี่แหละที่ทำให้เอ็ดมันสังเกตถึงแผลที่หัวเข่าของหญิงสาว เหมือนว่าบางทีหญิงสาวก็ยังไม่รู้สึกตัวว่าตัวเองได้เป็นแผลเข้าให้แล้ว “ลุกขึ้นสิ่” เสียงนิ่งๆของเอ็ดมันทำให้หญิงสาวสดุ้งเล็กน้อยยิ่งทำให้เอ็ดมันอมยิ้มเข้าไปอีก หญิงสาวค่อยๆยื่นมือไปจับมือของเขาและในที่สุดเอ็ดมันก็ประคองหญิงสาวตรงหน้าไปนั่งพักที่รับรองแขกของทางโรงแรม “ขะขอ ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวพูดตะกุตะกะ เอ็ดมันพยักหน้าและนั่งคุกเข่าตรงหน้าหญิงสาว เขาใช้มือตรวจสอบบาดแผลก่อนจะลุกขึ้นไปหาพนักงานหญิงคนนึงพนักงานหญิงพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนที่จะวิ่งหายไปและกลับมาพร้อมกล่องพยาบาล เอ็ดมันยิ้มให้พนักงานหญิงตรงหน้า พนักงานหญิงหน้าขึ้นสีทันที และเอ็ดมันก็เดินมายังหญิงสาวปริศนา สายตาทุกคู่จับจ้องอยู่กับชายหญิงคู่นี้เป็นภาพที่จัดว่าหายากก็คงจะจริง เพราะคงไม่มีใครคิดว่านักฆ่าจะใจดีขนาดทำแผลให้กับหญิงสาวที่ไม่รู้จักกัน ถึงว่าคนภายนอกจะมองด้วยสายตายินดีแค่ไหนก็ไม่ได้ทำให้เอ็ดมันสนใจซักนิดไม่ใช่เขาไม่รู้ว่ามีคนมองแต่เขาแค่เลือกที่จะไม่ใส่ใจ “เสร็จแล้ว” คำพูดห้วนๆที่ออกจากปากของเอ็ดมันไม่ได้เข้ากับใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาซักนิด หญิงสาวมองดูที่แผลของตัวเองมันดูเป็นระเบียบเรียบร้อยเหลือเกินและคนที่ทำแผลให้ก็ยังมือเบามากๆ “ขอบคุณอีกครั้งนะคะ” เอ็ดมันที่ง่วนอยู่กับการเก็บเครื่องมือก็เงยหน้ามองหญิงสาวที่ตอนนี้กำลังส่งยิ้มมาให้เขา “ฉัน เบลล่า วาเตอร์ค่ะ” หญิงสาวพูดจนก็ฉีกยิ้มที่จริงใจที่สุดในอาณาจักรให้อีกหนึ่งที เอ็ดมันเห็นก็ยิ้มที่มุมปากเล็กๆ “ฉันเอ็ดมัน ดิออร์” เอ็ดมันแนะนำตัวเสร็จก็ก้มไปเก็บเครื่องมือต่อจนเสร็จจึงลุกขึ้นและเดินไปหาพนักงานหญิงคนเดิมเพื่อส่งกล่องพยาบาลให้ เอ็ดมันเดินกลับมาหาเบลล่าอีกครั้งที่ตอนนี้หล่อนก็ยังไม่ได้ลุกไปไหน “ลุกไหวไหม” เอ็ดมันถามเบลล่า เบลล่าพยักหน้าเป็นเชิงว่าสบายมาก แต่พอเบลล่าลุกขึ้นเท่านั้นแหละ “โอ้ย” เบลล่าร้องออกมาอย่างเจ็บปวด เอ็ดมันรีบเข้าไปพยุงทันที
จังหวะพอดีกับกลุ่มสาวสี่คนที่เดินมาเห็นเหตุการณ์ หญิงสาวผมทองสั้นซอยคล้ายๆกับเบลล่า ดวงตาสีเขียว แม้ภายนอกจะดูห้าวๆแต่กลับเป็นคนที่อ่อนไหวง่ายที่สุด “นี่นายทำอะไรเพื่อนพวกเราห๊ะ” หญิงสาวผมทองไม่พูดอย่างเดินไปกระชากแขนเอ็ดมันด้วย เอ็ดมันป้องกันตัวตามสัญชาตญาณนักฆ่า เมื่อหญิงสาวเห็นตราตรงอกเสื้อแล้วก็ฉุนจัดเข้าไปอีก “ที่แท้ก็เป็นนักฆ่า” หญิงสาวไม่พูดอย่างเดียวแต่กลับเหวี่ยงหมัดออกไปด้วย เอ็ดมันไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้มีความแค้นอะไรกับนักฆ่าหรือเปล่าแต่เอ็ดมันขยับตัวหลบนิดนึงก็พ้นจากหมัดของหญิงสาวตรงหน้า หญิงสาวตรงหน้ารัวหมัดไม่ยั้งเอ็ดมันหลบได้ทุกกระบวนท่าแถมยังไม่ทำร้ายหญิงสาวแม้แต่ปลายเล็บทำเพียงแค่ปัดป้องออกไปเท่านั้น
“หยุดได้แล้ว แคโรล” เบลล่าตะโกนออกมาอย่างเหลืออด แคโรลไม่เพียงจุดโจมตีแต่ยังทำหน้าหงอยสุดๆ “ผู้ชายคนนี้ไม่ได้ทำร้ายฉัน ฉันวิ่งชนเขาและเขาก็ช่วยฉันด้วย” เบลล่ายังคงพูดด้วยความไม่สบอารมณ์เหมือนเดิมถึงแม้ว่าจะไม่ได้ตะโกนใส่หน้าอย่างตอนแรก เอ็ดมันต้นเหตุของเรื่องครั้งนี้ได้เพียงแต่ยืนนิ่งๆมองสองสาวที่กำลังทะเลาะกันเพราะเขา และในที่สุด “ขอโทษด้วยนะ” เสียงของเอ็ดมันถึงแม้ว่ามันจะเป็นคำที่สุภาพแต่มันก็แฝงไปด้วยความเยือกเย็น เบลล่าหยุดต่อว่าแคโรลและหันมามองหน้าเอ็ดมัน “เอ็ดมันนี่เพื่อนๆของฉันเอง” เบลล่าพูดพร้อมกับชี้ไปที่ผู้หญิงอีกสองที่ยืนอยู่ไม่ไกล
ในวินาทีนั้นเอง ตึกตัก เสียงหัวใจของเอ็ดมันเต้นราวกับจะหลุดออกมาข้างนอก ผู้หญิงผมสีแดงที่ปล่อยยาว ดวงตาสีเงิน กำลังมองมาที่เขาเช่นกันจมูกที่โด่งเป็นสันกับปากเล็กๆ เป็นปากที่สวยงามมากกว่าพี่สาวของเขาเสียอีก เบลล่าดึงเอ็ดมันไปใกล้ๆกับผู้หญิงพราวเสน่ห์ตรงหน้า ยิ่งใกล้ใจของเอ็ดมันก็ยิ่งเต้นแรงมากขึ้น “เพื่อนฉันคนนี้ชื่อไลล่า ลอเรด มาจากเมืองไฟเออร์เบคน่ะ” ไล่ล่าผู้มีผมยาวสีดำ ตาสีชมพูหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้ม คลี่ยิ้มให้กับเอ็ดเวิดอย่างเป็นมิตร เบลล่าพูดต่อว่า “ส่วนคนที่ต่อยนายเมื่อกี้นี้ชื่อ แคโรล มอริช มาจากเมืองวินวาลี่” เบลล่าหันมายิ้มแฉ่ง “ส่วนฉันมาจากเมืองโอชินวอร์ และนายที่เห็นสวยๆผมแดงน่ะ” เบลล่าเว้นวรรคสักครู่ “เธอชื่อแอนเดรีย กรีนกิฟอยู่ที่เมืองนี้แหละ เป็นลูกของนายกรัฐมนตรีน่ะ” เอ็ดมันที่ตอนนี้ยังไม่สามารถละสายตาจากผู้หญิงตรงหน้าได้เลย “เฮ้ พวกเธอออออ” เสียงหญิงสาวปริศนาอีกคนที่โผล่มาจากไหนไม่รู้ “ยัยอีฟฟ” สามสาวประสานเสียง จะมีก็แต่แอนเดรียที่ได้ยิ้มๆให้กับผู้มาใหม่ เบลล่า รีบลากเพื่อนสาวอีกคนมาแนะนำให้เอ็ดมันรู้จักทันที่ “คนนี้ชื่ออีฟ เออเคอร์ มาจากเมืองโซยริน”ผมซอยสั้นสีดำกับตาสีดำทำให้อีฟดูเป็นผู้หญิงที่ดุมากๆ
อีฟส่งยิ้มเย็นให้กับเอ็ดมันแต่เขาไม่ได้รู้สึกอะไรอยู่แล้วเพราะเขาค่อนข้างมั่นใจเลยว่ารอยยิ้มเขาเย็นยะเยือกกว่าผู้หญิงตรงหน้าเป็นไหนๆ “นายเป็นนักฆ่าหรอ” อีฟถามพร้อมกับจ้องตาของเอ็ดมัน เอ็ดมันพยักหน้าช้าๆ รอยยิ้มประดับขึ้นบนหน้าของอีฟอย่างพอใจ “ฉันอยากทดสอบนาย คุณนักฆ่า” พูดเสร็จอีฟก็ยกกระบอกปืนสีเงินมาในตำแหน่งหัวของเอ็ดมัน ฝ่ายสาวๆอีกสี่คนไม่รอช้า เบลล่ากางเวทป้องกันขึ้นทันทีที่อีฟยกปืนเล็งที่หัวของเอ็ดมัน ไม่มีอะไรหรือใครออกจากเวทของเบลล่าได้และไม่มีอะไรหรือใครเข้ามาได้เช่นเดียวกัน “พร้อมหรือยังคุณนักฆ่า” เอ็ดมันไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่พยักหน้าและการต่อสู้ก็เกิดขึ้นในวงเวทนั้น สาวๆทั้งสี่คนที่กำลังตั้งใจดูการต่อสู้อย่างตั้งใจ อีฟลั่นไกปืนครั้งแล้ว ครั้งเล่าแต่เอ็ดมันก็ขยับตัวเองนิดหน่อยก็สามารถที่จะหลบกระสุนที่ปล่อยมา ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ! กระสุนห้านัดติดถูกปล่อยออกมาจากกระสุนของอีฟ แต่เอ็ดมันสามารถหลบกระสุนได้อย่างง่ายดายเหลือเกิน เอ็ดมันเห็นช่องในระหว่างที่อีฟกำลังเปลี่ยนกระสุนเอ็ดมันใช้โอกาสนี้วิ่งเข้าไป อีฟไม่สามารถมองเห็นตัวของเอ็ดมันเลย เอ็ดมันจับมือก่อนจะผลักมืออีฟออกจากปืนและถอดปืนทิ้งลงกับพื้นในที่สุด เอ็ดมันยิ้มให้กับอีฟที่มองปืนของตัวเองล่วงลงกับพื้นอย่างสลดใจ “DESERT EAGLE.44 Silver ไม่เลวนิ่” เอ็ดมันบอกรุ่นปืนเสร็จสรรพ ก่อนจะก้มเก็บปืนที่ตนเองเป็นคนถอดประกอบคืนให้เหมือนเดิม อีฟมองชายตรงหน้าด้วยความทึ่ง อย่างน้อยก็ไม่เคยมีใครหลบกระสุนห้านัดติดได้ ถ้ายิงที่ละนัดหลบได้ก็ไม่แปลกแต่นี่ ไม่ธรรมดาจริงๆ อีฟคิดในพร้อมกับเอื้อมมือไปรับปืนมาไว้ที่เดิม เบลล่าลดเวทป้องกันลงและสาวๆทั้งสี่คนเดินเข้ามาหาอีฟและเอ็ดมัน เบลล่าที่ยังส่งยิ้มให้เอ็ดมันไม่เลิก เอ็ดมันก็ได้แต่ส่งยิ้มคืนไปให้
“นายนักฆ่า” เอ็ดมันหันไปมองหน้าแคโรล “นายกับพวกฉันเรามาเป็นเพื่อนกันไหม” แคโรลพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียกได้ว่าเบาสุดๆอาจจะเป็นเพราะความเขินอายแต่มันก็ทำให้เอ็ดมันยิ้มอย่างอ่อนโยนที่สุดให้กับเพื่อนใหม่ของเขาเช่นกัน สำหรับเขาแล้วต่อให้แคโรลพูดเบากว่านี้เขาก็ต้องได้ยินแน่ๆคำเชิญชวนเป็นเพื่อน เพราะเขาไม่เคยมีใครมาพูดแบบนี้มาก่อน แล้วทั้งหกคนเดินออกจากโรงแรมไปด้วยกัน
เบลล่าชวนแคโรลคุยอย่างออกรสไปตลอดทางที่ชมดูเมือง จะมีก็เพียงแต่แอนเดรียที่ดูเงียบกว่าปกติ แต่หล่อนมักจะส่งยิ้มอ่อนๆให้เพื่อนๆเสมอ ส่วนอีฟและไลล่าก็ดูออกจะเกร็งๆกันไม่เป็นธรรมชาติ “ไปร้านร็อคกี้กันเถอะ” เบลล่าชวนพร้อมกับจุงมือแคโรลไปด้วย ส่วนคนที่เหลือต้องตามไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ พอเข้าไปในร้านทั้งหกคนก็เข้าไปนั่งในมุมในสุดของร้าน “รูทเบียร์โฟลท” เบลล่าบอกพนักงาน ทุกคนก็บอกว่าเหมือนกันๆ ดังนั้นจึงเป็นรูทเบียร์โฟลทหกแก้ว และแล้วทั้งหกก็เปิดบทสนทนากัน “เอ็ดมันนายคิดไว้หรือยังว่าจะเรียนสายอะไร” คำถามจากไลล่าที่ไม่ค่อยพูดอะไรนัก เอ็ดมันส่ายหน้า “ไม่รู้” เอ็ดมันตอบสั้นๆ สาวๆทั้งสี่คนทำหน้าตื่นตกใจกันเป็นแถว “นายไม่รู้จะเรียนอะไรหรือไม่รู้ว่ามีสายอะไร” ไลล่าถามย้ำเพื่อความแน่ใจ “อันหลัง” เอ็ดมันตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ หญิงสาวมองคนตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ “นายนี่มัน” ไลล่าไม่รู้จะต่อว่าอะไรเอ็ดมันก็ทำได้แค่หัวเราะให้กับความเด็กน้อยเท่านั้นเอง “เอาล่ะฉันจะบอกนาย” ไลล่าพูดจบก็จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ ส่วนคนอื่นๆก็ตั้งหน้าตั้งใจตักรูทเบียร์กันอย่างเอร็ดอร่อย “ทีนี่คือโรงเรียนมิเดิลไลน์นายก็คงจะรู้นะ” ไลล่าเว้นไว้ช่วงนึงก่อนจะพูดต่อ “ที่โรงเรียนของเรามีทั้งหมดห้าสายด้วยกัน หนึ่งเลยมันเป็นด้านถนัดของแคโรลเขาน่ะ” ไลล่าพูดแล้วมองไปที่แคโรลที่ตอนนี้ยิ้มแป้นอยู่ “นักสู้ คือจะใช้กำลังกายในการต่อสู้อาจจะมีพลังเวทมาช่วยด้วยแต่น้อยมากเลยเพราะแค่ใช้พลังกายก็เหนื่อยแย่แล้ว อาจจะมีอาวุธจำพวกมีดดาบ ทวนที่ไม่ได้เป็นเทคโนโลยีน่ะ คนสายนี้จะมีความอดทนมากและพละกำลังก็เหนือกว่าสายอื่นๆ” เมื่อไลล่าพูดจบ แคโรลก็ทำเป็นยืดอกอย่างภาคภูมิเรียกเสียงหัวเราะจากคนในกลุ่มได้เป็นอย่างดี จะมีก็แต่เบลล่าที่นั่งมองแคโรลอยู่เงียบๆ “ต่อไปนะนักเวท สายนี้ยกให้เบลล่าน่ะ” เบลล่าหันมายิ้มให้เท่านั้นและก้มหน้าก้มตากินรูทเบียร์ต่อ “สายนี้ขี้โกงที่สุดเพราะนอกจากจะมีพลังเวทป้องกันและโจมตีที่สูงมากๆอย่างที่นายได้เห็นตอนสู้กับอีฟน่ะ แล้วยังสามารถเรียกสัตว์ออกมาสู้ก็ได้หรือจะแปลงร่างก็ได้ ขี้โกงใช่ไหมล่ะ” เบลล่าหันมามองค้อนควับ “แต่กว่าจะแปลงร่างหรือเรียกสัตว์ออกมาได้ต้องมีพลังเวทที่สูงมากเลยนะ” เบลล่าจี้แจงให้ฟัง “ส่วนต่อไปสายของฉันกับอีฟนักรบกลน่ะ สายเราจะใช้อาวุธที่สามารถทำลายล้างได้อย่างอีฟใช้ปืนพกแต่ส่วนของฉันเป็นปืนใหญ่ พวกเราสามารถอัดพลังเวทใส่กระสุนเพื่อเพิ่มความสามารถในการทำลายล้าง แต่ร่างกายจะต้องมีความอดทนสูงมากไม่งั้นเหมือนร่างกายจะแตกเป็นเสี่ยงๆเลยและต้องมีพลังเวทพอประมาณทีเดียว” ไลล่ากระดกรูทเบียร์ทีเดียวหมดแก้ว เอ็ดมันเห็นแล้วยังอึ้ง
“สายต่อไปให้แอนเดรียอธิบายล่ะกัน ฉันคอแห้ง” ไลล่าเบ้ปากไปทางแอนเดรีย แอนเดรียส่ายหน้าก่อนจะยิ้มให้กับเพื่อนๆ “สายเยียวยา รักษาได้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับสิ่งมีวิต สามารถชุบชีวิตได้” การอธิบายของสายนี้แทบจะทำให้เอ็ดมันฟังไม่รู้เรื่อง เพราะเอ็ดมันมัวแต่สนใจคนอธิบาย เสียงนุ่มๆของแอนเดรียยิ่งทำให้สมาธิของเอ็ดมันกระเจิง ไลล่าเห็นดังนั้น “นายนักฆ่า บอกไว้ก่อนเลยนะ แอนเดรียมีเจ้าของแล้วอย่าริอาจล่ะ” เอ็ดมันทำเพียงแค่พยักหน้ารับ “สายสุดท้ายแล้วนะ” ไลล่าถอนหายใจยาวๆก่อนจะพูดต่อ “สายนี้เรียกว่าโจ๊กเกอร์” ไลล่าพูดจบ เพื่อนๆทั้งโต๊ะก็เงียบลงทันที “คล้ายๆพวกนักเวทจำศีลนะ แปลกประหลาดไม่ค่อยมีใครสนใจสายนี้หรอก สายนี้สามารถโจมตี เรียกสัตว์ แปลงร่าง ป้องกัน รักษา ทำลายล้างก็สามารถทำได้แต่ต้องใช้เสียงดนตรี” เอ็ดมันเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ ถึงเรื่องที่ไลล่าบอกเขา เขารู้เรื่องพวกนี้อยู่แล้ว และตอนนี้เขาก็ได้รับความรู้ใหม่ว่าคนทั่วไปเรียกสายที่เขาจะเรียนว่าพวกนักเวทจำศีล “สายนี้ก็จะเป็นพวกนักดนตรีระดับสูงเท่านั้นแหละถึงจะได้รับเลือก แต่คนธรรมดาก็สามารถโดนรับเลือกนะแต่น้อยมากและฉันก็ยังไม่เคยเจอด้วย สายนี้รวมทั้งสี่ชั้นปีมีนักเรียนแค่ห้าคนเองให้ตายเถอะ แถมชุดก็ยังดูขาดๆสีหม่นๆดูไม่เท่ห์เหมือนพวกนักสู้เลยซักนิด” ไลล่าพูดจบก็กระดกรูทเบียร์แก้วที่สองหมดไปอีกหนึ่ง “เราสามารถเลือกได้ แต่สุดท้ายคนที่จะเลือกก็คือภูติของแต่ละสายนั่นเองแหละนะ มีการทดสอบแต่ฉันเคยได้ยินพวกที่ลงชื่อก็ผ่านไปได้เลยนะ แต่เดี๋ยวนี้เหมือนจะไม่มีใครเคยได้รับสิทธินั้น” ไลล่าพูดพร้อมกับฉีกยิ้มสดใสมาให้เอ็ดมันหนึ่งที เอ็ดมันยิ้มให้ไลล่าที่อุส่าเล่าให้เขาฟังทั้งๆที่เขารู้แล้วแต่เพราะไม่รู้จะคุยอะไรกับเพื่อนใหม่จึงแกล้งทำเป็นไม่รู้ซะ
ในระหว่างที่ห้าสาวหนึ่งหนุ่มกำลังพูดคุยกันอย่างออกรสนั้นฟ้าก็เริ่มมืดลงและแล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน “สาวน้อยพี่ขอนั่งด้วยได้ไหมจ๊ะ” ชายหนุ่มร่างกายกำย่ำห้าคนเดินตรงมายังโต๊ะของเอ็ดมันทั้งห้าใส่เสื้อผ้าของโรงเรียนมิดเดิลไลน์ ที่อกเสื้อด้านซ้ายมีตรารูปหนังสือเล่มใหญ่และรูปกำมืออยู่ ชายพวกนั้นไม่พูดอย่างเดียวแต่นั่งลงทั้งที่ยังไม่มีใครอนุญาติและใช้มือโอบกอดพวกผู้หญิงด้วย อีฟ ที่ใช้แรงปัดมือออกและเตรียมจะหยิบปืนคู่ใจออกมาก็โดนชายพวกนั้นดักทางได้เสียก่อน แอนเดรียไม่ต้องพูดถึงนอกจากเวทรักษาแล้วก็ทำอะไรอย่างอื่นไม่ได้เลยแต่หล่อนก็พยายามใช้มือปัดส่วนต่างๆ เอ็ดมันใช้สายตาประเมินคู่ต่อสู้อย่างเงียบๆ ส่วนไลล่าและเบลล่าไม่สามารถขัดขืนใดๆได้ทั้งสิ้น เพราะตอนนี้ชายร่างกายกำย่ำสองคนกำลังกอดและลวนลานส่วนอื่นๆของสองสาว แค่ใช้มือปัดออกไปได้ก็ถือว่าดีนักหนาแล้ว ที่เห็นจะมีหวังสุดก็คงจะเป็นแคโรลที่ตอนนี้ตะเกียดตะกายที่จะผลักผู้ชายน่าเกลียดพวกนี้พลางชะเง้อไปมองเบลล่าอย่างเป็นห่วง เอ็ดมันแอบคิดอยู่ลึกๆว่าจริงๆแล้วแคโรลกับเบลล่าอาจจะเป็นมากกว่าเพื่อนเพราะหลายๆอย่างแคโรลก็จะดูเป็นห่วงเบลล่าก่อนเสมอแต่ตอนนี้เอ็ดมันไม่มีเวลาคิดเพราะเพื่อนๆเขากำลังตกอยู่ในสถานะการณ์ที่ไม่สู้ดีนัก
เอ็ดมันไม่สามารถทนดูได้อีกต่อไป “อย่า-แตะ-เพื่อน-ของ-ฉัน” คำพูดที่เน้นทุกพยางค์ดังออกจากปากเอ็ดมัน เอ็ดมันปล่อยเอฟเฟครังสีอำมหิตออกไปอย่างไม่เกรงกลัวใครหน้าไหน ชายร่างใหญ่ทั้งห้าคนถึงกับมองเอ็ดมันเป็นตาเดียว รวมทั้งเพื่อนใหม่ด้วย “หึ ยังแกจะมีปัญญาทำอะไรพวกฉันได้” หนึ่งในห้าคนนั้นพูดขึ้น “ตัวแกยังไม่ได้ครึ่งของพวกฉันเลย” จริงอยู่ว่าเอ็ดมันตัวไม่ถึงครึ่ง แต่ถ้าเทียบกับคนปกติแล้วเอ็ดมันจัดว่าหุ่นดี ร่างกายเฟิมฟิตมาก เอ็ดมันไม่ตอบคำถามใดๆเพียงแต่จ้องมองชายทั้งห้าคนอย่างโกรธแค้น หนึ่งในห้าคนนั้นหัวเราะและปล่อยเบลล่า พร้อมกับเดินมากระชากคอเสื้อเอ็ดมันก่อนจะรัวหมัดใส่เอ็ดมันอย่างบ้าคลั่ง เอ็ดมันตอนนี้ที่โดนไปหลายหมัดแล้วเลือดโชกทั้งยังกระอักเลือดออกมาอีกเพื่อนสาวทั้งห้ามองเขาด้วยความเป็นห่วง ชายคนเดิมเหวี่ยงหมัดใส่เอ็ดมันอีกครั้งแต่คราวนี้พลาด พลาด และพลาด “หมดเวลา” เสียงชวนขนลุกของเอ็ดมันดังขึ้น ชายคนที่รัวหมัดใส่เขาก็ล้มลงกับพื้นโดยที่ภายนอกไม่มีเลือด ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ใด หลังจากที่คนแรกล้มลง คนที่สอง สาม สี่ ก็ล้มลงตามไปติดๆ ชายคนที่ห้ายืนตัวสั่นสะท้าน “แก ปะ เป็นใคร” ชายคนที่ห้าพูดด้วยเสียงที่แผ่วเบาเหลือเกิน “ทำไมนักสู้ถึงเสียงสั่นแบบนั้น” เอ็ดมันถามอย่างเยาะเย้ย “พะ พวกเราเป็นนักสู้ที่แข็งแกร่งมาก” ชายคนที่ห้ายังคงเพ้อไม่หยุดว่าตัวเองเก่งและแข็งแกร่งแค่ไหน “แต่นักสู้ที่ฉันรู้จัก เขาดีและแข็งแกร่งกว่าพวกแกมาก!” เอ็ดมันจงใจเน้นเสียงคำว่ามากให้ชายคนที่ห้าหวาดกลัวมากขึ้น แต่ไม่ทันไรร่างกายเขาก็อ่อนยวบลงไปนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นพร้อมกับกระอักเลือดออกมา ทุกๆคนในที่แห่งนั้นตกใจมาก
ยกเว้นแต่เอ็ดมันเท่านั้นที่บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม เพื่อนใหม่ส่งสายตาถามว่านี่มันหมายความว่ายังไง “ไม่ใช่ฉัน” เสียงเรียบเอ่ยขึ้นแต่บนใบหน้าก็ยังมีรอยยิ้มอยู่ “รู้ตัวไวจริงนะน้องรัก” หญิงสาวแสนสวยผู้มาใหม่เดินมาหอมแก้มน้องชาย ก่อนจะหัวเราะคิกคักอยู่คนเดียว “พี่เล่นแรงไปหรือเปล่า เดี๋ยวก็ตายหรอก” ทุกคนอึ้งที่ได้ยินเอ็ดมันพูดเกินห้าพยางค์ เอ็ดมันส่งยิ้มให้เพื่อนๆของเขา “ว่าแต่ฉันและแกล่ะ ภายนอกไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่ภายในช้ำใกล้ตายแล้ว” หญิงสาวหัวเราะชอบใจ ก่อนที่จะตวัดสายตาไปยังกลุ่มหญิงสาวห้าคนที่เกือบลืมไปแล้วว่าอยู่ในเหตุการณ์ “เพื่อนใช่ไหม เอ็ดมัน” เอ็ดมันพยักหน้ารับพร้อมกับส่งยิ้มแฉ่งให้กับผู้เป็นพี่ ห้าสาวที่ตอนนี้อึ้งแล้วอึ้งอีกกับกิริยาเด็กน้อยของเอ็ดมันพออยู่กับพี่สาว “ต้องขอบคุณพวกเธอมากนะที่เป็นเพื่อนกับน้องของฉัน ฉันชื่อเอ็ดม่า ฝากน้องชายตัวดีด้วยล่ะ” เอ็ดมาพูดจบก็จะเล่นงานชายที่นั่งคุกเข่าอยู่ซ้ำอีกที แต่เอ็ดมันเข้าไปขวางไว้ “พอแล้ว” เอ็ดมันมองหน้าพี่สาวของตนเองในตอนนี้ “ตระกูลเราเป็นนักฆ่า สิ่งที่ชอบก็คือการฆ่าแต่พี่ก็รู้ว่าตระกูลเรา…” เอ็ดมันพูดไม่ทันจบ “ไม่ฆ่าคนที่ไม่ได้อยู่ในภารกิจและเลว” เสียงของเอ็ดม่าก็พูดแทรกขึ้นมา เอ็ดม่าส่ายหน้าแรงๆให้กับน้องชายก่อนจะขยี้หัวอย่างเอ็นดู “รู้แล้วน่า ไปดีกว่าแถวนี้ไม่มีอะไรสนุกๆเลย” พูดจบเอ็ดม่าก็หายไปอย่างไร้ล่องลอย
“เป็นพี่ที่แปลกดีนะ” แคโรลที่เงียบไปนานพูดขึ้นมา เอ็ดมันพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “เล่าให้ฟังหน่อยสิ่ ตระกูลของนาย” เอ็ดมันเลิกคิ้วอย่างแปลกใจที่แอนเดรียสนใจเรื่องเขามากมายขนาดนี้ แต่เอ็ดมันก็พยักหน้า “ตระกูลดิออร์ของเราตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษแล้ว แต่เมื่อก่อนตระกูลของฉันไม่ใช่ดิออร์แต่เป็นอะไรอย่างอื่นซึ่งพ่อไม่ได้เล่าให้ฟัง เป็นนักฆ่า คนอื่นๆก็ต่างไม่ชอบ กลัว เกลียดตระกูลของเรา นั่นเป็นสิ่งที่ตระกูลของเราเลี่ยงไม่ได้ แต่มันคล้ายกับเป็นหน้าที่ที่จะกำจัดคนเลวๆให้หมดไป ส่วนนามสกุลของฉันพึ่งจะมาเปลี่ยนตอนพ่อฉันเป็นนายใหญ่แล้ว” แอนเดรียส่งยิ้มอ่อนๆมาให้กับเอ็ดมัน เอ็ดมันยิ้มตอบก่อนจะเล่าต่อว่า “ตระกูลเราจะไม่ฆ่าคนพร่ำเพื่อและเราซื่อสัตย์ต่อคนที่ว่าจ้างเพราะจะไม่เปิดเผยข้อมูล เราจะฆ่าเฉพาะคนที่เราได้รับมอบหมายมา คนที่มาทำอันตรายเราจนเกือบเอาตัวเองไม่รอดและคนที่เลวอย่างเปิดเผยและแน่นอนว่าเราจะไม่ฆ่าคนที่อ่อนแอกว่า” เอ็ดมันมองดูกลุ่มขายห้าคนที่ตอนนี้ยังไม่มีใครได้สติ “นั่นเป็นกฎข้อเดียวของตระกูลเรา เพราะตระกูลเราเป็นตระกูลนักฆ่าฉันเลยไม่เคยมีเพื่อนมาก่อน” เอ็ดมันแอบลอบมองสีหน้าของเพื่อนแต่ละคน “ห้าคนนั้นเป็นนักสู้หมายความว่าอ่อนแอกว่านาย” แคโรลถามอย่างตื่นเต้นซึ่งเอ็ดมันก็เพียงพยักหน้ารับก่อนจะพูดต่อว่า “พวกเธอเป็นเพื่อนห้าคนแรกของฉัน” เอ็ดมันส่งยิ้มให้กับเพื่อนๆทุกคน อีฟตบไหล่ของเอ็ดมัน “พวกเราจะเป็นเพื่อนนายเอง นายก็เป็นคนดีไม่เห็นเหมือนที่ได้ยินมาเกี่ยวกับนักฆ่าเลย” อีฟพูดพร้อมกับทำท่านึก เอ็ดมันยิ้มให้อีฟ “ดิออร์นะ เป็นตระกูลนักฆ่า ชื่นชอบในการฆ่า ไม่มีทางจะเป็นคนดีไปได้หรอก” เอ็ดมันมองหน้าเพื่อนแต่ละคน “แอนเดรียช่วยรักษาพวกเขาทีและฉันขอตัวก่อนนะ” แอนเดรียพยักหน้ารับ เอ็ดมันลุกจากเก้าอี้เดินไปได้สามสี่ก้าว เอ็ดมันก็หันมามองเพื่อนๆอีกครั้งหนึ่งก็จะพูดด้วยเสียงที่ทำให้อุณหภูมิในที่นั้นถึงกับติดลบ “จำไว้นะ ฉันคือนักฆ่า และไม่เคยมีครั้งไหนที่ฉันฆ่าคนแล้วฉันนอนไม่หลับ” เอ็ดมันส่งยิ้มเย็นมาให้ห้าสาวอีกครั้งก่อนจะวิ่งออกไปโดยไม่ทิ้งไว้แม้แต่รอยเท้า
“ฉันไม่ชอบเวลานายนักฆ่านั่นยิ้มแบบนั้นเลย ขนลุก” ไลล่าพูดขึ้นพร้อมกับลูกแขนตัวเองไปมาแอนเดรียที่รักษาอาการบาดเจ็บเบื้องต้น ก็ติดต่อศูนย์พยาบาลเพื่อมารับตัวคนเจ็บไป และทั้งห้าสาวก็แยกย้ายกันกลับ
แม้ว่าแอนเดรียสาวน้อยผมแดงจะง่วงขนาดไหนก็ไม่อาจข่มตาให้หลับเพราะเมื่อหลับตาใบหน้าของนักฆ่าคนนั้นก็ลอยมาเสมอๆ “ทำไมนายถึง ได้หน้าตาคล้ายกับบางคนที่ช่วยฉัน” แอนเดรียพึมพำกับตัวเองก่อนที่มือจะลูบไล้กำไลสีเงินที่ติดตัวมาตั้งแต่สองขวบอย่างเคยตัวไม่นานแอนเดรียก็หลับไป
ในท้องฟ้าที่มืดมิดเช่นนี้เอ็ดมัน ดิออร์ กำลังฝึกเวทที่เป็นเวทต้องห้ามแต่เขาจำเป็นต้องฝึก เพราะเมื่อนักฆ่าอายุสิบห้าปีเวทที่เป็นเวทต้องห้ามจะเลือกนายของมันเอง เขาได้ก้มมองรอยสักที่แขนของเขา บัดนี้เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวได้ถูกถกขึ้นทำให้เห็นรอยสักที่แขนได้ซ้ายได้ชัดขึ้น ยิ่งเอ็ดมันท่องเวทบทนี้นานเท่าไร รอยสักลายเคียวที่มีบรรทัดห้าเส้นล้อมรอบอยู่นั้นก็ค่อยๆเปล่งแสง พร้อมกับเสียงที่อ่อนโยน เบาสบาย ไม่นานหลังจากนั้นเอ็ดมันก็กระอักเลือดออกมา เอ็ดมันนั่งท่องเวทบทเดิมอีก คราวนี้ก็กระอักเลือดอีก ถ้าไม่ใช่ร่างกายที่แข็งแรงมาก อาจจะไม่รอดก็เป็นได้ ตั้งแต่เขาได้รับเลือกให้ฝึกเวทบทนี้ตอนอายุสิบห้าจนถึงปัจจุบันอายุสิบแปดเขายังไม่สามารถฝึกฝนได้สำเร็จ พอเหมือนจะสำเร็จก็จะต้องกระอักเลือดออกมาทุกครั้ง “เฮ้ออ” เอ็ดมันถอนหายใจ เขาเหน็ดเหนื่อยเหลือเกินกับการฝึกเวทต้องห้ามบทนี้เขาไม่เข้าใจเลยซักนิดว่าทำไมถึงยังฝึกไม่สำเร็จ เอ็ดมันค่อยๆลุกออกจากห้องและวิ่งหายไปในความมืดอย่างรวดเร็ว
ไม่นานเอ็ดมันก็มาอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง เป็นบ้านหลังใหญ่ที่ทหารยามเฝ้าอยู่ที่ประตู ในเวลานี้คงไม่มีใครในบ้านที่ยังตื่นอยู่ เอ็ดมันมองดูทหารยามมากว่าหนึ่งร้อยนายที่เดินตรวจตราอยู่ เอ็ดมันในสภาพที่กระอักเลือดเช่นนี้เขาไม่รู้จริงๆว่าควรจะไปที่ไหนและคนเดียวที่เขารู้จักและพอจะช่วยเขาได้อยู่ในบ้านหลังนี้ เอ็ดมันขยับปากท่องบางอย่างร่างกายของเขาก็ล่องหนเขาค่อยๆเดินผ่านทหารยามไปทีละคน ทีละคนจนในที่สุดเขาก็เข้ามาอยู่ในบ้าน เอ็ดมันหลับตาและใช้สัมผัสความรู้สึกของตนกับคนที่จะหา เอ็ดมันเดินขึ้นบันไดไปตามความรู้สึกนั้นจนกะทั่งพบห้องๆนึงที่ประตูมีลายแกะสลักเป็นลวดลายต่างๆอย่างอ่อนโยน เอ็ดมันพยายามจะเข้าไปแต่ไม่สามารถทำได้ เอ็ดมันเลิกใช้เวทล่องหนและเขากางมือออกมาก่อนที่จะมีลมพัดอยู่ที่มือเบาๆเขายื่นมือไปทางประตู ในที่สุดประตูก็ค่อยๆแง้มออกเอ็ดมันเปิดเข้าไปอย่างไม่รอช้า หญิงสาวผมแดงที่กำลังนอนหลับอย่างสบายเอ็ดมันเห็นแล้วไม่อยากปลุกทำได้แค่เพียงยืนมองอยู่อย่างนั้น ไม่ช้าเอ็ดมันก็กระอักเลือดออกมาเขาค่อยๆพยุงตัวเองไปนั่งบนโซฟาที่อยู่ปลายเตียงของหญิงสาว เพราะเขาได้รับบาดเจ็บจากการฝึกเวทต้องห้ามมาแล้วยังใช้เวทล่องหนอีก อาการบาดเจ็บของเขาตอนนี้เรียกว่าสาหัสทีเดียว หญิงสาวที่เริ่มรู้สึกตัวแล้วค่อยๆลืมตามองให้ชินกับความมืด หล่อนเห็นคนแปลกหน้ามาอยู่ในห้อง จะร้องขอความช่วยเหลือก็ทำไม่ได้ หล่อนจึงทำเป็นแกล้งหลับต่อไป เพียงแต่เอ็ดมันรู้ว่าหญิงสาวตรงหน้าตื่นแล้วเพียงเพราะลมหายใจที่เร็วขึ้นทำให้สัญชาตญาณนักฆ่าของเขาเดาได้ไม่ยากว่าเธอคนนี้กำลังกลัวเขาอยู่
“อะ แอนเดรีย” เอ็ดมันกระอักเลือดออกมาอีกครั้ง แอนเดรียได้ยินเสียงเรียกก็ลุกขึ้นจากเตียงอย่างรวดเร็วหล่อนจำเสียงของคนๆนี้ได้ แอนเดรียขยับปากนิดๆไฟทั้งห้องก็สว่าง “นายมาทำอะไร” แอนเดรียมองไปที่เอ็ดมันที่นั่งหันหลังให้หล่อนอยู่ “ช่วยฉัน” เอ็ดมันค่อยๆหันมาแอนเดรีย สภาพเอ็ดมันไม่ต่างอะไรจากชายคนที่ห้าที่ร้านร็อคกี้เลยซักนิดอาจจะเป็นหนักกว่าสภาพที่เลือดเปรอะตัวไปหมด และเขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไงล่ะ ยิ่งคิดแอนเดรียก็มีแต่เรื่องไม่เข้าใจแต่ตอนนี้ต้องรักษาเขาก่อน แอนเดรียเดินไปหาเอ็ดมันจับแขนของเขา ยิ่งรับรู้ถึงอาการว่าแย่มาก “นายไปทำอะไรมา” แอนเดรียถามอย่างร้อนใจ เอ็ดมันยังคงกระอักเลือดออกมาเรื่อยๆ แอนเดรียนำมือมาวางไว้ที่อกของเอ็ดมัน เกิดแสงสีขาวจากมือแอนเดรียคลุมเอ็ดมันไว้ทั้งร่าง อาการกระอักเลือดของเอ็ดมันลดลง แต่แอนเดรียยังไม่สามารถใช้เวทรักษาให้ถึงขั้นที่จะทำให้เอ็ดมันหายเป็นปกติได้ แสงสีขาวค่อยดับพร้อมกับอาการหมดแรงของแอนเดรีย เอ็ดมันที่ค่อยๆฟื้นตัวแล้วหันมามองแอนเดรียอย่างสลดใจ “เธอยังใช้เวท..” เอ็ดมันพูดไม่ทันจบแอนเดรียก็พูดแทรกขึ้นมา “ใช่ ฉันยังใช้เวทไม่แข็ง” แอนเดรียที่ตอนนี้เริ่มกลับมามีสภาพปกติแล้ว แต่ยังคงมีอาการหอบให้เห็นอยู่ เอ็ดมันเห็นดังนั้นจึงค่อยๆหลับตาลง เขาคิดว่าแอนเดรียจะเก่งเวทเยียวยามากว่านี้เสียอีก
“ขอบคุณ” เอ็ดมันกล่าวสั้นๆเขาค่อยๆลุกขึ้นถึงแม้ว่าจะไม่มีอาการกระอักเลือดอีกแล้วแต่ภายในยังคงบอบช้ำมาก แต่ถ้าอยู่บ้านที่เมืองดาราโคเอ็ดมันต้องได้รับการรักษาจากผู้เยียวยาระดับต้นๆ ถึงแม้จะเป็นผู้เยียวยาระดับต้นหรือพี่สาวของเขาแต่กว่าจะฝึกเวทต้องห้ามได้อีกก็ใช้เวลาหลายเดือน แต่ที่นี่เขาไม่รู้จะไปพึ่งใคร ถึงแม้เอ็ดมันจะอยากให้เอ็ดม่าช่วยรักษาแต่เขาก็ไม่รู้อีกว่าพี่สาวตัวดีของเขาไปอยู่ที่ไหนแล้ว เอ็ดมันทำท่าจะใช้เวทล่องหนอีกครั้งแต่แอนเดรียกลับห้ามไว้ก่อน “นายไม่ควรใช้เวทตอนนี้” แอนเดรียฉุดให้เอ็ดมันนั่งลงตามเดิม เอ็ดมันนั่งลงอย่างจำใจ “นายควรจะเล่า” แอนเดรียพูดเพียงเท่านี้ เอ็ดมันก็เข้าใจทันทีว่าเขาควรจะเล่าว่าเกิดอะไรขึ้น เอ็ดมันพยักหน้าลงอย่างน้อยถ้าอาการเขากำเริบอีกแอนเดรียก็จะช่วยเขาถึงแม้จะไม่ได้มากก็ตาม “เธอรู้จักไหม” เอ็ดมันเว้นวรรคนิดนึง “เวทต้องห้าม” เอ็ดมันพูดจบแอนเดรียก็มีสีหน้าตกใจมากทีเดียว “ทำไม” สีหน้าของแอนเดรียบ่งบอกถึงความไม่เข้าใจได้เป็นอย่างดี “เพราะฉันเป็นนักฆ่าที่ถูกเลือก” เอ็ดมันพูดจบก็ค่อยๆหลับตาลงก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทราด้วยความเหนื่อยอ่อน ฝ่ายแอนเดรียก็เช่นกัน
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
Talk : บทแรกลงเลย ,, 5555 รีบบ
ใครที่เข้ามาอ่าน คือ .. มันยาวไปป่ะ ?
แล้วแบบว่า ฮือออ T T
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะค้าบบ ^^"
ความคิดเห็น